ความจริง-ความดี-ความงาม.........พยายาม-ส่งมอบ-ให้ปวงชน <<<<<<<<<<<<<<<<<
Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
20 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
ปาต้าซานเหริน : จิตรกรภิกษุจีน

ไม่มีใครสามารถกล่าวถึงความงามของ
ภาพเขียนของปาต้าซานเหริน (八 大 山 人)ได้หมดสิ้น


พอๆกับใครก็ตามมิอาจไม่กล่าวถึงความงามของอักษรศิลป์จีนชิ้นเอกชั้นครู

ผู้ที่ได้ชมจะรู้สึกเพียงดังถูกมนตร์สะกดและประหลาดใจยิ่ง
ที่เป็นผลงานอันสุดจะเรียบง่าย
และสรรค์สร้างด้วยอัจฉริยภาพพิเศษแสนลึกล้ำ


อย่างไรก็ตามบรรดาผู้ที่ชื่นชมทั้งหลายตั้งแต่อดีตตราบปัจจุบันก็ได้พยายามบรรยายความรู้สึกของเขา พร้อมกับให้ข้อพิจารณาหาความหมายอันลี้ลับที่ซ่อนอยู่ในผลงานศิลป์ของปาต้าซานเหริน

ประวัติของปาต้าซานเหรินที่แต่งโดยเฉินติ่ง (ปัญญาชนจีนสมัยราชวงศ์ชิง) บรรยายว่า :
"ในภาพเขียนของเขา(ปาต้าซานเหริน)เอิบอาบไปด้วยชีวิตชีวาประหนึ่งสายลมโชยอ่อนละมุนที่เคล้าด้วยกลิ่นหอมกำซาบซ่านไปทั่วทั้งห้อง"


หวูชางซื่อ จิตรกรผู้เลื่องชื่อ เขียนบรรยายว่า :
"การใช้หมึกของปาต้าเข้าขั้นสมบูรณ์สุดยอด – ให้ความรู้สึกแห่งอารมณ์อย่างเปี่ยมปรี่เต็มที่ บวกด้วยความผสานกลมกลืนยิ่งนัก เขาป้ายพู่กันเสมือนดังไม้กายสิทธิ์ แปรเปลี่ยนไปไม่มีที่จบสิ้น และมิอาจคาดคะเนได้"


เซี่ยคุน เขียนไว้ว่า :
"อัจฉริยภาพที่ไร้เทียมทานของเขาได้รังสรรค์บางสิ่งบางอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่มีใครสามารถทำได้เหมือน เป็นการเปิดศักราชใหม่ในรูปแบบ"


หรุงเทียนฉี ได้กล่าวไว้ในบทความ ยุงไจถานอี้ลู่ :
"ในแนวคิดทั้งหมดแม้กระทั่งแนวโน้มของการเขียนภาพในห้วง 300 ปี ที่ผ่านมาล้วนได้รับอิทธิพลอันมหาศาลของเขา"



มีน้อยคนที่เคยชมภาพเขียนของปาต้าซานเหรินแล้ว
จะไม่รู้สึกถึงการใช้เส้นพู่กันอย่างประหยัด
และแต่ละเส้นสาย ป้าย จุด ล้วนมีพลังยิ่งนัก

ในการเขียนรูปนกกับดอกไม้ เขาเพียงใช้พู่กันแต้ม 2–3 จุดตรงนี้
ป้ายขีดขาดๆตรงนั้น – แล้วท่านก็จะได้เห็นรูปร่างที่มีชีวิตเต็มไปด้วยเลือดเนื้อ
ทว่ามักจะเป็นชีวิตที่ว้าเหว่ โดดเดี่ยวอย่างน่าประหลาด
ทั้งยังดูเย็นชา เหี้ยม ขมขื่น
ซึ่งมีรากเหง้าจากชีวิตอันลำบากลำเค็ญและผิดหวังนั่นเอง



ปาต้าซานเหรินเป็นเชื้อสายจากพระราชโอรสองค์ที่ 17
แห่งปฐมกษัตริย์ราชวงศ์หมิง
เกิดที่เมืองหนานชาง ในปี คศ.1626 ซึ่งเป็นช่วงปลายแห่งราชวงศ์


ทั้งบิดาและปู่ล้วนเป็นจิตรกรผู้ประสพความสำเร็จ
เมื่อจูทา (นามเดิมของ ปาต้า) อายุได้ 8 ขวบ ก็มีความคุ้นเคยเข้าใจศิลป์แห่งกวีนิพนธ์
เมื่ออายุได้ 19 ปี ได้ประจักษ์ความล่มสลายแห่งจักรวรรดิ์หมิง ผู้ยึดครองได้ล้มล้างราชวงศ์หมิง
และราชวงศ์ชิงรุกฆาตในปี คศ.1644 ในวันที่19 เดือน 3
เขาพยายามเตือนความจำไว้ในภาพเขียน
โดยการเซ็นชื่อเป็นสัญลักษณ์ถึงวันนั้น




ปู่ของเขาชื่นชม ซือหม่าเซียงหรู มาก
ท่านผู้นี้เป็นรัฐบุรุษและกวีสมัยราชวงศ์ฮั่น
บิดาของปาต้าเป็นคนติดอ่าง
ดังนั้นสัญลักษณ์จึงสะท้อนถึงความรำลึกแห่ง 2 กรณี
กรณีหนึ่งอธิบายถึง ซือหม่าเซียงหรู ผู้ซึ่งเป็นคนติดอ่างคนหนึ่ง
ปาต้าใช้ชื่อของซือหม่าเซียงหรูเพื่อบอกใบ้ภาวะบกพร่องทางการพูดของตนเองด้วย
บางครั้งเมื่อราชวงศ์หมิงล่มสลายแล้ว เขาเลี่ยงที่จะใช้แซ่ "จู" เพื่อหลบซ่อนตนว่ามิใช่พวกแซ่ "จู" ซึ่งเป็นราชวงศ์เดิม



ปาต้าซานเหริน โดยธรรมชาติแล้วมักเป็นคนช่างเล่า
และมีอารมณ์ขัน
เขามักปล่อยให้ผู้ฟังสนอกสนใจในความสามารถของการใช้ภาษาสำนวนอันชาญฉลาด
แต่แล้ววันหนึ่งเขาก็เขียนตัวอักษรบนแผ่นกระดาษ
แล้วแปะไว้หน้าประตู อักษรตัวโตนั้นเขียนว่า "ใบ้"
หลังจากนั้นมา เขาก็ไม่เอื้อนเอ่ยแม้แต่คำเดียว
เขาใช้ภาษาท่าทางโดยการสั่นหัว พยักหน้า
หรือใช้นิ้วสื่อสารแทนการใช้ลิ้นพูด
บางคราวเขาจะใช้พัดคลี่ออก มีคำว่า "ใบ้" บนพัด
กรณีนี้จะใช้กับคนที่เขาไม่ชอบหน้า


เขาลี้ภัยอยู่ที่ภูเขาเฟิงซิน โดยบวชเป็นสมณะ
บำเพ็ญตนเยี่ยงฤาษี "สรรพสิ่งทางโลกย์ล้วนเลิกละ"



ไม่เป็นที่ทราบกันว่าเขามีภรรยาตั้งแต่เมื่อไร
แต่มีบุตรหนึ่งคน ตายตั้งแต่แรกคลอด



ตอนอายุได้ 23 ปี เขาละทิ้งบ้าน
และบวชเป็นภิกษุ มีฉายาว่า เสวียเข่อ แปลว่า "นายหิมะ"
น่าจะสื่อว่าเป็นผู้ที่บริสุทธิ์และหนาวเย็นอย่างที่สุด



มีเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งว่า เมื่อ ประมาณ 2-3 ปีหลังจากบวชเป็นพระภิกษุ
ได้รับการเรียกขานว่า "ท่านอาจารย์"
เขาสั่งลูกศิษย์ผู้ติดตามราว ร้อยคนให้พำนัก ณ ที่นั่นอยู่นาน ถึง 20 ปี แต่มีบางกระแสเล่าว่าดุลยภาพแห่งจิตใจของเขาถูกกระทบกระเทือนมากใน 1 ปีแรกหลังบวช
เขาจะนอนคว่ำและร่ำไห้
แต่สักครู่ก็จะแหงนดูฟ้า แล้วระเบิดหัวเราะ
ทันทีทันใดจะกระโดดไปมา แล้วก็เริ่มคร่ำครวญโศกา
บางครั้งจะตีทุบท้องแล้วร้องเพลง



เขาจะเที่ยวเร่เตร่ไปในตลาด
สวมเสื้อคลุมคอตั้ง ใส่หมวกผ้าฝ้าย เที่ยวก่อกวนไปเรื่อย
บางทีจะมีกลุ่มเด็กๆที่ชอบเล่นสนุกตามเขาไป
แขนเสื้อยาวของเขาจะกระพือสะบัดไปตามลม
หลายคนพยายามให้เขาดื่มเหล้าเพื่อหยุดพฤติกรรมแบบนี้ของเขา


อย่างไรก็ตาม
อาการเขาหายเป็นปกติเมื่อล่วงได้กว่าหนึ่งปีแล้ว
แล้วเขาก็ใช้ฉายาว่า "เข่อซาน" แปลว่า คนภูเขา
วันหนึ่งเขาเกิดความรู้สึกในศีรษะแล้วพูดกับตนเองว่า :
"ข้า ณ บัดนี้เป็นพระภิกษุ ทำไมข้าไม่เรียกตนเองว่า "เจ้าลา" เล่า ?
และแล้วเขาจึงให้นามตนเองว่า "หลู" แปลว่า "ลา"
หลังจากนั้นจะปรากฏการใช้อักษร
"หลู" ประกอบชื่อและนามแฝงหลายๆชื่อ


บางคนกล่าวกับปาต้าว่า :
"การไม่มีบุตรธิดานั้นไม่ถูกต้อง ท่านไม่เห็นความสำคัญเลยหรือ?"


ตามคติของขงจื๊อว่าไว้คือ
"การไม่มีทายาทนั้นเป็นความผิดใหญ่หลวงนักในแง่ที่ไม่กตัญญู"


สำนึกนี้คงตอกย้ำอยู่ในจิตใจ ปาต้าอาจมีความตั้งใจที่จะแต่งงานใหม่อีกครั้งด้วยเหตุนี้

เมื่อเขามีอายุได้ 36 ปี ปาต้าได้ปล่อยให้ผมยาว
และหันมาถือบวชเป็นนักพรตในลัทธิเตำ
นับเป็นการสิ้นสุดสภาพพระภิกษุในพระพุทธศาสนา
ที่ถือครองเพศมาได้ 13 ปี
นับแต่นั้นมาเขาเรียกตนเองว่า ปาต้าซานเหริน
แปลว่า "แปด – ยิ่งใหญ่ – ภูเขา - คน"



เขาสร้างสำนักขึ้นมาชื่อว่า ชิงหยุนผู่
และเขาก็เป็นเจ้าสำนัก
ช่วงนี้ดูเหมือนว่ามีความสงบสุขในด้านจิตใจมาก
และอาจจะแต่งงานในช่วงนี้ก็เป็นได้
มีบุคคลหนึ่งที่อาศัยอยู่ในชิงหยุนผู่ ชื่อว่า จูเผ้าสวี
เชื่อกันว่าเป็นบุตรชายของเขา
แต่ก็หาหลักฐานไม่ได้ว่าเป็นบุตรในใส้แท้ๆหรือว่าเป็นบุตรบุญธรรม



แม้ว่าปาต้าจะครองเพศเป็นนักพรตเตำ
เขายังติดต่อสัมพันธ์กับเพื่อนฝูงในพระพุทธศาสนาอยู่เนืองนิจ
อีกทั้งยังคงใช้ฉายานามทางพุทธใส่ไว้ในภาพเขียน
การครองเพศนักพรตเต๋าทำให้เขามีสภาพที่สะดวกสบาย
ตามสมควรสำหรับที่ทางพำนัก
และยังเป็นโอกาสที่เขาจะได้สร้างเชื้อสายแก่ตระกูล (มีภรรยาได้)



ปาต้าเป็นคนชอบดื่ม(สุรา) แต่ดื่มได้ค่อนข้างจำกัด
เมื่อพรรคพวกชวนดื่ม เช่น ปัญญาชนที่ยากจน คนขายเนื้อสัตว์
หรือพ่อค้า ปาต้ามักจะไม่ขัดศรัทธา
พอเมาไดัที่ ก็ไม่บันยะบันยังที่จะสงวนหมึกและงานศิลป์
เขามักไปพำนักตามวัดวาอารามในชนบทเสมอๆ
เป็นที่ชื่นชอบของบรรดาพระเณรบวชใหม่ที่มักจะฉุดรั้งผ้าคลุมของเขา
เพื่อขอให้เขาวาดภาพให้
เหตุการณ์แบบนี้มิได้ขัดอารมณ์เขาเลย
ปาต้าจะเขียนภาพมอบให้มิตรสหายเป็นของกำนัล
แต่ถ้าเป็นข้าราชการผู้มีตำแหน่งสำคัญมักจะไม่ได้อะไรจากเขา
แม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นพร้อมจะเสนอมอบให้ทองแท่งเป็นค่าตอบแทนก็ตาม


ครั้งหนึ่งเล่ากันว่า มีผู้ให้ผ้าไหมผืนหนึ่งแก่เขา และขอให้วาดภาพให้
ปาต้ารับผ้าไหมไปแล้วบอกว่า : "ข้าพเจ้าจะเอาไปทำเป็นถุงเท้า"
นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมข้าราชการชั้นสูงพออยากได้ภาพเขียนของปาต้า
ก็มักจะซื้อเอาจากคนยากคนจน
ซึ่งมีทั้ง ปัญญาชน พระ และคนชั้นต่ำ



เมื่อเขาถูกเชื้อเชิญไปดื่ม เขามักปรบมือหัวร่อ และทำเสียงซี้ดซ้าด
ทำคอย่น เขาชอบเล่นเกมทายนิ้วมือ ระหว่างการดื่ม พอเล่นชนะ
ก็จะหัวเราะอย่างรื่นเริง แต่ทว่าไม่ค่อยมีเสียง
พอเล่นแพ้หลายครั้งเข้า ก็จะหัวร่อ แล้วหยิกที่หลังคนชนะ
หากเมาได้ที่เขาจะร่ำไห้จะเป็นจะตาย


ใน ปี คศ.1678 เขามีอายุได้ 53 ปี
ได้รับเกียรติจากผู้สำเร็จราชการเมืองหลินชวน เชิญไปพำนักที่จวน
ความจริงแล้วผู้ปกครองสมัยนั้นต้องการที่ระดมรวบรวมคนมีสติปัญญาไว้ในสายตาและกระตุ้นให้ผลิตผลงาน
ท่านผู้สำเร็จราชการพยายามสนับสนุนอุปถัมภ์แก่ปาต้า
ผู้ซึ่งแม้ว่าจะไม่ชมชอบกฏเกณฑ์แบบนี้นัก แต่ก็มิอาจขัดได้
ปาต้าพักอยู่ที่นั่นได้ราว 1 ปี
วันหนึ่งเขาเกิดคลุ้มคลั่ง ฉีกผ้าผ่อน แล้วหัวเราะสลับกับร้องไห้
ท่านผู้สำเร็จราชการคิดว่าคงเป็นการดีที่สุดถ้าปาต้าจะได้กลับไปอยู่ที่หนานชาง
จึงส่งตัวเขากลับไป



หลังจากที่เขาอายุครบ 60 ปี ปาต้าทำงานเขียนภาพอย่างหนัก
ครั้นอายุได้ 62 ปี ก็สละการเป็นเจ้าสำนักชิงหยุนผู่
เขาจะท่องเที่ยวไปที่ต่างๆเสมอ
สถานที่ที่เขาชอบไปบ่อยๆคือ วัดชิงไท่ วัดผู้หนาน และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆแถบนั้น
ปาต้ามีศรัทธามั่นในพระพุทธศาสนาเสมอมา
ข้อนี้มีหลักฐานคือกลอนคู่ที่เขาแต่งไว้ ความว่า :

"สิ่งที่ข้ากล่าวล้วนกอปรด้วยสัจจะเตำ (ลัทธิ)
ข้อเขียนที่ดีที่สุดเล่าไม่เคยห่างจากเซ็น (พุทธนิกาย)"


ปาต้าใช่ว่าจะไร้อารมณ์ขัน
ชนชาวมณฑลเจียงซีมักคุ้นกับการแขวนภาพเขียนประดับเป็นชุดสี่ในห้องรับแขก
ไม่มากกว่านี้ ไม่น้อยกว่านี้
ครั้งหนึ่ง ปาต้าได้รับการติดต่อจากผู้แทนท่านผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงให้เขียนภาพชุดสี่ 1 ชุด เขาเขียนให้แค่ 3 ภาพ แล้วมีจดหมายบอกไปที่ผู้แทนว่า : "ขอบคุณที่ได้รับเชิญให้วาดภาพแก่ท่านผู้ใหญ่ แต่ข้าได้วาดสำเร็จเพียง 3 ภาพ ที่ส่งมาพร้อมนี้ ข้าเคยได้ยินคำกล่าวจากที่ไหนบางแห่งว่า :


"ชาวเจียงซีนี้ล้วนแต่สามัญ
มักแขวนกันสี่ภาพทาบผนัง
หากมิใช่(ภาพ) วสันต์ คิมหันต์ ศารท และเหมันต์
ก็เป็น(ภาพ) คนหาปลา คนตัดฟืน ชาวนา และปัญญาชน"

ข้าขอส่งภาพมาเพียง 3 ภาพ
มิได้มีเหตุผลอื่นใดมากไปกว่าต้องการให้เป็นข้อพิสูจน์ว่า
รสนิยมของชาวเจียงซียังดีอยู่
ข้าหวังว่าท่านคงเห็นพ้องกับข้า
ดังนั้นจึงได้ส่งภาพเหล่านี้มาให้…….."




ปาต้ามีมิตรภาพอันยาวนานกับ สือเทา (石 濤) จิตรกรผู้หนึ่ง
ในปี คศ.1698 เมื่อปาต้ามีอายุได้ 73 ปี
เขาวาดภาพบ้านของสือเทา
ซึ่งมีชื่อว่า ต้าตี๋ถาง แปลว่า "โถงมหาพิสุทธิ์"
เมื่อได้รับภาพนี้ สือเทาได้ประพันธ์บทกวีรำลึกโอกาสนั้น ดังนี้ :



"ฤาษีจากสือเจียงนาม ปาต้า
ผู้แสวงหาตัวตนจากพู่กันและหมึก
พิลึก ไม่ยึดติด ไร้รัดรึง
พู่กันเขานั้นเริงระบำ หมึกเขานั้นร่ายร้อง
– คือผู้กุมรหัสยะแห่งศิลป์

บางเพลา แกล้งดังว่าวิปลาส
ดื่มสุราท่าตะกราม เขาตะโกนกู่ว่าแก่ฟ้าคราม
มิช้าเมา เขาจะวาด จะเขียน อย่างพรูพรั่ง
ด้วยกลเม็ดที่มิมีผู้ใดเคยสรรค์สร้าง
วิสัยทัศน์นั้นสูงส่ง เลอเลิศ ไร้เทียมทาน
แต่ เขานั้นขมวดคิ้วต่อคำชม
บางคราวเขียนเสร็จ และป้ายปาด
แล้วหัวร่อร่าว่า : "นี่เป็นกลเม็ดนิดหน่อย"

มิตรสหายถามไถ่หาว่าเขาอยู่ไหน
แต่ว่าในยี่สิบปีข้ามืดมน
เจิ้งเป่าถู แอบกระซิบบอกข้าว่า
เขา(ปาต้า)นั้นหนาคือคนเดียวกับ เสวียก่าย
เขากับข้าล้วนไซร้พ้องภัยเหมือนกัน
โลกกำลังแปรผันใหญ่คราวเรากำเนิด
ปาต้าไร้ครอบครัว ทุกแห่งหนล้วนเสมือนเคหาห้อง
ข้าได้ท่องเที่ยวไปทั้งไกลกว้าง
เส้นผมหงอกคร่ำด้วยน้ำค้างแข็ง
คราเมื่อเขายินว่าข้าอยู่หยังโจว
ณ บ้านใหม่ไขนามขาน "โถงมหาพิสุทธิ์"
เขาส่งภาพเขียนใหญ่มากำนัล
ช่างสุดแสนจะสดชื่นยิ่งนัก
ดุจน้ำค้างแข็งคราวฤดูศารท
นำความเยือกเย็นมาสู้ดับร้อนแห่งคิมหันต์……"




ในปี คศ.1699 หนึ่งปีถัดมา
ปาต้ามาเยี่ยมเยียนสือเทาที่บ้านในหยังโจว
ทั้งสองเขียนภาพด้วยกันจำนวนมาก
ช่างเป็นปีที่ปาต้ามีความสุขสูงสุด
มีผลผลิตรังสรรค์เอกอุ
เขามีสุขภาพดีมากตราบจนวาระสุดท้าย
มีข้อความยืนยันในจดหมายฉบับหนึ่งของสือเทาถึงเขาว่า :


"ข้าพเจ้าได้ยินว่า ทั้งๆที่ท่านวัย 74 ปีแล้ว
ท่านยังสามารถปีนป่ายภูเขา ราวกับว่าติดปีก"
ในภาพเขียนชิ้นสุดท้ายของเขา
ลงวันที่ในปี คศ.1705 ปีนั้นเขาตายเมื่ออายุได้ 80 ปี




ปาต้าได้รับอิทธิพลรูปแบบของเหลียงไข่
และมู่ฉี จิตรกรที่มีวิธีการใช้ฝีพู่กันอย่างประหยัด
และทักษะที่สำแดงออกล้ำหน้าอย่างสูงส่งน่านับถือนัก
ปาต้าสืบทอดเหนือกว่าในการสร้างแนวทางใหม่
และสำเร็จในการสร้างรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ภาพทิวทัศน์ของเขาล้วนได้รับอิทธิพลของมี่เฟย และถงฉีชาง
แต่ปาต้าก็เพ่งพินิจมาด้วยใจเป็นสุขยิ่ง




ปาต้าเขียนภาพดอกไม้กับนกเป็นมหาอานิสงส์สู่ศิลป์แห่งการเขียนภาพ เขาต้องเขียนภาพพวกนี้มาหลายพันภาพ
เขาเขียนออกมาอย่างลื่นไหล ไม่ต้องออกแรง
ทว่าเส้นสายทรงพลังนัก
หลายๆที่ที่เขาเขียนอย่าง "เล่นๆ" เป็นขณะที่ไม่จริงจัง
มีบางคราวที่เขาก่อกวนผู้คน ดังมีผู้เล่าเรื่องราวไว้
คือ หยังเอินโซว่ เขียนไว้ใน เหยียนฟู่ชูเพียน ว่า :


"บางคนมาหาเขา(ปาต้า)ด้วยผ้าไหมผืนหนึ่ง ขอให้จิตรกรของเราเขียนรูปให้
ปาต้าเขียนอักษร "โขว่" ( แปลว่า ปาก ) ด้วยลายมือแบบหวัด หรือแกมหวัด
ตัวอักษรโตเท่าชามข้าว
ผู้มาเยือนสนุกขบขันมาก


ต่อมาปาต้าก็ใช้นิ้วมือละเลงหมึกเข้มบนตัวอักษรนั้น
ผู้มาเยือนรู้สึกตระหนก และแล้วปาต้าก็ค่อยเติมแต่งแต้มสุดท้ายด้วยพู่กัน


ผลลัพธ์ออกมาเป็นภาพนกตัวโต มองในระยะไกลดูมีชีวิตชีวามาก บันดาลให้ดูน่าเกรงขาม"


เทคนิคที่เป็นแบบฉบับสุดโดดเด่นเฉพาะตนของปาต้าคือ
ภาวะสัมบูรณ์สุดแห่งการเป็นจ้าวแห่งความเรียบง่าย
ภาพดอกไม้ ก้อนหิน นก ล้วนดูประดุจภาพชวเลข (ย่อเส้น)
ที่กระทบอารมณ์ผู้ชมภาพที่สุดคือ


ความเรียบ และเปลี่ยวเปล่า

ที่เกาะกุมสภาพในนฤมิตกรรมของเขา



ปาต้าซานเหริน เป็นนักเขียนอักษรศิลป์
ลายมือที่ได้แบบจาก หวางซีจือ และเหยียนเจินชิง
ปรากฏในผลงานที่เป็นแบบเฉพาะตนของเขา


เขายังสามารถเขียนอักษรศิลป์สไตล์ของจุงโหยว
โอวหยังสวิน ฉู่ซุ่ยเหลียง และหวางฉ่ง


เขาชื่นชอบพู่กันที่ใช้แล้วจนขนกุดในการวาดและเขียน
การจับพู่กันเขียนอักษรศิลป์ให้อารมณ์แห่งความทรนง
ที่มิอาจวางกำกับกฎเกณฑ์ได้




ปาต้าซานเหรินชอบเขียนภาพต้นกล้วย ก้อนหินทรงแปลกๆ
ดอกไม้ ไผ่ เป็ดป่า (เขียนเป็นรูปขาวดำ ด้วยหมึกผสมน้ำ)
การเขียนภาพของเขาไม่ได้ผูกติดกับสำนักใด


เมื่อภาพเขียนของปาต้าได้นำเสนอความน่านิยมชมชื่นด้วยตัวรูป(ภาพ)เอง
ยังมีอีกบางคนที่สนุกกับบทกวีที่เขียนบนภาพ ซึ่งบางคราวก็เป็นบทกวีที่เขียนด้วยความเฉียบคมแห่งปัญญามากกว่าตัวรูปเสียอีก
อย่างไรก็ดี บุคคลร่วมสมัย(ขณะนั้น)ก็ได้ค้นพบว่ามีอะไรซ่อนเร้นอย่างลับๆในบทกวีนั้นๆ
ปกติแล้วความหมายที่แท้จริงมักถูกกลบเกลื่อนปิดบังอย่างลี้ลับเสมอ
การใช้คำกำๆกวมๆเพียง 2-3 คำหรือวลี
จะชักจูงทุกสิ่งเบี่ยงเฉออกจากจุดหมาย
และความหมายก็จะยั่วเย้าหลอกล่อเรา (ผู้ดู)



ลองดูรูปนกยูงคู่นี้ครับ







บทกวีที่ปาต้าเขียนไว้บนภาพนกยูงคู่เป็นตัวอย่างสำหรับกรณีที่กล่าวนี้ :




แปลตามศัพท์ได้ว่า :


"นกยูง ดอกไม้งาม มู่ลี่ไม้ไผ่
ใบไผ่ มากกว่าครึ่ง วาดด้วยหมึก
จะวิจารณ์ซานเอ่อได้อย่างไร
บัดนั้น ยามวสันตฤดู นั่งอยู่ตรู่สองชั่วยาม"


มีความลึกลับเร้นอยู่
แต่ก็มีคำไข 2-3 คำ ช่วยให้รู้เค้าความหมาย
ซานเอ่อ น่าจะหมายถึง จางซานเอ่อ ผู้มีชื่อเสียงในความช่างขยันเอาใจนาย นั่งอยู่ตรู่ยามสอง น่าจะหมายถึง การไปเข้าเฝ้าในวังตั้งแต่เช้าตรู่ยามฤดูใบไม้ผลิ


ภาพนกยูงที่วาดมีขนหางใหญ่แค่ 3 เส้น ในยุคจักรพรรดิ์สมัยนั้น
ขุนนางแมนจูมีเครื่องหมายบอกยศที่หมวก
โดยใช้จำนวนขนหางนกยูง 1 เส้น 2 เส้น และ 3 เส้น
ดังนั้น จึงน่าแสดงว่านกยูงนั้นแทนตัวขุนนางแมนจูที่ปาต้าชิงชังนัก
ดูเอาเถิดว่านกยูงนั้นน่าเกลียดเพียงไหน


ความตั้งใจจริงถูกปิดบังอย่างมาก เพราะเกรงว่าถ้าถูกจับได้ ผลที่ตามมาย่อมคือโทษฉกรรจ์ ไม่ถูกจองจำก็อาจหัวขาดก็เป็นได้
แปลเอาความหมายน่าจะตรงดังนี้ :


"นกยูง ดอกไม้งาม และมู่ลี่ไม้ไผ่
ใบไผ่กว่าครึ่งเขียนด้วยหมึกสีดำ
เหตุร้ายใดจะตามมาบังเกิดหากนินทาซานเอ่อ
แค่ไปวังเข้าเฝ้าแต่เช้าตรู่ฤดูวสันต์ !"



คนที่ชื่นชอบศิลป์ของปาต้า มักสงสัยว่าทำไมเขาจึงใช้ฉายา
หรือนามปากแฝงมากนัก
เหตุผลนั้นคือ เขาเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมือง
การมีหลายชื่อจะช่วยป้องกันคนจำได้
และการมีหลายชื่อ ก็ช่วยให้สะดวกใจที่จะมีสองสภาวะในคราวเดียวกัน
คือเป็นทั้งพุทธ เป็นทั้งเต๋า
ยังมีเหตุผลอื่นคือ เป็นความนิยมในสมัยนั้นมีประเพณีตั้งชื่อเพื่อสื่อให้ทราบว่าสภาวะจิตใจแต่ละช่วงเวลาเป็นอย่างไร
บางครั้งใช้ชื่อเพื่อ เป็นที่ระลึกถึงเหตุการณ์ เป็นคำเตือนสอนใจ และอื่นๆอีก


ยกตัวอย่างที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เช่น เสวียเข่อ แปลว่า บุรุษหิมะ
หมายถึงว่าเขา (ปาต้า) กำลังไว้ทุกข์ (มีสี "ขาว" ของหิมะเป็นสัญลักษณ์ )
ไว้ทุกข์ด้วยเหตุที่เป็นช่วงเวลาล่มสลายของราชวงศ์หมิง


ฉายา "ลา" คือสัตว์ที่แบกภาระหนัก
เป็นสัญลักษณ์ของพระภิกษุผู้ต่อสู้ใฝ่หาความเป็นอยู่อย่างเรียบง่าย


ชื่อ ปาต้าซานเหริน แปลว่า "แปด – ยิ่งใหญ่ – ภูเขา – คน" เรียบเรียงแล้วมีความหมายว่า :

"ข้าเป็นผู้ยิ่งใหญ๋ใน 4ทิศ 4 มุม ไม่มีใครยิ่งใหญ่กว่า" อาจเป็นเพราะว่าเขามักจะนำเอาพระสูตรของพระพุทธเจ้า ทีชื่อว่า "ปา ต้า เหริน เจวํ จิง" มาศึกษา

เขามักเซ็นชื่อติดๆกัน รวมแล้วจะได้คำที่แปลได้ว่า "หัวเราะ" และ
"ร้องไห้" ความกำกวมสองแง่ของชื่ออาจเป็นโดยตั้งใจ


ยังมีฉายาอีกคือ "เหรินหวู่" แปลว่า บ้าน – คน มีความหมายว่า เขาหวังที่จะให้คนทุกคนมีที่อยู่อาศัย

ความลึกลับทางญาติพี่น้องของปาต้านั้นคลุมเคลือ
ดูเหมือนว่าเขามีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ชื่อ จูเต้าหมิง หรือ หนิวสือฮุ่ย
อักษรจีนตัว "หนิว"(牛) และ ตัว "ปา"(八)
รวมกันแล้วได้ตัว "จู"(朱) คือแซ่ของจูหยวนจาง ปฐมจักรพรรดิหมิง
นี่มิใช่เหตุบังเอิญแน่ๆ

ยิ่งกว่านึ้ คำ หนิวสือฮุ่ย(牛 石 慧) เขียนติดกันแล้วเป็นดังนี้





แปลแล้วมีความหมายว่า 生 不 拜 君

"ตราบเท่าที่ข้ายังมีชีวิตอยู่ ข้าจะไม่โค้งคำนับจักรพรรดิ์"

หนิวเสี่ยงต่อการถูกตัดหัวโดยการใช้ชื่อนี้
แต่โชคดีที่ตลอดมาเจตนาจริงไม่เคยถูกจับได้
หนิวเป็นศิลปินจิตรกร
ดูแล้วก็มีอะไรคล้ายๆกับน้องชายเช่นกัน


หนิวถึงแก่กรรมในปี คศ.1672 ตอนนั้นปาต้ามีอายุได้ 47 ปี





เชิญชมรูปฝีมือ ปาต้า ครับ (ยกเว้นภาพที่ 1)





1. รูปเหมือนของปาต้า โดย หวงอานผิง (จิตรกรสมัยชิง) วาดปี 1674



2. รูปเหยี่ยว



3. รูปห่านป่า



4. รูปกวาง



5. รูปกิ่งเหมย



6. รูปดอกเบญจมาศ



7. รูปปลา-1



8. รูปปลา-2



9. รูปนกคู่



10. รูปพืชผัก



11. รูปดอกบัว-1



12. รูปดอกบัว-2



13. รูปดอกบัว-3



14. รูปดอกบัว-4



15. รูปดอกไม้



16. รูปไผ่และก้อนหิน



17. รูปผลส้มมือ



18. รูปดอกพุดตาน



19. รูปฝักบัว



20. รูปทิวทัศน์-1



21. รูปทิวทัศน์-2



22. รูปทิวทัศน์-3



23. รูปนกเป็ด ใบบัว



23. รูปแมวบนก้อนหิน



24. รูปดอกโบตั๋น



25. รูปทิวทัศน์



26. รูปต้นซีดาร์ ดอกไม้ และนก



27. รูปห่านป่าคู่




28. ลายมือปาต้า -1



29. ลายมือปาต้า -2



30. ลายมือปาต้า -3



31. ลายมือป่ต้า -4



32. ลายมือปาต้า -5



33. ลายมือปาต้า -6




จิตรกรท่านนี้นับเป็นหนึ่งในตำนานที่มีลักษณะเฉพาะตนอย่างมาก

สร้างสรรค์งานภายใต้สภาวะกดดันจนแทบสติวิปลาส

ไม่ต่างจาก ฟานก๊อก เท่าใด แม้ว่าชาติตระกูลจะสูงส่ง

แต่เป็นช่วงบ้านแตกสาแหรกขาด

ทุกอย่างสะท้อนออกมาในงานจิตรกรรม


ปัจจุบันรูปภาพของเขา

เป็นที่ต้องการของนักสะสมศิลปกรรม

ราคาสูงลิบลิ่ว



............................

ของแถม

เพลงเดี่ยวเอ้อร์หู กับขิมaccompaniment เพลง "เจียงเหอสุ่ย"

สุดแสนเศร้า เข้ากับชีวิตของปาต้าเลยละครับ




ขอขอบคุณ You Tube ที่นำสิ่งดีๆสู่ชาวเรา



...........................

จบอย่างเหวอๆ......ปกติผมไม่ชอบเขียนยาวๆ เพราะสมาธิสั้น

แต่กับปาต้าแล้ว มีเรื่องราวมากมายเหลือเกิน

มีผู้วิเคราะห์งานแต่ละชิ้นแบบนักสืบ สืบค้นหาความหมายลึกล้ำ

ถ้ายังมีผู้สนใจ ก็อาจมีภาคสองครับ


ขอแตะแต่เรื่องรูปนะครับ

ส่วนลายมือ อักษรศิลป์ยกให้คุณไฮกุ วิจารณ์ละกัน

แบ่งๆงานกันทำนะครับ

ขอบคุณ







Create Date : 20 มกราคม 2553
Last Update : 25 พฤษภาคม 2553 20:58:19 น. 19 comments
Counter : 2932 Pageviews.

 
ขอบคุณที่ทำบล๊อคนี้นะคะ ขอซูฮกให้เลย รู้เรื่องท่านปาต้าซานเหรินแบบลึกซึ้งจริง ๆ เห็นเนื้อหาในบล๊อคของคุณแล้ว อยากให้ทำหนังสือจังค่ะ (จะเชียร์ขึ้นมั้ยน้า )

แหม แบ่งงานให้เฉยเลยนะจ๊ะ แต่ไม่เป็นไร ชอบอยู่แล้ว ที่จริงก็ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องลายมือพู่กันจีนหรอกค่ะ แค่ชอบเขียนเฉย ๆ แถมไม่ค่อยจะขยันหาข้อมูลมาอ่านซะอีก ที่เห็นข้อมูลเยอะแยะในบล๊อคก็ค้นเอาตามเวบ ไม่ก็พิมพ์จากหนังสือเอา ไม่เหมือนคุณdintechที่รู้จริงและรู้ลึกด้วย

เพิ่งจะรู้จักจิตรกรท่านนี้ค่ะ ท่านเป็นอัจฉริยะจริง ๆ แต่ชะตาชีวิตท่านไม่ได้ราบเรียบเลย อันนี้คงเป็นธรรมดาของศิลปินที่มีชื่อเสียงแล้วมั้ง ทั้งภาพวาดและตัวอักษรมีพลังและเฉียบขาดมาก ดูภาพวาดแล้วเพลินจริง ๆ ลายเส้นมีชีวิตชีวาดีเหลือเกิน

เสียดายรูปเล็กไปหน่อย เลยเห็นลายมือไม่ชัดเท่าไหร่ (ต้องเห็นใจผู้สูงวัยหน่อยน้า ) แต่ก็พอมองออกว่าเป็นลายมือที่สวยมาก ไว้ต้องลองหาตัวอย่างลายมือท่านมาลองฝึกเขียนดู พูดถึงลายมือพู่กันจีนต้องยกให้ท่านโอวหยางสุนค่ะ คนจีนถึอว่าเป็นนักเขียนลายมือชั้นยอด เคยดูสารคดีแล้วทึ่งสุด ๆ ความที่ลายมือท่านสวยมาก เขียนบทกวี "หลานถิงซวี่" ได้งดงาม พระจักรพรรดิ์ถังไท้จงทรงโปรดมาก ขนาดสั่งให้ใส่ลายมือต้นฉบับไว้ในโลงพระศพด้วย แต่ถ้าเป็นอักษรบรรจงเราจะชอบลายมือของโอวหยางสุนที่สุด ฝึกเขียนบ่อย ๆ อีกอย่างที่ชอบเพราะเขียนทีไร เหล่าซือจะชมทุกที

แวะมาดึกไปหน่อย กะลังง่วงได้ที่เลย ขอจรลีไปนอนก่อนคับพ้ม ฝันดีค่า


โดย: haiku วันที่: 20 มกราคม 2553 เวลา:23:49:42 น.  

 
รูจริง รู้ลึก รู้ซึ้ง ยอมรับเลยนะ
เกิดวันเดียวกับลูกสาวด้วย 12สิงหา วันแม่แห่งชาติ
ขอบใจที่ไปเยี่ยม อวยพรวันเกิด ไช่อายุเป็นเพียงตัวเลข
ผม63 แต่จิตใจเหมือน36เลย ฮา ฮา
ไม่เชื่อไปดูได้เลยนะ ผมขอบคุณทุกๆท่านด้วยการวางรูปให้เห็นเลย
เราคนบ้านนอกเหมือนกัน...


โดย: ลุงเปา จ้า (หนุมานเฒ่า ) วันที่: 21 มกราคม 2553 เวลา:3:28:01 น.  

 
เส้นทรงพลังมากจริงๆ ค่ะ ชอบลายมือแบบนี้จัง


โดย: แพนด้ามหาภัย IP: 124.127.123.114 วันที่: 21 มกราคม 2553 เวลา:18:41:02 น.  

 
ภาพที่ดูเรียบง่ายแต่สวยงาม

ปล.ขอบคุณมากคะที่แวะไปอวยพรวันเกิด


โดย: Violeta Lady วันที่: 21 มกราคม 2553 เวลา:21:14:56 น.  

 
เก่งจังเลยค่ะ มีความรู้เยอะมากเลย อ่านแล้วทึ่ง

แล้วก็ขอบคุณที่แวะไปชมรูปถ่ายนะคะ อัพทุกอาทิตย์ค่ะ ว่างก็แวะไปดูได้เลยค่ะ


โดย: พู่กันกะจานสี วันที่: 21 มกราคม 2553 เวลา:23:37:01 น.  

 
เข้ามาอ่านด้วยครับ อ่านจนจบ แต่ไม่ค่อยรู้เรื่องจิตรกรเท่าไหร่ รวมทั้งจิตรกรจีน

เขียนบล็อกได้ละเอียดมากทีเดียวครับ



โดย: yyswim วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:13:59:52 น.  

 
ขอบคุณทีแวะไปเยี่ยมบลอกนะคะ

ภาพศิลปะพู่กันสวยจัง เราเคยเอา eye liner มาวาดรูปเล่น เพราะพู่กันมันอันเล็กๆดี สนุกดีค่ะ แต่พอเอามาลองกรีดตาตามวัตถุประสงค์จริงของมัน กลับทำได้ยากมาก ลองทำแล้วตาเป็นน้องแพนด้าล่ะ : )


โดย: Love At First Click ( รักแรกคลิก) (Love At First Click ) วันที่: 22 มกราคม 2553 เวลา:15:25:58 น.  

 
สวัสดีค่ะ

ขอบคุณที่เข้าไปเยี่ยมค่ะ

บล็อกคุณน่าสนใจมาก แล้วจะมาอ่านให้ละเอียดอีกครั้งค่ะ

ตรงนี้

"นกยูง ดอกไม้งาม มู่ลี่ไม้ไผ่
ใบไผ่ มากกว่าครึ่ง วาดด้วยหมึก
จะวิจารณ์ซานเอ่อได้อย่างไร
บัดนั้น ยามวสันตฤดู นั่งอยู่ตรู่ยามสอง"


ยามสอง..ดิฉันเดาว่า น่าจะหมายถึงเวลาตั้งแต่ สี่ทุ่มถึงหกทุ่ม เพราะโบราณแบ่งเวลากลางคืนออกเป็นสี่ยาม คาบละสามชั่วโมง

1800-2100 คือยามแรก ปฐมยาม
2100-2400 คือยามที่สอง ทุติยาม
0000-0300 คือยามสาม ตติยาม
0300-0600 คือยามสี่ ปัจฉิมยาม

เพราะดิฉันจะใช้ทักทายว่า

ตติยามศุกรวารสวัสดิ์ค่ะ...คือสวัสดิีตอนยามสามวันศุกร์ค่ะ

แต่ยังไม่ได้อ่านบรริบททั้งหมด และวัยรุ่นใจร้อน ต้องรีบมาตอบก่อน เพราะวันนี้ที่บ้านมีงาน เกรงว่า เกิดมีเพื่อนใจดีมาเยี่ยมหลายคน จะตอบไม่ทันค่ะ

น่าไปเที่ยวปราสาท คฤหาสน์ต่างๆค่ะ เดินชมให้ทั่วทั้งข้างในข้างนอก แล้วไปใช้ "ห้องน้ำ" ค่ะ


สิริสวัสดิ์โสรวาร กมลมานปรีดิ์เขษมค่ะ


โดย: sirivinit วันที่: 23 มกราคม 2553 เวลา:7:14:24 น.  

 
แวะมาชมลายมือชัด ๆ ของท่านปาต้าอีกรอบค่ะ

ดีจัง กดที่รูปแล้วเห็นตัวใหญ่ขึ้นอีก ลายมือท่านสวยและมีเอกลักษณ์ ลายเส้นเรียบง่าย ไม่สบัดปลายพู่กันมาก ถ้าถามว่าชอบอันใหนที่สุด ก็ต้องเป็นลายมือในรูปที่ยี่สิบแปดค่ะ เพราะรู้สึกว่าจะเขียนตามง่ายที่สุด แฮะ แฮะ

ขอความรู้เรื่องตราประทับชื่อนิดนึงค่ะ การประทับชื่อในกระดาษที่เขียนอักษรมีหลักยังไงคะ ปกติเราจะประทับต่อจากชื่อ แต่ดูในหนังสือตัวอย่างอักษร บางทีขึ้นต้นข้อความก็เห็นตราประทับเลย ขอบคุณล่วงหน้าสำหรับคำตอบค่ะ


โดย: haiku วันที่: 23 มกราคม 2553 เวลา:11:46:56 น.  

 
คุณSirivinit :
สำหรับจีน 1 ชั่วยาม = 2 ชั่วโมง
คำถามของคุณทำให้ผมกลับมาทบทวนคำแปล บรรมัดสุดท้ายควรเป็น

.....บัดนั้น ยามวสันตฤดู นั่งอยู่ตรู่สองชั่วยาม
....(คือไปนั่งรอที่จะเข้าวังเช้าไปถึง 4 ชั่วโมง)


ตุณไฮกุ :
เป็นคำถามที่ไม่เคยนึกถึงเลยครับ
ถ้าจะตอบ โดยดูจากที่เห็นมาจำนวนมาก
-ถ้าจะตราประทับ ตราเดียว ประทับที่ใต้ชื่อผู้เขียน
อาจประทับ 2 ตรา ที่แตกต่าง คือเป็นตราหยาง(ตัวอักษรแดง-ตัวผู้) 1 ตรา และตรายิน(ตัวอักษรขาว-ตัวเมีย) 1 ตรา
ทั้งสองตรา เป็นชื่อจริง และฉายา อย่างละตรา
-การประทับ 2 ตรา อาจประทับที่ด้านขวาบน ตอนเริ่มเขียน การประทับแบบนี้รับมาจากหนังสือสำคัญ(เช่น หนังสือราชการ) ประทับตรงเริ่มเขียนเพื่อป้องกันมิให้มีการต่อเติมภายหลัง ถ้าหากมีการใช้วัสดุเขียน(กระดาษ/ผ้าไหม)ต่อกัน ตรงรอยเชื่อมมักนิยมประทับตราไว้ เช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีการประทับที่ด้านล่างขวา ส่างซ้าย ของม้วนรูปภาพ/อักษรศิลป์ เช่นกัน มักเป็นตราของผู้สะสม แหล่งสะสม หรืออื่นๆ

การเลือกขนาด รูปแบบ ตำแหน่ง ที่ประทับ สำคัญมาก หากไม่เหมาะสมจะถือว่าทำให้คุณค่าของงานนั้นด้อยไปเลย เช่นรูปเก่าโบราณ แต่ตราเป็นแบบใหม่ โมเดิร์น หรือกลับกัน เป็นต้น

พอได้นะครับ หา reference ยากจัง

ท่านผู้ใดเห็นแย้งหรือจะเพิ่มเติม เชิญเลยนะครับ


โดย: Dingtech วันที่: 23 มกราคม 2553 เวลา:18:01:44 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปเยี่ยมที่ blog นะคะ
ขอ add friend ไว้เลย จะได้กลับมาอ่าน blog นี้ได้ง่ายๆ


โดย: นัทธ์ วันที่: 23 มกราคม 2553 เวลา:22:55:23 น.  

 

เปิดมาเจอบล็อกท่านปาต้าหลายครั้งแล้วค่ะ
แต่ไม่มีเวลาและสมาธิมากพอจะค่อยๆอ่านจนจบ
ได้แต่ดูรูปแล้วนึกในใจว่า อืมม์ เส้นพู่กันเฉียบคม

วันนี้ตื่นเช้า เลยค่อยๆอ่านช้าๆจนจบ
สนุกจังเลยค่ะ เหมือนได้อ่านหนังสือดีๆ
เชียร์ตามคุณไฮกุด้วยคนค่ะ

แป๋วชอบรูปดอกเบญจมาสมากเป็นพิเศษค่ะ
เสียดายไม่รู้ภาษาจีน เลยไม่เข้าใจบทกวีที่มากับภาพ
แต่บทกวีภาษาไทยที่คุณ Dingtech เขียนนั้นเพราะมากๆ

ปล.เมื่อวานไปหาหมอ หมอเป็นคนจีนค่ะ ตามฝาผนังมีรูปพู่กันจีนติดไว้หลายใบ เลยสังเกตเห็นว่า ด้านซ้ายล่างมีตราประทับหนึ่งดวง ด้านขวาบนมีตราประทับสองดวงสลับไปกับตัวอักษรจีน ให้นึกสงสัย ได้คุณไฮกุมาถามไว้ล่วงหน้า มาถึงได้อ่านคำตอบเลยอีกแล้ว ขอบคุณมากค่ะ

ภาพ profile ถ่ายกับภาพของปู่โก๊ะอย่างที่คุณ Dingtech สังเกตเห็นค่ะ ที่ musee de' orsay เขียนถึงเรื่องนี้ไว้ในบล็อกนี้นะคะ ว่างๆไปอ่านเล่นได้ค่ะ

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=sevendaffodils&month=05-2008&date=28&group=4&gblog=30


โดย: SevenDaffodils (SevenDaffodils ) วันที่: 23 มกราคม 2553 เวลา:23:00:17 น.  

 
ได้ความรู้เรื่องภาพเขียนพู่กันจีนดีจังเลยค่ะ จริง ๆ แล้วศิละของจีนน่าสนใจมาก ๆทีเดียวแต่ด้วยอุปสรรคด้านภาษาเลยไม่ค่อยได้ข้อมูลจากศิลปะจีนมากนัก เลยได้แต่ดูรู)โดยที่อ่านอักษรไม่ออก การรับรู้เลยขาดหายไปเสียดายจริง ๆ ขอบคุณที่แปลใ้เข้าใจมากขึ้นนะคะ
ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคำอวยพรวันเกิดค่ะ


โดย: อันต้า วันที่: 24 มกราคม 2553 เวลา:10:39:47 น.  

 
ขอบคุณสำหรับคำอวยพรวันเกิดนะครับบบบ...


โดย: archparty วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:13:45:39 น.  

 
ขอบคุณที่แวะไปอวยพรวันเกิดให้นะคะ
ขอให้ จขบ.มีความสุขมากๆเช่นกันค่ะ


โดย: ม่านฟ้านาคราช วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:17:12:29 น.  

 
รู้สึกตามนั้นเลยครับ

เรียบ ... แต่ทรงพลัง
เปลี่ยวเปล่า ... แต่งดงาม



โดย: พลทหารไรอัน วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:22:53:01 น.  

 
ภาพแนวนี้ต้องใจเป็นหนึ่งกับภู่กัน


โดย: . (ตาพรานบุญ ) วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:13:38:54 น.  

 
ขออนุญาตนำรูปน่ารักๆ นกน้อยเกาะดอกบัว
มาฝากท่านเจ้าของบ้านค่ะ ผลงานของท่าน ภาพเขียนของปาต้าซานเหริน เช่นกันค่ะ



โดย: นกเล็กๆ (Noshka ) วันที่: 2 พฤษภาคม 2553 เวลา:0:14:08 น.  

 
อ่านจบแล้วด้วยความชื่นชมศิลปิน และขอบคุณท่านจขบ.ที่นำเรื่องราวดีๆมาเล่า

“ไม่มีใครสามารถกล่าวถึงความงามของ ภาพเขียนของปาต้าซานเหริน ได้หมดสิ้น” อ่านแล้วเห็นด้วยกับคำขึ้นต้นบล๊อกนี้จริงๆ

ตัวอย่างจาก รูปนกยูงคู่ ถ้าไม่ได้อ่านคำอธิบาย คงจะไม่ทราบว่าท่านจะพยายามสื่ออะไร แม้แต่ฉายาหรือนามปากแฝงของท่านยังแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง

นับว่าโชคดีที่วันนี้ได้มีโอกาสมาอ่านเรื่องของท่านที่นี่
ชีวิตอันลำบากลำเค็ญและผิดหวังถูกถ่ายทอดผ่านออกมาในภาพเขียนได้อย่างเฉียบขาด พู่กันของท่านเปรียบเหมือนไม้วิเศษจริงๆ สร้างผลงานมากมายมาสะกดผู้ชม

ยังชอบบทกวีของท่านสือเทาที่กล่าวถึงท่านปาต้าด้วยค่ะ ใครเล่าจะเข้าใจเพื่อน เท่าเพื่อนแท้

ส่วนตัวแล้วชอบผลงานที่เน้นความเรียบง่าย แต่ยังดูมีชีวิตแบบ ของท่านปาต้า และฉีไป๋สือ นี่แหละค่ะ


โดย: Noshka วันที่: 2 พฤษภาคม 2553 เวลา:0:52:10 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Dingtech
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]









◉ ภุมราท้าโลกกว้าง . . เกินฝัน

หวังวาดสู่สวรรค์ . . . . . เวิกโพ้น

แท้คืนสู่สามัญ . . . . . . มละตื่น

ยังฉงนงวยโงกโง้น . . . .โง่ตื้นลืมตาย ฯ





Dingtech :

ผมเป็นคนธรรมดา ธรรมดา มาจากบ้านนอก
รักศิลปะทุกชนิด ทุกรูปแบบ ทุกสัญชาติ

รักชาติไทย รักประเทศไทย
รักคนไทยทุกคน จงรักภักดี และ
เคารพสักการะพระมหากษัตริย์ไทย

ยินดีแลกเปลี่ยนกับเพื่อนๆทุกคนครับ





since 16 December 2009





Previous count
283,845 Pageviews

Website counter
Restart count 26-5-2012
New Comments
Friends' blogs
[Add Dingtech's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.