ที่ใดไม่มีปัญหา ที่นั่นไม่มีความเจริญก้าวหน้า
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
16 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 

พระโกศ

ก่อนอื่นต้องรู้จักโกศก่อนว่ามีลักษณะเช่นใด
โกศ ประกอบด้วยลองในซึ่งทำด้วยเหล็กหรือโลหะอื่นไม่มีลวดลายมีลักษณะเป็นทรงกระบอก มีฝาปิด
และลองนอกซึ่งถือว่าเป็นลองเกียรติยศ มีลายจำหลักลงรักปิดทองประดับกระจก อันนี้ถือว่าเป็นเครื่องแสดงอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ของผู้ตายซึ่งแบ่งออกเป็นหลายลำดับชั้น เช่น โกศมณฑป โกศไม้สิบสอง เป็นต้น
ซึ่งใช้สวมทับลองในอีกทีหนึ่ง
แล้วมาพูดถึงการนำศพลงโกศกัน
เมื่อได้ทำพิธีรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพแล้ว
เจ้าพนักงานพนักงานพระราชพิธีจะทำการสุกำศพ ในกรณีที่เป็นศพชั้นโกศ ศพจะถูกจัดอยู่ในท่านั่งชันเข่าแล้วห่อด้วยผ้าขาวหรือผ้ายางก่อนจะบรรจุศพลงในลองในซึ่งภายในโกศจะมีหลักไม้อยู่อันหนึ่งที่ปลายมีลักษณะเหมือนกระจับ เรียกว่ากาจับหลัก ใช้สำหรับเป็นหลักประคองศพโดยเฉพาะหน้าที่สำคัญคือ กระจับที่ว่านั่นจะเชยคางศพไว้ไม่ให้ศีรษะตกลงมา เพราะในบางครั้งศพจะตั้งอยู่นานก่อนจะออกเมรุ ซึ่งบางทีเมื่อศพเน่าศีรษะอาจตกลงมาได้ กาจับหลักจึงต้องเข้ามามีบทบาท จนบางครั้งอาจเกิดการเข้าใจผิดกันว่ามีการใช้ไม้ทะลุผ่านศพเพื่อให้บรรจุศพในโกศได้
เมื่อจัดศพให้อยู่ภายในโกศได้เรียบร้อยแล้วเจ้าพนักงานพระราชพิธีจะรวบปลายผ้าสุกำศพขมวดเป็นปมคล้ายๆจุก ที่เหนือศีรษะของศพแล้วผูกเข้ากับด้ายสายสิญจน์ซึ่งจะผูกเชื่อมกับภูษาโยงที่ใช้เวลาบังสุกุลศพต่อไป ตรงนี้สำคัญมากที่ว่าไม่ว่าผู้ใดก็ตามห้ามข้ามกรายหรือกระทำการอันไม่สมควรเป็นอันขาดกับภูษาโยง เพราะจะเหมือนกับการ
ข้ามศีรษะศพนั่นเอง
เมื่อขั้นตอนดังกล่าวเสร็จสิ้นก็จะปิดฝาลองในแล้วยาด้วยขี้ผึ้ง เชิญโกศขึ้นตั้งบนชั้นรอง สวมลองนอกทับ พร้อมบำเพ็ญกุศลศพในการต่อไป

เริ่มตั้งแต่การรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเลยแล้วกัน
เมื่อสำนักพระราชวังได้รับหนังสือกราบถวายบังคมลาถึงแก่อนิจกรรมขึ้นไป พร้อมธูปไม้ระกำหนึ่งดอก เทียนขี้ผึ้งแท้หนักหนึ่งบาท หนึ่งเล่มพร้อมกระทงดอกไม้และเอกสารแสดงราชอิสริยาภรณ์แล้ว ซึ่งในขั้นนี้เจ้าภาพจะต้องแจ้งสถานที่ตั้งศพแก่ทางสำนักพระราชวังเพื่อจะได้นำเครื่องประกอบอิสริสริยยศศพอันได้แก่โกศ เครื่องประโคม รวมไปถึงอุปกรณ์ในการรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ พระพิธีธรรม มาเพื่อพร้อมที่จะรับการปฏิบัติงาน
ต่อมาเมื่อถึงการรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพเจ้าภาพจะต้องเชิญแขกผู้มีเกียรติรดน้ำศพเสียก่อนที่จะรับพระราชทานน้ำหลวง ด้วยมีธรรมเนียมปฏิบัติว่าเมื่อศพรับพระราชทานน้ำหลวงแล้ว ผู้ใดจะรดน้ำศพต่อมิได้ ในการพระราชทานน้ำหลวงอาบศพนี้ ถ้าสังเกตจะเห็นว่าในชุดน้ำหลวงจะมีขวดเล็ก ๆ สองขวด กับภาชนะบรรจุน้ำสุคนธ์ ขวดเล็ก ๆนั่น คือน้ำขมิ้น ส้มป่อย ที่จะใช้ประกอบกันเวลาพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ระหว่างนี้ชาวประโคมจะประโคมปี่ กลองชนะ อาจเพิ่มแตรฝรั่ง แตรงอน ในกรณีที่ศพนั้นได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์นพรัตน์ราชวราภรณ์หากเพิ่มสังข์ มโหระทึก คือพระศพพระบรมวงษานุวงษ์
เมื่อรับพระราชทานน้ำหลวงอาบศพแล้วต่อมาก็คือการนำศพลงโกศซึ่งได้กล่าวแล้วในตอนต้น
แต่เมื่อเมื่อทุกท่านต้องการทราบรายละเอียดเพิ่มเติมก็จะมีดังนี้ครับ
ดังได้กล่าวแล้วว่าโกศเป็นภาชนะทรงกระบอกซ้อนกันสองชั้น คือลองใน กับลองนอก ซึ่งถ้าสังเกตจะเห็นว่าโกศต้องตั้งอยู่บนชั้นรองที่มีลักษณะเป็นเบญจาซ้อน ๆกันจะสูงมากน้อยขึ้นอยู่กับอิสริยยศฐานันดรศักดิ์ของศพ ชั้นรองนี้นอกจากจะใช้ตั้งโกศแล้วยังเป็นที่เก็บของสำคัญ คือ ถ้ำบุพโพ หรือก็คือภาชนะบรรจุน้ำเหลืองศพนั่นเอง
แล้วจะเก็บบุพโพกันเช่นไร
ในโกศนั้นที่ก้นลองในจะมีลักษณะเป็นตะแกรงแล้วใต้นั้นจะมีแผ่นโลหะบาง ๆมีรูปดังใบบัวมีรูตรงกลาง รูนั้นใช้สำหรับต่อท่อรับบุพโพจากโกศลงสู่ถ้ำบุพโพ ท่อนี้จะรับบุพโพศพไปตลอดจนกว่าจะมีการเปลื้องเครืองสุกำศพ แล้วเชิญบุพโพไปเผา ถ้ำบุพโพนี้โดยมากเป็นกระเบื้องซึ่งเมื่อใช้งาน จะยาด้วยขี้ผึ้งเพื่อกันกลิ่นซึ่งจะมีวัตถุดับกลิ่นจำพวกลูกฝรั่งสุกใส่ไว้ด้วย
นี่คือความสำคัญของชั้นรองเกียรติยศ และถ้ำบุพโพ
ต่อมาเมื่อศพถึงกำหนดออกเมรุ เจ้าพนักงานพระราชพิธีจะทำการเปลื้องเครื่องสุกำศพ หรือคือการเปลี่ยนผ้าห่อศพเสียใหม่นั่นเอง
แล้วบุพโพหรือน้ำเหลืองจะถูกเชิญไปเผาพร้อม ๆกับเครื่องสุกำศพ
โดยจะกระทำดังนี้ เจ้าพนักงานพระราชพิธีจะถ่ายบุพโพ ลงในกระทะทอง พร้อมเครื่องดับกลิ่น เช่น ลูกฝรั่งสุก ใบเนียม เป็นต้น
แล้ว จะจุดเพลิงเคี่ยวบุพโพไปเรื่อย ๆ จนมอดเป็นเถ้าไป
นี่คือการเผา หรือพระราชทานเพลิงบุพโพ
คราวนี้จะเชิญศพซึ่งพร้อมแล้วสำหรับการออกเมรุเพื่อรับพระราชทานเพลิง
โดยในกรณีที่ศพอยู่ในโกศ ศพจะถูกเปลี่ยนลงโกศไม้สำหรับใช้เผาจริง
แล้วสวมลอง ที่เราเห็นเป็นสีทองเกลี้ยงทับไว้ภายนอกอีกชั้นหนึ่ง
คราวนี้จะเชิญโกศศพเวียนเมรุ ชาวประโคม ประโคมอีกครั้งหนึ่งจนถึงพระราชทานเพลิง
จากนั้นจะเชิญโกศขึ้นตั้งบนจิตกาธาน แล้วจะทำพิธีการเช่นใดหลังจากนั้นแล้วแต่อิสสริยยศศพ เมื่อถึงการพระราชทานเพลิง เจ้าพนักงานพระราชพิธีจะถอดลองนอกออก แล้วนำโกศไม้สำหรับใช้เผาจริงพร้อมศพเข้ายังเตาเผา แล้วจุดเพลิงพระราชทาน
นี้คือพิธีการเกี่ยวกับศพชั้นโกศโดยคร่าว ๆ
สำหรับคำถามที่ฝากไว้ ตอบดังนี้ครับ
การเผาศพชั้นโกศ ถ้าศพอยู่ในโกศก็จะเผาในท่านั่งดังที่ได้กล่าวไปแล้ว แต่ถ้าศพอยู่ในโลงก็จะเผาทั้งโลง
ส่วนลองนอกไม่เผาแน่นอนครับ เพราะบรรดาเครื่องประดับ เช่น พุ่มดอกไม้เพชร ดอกไม้ไหว เฟื่องอุบะ
ต้องใช้ไปตลอด ตัวโกศเองก็ไม่ใช่สร้างกันง่าย ๆ ลองแต่ละลองล้วนมีตำนานความเป็นมา เช่น พระลองทองใหญ่ โกศมณฑป เป็นต้น
สำหรับเครื่องตั้งประกอบอิสริยยศศพจำพวกฉัตรนั้น ตอบคร่าว ๆนะครับ อธิบายละเอียดก็คงยาวมาก
ฉัตรเป็นเครื่องสูงที่ใช้ตั้งหรือชักแขวน
ที่ประกอบอิสริยยศศพชั้นโกศ จะเป็นฉัตรตั้ง มีลำดับศักดิ์ต่างกัน อย่างฉัตรเบญจานี่ มีสีต่าง ๆ เช่น แดง น้ำเงิน เขียว เป็นต้น มีลายสีทอง สำหรับประกอบอิสริยยศศพที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ตั้งแต่ประถมาภรณ์มงกุฏไทยจนถึงมหาปรมาภรณ์ช้างเผือก(ปม.ถึง มปช.)ซึ่งจะได้รับพระราชทานโกศโถ หรือโกศแปดเหลี่ยม
ส่วนฉัตรเครื่องสูงทองแผ่ลวด เป็นเครื่องประกอบอิสริยศศพที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ปฐมจุลจอมเกล้าขึ้นไป หรือที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณเป็นกรณีพิเศษ มีลายประดับด้วยกระดาษฉลุลายทองที่เย็บติดกับผ้า ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่าทองแผ่ลวด
จะตั้งประกอบกับโกศไม้สิบสองขึ้นไปแต่ไม่เกินโกศกุดั่นใหญ่
ส่วนฉัตรจำพวกฉัตรโหมดทอง ฉัตรตาดเหลือง นั้นเป็นฉัตรจำพวกชักแขวน ใช้ประกอบพระอิสริยศพระศพพระบรมวงษานุวงษ์ตั้งแต่พระองค์เจ้าขึ้นไป และยังมีฉัตรอีกหลายประเภท ถ้าจะให้อธิบายโดยละเอียดก็จะยาวมากเกินอ่าน ต้องขอโทษด้วยครับเพราะเรื่องฉัตรนี่เป็นเรื่องละเอียดมากพอ ๆ กับโกศ
ส่วนคติเกี่ยวกับการบรรจุศพในโกศนั้น
ด้วยมีความเชื่อมาแต่โบราณกาลว่า ผู้ที่นั่งตาย จะเป็นผู้มีบุญ ดังนั้นศพผู้มีอิสริยศฐานันดรศักดิ์ จึงบรรจุศพในโกศอีกนัยหนึ่งการบรรจุศพในโกศเป็นคติที่มาจากอินเดีย ถ่ายทอดมาทางขอมแล้วไทยเรารับธรรมเนียมนี้มาอีกต่อหนึ่ง
จึงเกิดการบรรจุศพในโกศแต่นั้นมา

รายละเอียดการถวายน้ำสรงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗
“…มุขตะวันตก (ของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท-หมูสยาม) เจ้าพนักงานสนมพลเรือน เจ้าพนักงานภูษามาลา เครื่องสูง ชาวที่ และข่าง ร่วมกันจัดและตั้งแต่งพระแท่นสุวรรณเบญจดลมีพระแท่นทองทราย รองรับสำหรับประดิษฐานพระโกศพระบรมศพ ภายใต้สัปตปฎลเศวตฉัตร ตั้งแต่งให้พระแท่นที่จะประดิษฐานพระโกศพระบรมศพให้อยู่กึ่งกลางของมุขตะวันตก…บนพื้นบัวกลุ่มพระแท่นสุวรรณเบญจดลวางใบบัวดีบุกรองพื้น มีกระบอกไม้ไผ่ทำเป็นท่อจากพื้นพระแท่นสุวรรณเบญจดลหยั่งลงไปในถ้ำ (ตุ่มเคลือบดินเผา) ซึ่งอยู่ภายในตอนกลางของชั้นเบญจดลที่เรียกว่า “ถ้ำพระบุพโพ”ตั้งแต่งเครื่องพระอภิรุมชุมสายหักทองขวาง พุ่มดอกไม้ทองเงิน เครื่องราชอิสริยยศราชูปโภคและเครื่องบรมราชอิสริยาภรณ์ของไทยและต่างประเทศสำหรับพระบรมศพไว้พร้อม…
…พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยถวายบังคมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ทรงรับหม้อน้ำและผอบน้ำขมิ้น น้ำพระสุคนธ์จากเจ้าพนักงานสนมพลเรือน ถวายสรงที่พระอุระพระบรมศพ แล้วทรงคม …พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับขวดพระสุคนธ์จากท้าวโสภานิเวศน์ ถวายสรงที่พระบาทพระบรมศพ แล้วทรงกราบราบที่หน้าพระแท่นเสร็จแล้ว เสด็จไปประทับพระราชอาสน์ที่นอกพระฉาก…เมื่อเสร็จพิธีการสรงพระบรมศพแล้ว เจ้าพนักงานภูษามาลาถวายฉลองพระองค์ไหมไทยยกดอกลายไทยสีทองพื้นขาวตามพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมราชินี เสร็จแล้ว นายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เลขาธิการพระราชวัง (สมัยนั้น-หมูสยาม) กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ไปทรงหวีพระเกศาขึ้นครั้งหนึ่ง หวีลงครั้งหนึ่ง แล้วหวีกลับขึ้นอีกครั้งหนึ่งด้วยพระสางวงเดือน ทำด้วยไม้จันทน์ แล้วทรงหักพระสางนั้นไว้ในพานซึ่งเจ้าพนักงานเชิญอยู่ เสร็จแล้วเสด็จฯ ไปประทับพระราชอาสน์ที่เดิม จากนั้นเจ้าพนักงานภูษามาลาถวายเครื่องพระสุกำพระบรมศพให้ทรงอยู่ในลักษณะปรทับนั่งคุกพระชานุทั้งสองยกขึ้นแนบเสมอพระองค์ ประนมพระหัตถ์ ระหว่างพระหัตถ์ถวายซองพระศรีทองคำลงยาบรรจุดอกบัวตูมดอก ๑ ธูปไม้ระกำ ๑ เทียนเล็ก ๑ เป็นเครื่องสักการะพระจุฬามณี แล้วเจ้าพนักงานภูษามาลาถวายแผ่นทองจำหลักลายดุนมีพระกรรณปิดที่พระพักตร์พระบรมศพ จากนั้นเจ้าพนักงานปูผ้าขาว ๓ ผื่น ปูซ้อนเป็นรูปหกแฉก เชิญพระบรมศพประทับบนผ้าขาว แล้วรวบชายประชุมไว้เหนือพระเศียร ถวายสุกำด้วยด้วยดิบปล่อยชายไว้สำหรับสอดออกไปต่อกับพระภูษาโยง จากนั้น เจ้าพนักงานอัญเชิญพระบรมศพลงอยู่พระโกศลองในโลหะเหล็กหล่อปิดทอง วางพระเขนยจีบหนุนรอบพระองค์กันเอียง เสร็จแล้ว นายพูนเพิ่ม ไกรฤกษ์ เลขาธิการพระราชวัง กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร เสด็จฯ ไปถวายพระชฎาสวมที่พระเศียร พระบรมศพ แล้วเสด็จฯ ไปประทับพระราชอาสน์ที่เดิม (ก่อนปิดฝาพระโกศพระบรมศพ เจ้าพนักงานภูษามาลา เชิญพระชฎาออกห่อผ้าขาวเก็บไว้) เจ้าพนักงานปิดผาพระโกศลองในแล้วถวายคลุมตาดทอง พร้อมที่จะเชิญไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท …เมื่อเสด็จพระราชดำเนินเข้าพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทแล้ว ทรงยืนที่พระราชอาสน์ เมื่อนายทหาารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยุ่หัวเชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นเกยบันไดที่เทียบพระแท่นสุวรรณเบญจดลทองคำ แล้วลงมาถวายบังคมเจ้าพนักงานสนมพบเรือนรับเชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นประดิษฐานในบุษบกภายใต้สัปตปฏลเศวตฉัตร แล้วลงมาถวายบังคม เจ้าพนักงานสนมพลเรือนเข้าประกอบพระลองทองใหญ่ ดอกไม้เอวพุ่ม เฟื่อง ดอกประจำยามที่ริมฝาพระลองยอดพุ่มข้าวบิณฑ์ ดอกไม้เทศ แล้วตั้งแต่งเครื่องพระอภิรุมชุมสายหักทองขวาง พุ่มดอกไม้เงินทอง เครื่องประกอบพระราชอิสริยยศ และเครื่องราชูปโภค ทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ จากกรมทหารราบที่ ๑ มหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในเครื่องแบบเต็มยศ เจ้าประจำที่ยืนยามถวายพระเกียรติสี่มุม พระแท่นสุวรรณเบญจดล มุมละ ๑ นาย โดยยืนมือทั้งสองประสานกันบนพานท้ายโรยปลายปากกระบอกปืนจรดพื้น ก้มหน้าในท่าสงบนิ่ง”
คำว่า “สุกำศพ” แปลว่า อาการที่เจ้าพนักงานภูษามาลา หรือเจ้าพนักงานสนมพลเรือนเอาผ้าขาวห่อศพ และใช้ด้วยดิบมัดตราสัง แล้วบรรจุศพลงโกศ หรือหีบศพ ซึ่งมีกระดาษฟางปูรองรับ”

การเปลื้องเครื่องสุกำพระบรมศพ
ตามโบราณราชประเพณีก่อนเชิญพระบรมศพ ออกถวายพระเพลิง ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง จะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลื้องเครื่องสุกำพระบรมศพ แล้วเชิญพระบุพโพพระบรมศพ พร้อมเครื่องสุกำ ไปถวายเพลิงเสียก่อน เมรุพระบุพโพนั้น ปกติจะปลูกสร้างขึ้นที่สนามนอกระเบียงคดด้านใต้ของพระราชะธีท้องสนามหลวง ราชประเพณีนี้ได้ปฏิบัติสืบมาจนถึงงานถวายพระเพลิงสมเด็จพระศรีสวรินทราบรมราชเวที พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า เมื่อพุทธศักราช ๒๔๙๙
ครั้นในการถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี ในรัชกาลที่ ๗ ครั้งนี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชฯ สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร มีพระราชประสงค์ให้การจัดเตรียมงานถวายพระเพลิงพระบรมศพเป็นไปโดยประหยัดตามสมควรแก่กาลสมัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้งดการสร้างเมรุถวายเพลิงพระบุพโพ ให้พิจารณาเชิญไปถวายพระเพลิง ณ เมรุหลวงหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส แทน…
…เจ้าพนักงานสนมพลเรือนถวายบังคมพระบรมศพทางด้านหน้าที่ประดิษฐานพระบรมศพแล้ว ไปขึ้นเกยร้านม้าบนพระแท่นสุวรรณเบญจดลด้านหลัง เพื่อเปลื้องพระลองทองใหญ่ออก เริ่มแต่ถอดพุ่มดอกไม้เพชร ดอกไม้ฝา ดอกไม้เอว ถอดยอดและฝาพระลองทองใหญ่ แล้วถอดแยกองค์ลองทองใหญ่ที่ประกับกันไว้ออก…จากนั้น เจ้าพนักงานผูกเชือกสายระยางรอบพระโกศลองในทรงพระบรมศพแล้วผูกเป็นห่วง ๔ ห่วง รอบเอวพระโกศพระบรมศพ สำหรับคล้องเมื่อเวลายกเชิญแล้วถวายคลุมตาดทอง เสร็จแล้วเจ้าพนักงานสนมพลเรือนลงจากพระแท่นสุวรรณเบญจดล
เวลา ๘ นาฬิกา ๑๕ นาที ตำรวจหลวง ๕ นายถวายบังคมพระบรมศพที่ด้านหน้าที่ประดิษฐาน แล้วไปที่เกยหลังพระแท่นสุวรรณเบญจดลขึ้นไปยกเชิญพระโกศพระบรมศพซึ่งคลุมด้วยถึงตาดทองลงจากบัวกลุ่มบนชั้นแว่นฟ้า โดยเชิญออกทางด้านขวาของพระแท่นสุวรรณเบญจดล นำไปประดิษฐาน ณ มุขใต้ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท แล้วเจ้าพนักงานสนมพลเรือนเชิญถ้ำพระบุพโพที่ตั้งอยู่ภายในพระแท่นสุวรรณเบญจดลออกมา ถวายคลุมผ้าขาว ถวายคลุมตาดทองทับอีกชั้นหนึ่ง เชิญตามไปพักไว้ ณ มุขใต้
จากนั้นเจ้าพนักงานปิดพระฉากแล้ว พนักงานภูษามาลาภวายเปลื้องพระสุกำพระบรมศพ เชิญผ้าขาวที่ทรงพระบรมศพและพระเขนยออกใส่ในหีบไม้บุผ้าขาวปิดทองทึบ แล้วถวายคลุมหีบพระบุพโพด้วยผ้าขาว จากนั้นเชิญพระบรมศพลงสู่พระโกศ อุดยาด้วยขี้ผึ้ง แล้วถวายคลุมตาดทองดังเดิม
เวลา ๘ นาฬิกา ๕๕ นาที เสร็จการเปลื้องพระสุกำพระบรมศพแล้ว เจ้าพนักงานเปิดพระฉาก ตำรวจหลวงถวายบังคมยกเชิญพระโกศพระบรมศพขึ้นไปประดิษฐานบนพระแท่นสุวรรณเบญจดลดังเดิม




 

Create Date : 16 พฤศจิกายน 2551
2 comments
Last Update : 16 พฤศจิกายน 2551 22:28:49 น.
Counter : 1095 Pageviews.

 

วันที่สองมกราฯมีข่าวเศร้า
สมเด็จเจ้าพระพี่นางสิ้นตักสัย
ของจงทรงเสด็จสู่สวรรคาลัย
ปวงชาวไทยขอเทิดไท้ถวายพระพร

เป็นสมเด็จพระพี่นางสองกษัตริย์
เป็นร่มฉัตรปกข้าอุทาหรณ์
เกล้ากระหม่อมปวงข้าฯพสกนิกร
ให้อาวรณ์อาลัยในพระองค์

ขอจงทรงเสด็จคืนสู่สวรรค์
ชั้นฟ้าอันวิจิตรพิศวง
แดนประทับปวงเทวาทุกพระองค์
ขอน้อมส่งสู่สวรรค์นิรันดร



ถวายด้วยความอาลัยแด่
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

 

โดย: OFFBASS 17 พฤศจิกายน 2551 10:18:20 น.  

 

เยี่ยมมากค่ะ

 

โดย: ฟาโรห์ IP: 118.173.35.102 13 กรกฎาคม 2552 14:17:18 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


คนจนผู้ยิ่งใหญ่
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




อย่ามองข้ามมิตรสหายของคุณ เพื่อนธรรมดาคนหนึ่งอาจยิ่งใหญ่ได้ในอนาคต
Friends' blogs
[Add คนจนผู้ยิ่งใหญ่'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.