Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
27 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 

VisA has been issued *_* (J1 internship)

.....ผ่านไปแล้วกับวันนี้ที่รอคอยมาหลายเดือน โหะ โหะ เมื่อวาน(26 พ.ย.) ไปสัมภาษณ์วีซ่ามา ตื่นเต้นมากกกกกกกกกก

แต่ไม่ได้ตื่นเต้นที่จะถูกสัมภาษณ์ ที่ตื่นเต้นมากกกกก คือ ไปสายยยยย

ขอนอกเรื่องนิสนึง

ที่มาที่ไปมากจากชุด เหอะๆ ด้วยความที่บ้านอยู่นอกเขตกรุงเทพและปริมณฑล ก็เลยหอบผ้าหอบผ่อนมาอยู่กะเพื่อนแถววิภาวดี ก่อนมาก็เตรียมชุดจะไปสัมภาษณ์เป็นเสื้อกะกางเกงแบบ สุภาพ(มั้ง)

แต่เอเจนซี่เมล์มาสายฟ้าแลบว่า no jean only skirt !!!! จริงหรอ??? ขนาดนั้นให้แต่งตัวเหมือนไปสัมภาษณ์งาน

วันนั้นก็รื้อค้นตู้เสื้อผ้าเพื่อน แต่ด้วยความที่เพื่อนไซส์ XL เรา SS หุหุ ก็เลยไม่สามารถ เพื่อนสาวอีกคนอยู่ตึกใกล้กันบอกมีชุดให้ แต่ต้องรอค่ำๆ ชีจะดูให้ เพราะอารมณ์ งก ไม่อยากซื้อเสื้อผ้าใหม่ หลังจากไปลองชุดเพื่อนก็ไม่ค่อยโอ เพราะเพื่อนก็สูงยาว ก็เลยสอยกระโปรงมาตัวนึงกะจะหาเสื้อแมตทีหลัง สรุปก็ไม่ได้เตรียมเสื้อผ้าไว้

ตื่นเช้า จริงๆสาย มาลองเสื้อ รีดเสื้อ แล้วเสื้อก็รีดยากมากๆๆ ต้องจับจีบโน่นนี่รีดเท่าไหร่ก็ไม่เรียบ จะเปลี่ยนตัวใหม่ก็ไม่ได้ใส่ได้อยู่ตัวเดียว ตอนแรกตั้งใจจะออกจากบ้านซัก 8.30 (นัด 9.30) เพราะนั่งรถไฟฟ้าไป ก็คงเร็ว แต่ไปๆมาๆ ออกจาห้องก็ 9.00 นั่งรถออกไปปากซอยเพื่อขึ้นใต้ดินรัชดาก็ 9.05 ไปต่อ bts ที่จตุจักรก็ 9.10 ระหว่างที่นั่ง bts ไปก็จ้องแต่นาฬิกา ไปถึงสถานีเพลินจิตตอน 9.33กระโดดขึ้นพี่วิน บอกไปสถานฑูตอเมริกาด่วนที่สุดค่ะ
เฮียแกก็ได้ใจจริงๆ เบียดซะจนเท้าฟาดกะฟุตบาทรองเท้าเกือบหลุด

พอถึงหน้าสถานฑูต เราก็ไม่สนใจอะไรมองไปที่ฝั่งตรงข้าม ทันทีเห็นป้ายหินอ่อน ....united state... ก็วิ่งขึ้นสะพานลอยทันที พอวิ่งไปยามเค้าก็ถามมาทำอะไรครับ มาสัมภาษณ์วีซ่าค่ะ เอ่อฝั่งตรงข้ามครับ แป่วๆๆๆๆ

ก็คือเคยมาเมื่อสองปีที่แล้ว แม่พาไป จำได้ว่าข้ามสะพานลอย แต่ตอนนั้นลงฝั่งอาคารสินธร เหอะๆ ต้องวิ่งกระหืด กระหอบกลับมา เดินผ่านประตูเขียวเข้าไปพร้อมกับสีหน้าของคนแถวนั้นที่มองขำๆ เพราะเค้าเห็นตั้งแต่เราลงมอไซแล้ววิ่งเป็นอีบ้าไป ฝั่งตรงข้ามแล้วต้องวิ่งกลับมา จากที่สายก็สายยิ่งกว่าเดิม

เดินไปหาคนรับคิว 9.40 อย่างหอบๆ พอเค้าบอกขอดูไปสมัคร ก็ยื่นใบ คอนเฟิร์มไป เค้าก็บอกไม่ใช่ขอ ds-156 เหอะๆ ก็ไม่บอกตั้งแต่แรก เค้าก็เช็คๆๆ แล้วก็เขียนรอบที่นัดสัมภาษณ์ไว้บนหัวกระดาษ

เดินเข้าไปฝากมือถือ พร้อมบัตรประชาชน เอากระเป๋าเข้าเครื่องเอกซเรย์

แล้วก็เดินไปตามทางที่คดเคี้ยว ถึงตรงนี้ความตื่นเต้น&เหนื่อยหมดไป ประมาณว่าตูรอดแล้วเย้ๆๆๆ

เพราะกลัวว่าเค้าจะไม่ให้เข้า จากนั้นก็เดินเข้าไปหาสาวเสื้อแดง วันนี้คนไม่ค่อยเยอะ สาวเสื้อแดงก็ตรวจเอกสารทั้งหมดที่เอาไป ซึ่งได้แก่

1.passport
2.สำเนาบัตรประชาชน
3.สำเนาทะเบียนบ้าน
4.ใบรับรองจบการศึกษา
5.transcript
6.หนังสือรับรองการทำงานของ sponsor
7.สมุดบัญชีตัวจริงของ sponsor
8.bank statement
9.หนังสือรับรองสถานภาพทางการเงินของ sponsor
10.DS-2019 เซ็นชื่อตามพาสปอร์ต ช่อง Signature of applicant
11.DS-156 เซ็นชื่อตามพาสปอร์ต ช่อง Applicant's signature พร้อมติดรูป
12.DS-157
13.DS-158 เซ็นชื่อตามพาสปอร์ต ช่อง Applicant's signature
14.Offer Letter จาก IRES
15.จดหมายจาก IRES ถึงสถานฑูต
16.DS-7002 หรือ Training Plan (เซ็นชื่อตามพาสปอร์ต)
17.Participant Eligibility Form Training/internship (เซ็นชื่อตามพาสปอร์ต)
18.Offer Letter จาก Courtyard by Marriott
19.AVI insurance

20.ใบเสร็จค่าจองวีซ่า 408 บาท
21.ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า 4454 บาท
22.ใบเสร็จค่า SEVIS Fee
23.ใบ confirm สัมภาษณ์วีซ่า
24.ใบจองตั๋วเครื่องบิน
25.รูปถ่าย 2X2 1 ใบ (จริงๆ ไม่ได้ใช้เพราะติดรูปใน DS-156 แระ)

สาวเสื้อแดงก็เลือกเอกสาร พร้อมกับถามว่าเคย เปลี่ยนชื่อไม๊ เคยได้วีซ่าไม๊ พร้อมกับจัดเอกสารที่ต้องใช้ใส่แฟ้มใสๆ เอกสารที่เค้าเลือกไปได้แก่

1.passport
2.DS-2019
3.DS-156
4.DS-157
5.DS-158
6.DS-7002
7.Transcript

แค่เนี๊ย แล้วเค้าก็ให้เดินไปที่ช่อง 12 หรือ 13 ด้านใน (ผ่านประตูไม้เข้าไป)

จากนั้นก็เดินไปซื้อซองจ่าหน้าถึงตัวเอง ชื่อเป็นภาษาอังกฤษ ที่อยู่ไทยหรือังกฤษก็ได้ จ่ายไป 75 บาท ขึ้นราคาอีกแระ เหอะๆ

เราเลือกช่อง 12 ยื่นเอกสารให้เค้า เค้าก็ตรวจๆ และแล้วสิ่งที่เราคาดว่าจะถูกถามก็โดนจริงๆ เพราะตัว training plan เรา blur มากกก เราก็บอกไปตามจริงว่า เอกสารแสกนไปแสนมามันก็เลยไม่ชัด แต่ต้องใช้เพราะมันเป็นตัวที่มีลายเซ็นครบ โชคดีที่เราปริ๊นหน้าแรกที่ชัดเจนไปด้วย เค้าก็แม็กติดไปด้วย จากนั้นก็แสกนนิ้ว มือซ้ายสี่นิ้ว ขวาสี่นิ้ว แล้วก็สองโป้ง แต่เหอะๆ ด้วยความที่นิ้วโป้งขวาแพ้ แล้วแห้งหนังชั้นนอกลอกออกหมด เหลือแต่หนังชั้นในที่แห้งย่น เราก็ยื่นมือให้เจ้าหน้าที่ดู เค้าก็บอกให้ถูๆกดๆให้เกิดรอยบ้าง กว่าจะผ่าน เล่นซะเหงื่อตก




จากนั้นเจ้าหน้าที่ก็บอกให้ไปต่อแถว ช่อง 11 โดpที่ไม่ต้องรอคิว เพราะแถวนี้สำหรับคนที่เคยได้วีซ่าเมกา

ถึงตอนนี้ ไม่ได้โม้ คือไม่ค่อยตื่นเต้น เพราะคนที่ต่อแถวนี้ส่วนใหญ่วีซ่าก็ผ่าน และเราไม่ต้องนั่งลุ้นว่าเราจะได้สัมภาษณ์กับใคร

ระหว่างที่รอในแถว ก็มองคนโน้นคนนี้ แต่พยายามไม่ฟังเสียงคนอื่น เพราะทำสมาธิอยู่ เจ๊คนนึงที่มาต่อท้ายก็ชวนคุย แล้วแกก็เล่าๆประวัติแก ว่าจริงๆแฟนเป็นสก๊อต แต่จะขอวีซ่าไปเยี่ยมญาติแฟนที่เมกา แกก็พร่ำอยู่นั่นว่าจะได้ไม๊ กลัวนั่นกลัวนี่ เราก็เห้อ พี่อย่าพูดไรที่มันเป็นลางไม่ดีสิ อย่าบิ๊วให้กังวลไปด้วย แถมเจ๊แกชวนคุยจนถึงคิวเรา ก็เลยให้บอกบอกแก พี่เดี๋ยวค่อยคุยกันนะ ขอทำสมาธิก่อน

ส่วนผู้ชายที่ยืนอยู่ข้างหน้า เป็นเด็กวัยรุ่น ท่าทางก็คงลูกคนมีตังไปเรียน ตอนแรกวางมาดเหมือนชิวมากๆ
แต่พอเราเริ่มเม้ากะเจ๊ข้างหลังน้องแกก็อยากคุยด้วย ดูน้องแกกังวลมากว่าเข้าแถวผิดรึเปล่าทำไมไม่ได้นั่งรอเหมือนคนอื่นๆ เรากบอกเคยได้แล้วเค้าให้สัมภาษณ์เลย น้องแกก็ยังไม่ค่อยแน่ใจ ถามซ้ำอีกสองสามรอบ ก็เลยถามคราวที่แล้วทำไง ไม่รู้ครับจำไม่ได้มากับพ่อ เดินตามพ่ออย่างเดียว เหอะๆๆ คนเรามันต้องมีครั้งแรกทั้งนั้นละน้อง สู้เค้า!!!


และแล้วก็ถึงนาทีของเรา เดินเข้าไปในช่อง เตรียมสัมภาษณ์กะฝรั่งหนุ่ม หน้าตาหล่อมั้งไม่ได้สังเกตมาก ฉันยืนรอหน้าเค้าเตอร์เตรียมพนมมือไหว้งามๆ เฮียแกก็มัวคุยกะใครไม่รู้ ไม่ยอมหันหน้ามาซักที เราก็ดึงเอกสารออกจากแฟ้มเตรียมยื่นให้เค้า

พอเค้าหันหน้ามาก็ไหว้งามๆ แอ่นยื่นเอกสารทั้งหมดให้ การสนทนาก็เริ่มขึ้น

officer: Did you get plastic cover?

me: huhhh (ฟังไม่ทัน)

offer: Do you get plastic cover?

me: Sure,sorry พร้อมกับยื่นให้เค้า

officer: this is internship program (งืมงำๆ คนเดียว)
Tell me about your internship program

me:I will work as a trainee at Courtyard by Marriott for 12 months.
The job funtions will be rotating to every unit in hotel

officer: hmmm what's your plan after finish program???

me: I will come back to Thailand and apply the job in american company or continue study master degree.

officer:yes....you've ever joined work and travel program last two years (งืมงำๆ คนเดียว)

me:yes last two years

officer:alright I will send your passport to your home about 3 days

me: Thank you so muchเดินออกจากห้องพร้อมกับนั่งพัก ก่อนจะกลับบ้านด้วยความสบายใจ


ที่เหลือก็ต้องจองตั๋วเครื่องบิน แต่ด้วยความที่สถานการณ์บ้านเรากำลังวิกฤต สนามบินโดน พธม.ยึด เฮ้อ

ขอให้เหตุการณ์สงบโดยเร็วเถิ้ด บ้านเมือง& ข้าน้อยเดือดร้อนนนนนนนนน


P.S>>>>> นิทานรื่องนี้สอนให้รู้ว่า

1.เตรียมเสื้อผ้าให้เรียบร้อยก่อนนอน ผู้หญิงชุดสุภาพ รองเท้าหุ้มส้น ถามว่ามันเกี่ยวไม๊ เพราะก็เห็นบางคนก็นุ่งกางเกงสื้อกล้าม อาจจะไม่เกี่ยวหรอกค่ะ แต่การที่เราแต่งตัวดีก็เป็นการให้เกียรติสถานที่& เจ้าหน้าที่ และร้อยละแปดสิบห้าผู้หญิงก็ใส่กระโปรง

2.เอกสารที่เราหอบไปมากมายนอกเหนือจากที่แนบในแฟ้ม เค้าไม่ดูอะไรเลย J1 มันชิวจิงจริ๊ง




 

Create Date : 27 พฤศจิกายน 2551
6 comments
Last Update : 5 ธันวาคม 2551 13:55:07 น.
Counter : 2136 Pageviews.

 

ดีใจด้วยนะจ๊ะ แวะมาอ่าน เอาใจช่วยเต็มที่จะได้ ๆปเมกา สักทีนะ ได้ตั๋วแล้วเล่าให้ฟังบ้างนะ ว่าแต่ว่าจะเดินทางวันไหนล่ะจ๊ะ
ขอให้โลกสงบสุข

 

โดย: พี่เจนเอง IP: 210.1.6.131 27 พฤศจิกายน 2551 22:11:49 น.  

 

อยากไปอินเทรนจังง แง่มๆๆ

ถามน้อยดีแฮ่ะๆ

 

โดย: makii IP: 158.108.169.224 28 พฤศจิกายน 2551 15:02:46 น.  

 

เก่งมากค่ะ

Enjoy
Have Fun
good luck
& take care ค่ะ

 

โดย: Bonus IP: 58.8.242.253 29 พฤศจิกายน 2551 10:55:05 น.  

 

กำลังอยากจะไปเหมือนกันค่ะ ตอนนี้เพิ่งทำงานได้ 4 ดือน แต่อยากจะเก็บเงินอีกซักระยะ ถ้ายังไงมาลงอับเดตไว้เรื่อยๆ นะคะ จะตามมาอ่านค่ะ ^^
เป็นกำลังใจให้ สู้ตายๆๆ

 

โดย: JiJysang IP: 202.44.4.62 7 มกราคม 2552 9:19:36 น.  

 

วันนี้มาอยู่ harrisburg ครบหนึ่งเดือนพอดี ไม่น่าเชื่อว่าตั้งแต่มาไม่มีเวลาอัพบล๊อกเลย ทั้งๆที่มีเรื่องอยากจะเล่ามากมาย โหดมัน ฮา(ไม่ออก) จะหาเวลามาเล่าในเร็ววัน ช่วงนี้ทำงานเหมือนเครื่องจักร ทำไงได้ก็งานคือเงิน เหอะๆ

 

โดย: pittsburgh 10 มกราคม 2552 11:39:27 น.  

 

ผ่านมาทาง บอสตันมาทานข้าวกันะครับผม

 

โดย: ไตร IP: 71.233.227.234 17 มกราคม 2552 15:11:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


pittsburgh
Location :
ระยอง Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




ทำอย่างที่อยากทำ

ThIs'S mY WaY

.

To love is to risk not being loved in return. To hope is to risk pain. To try is to risk failure, but risk must be taken, because the greatest hazard in life is to risk nothing.

 
Friends' blogs
[Add pittsburgh's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.