Group Blog
 
 
มีนาคม 2549
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
18 มีนาคม 2549
 
All Blogs
 

ผงชูรสทำให้อาหารอร่อยขึ้นได้ยังไงครับ

ผงชูรสไม่ได้ทำให้อาหารอร่อยขึ้นครับ แต่ผงชูรสจะทำให้ ความไวของต่อมรับรสของลิ้นทำสูงขึ้น ทำให้รับรสให้มากขึ้นกว่าเก่า อธิบายไม่ค่อยถูก รอข้างล่างมาตอบอีกทีละกัน

จากคุณ : npn - [ 9 มี.ค. 49 14:31:50 ]



มาม่า ไวๆ ยำๆ จริงๆ ค่อนข้างปลอดภัย

แต่ที่อันตรายสุดๆ คือ โฆษณาจากบริษัทผงชูรส ที่มันทำแบบชั่วๆ ไม่สนใจว่าคนกินจะต้องเป็นอย่างไร

บอกมาได้ ว่า ผงชูรส ปลอดภัย ผลิตจากวัตถุดิบหลักธรรมชาติ ไม่กำหนดปริมาณขั้นต่ำในอาหาร !!!!

แบบนี้ ชาวบ้านที่ไม่มีปัญญาที่จะได้อ่านบทความของต่างประเทศ หรือแม้แต่แค่ไม่มีโอกาสหาความรู้บนอินเตอร์เน็ท ไม่มีทางทราบว่าตัวเองกำลังทำอไรอยู่

เขากำลังทำอาหารเพื่อให้พวกเราอิ่ม หรือ กำลังฆ่าพวกเราอย่างช้า ๆ

อาหารตามร้านข้าวแกง ที่ตั้งแต่วัยรุ่น ยันวัยทำงาน กินกันทุกวัน ทั้งร้านในวิทยาลัย หน้าบริษัทห้างร้านต่างๆ ใส่ผงชูรสปริมาณมาก ผมท้าใหคุณทุกคนสังเกต มันใส่ประมาณ ครึ่งถึงหนึ่งช้อนกินข้าว ปริมาณมากกว่าที่ควรถึง 10-20 เท่า

อันตรายไม่ใช่แค่ลิ้นชา แต่ยังทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง ช็อค หากอาการหนักอาจตายโดยไม่ทราบสาเหตุ

คนแต่ละคนไวต่อผงชูรสไม่เท่ากัน คนที่ไวมาก จะรับรู้อาการได้ดี ส่วนคนที่ไม่ไวต่อผงชูรส อาจจะไม่มีอาการ ถ้าไม่ได้รับมากถึงปริมาณหนึ่ง

คุณคงทราบว่า มีข่าวโรคเบาหวานกำลังตามราวีคนจำนวนมาก ถ้าจะสังเกตสักหน่อย มันเริ่มมาตั้งแต่ผงชูรสถูกใช้อย่างแพร่หลายในไทย คือ เมื่อ 15 ปีก่อน

ปัจจุบัน เด็กอายุไม่ถึง 15 ป่วยเป็นเบาหวานจำนวนมาก และเป็นโรคอ้วน

เขาว่าเพราะขนม และน้ำอัดลม

ผมถามต่อ ขนมกับน้ำอัดลม ฮิตในบ้านเรามานานเท่าไรแล้วครับ ทำไมก่อนนั้นถึงไม่มีปัญหาอะไร??? สมัยผมเด็กๆ ร้านขนมอัดแน่นเต็มหน้าโรงเรียน ไม่เห็นมีเด็กที่ไหนเป็นเบาหวาน ????

ผงชูรส กระตุ้นการทำงานของตับอ่อนให้ทำงานหนักขึ้น มีอินซูลินจำนวนมากเกินความต้องการ ร่างกายจะเก็บน้ำตาลเป็นไขมันตามคำสั่งของอินซูลิน ทำให้ร่างกายขาดน้ำตาล มีอาการอ่อนเพลีย และมีอาการตระกูล ไฮโปไกลซีเมีย เมื่ออ่อนเพลียเพราะขาดน้ำตาล ก็กินมากขึ้น ผลคือ อ้วนแบบไม่ยั้ง ยิ่งกิน ยิ่งโดนผงชูรส ยิ่งสะสมไขมัน ยิ่งขาดน้ำตาล ยิ่งอ้วนเป็นทวีคูณ วนเป็นวงจรอุบาทว์

นานวันเข้า ร่างกายจะทนต่ออินซูลิน เกิดเป็นโรคเบาหวานชนิดที่สอง ที่ร่างกายดื้อต่ออินซูลิน

ถ้ายังไม่เลิกพฤติกรรมกินอาหารมีผชูรส ตับอ่อนก็จะเริ่มเสียไปช้าๆ ในที่สุด ร่างกายก็จะทั้งดื้ออินซูลิน และขาดอินซูลินไปพร้อมกกัน

อาการหนักสุดๆ ละครับ

ต่อจากนั้นก็จะเป็นโรคไต เพราะน้ำตาลในเลือดเกินแล้วทีนี้ ต่อมาก็ตาบอด แล้วก็สมองเสื่อม อัลไซเมอร์

แต่ คุณจะทราบหรือไม่ว่า อาการตาบอด และอัลไซเมอร์ และโรคางระบบประสาทอื่นๆ มันเกิดจากผงชูรสโดยตรงอยู่แล้ว !!!!

ผงชูรส มีฤทธิโดยตรงกับประสาทรับรส แน่นอน เมื่อมันเข้าไปในร่างกาย มันก็มีผลกับระบบประสาททั่วร่างกาย ก่อผลร้ายต่างๆ ที่คุณนึกไม่ถึง

ทั้งไปรบกวนระบบประสาทหัวใจ จังหวะบีบตัวจะยาวกว่าจังหวะคลายตัว ทำให้สูบฉีดเลือดไม่ดี ไม่มีประสิทธิภาพ ถ้าเป็นกับนักกีฬา ร่วมกับอาการอ่อนเพลีย แน่นอนครับ แข่งอะไรก็แพ้ ชัวร์ๆ นอกจากนี้ยังมีผลมากขึ้นถึงขั้นทำให้หัวใจวายเฉียบพลัน ถ้าขณะนั้นร่างกายขาดเกลือแร่บางชนิดด้วยแล้ว !!!



ผมขอย้ำว่า การบริโภคผงชูรสนานๆ หน ครั้งละน้อยๆ เช่น วันละมื้อ มื้อละ 0.5-1 กรัม ปลอดภัยแน่นอนครับ


แต่การที่พวกเราเจอกันทุกวัน มัน 5-10 กรัมต่อมื้อ วันละ 3 มื้อ

อาหารแบบนี้ไม่มีวันเสริมสุขภาพ กินเข้าไปมีแต่ทำให้คุณทรมานแสนสาหัสในช่วงที่คุณอายุมากขึ้น เมื่ออวัยวะภายในและระบบต่างๆ เสื่อมก่อนเวลา

คุณคิดว่ามันน่าอภิรมย์หรือ ที่คุณป่วย ต้องฉีดอินซูลินทุกวัน ต้องไปฟอกไตบ่อยๆ แถมยังสายตาพร่ามัว และยังเหม่อลอยไร้สติด้วยอาการสมองเสื่อม คุณต้องอยู่สภาพนี้ โดยที่ไม่ตายสักที !!!

มันอาจอยู่ใกล้คุณแค่อีก 10 ปีข้างหน้าเท่านั้นเอง ถ้ายังบริโภคอาหารใส่ยาพิษผงชูรสอยู่ทุกวันๆ









อาหารน่ากลัว ก๋วยเตี๋ยว ข้าวแกง และอาหารตามสั่งริมถนน ส้มตำ ขนมจีน อาหารเจ ที่คุณกินแล้วอร่อยทุกชนิด แม้กระทั่ง ปาท่องโก๋ !!!


ก๊อบแปะหลายทีแล้ว เบื่ออ่านกันรึยังเนี่ย




ปริมาณที่เหมาะสม คือ ปลายช้อนกาแฟ ครับ จึ๋งเดียว


ไอ้ 1 ช้อนกินข้าวเนี่ย ฆ่าหมาร็อตไวเลอร์ตายได้เลยนะ


ไม่แปลกเลยว่าทำไมมีข่าวคนไทยเป็นโรคอ้วนมากมาย มีข่าวคนเป็นเบาหวานมากมาย ตอนนี้ตามมาติดๆ ด้วยโรคไต ผมทำนายต่อ โรคต่อมาคืออัลไซเมอร์ รอดูข่าวไว้ก็แล้วกัน



กินชูรส 1 ช้อนนั่น ตอนเที่ยง บ่ายสองคุณจะเริ่มขาดน้ำตาล จะหิว หาขนขบเคี้ยวทานกันจ้าละหวั่น

พอเย็นๆ ก็หิวจนมือสั่น เพราะน้ำตาลเริ่มลดถึงระดับที่ร่างกายต้องหาแหล่งพลังงานเพิ่มแล้ว

น้ำตาล และ พลังงาน หายไปไหน ???

ก็ โดนเปลี่ยนไปเป็นไขมันหมดตั้งแต่ตอนบ่ายๆ แล้วน่ะสิครับ แล้วก็แทบไม่เหลือพลังงานในรูปน้ำตาลเลย จึงต้องกินเพิ่มอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ อ้วนเอา อ้วนเอา

สังเกตดูสิครับ ข้าวเที่ยงที่มีชูรสหนักๆ กินแล้วจะหิวเร็ว ประเภทที่ว่า กินแป๊บๆ หิวอีกแล้ว ยิ่งกินของหวานเป็นของว่างละอ้วนปี๋เลยหละ


ปกติคนเราไม่กินขนม ของว่าง มันก็ไม่หิวหรอก แต่นี่ ผงชูรส ทำให้เราหิวจุบจิบ กินทั้งวัน ไม่กินก็ไม่ได้ ทรมาน


นี่แหละ คือคำตอบที่ว่า ทำไมคนไทยเป็นโรคอ้วนกันมากมาย เพราะ ผงชูรส

แล้วก็ไปลดความอ้วนกัน กินยาเข้าไป เอ้า ดีเหมือนกัน จะได้ตายเร็วๆ ไปเกิดใหม่เร็วๆ ไม่แก่ แต่ตายก่อน




จะมีใครรู้กันบ้างเนี่ย ..........


คนไทยนั้น หลอกง่ายจริงๆ
กระแสอะไรมาแรง ก็ไปตามนั้น
กระแสธรรมชาติ เขานิยมกัน ก็ไหลไปเรื่อย
อะไรๆที่ทำมาจากธรรมชาติ พูดกันเต็มปากเต็มคำว่า"ไม่มีอันตราย" --- พูดออกมาได้ไงครับ !!!
ลองกินสารสกัดจากขี้เหล็กสิ -- มาจากธรรมชาติล้วนๆ -- ทำให้ตับพังได้ ... จนต้องถอนตำรับยาตัวนี้...จำกันได้รึเปล่า?

เช่นกัน ... ผงชูรสผลิตจากวัตถุดิบจากธรรมชาติ (คือกากน้ำตาล,มันสำปะหลัง ฯลฯ) อันนั้นเป็นเรื่องจริงครับ เพราะในทางเคมีแล้ว วัตถุดิบจากธรรมชาติเหล่านั้นเป็นสารตั้งต้น
แต่ผลิตผลที่ได้ออกมา คือ ตัว"โมโนโซเดียมกลูตาเมต" หรือเกล็ดผงชูรสนั่นแหละ

เอาง่ายๆนะครับ ผมจะอธิบายแบบชาวบ้านดีกว่า หากใครมีความรู้ทางเคมี จะเพิ่มเติม หรือแก้ไขอะไร ผมก็ยินดีครับ

โมโนโซเดียมกลูตาเมต ... มันประกอบด้วยส่วนที่เป็นโซเดียม และส่วนที่เป็นกลูตาเมต
ขอเล่าประวัตินิดนึง เรื่อง"ความอร่อยมาจากไหน"
ในญี่ปุ่น มีการค้นคว้าเรื่องว่า ทำไมน้ำซุปกระดูกจึงอร่อย(กว่าซุปผัก) ก็มีการสกัดสารที่ออกมาละลายอยู่ในน้ำต้มกระดูก และพบว่า มีสารตัวนึง ที่ แยกออกมาแล้ว อร่อย... สารตัวนั้นคือ "กลูตาเมต"
พอเอามาผลิตในอุตฯ ก็ผลิตเป็น"โมโนโซเดียมกลูตาเมต" (สรุปๆอ่ะนะ)
ทีนี้ ทำไม โมโนโซเดียมกลูตาเมต จึงทำให้อาหารอร่อย?
-อย่างแรกคือตัวกลูตาเมตเอง ที่ทำให้ตุ่มรับรสเรา รับรสจากตัวมันเอง
-อย่างที่สองคือ โซเดียม ที่เร่งปฏิกริยา ทำให้ มีการส่งสัญญานไฟฟ้าให้ตุ่มรับรสทำงานไวขึ้น

เอาแค่นี้ก่อน ดีมั้ง

จากคุณ : xxded@hotmail.com - [ 9 มี.ค. 49 16:19:50 A:203.150.30.31 X: TicketID:026052 ]


นักวิจัยยา หรือเทคโนโลยีชีวภาพ ที่จำเป็นต้องทดลองกับสัตว์ที่เป็นโรคอ้วน สิ่งที่ต้องทำคือ ทำให้สัตว์ผลิตอินซูลินมากขึ้น และเก็บสะสมไขมันมากๆ โดยกระตุ้นตับอ่อนให้ผลิตอินซูลินมากๆ (แล้วตับอ่อนก็พังไว)



เขาทำไง คุณรู้ไหม ง่ายสุดๆ เลย ไม่ต้องฉีดอินซูลินส่วนเกินให้มันหรอก


เขาเอาผงชูรสให้มันกิน ครับ !!!!

จากคุณ : NaCl - [ 9 มี.ค. 49 17:29:44 ]


//www.bloggang.com/viewdiary.php?id=nacl&group=12




 

Create Date : 18 มีนาคม 2549
10 comments
Last Update : 18 มีนาคม 2549 13:07:12 น.
Counter : 1028 Pageviews.

 

น่ากลัวสุดๆ

 

โดย: แมวโต๋เต๋ 18 มีนาคม 2549 17:35:34 น.  

 

เราเป็นคนหนึ่งที่กินผงชูรสมาก เราไม่เคยรู้โ๋ทษของมันเลย ถุง ครึ่งกก เรากินประมาณ 2 เืดือน
เราก็มีอาการ ที่ว่าจริง ๆ เช่น ปีที่แล้วเราป่วย ทุกข้อของร่างกาย ข้อเท้า ข้อเข่าข้อศอก ขาชาเดินไม่ได้ ขาข้างซ้ายต้องลากขาข้างขวา ทรมาร อยู่เป้นเดือน หาหมอหมดเป็นแสน เพราะเราเบิกไม่ได้ แต่ไม่รุ้สาเหตุ ที่เรามีอาการ หิวจนตาลาย หิวจนจะอาเจียน พอได้กินข้าว อารมณ์ดี ขึ้น กลับบ้านเปิดประตูปุ๊บต้องเข้าครัวทันทียังไม่ทันถอดรองเท้าด้วยซ้ำ จนน้ำหนักเราเกือบร้อยแล้วเราคิดว่าเราจะ เริ่มที่ละนิด ครึ่ง กก ใช้ประมาณ 4 เดือน แล้วค่อย ๆ ให้หยุดเลยเราทำไม่ได้หรอก ขอบคุณสำหรับสาระดีดีดีดีดีดีดีดีดีดีดีดีดีดีดีดี

 

โดย: ssuuppaappoorrnn IP: 83.77.49.107 23 เมษายน 2549 18:10:50 น.  

 

กินมากไม่ดีนะค่ะ

 

โดย: โย IP: 203.118.121.120 8 มกราคม 2550 21:10:30 น.  

 

ขอบคุณ

 

โดย: ย่า IP: 203.113.80.140 3 พฤษภาคม 2550 15:19:19 น.  

 

เขียนกันจะจนเลอะเทอะกันไปใหญ่แล้ว คิดมากไปหรือป่าว ไปหา refernce มายันกันหน่อยดีไหม JECFA น่ะ FASEB น่ะ USFDA น่ะ
พวก Truth from labeling, NO MSG เขาแต่งข้อมูล อย่าไปบ้าจี้ตามล่ะ

 

โดย: วิชาเกิน IP: 202.183.130.210 27 พฤศจิกายน 2550 15:34:35 น.  

 

อืมๆ บอก reference ก็ดีนะ

//th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%A3%E0%B8%AA

ลองดูในนี้ละกัน

 

โดย: Scientist IP: 202.183.130.210 20 มีนาคม 2551 15:55:47 น.  

 

เรื่องผงชูรสกับเบาหวานชนิดที่ 2 อันนี้จริงครับ แต่เป็นการทดลองกับหนู mice ยังไม่มีการทดลองที่เกี่ยวกับคนเลยนะครับ
MSG ก็เป็นโซเดียมกับกรดอมิโนกลูตามิค ซึ่งร่างกายก็ได้รับจากอาหารที่ทานอยู่ทั่วไปอยู่แล้ว แม้แต่ผักยังมีกลูตาเมทเลย มีรายงานออกมาเหมือนกันว่าอันตรายของผงชูรสอาจเกิดจากขั้นตอนผลิตทางอุตสาหกรรมที่อาจมีสารอื่นเจือปน

 

โดย: โดยตรง IP: 125.26.143.177 7 สิงหาคม 2551 20:11:45 น.  

 

เป็นสาระที่ดีดดดดดดดดดดดดด

จะดีมากท่ามีการทดลองกับกลุ่มเสี่ยงทั้ง 2 กลุ่ม

 

โดย: ROONEY IP: 118.173.242.8 14 มิถุนายน 2552 15:25:56 น.  

 

เรามีเพื่อนคนหนึ่ง เวลาไปซื้อส้มตำให้คุณพ่อ เราไปกับเขาด้วย เราก็บอกแม่ค้าว่า ไม่ใส่ผงชูรส เพื่อนบอก ไม่เป็นไรให้ใส่เลย พ่อเค้าชอบกินผงชูรส แล้วกลับเข้าบ้าน เพื่อนก็ใส่ผงชูรสเพิ่มอีกสัก 1 ช้อนกาแฟได้ โอ้...
เพื่อนบอกต้องใส่เพิ่มอย่างนี้ทุกอย่าง เราว่ามันไม่ดีนี่
เค้าก็บอกต้องใส่ เวลาผ่านไปซักสิบกว่าปี คุณพ่อเค้าเป็นอัลไซเมอร์ จำอะไรไม่ได้เลย เป็นหนักขึ้นๆ จนวันหนึ่งเมื่อเร็วๆนี้ ก็เสียชีวิตไป คุณแม่เค้าก็เหมือนกัน เป็นเบาหวาน และอัลไซเมอร์ เราอ่านเจอเรื่องผงชูรสนี่ คิดว่าเป็นสาเหตุใหญ่ของอัลไซเมอร์นะ เพราะคุณแม่เค้าก็เป็น
ต้องห่างๆ และเลี่ยงแล้ว
ขอขอบคุณ จขกท และทุกท่านที่มาให้ข้อมูลนะคะ

 

โดย: นานา IP: 58.9.251.102 19 พฤศจิกายน 2552 12:43:17 น.  

 

เวลาที่บางคนสูบบุหรี่ ดื่มเหล้ามีโทษอย่างไรเค้าก็บอกใว้ที่ข้างกล่อง ก็เห็นยังเสพกันอยู่แล้วออกไปเมาออกไปดริ้งเละเทะแต่กินอาหารบอกไม่ใส่ผงชูรสกลัวตายโธ่เอ้ยยยย ที่เป็นเบาหวานเพิ่มขึ้นถ้ามองในมุมกลับคุณเลี่ยงผงชูรสแล้วคุณไปใส่น้ำตาลแทนหรือเปล่าเห็นอาหารสมัยนี้อะไรก็ใส่น้ำตาลนี่ เห็นขนมไทยบ่นกลัวอ้วนแต่เดินเข้าร้านเบเกอร์รี่ซัดเค็ก ชีสเค็ก ครีมชีส มายองเนสไม่กลัว ทุกวันนี้ของที่คุณนำมันใส่เข้าปากมันแทบไม่มีอะไรที่จะไม่มีสารเคมีปนเปื้อนเลยจริงๆลองนั่งนึกดูดีๆ ความจริงต้องยอมรับว่าอะไรที่มากไปมันก็ไม่ดีทั้งนั้นอย่าไปโทษที่ผงชูรสเลยญี่ปุ่นเค้าก็กินกันทั้งประเทศกินมากกว่าเราอีกประเทศเค้าก็ไม่เห็นล่มสลายแถมยังเจริญกว่าบ้านเราอีก เราต้องให้ความรู้กับผู้นำมันมาใช้ดีกว่าว่ามันควรจะมีปริมาณที่ไม่มากเกินไปคนที่แพ้ก็เลี่ยงไปครับ คนเรายังไงก็ต้องตายครับแต่คุณอาจจะไม่ได้ตายเพราะผงชูรสหรอกกินให้เหมาะสมคุณอาจจะไม่ได้ตายเพราะผงชูรสหรอกเพราะมีหลายอย่างที่น่ากลัวกว่าผงนี้แน่ๆ เอาเวลาไปกลัวอย่างอื่นดีกว่า

 

โดย: pong IP: 58.11.101.85 26 มกราคม 2555 3:21:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


dindam
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add dindam's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.