ยินดีต้อนรับสู่คอนโดเล็กๆ ของเจ้าชายน้อยค้าบ มานั่งเล่นนั่งคุยกันก่อนนะ
Group Blog
 
 
สิงหาคม 2552
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
25 สิงหาคม 2552
 
All Blogs
 

เพื่อนร่วมทาง


เรื่องสั้น  "เพื่อนร่วมทาง"


                ‘ยัยนิ้ง! คู่ขาของนล...แฟนเก่าแกอ่ะ ตายแล้วนะ เมื่อวานนี้เอง ถึงจะปิดข่าวกัน แต่ในแวดวงคนในนะแก เขารู้กันหมดว่าผู้ป่วยติดเชื้อ HIV นี่...แล้วอย่าไปบอกใครล่ะว่าฉันมาเล่าให้ฟัง มันผิดจรรยาบรรณ ว่าแต่แกเหอะ เลิกติดต่อกับนลมันไปนานแล้วใช่มั้ย?’ เสียงของเพื่อนสนิทยังดังก้องอยู่ในหู ขณะที่ณัฐริกากำลังต่อแถวรอขึ้นรถทัวร์ไปกรุงเทพฯ ใบหน้าอ่อนเยาว์กว่าอายุเริ่มมีริ้วรอยของความเครียด ดวงตาไม่สดใสเหมือนเคย ริมฝีปากเล็กเม้มเป็นเส้นตรงทุกครั้งที่เธอมีเรื่องให้ครุ่นคิด

               
เมื่อสามสี่เดือนก่อน ณัฐริกาเพิ่งถูกแฟนหนุ่มบอกเลิก ด้วยเหตุผลที่ไม่ควรจะเรียกว่าเหตุผล “นิ้งดีเกินไป”
...เขาไม่พูดอะไรไปมากกว่านี้ บอกเพียงแค่ว่าระหว่างเราความเป็นเพื่อนยังคงเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ‘แต่คงเป็นคนรักไม่ได้อีกแล้วล่ะนิ้ง นลไม่อยากทำผิดกับนิ้งไปมากกว่านี้อีกแล้ว’

           
วันนั้นเธอรู้แค่ว่าเสียใจ ไม่อยากฟังเหตุผลของเขาอีก ผู้ชายก็เหมือนกันหมด พอจะเลิกก็หาเหตุผลสวยหรู แต่ค่อยๆ กรีดลึกเป็นแผลเหวอะในหัวใจจนยากจะเยียวยา

               
ร่างเล็กทิ้งตัวลงบนเบาะโดยสาร รถเที่ยวนี้มีคนน้อยไม่ถึงครึ่งคันรถ เธออยากให้ที่ข้างๆ ว่าง แต่เห็นจะเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว ผู้ชายร่างสูงผิวขาวเหลืองออกจะซีดเล็กน้อยนั่งแก้มแนบกระจกข้างที่นั่งเธอ พอหญิงสาวเก็บของเสร็จ ชายหนุ่มก็หันกลับมา ดวงตาสีดำไม่บ่งบอกความรู้สึกใดๆ จมูกโด่งเป็นสันรับกับริมฝีปากได้รูป และผมทรงดาราเกาหลีที่กำลังนิยม โดยรวมเธอถือว่าเขาเป็นคนหน้าตาดี ถ้าหากมุมปากนั่นจะมีรอยยิ้มประดับสักนิด

               
แต่ณัฐริกาไม่ได้สนใจเขามากไปกว่าการคิดถึงเรื่องที่คุณหมอสาวเพื่อนสนิทเพิ่งเล่าให้ฟัง
‘แล้วแกรู้มั้ยยัยนิ้ง แฟนเก่าแกมาติดต่อเป็นธุระจัดการให้เสร็จสรรพ ตอนเขาเห็นฉันยังอึ้งไปเลย คงกลัวว่าฉันจะรู้ล่ะสิว่าเขาเป็นเกย์’ ณัฐริกาถอนหายใจ เธอไม่เคยรู้หรือระแคะราคายมาก่อนว่านลอาจเป็นพวกชอบไม้ป่าเดียวกัน จนกระทั่งเมื่อวานที่เพื่อนสนิทโทรมาเล่าให้ฟัง หญิงสาวนิ่วหน้า...ยังไม่มั่นใจว่าควรจะดีใจหรือเสียใจที่แฟนเก่านอกใจไปหาเพศเดียวกัน

               
“อกหักมาหรือครับ?” เสียงนุ่มของคนข้างๆ ดังขึ้น หญิงสาวหันไปมอง ขมวดคิ้วด้วยไม่ชอบใจนักกับคำถามละลาบละล้วงของคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแบบนี้

               
“เปล่าค่ะ ฉันแค่สงสัยว่าทำไมผู้ชายถึงชอบเป็นเกย์กันนัก ผู้หญิงมันไม่ดีตรงไหนหรือคะ?”

               
ชายหนุ่มดูจะชะงักไปนิด ณัฐริกาแอบลอบยิ้ม ถามไปอย่างนั้นก็ดีเหมือนกัน เขาจะได้เลิกยุ่งกับหล่อนหากไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้

               
“ผมว่า...” ชายหนุ่มยิ้มให้เธอ “มันอาจเป็นรสนิยมส่วนตัว”

               
“รสนิยมแย่ๆ” เธอสวนกลับทั้งที่คิดไว้ว่าจะไม่ต่อความอะไรกับเขาอีก “...ผู้ชายกับผู้ชาย” หล่อนเบ้ปาก

               
“นั่นก็แล้วแต่ความคิดของแต่ละคนครับ” เขาตอบยิ้มๆ เหมือนไม่ถือสาท่าทางไม่พอใจของเธอ “ความรักนะครับ บางทีมันก็ไม่มีเหตุผลหรอกจริงมั้ย? ความรู้ เงินทอง อาจเป็นแค่องค์ประกอบ แต่แก่นแท้ของความรักมันไม่มีหรอกครับ”

               
หล่อนไม่ค้าน ออกจะเห็นด้วย แต่ก็อดค่อนออกไปไม่ได้“ตอนรักไม่ต้องมีเหตุผล แต่ตอนเลิกต้องมีสินะ”

               
“กลไกการป้องกันตัวไงครับ” เขาตอบพลางมองหน้าเธอ เมื่อเห็นว่าไม่ส่อเค้าความเข้าใจจึงอธิบายต่อ “คนเราลองชอบอะไรสักอย่าง มันไม่จำเป็นต้องหาเหตุผลมากมายหรอกครับ แต่พอจะเลิกชอบกลับต้องหาเหตุผลร้อยแปดมาอธิบาย อย่างน้อยก็เพื่อบอกตัวเองว่าฉันไม่ผิดนะ ฉันมีเหตุผล...แต่มันก็ดีกว่าไม่ใช่หรือครับ ถ้าแฟนคุณจะมีเหตุผลให้กับเรื่องที่เกิดขึ้น?”

               
เธอไม่ตอบ ไม่ชอบที่เขาวกกลับมาที่เรื่องส่วนตัวของเธอ หญิงสาวมองผ่านเขาไปที่หน้าต่าง ท้องฟ้าเริ่มมืดลง มีเพียงแสงไฟดวงเล็กๆ จากบ้านแต่ละหลังซึ่งอยู่ห่างกันตามแบบชนบท

               
“คุณกลัวผีมั้ย?” เขาถามเรื่อยเปื่อย แต่มองจากสีหน้าเธอคงเดาคำตอบได้ไม่ยาก ชายหนุ่มยิ้มแล้วพูดต่อไป “ตอนเด็กๆ ผมเคยสงสัยว่าคนตายแล้วไปไหน ทำไมไม่ไปเกิดใหม่ ทำไมต้องมาเป็นผีหลอกหลอนคนอื่นด้วย”

               
ณัฐริกาอยากแกล้งหลับ รู้สึกไม่ชอบสักหัวข้อที่เขาพยายามหยิบยกขึ้นมาพูดฆ่าเวลา แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะตกอยู่ในภวังค์ เขาเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “แต่ตอนนี้ผมสงสารวิญญาณเหล่านั้น เขาคงทุกข์ทรมานกับการอยู่โดยไม่มีตัวตน รู้อะไรมั้ย? ถ้าคุณยังมีชีวิต คุณสามารถพูดหรือกอดคนที่คุณรักได้ แต่ถ้าตายไปแล้ว...ต่อให้เป็นคนที่คุณเกลียดที่สุด คุณก็ยังอยากจะสัมผัสเขา เพียงเพื่อรับรู้ความมีตัวตนของตัวเอง ทั้งที่มันไม่มีทางเป็นไปได้”

               
หญิงสาวเหลือบมองเสี้ยวหน้าได้รูปของเขา เดาเอาว่าชายหนุ่มคงเพิ่งเสียญาติหรือคนรักไป สีหน้าและแววตาเจ็บปวดฉายขึ้นเพียงแวบเดียวก่อนจะหายวับไป แม้ว่าเธอจะไม่เข้าใจในจุดที่เขายืนเพราะไม่เคยพบกับความสูญเสียอย่างที่ว่า แต่ถ้าเทียบกับความเสียใจตอนที่ถูกแฟนหนุ่มบอกเลิก การร้องไห้ปริ่มจะขาดใจในตอนนั้นของณัฐริกาคงเป็นเรื่องงี่เง่าและเล็กน้อยไปถนัดตา

               
 “ฉันว่าแต่ละคนมีเส้นทางเดินที่ไม่เหมือนกัน แต่ทุกสายจะมาบรรจบกันได้ ถ้าทุกคนรู้จักคำว่าปล่อยวาง ไม่ว่าคนหรือเอ่อ...วิญญาณ ก็ต้องปล่อยวางทั้งนั้นแหละค่ะ คุณอย่าคิดมากเลยนะ เรื่องบางเรื่องก็ต้องให้เวลากับมันบ้าง” หญิงสาวลอบถอนหายใจ ไม่คิดว่าคนไม่ค่อยเข้าวัดเข้าวาอย่างเธอจะพูดเรื่องทำนองนี้กับเขาได้ “...ดูอย่างฉันสิ โดนแฟนบอกเลิก กว่าจะทำใจได้ก็ต้องใช้เวลาเหมือนกัน”

               
เธอพูดพลางยักไหล่ให้สายตาที่ฉายแววประหลาดใจปนตกใจนิดๆ เขาคงไม่คิดว่าเธอจะยอมพูดเรื่องส่วนตัวออกมาล่ะมั้ง...

               
“แสดงว่าคุณไม่โกรธแฟนคุณแล้วล่ะสิ?”

               
“อื้อ...คงไม่แล้วล่ะ แต่ละคนก็รสนิยมไม่เหมือนกันนี่นะ” หล่อนบอกขำๆ แต่สัญญากับตัวเองว่าถ้าคราวหน้าจะมีแฟน คงต้องปรึกษาเพื่อนสนิทเสียหน่อยแล้ว เพราะอินทุอรคุยนักคุยหนาว่าว่าตัวเองดูเกย์แม่นยิ่งกว่าตรวจคนไข้เสียอีก

               
“แล้วคนใหม่ของแฟนเก่าคุณล่ะ...คุณยังโกรธเขาอยู่มั้ย?” ชายหนุ่มถาม

               
เธอส่ายหน้าพูดเสียงเบาจนคนข้างๆ ไม่น่าจะได้ยิน “เรียกว่าอโหสิกรรมให้เลยจะดีกว่า”

               
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดอะไร เสียงมือถือของเธอก็ดังขึ้น ณัฐริกาหยิบมือถือขึ้นมาดู เห็นเป็นชื่ออินทุอรก็กดรับ เพื่อนสนิทโทรมาถามว่าถึงไหนแล้ว จะถึงสายใต้กี่โมง แต่หญิงสาวบอกปัดไปอย่างรู้แกวว่าไม่ต้องมารับ เพราะรู้ว่าวันนี้อินทุอรต้องอยู่เวรทั้งคืน อันตรายมากกว่าสบายแน่ๆ ถ้าต้องให้เพื่อนขับรถมารับในขณะที่หนังตาแทบปิดแบบนั้น

               
“จ๊ะๆ อินเอาเวลาไปนอนเถอะ เดี๋ยวเรานั่งแท๊กซี่กลับเองได้ใกล้ๆ นี่เอง จ๊ะ...ไว้ถึงบ้านแล้วจะโทรไปบอกทันทีเลย อืม...บาย” สัญญาณสายตัดไป ณัฐริกาหันไปหาเพื่อนร่วมทางก็พบว่าเขาหลับไปเสียแล้ว ริมฝีปากหยักโค้งปรากฏรอยยิ้มชวนมองคล้ายว่าเจ้าตัวกำลังฝันดี หญิงสาวยกนาฬิกาขึ้นดูก็พบว่าเวลาล่วงเข้าเช้าวันใหม่แล้ว หญิงสาวจึงหลับตาลง ค่อยๆ ดำดิ่งเข้าสู่ห้วงนิทรา


                เสียงคนขายของดังจ้อกแจ้กหน้าทางเข้าวัด ณัฐริกาดูชื่อวัดอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ ก่อนที่ร่างบอบบางในชุดเรียบร้อยสีดำสนิทจะเดินแทรกผ่านกลุ่มชนเข้าไป อาจเพราะวันนี้เป็นวันเผา ทำให้คนดูหนาตาเป็นพิเศษ แม้จะยังเหนื่อยล้าปวดเมื่อยไปทั้งตัวเพราะการหลับบนรถทัวร์ไม่ใช่อะไรที่สบายนัก แต่หญิงสาวก็คิดถูกที่เลือกนั่งรถเมล์แทนการนั่งรถแท๊กซี่ เพราะกว่าจะผ่านการจราจรในซอยเล็กแต่พลุกพล่านแบบนี้คงกินเวลานานทีเดียว

               
ถึงจะหลับไม่สบาย แต่กระนั้นกว่าณัฐริกาจะตื่นก็ตอนที่รถจอดที่สายใต้ใหม่เรียบร้อยแล้ว เธอจึงไม่มีโอกาสบอกลาเพื่อนร่วมทางคนข้างๆ เพราะเขาคงลงที่หมอชิตไปก่อน

               
หญิงสาวเพ่งมองไปที่ศาลาตรงหน้า ผู้ชายร่างสูงโปร่งสวมเสื้อเชิ้ตสีดำกับกางเกงแสลคเนี้ยบตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เพียงมองข้างหลังณัฐริกาก็จำได้ เขาคือนล...แฟนเก่าของหล่อน

               
ความทรงจำเก่าๆ ยามมีความสุขผุดขึ้นมาในความคิดเหมือนเปิดภาพยนต์บนแผ่นฟิล์ม แต่สุดท้ายเรื่องราวความสุขกลับหักมุมจบด้วยคำว่าเลิกรา แต่เอาเถอะ...หากว่าทางที่เขาเลือกจะมีความสุขมากกว่าการอยู่กับเธอ และเธอ...ก็ไม่ถึงกับตายหากชีวิตต้องขาดเขา คนบางคนก็อาจไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นคู่กัน แต่อย่างน้อยคงพอจะเป็นเพื่อนกันได้อย่างไม่ยากเย็นนัก

               
หญิงสาวเดินเข้าไปใกล้ แผ่นหลังของนลชุ่มเหงื่อ ร่างที่เคยแข็งแรงอย่างคนชอบออกกำลังกายดูจะผ่ายผอมลงไปเยอะทีเดียวหลังจากครั้งสุดท้ายที่เจอกัน ชายหนุ่มค่อยๆ หันกลับมา ดวงตาแห้งผากเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นคนรักเก่า หญิงสาวชะงัก ความรู้สึกต่างๆ เริ่มตีกันวุ่นวายเมื่อสบตาเขา...ดวงตาที่มีทั้งความแปลกใจ ดีใจ และความเสียใจระคนกันไป

               
แต่สุดท้าย...เสียงในความคิดเพียงเสียงเดียวที่เธอได้ยินไม่ใช่เสียงของตัวเองหรือของอินทุอร แต่กลับเป็นเสียงของเพื่อนร่วมทางบนรถทัวร์คนนั้น...

               
‘ถ้าคุณยังมีชีวิต คุณสามารถพูดหรือกอดคนที่คุณรักได้ แต่ถ้าตายไปแล้ว...ต่อให้เป็นคนที่คุณเกลียดที่สุด คุณก็ยังอยากจะสัมผัสเขา เพียงเพื่อรับรู้ความมีตัวตนของตัวเอง ทั้งที่มันไม่มีทางเป็นไปได้’

               
ริมฝีปากเล็กบางแย้มยิ้มให้ผู้ชายตรงหน้า ณัฐริการู้สึกว่ามันเป็นยิ้มที่จริงใจและสบายใจที่สุดในช่วงเวลาที่ผ่านมา ร่างบอบบางโผเข้าหาอ้อมกอดของ ‘เพื่อนเก่า’ อย่างอุ่นใจ นลกระชับกอดร่างเล็กอย่างคิดถึง ไม่สนใจสายตาใคร่รู้ของคนอื่นที่มองมา รู้เพียงว่าหัวใจที่เย็นเยียบและเหว่ว้ากำลังซึมซับไออุ่นที่ไม่เคยมีใครเติมเต็มได้อย่างเช่นเธอทำ

               
ไหล่หนาของเขาสั่นสะเทิ้ม เช่นเดียวกับที่ไหล่บางของเธอที่กำลังเปียกชุ่มไปด้วยหยาดน้ำตาของเขา

               
“นลขอโทษนะนิ้ง...ขอโทษจริงๆ”

               
หญิงสาวพยักหน้าเบาๆ “ช่างมันเถอะเรื่องมันผ่านไปแล้ว นิ้งเสียใจด้วยนะเรื่องคนรักของนล”

               
เขาคลายอ้อมกอด ยิ้มน้อยๆ ที่ปากแต่ไม่ใช่ในดวงตา “เขาไปสบายแล้วล่ะนิ้ง...มาเถอะ เราจะพาไปไหว้ เอ้อ...ถ้านิ้งไม่รังเกียจ”

               
“ไปสิ” เธอบอกก่อนจะเดินตามเขาไป นลพาเธอมาตรงหน้าโลงศพใหญ่ที่ตั้งสูงขึ้นไป เขาเดินไปจุดธูปแล้วยื่นให้  ณัฐริการับมา ก่อนจะคุกเข่าลง ทันทีที่นลขยับไปยืนข้างหลัง ภาพหน้าศพของคนรักของนลตั้งเด่นอยู่ตรงหน้าเธอ หญิงสาวอ้าปากค้าง แทบทำธูปตกจากมือ

               
เขาคนนั้น...
‘เพื่อนร่วมทาง’ ของเธอ!!!

               
ไม่ผิดตัวแน่ เธอจำเขาได้อย่างแม่นยำ คนที่เธอเห็นหน้าตาไม่ต่างจากรูปตรงหน้านี้สักนิด ใบหน้าหล่อเหลาของเขามองตรงมาที่เธอ หญิงสาวรีบหลับตาบอกกล่าวอโหสิกรรมให้เขา แล้วลุกขึ้นเอาธูปปักที่กระถาง

               
อยากจะหัวเราะ นี่เธอคุยกับ...วิญญาณ นั่งข้างๆ ...วิญญาณมาทั้งคืนเลยหรือนี่??

               
ณัฐริกาถอนหายใจเฮือกใหญ่แล้วหันหลังกลับ นลยืนอยู่ตรงหน้าไม่ห่างนัก แต่ข้างกายของเขามีร่างโปร่งแสงของ
‘เพื่อนร่วมทาง’ ของเธอยืนอยู่ คล้ายกับว่านลกำลังถูกโอบกอดจากข้างหลัง แต่มันไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว นลไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำไป!

               
เหมือนว่าร่างโปร่งแสงจะได้ยินความคิดของเธอ เขาคลายอ้อมกอดออกแล้วส่งยิ้มให้ ปากซีดพึมพำเบาๆ เพียงคำว่า...

               
“ขอบคุณ”


----------------------------------------------------------------------------------------------


จบไปแล้ว เรื่องสั้นเรื่องที่สองของชีวิต
ความจริงตัวปริ๊นซ์เองไม่ถนัดกับการแต่งเรื่องสั้นเลยค่ะ ชอบโม้ยาวๆ ออกอ่าวบ้างแบบนิยายมากกว่า


Smiley


ยังไงก็ฝากติชมกันด้วยนะคะ มือใหม่หัดเขียนเรื่อง(สั้น)คร้าบผม


(ปล.ไม่ใช่ว่าปริ๊นซ์มีเวลาว่างมาแต่งเรื่องสั้น แต่ไม่ยอมแต่งนิยายนะ แต่เพราะว่าเรื่องสั้นเรื่องนี้ถูกเพื่อนบังคับให้เขียนลงหนังสือวารสารของที่คณะค่ะ Smiley    ......เลยลองเอามาให้ติชมกันจ้า)






Free TextEditor




 

Create Date : 25 สิงหาคม 2552
1 comments
Last Update : 25 สิงหาคม 2552 11:41:37 น.
Counter : 285 Pageviews.

 

แต่งได้ดีนะ เราชอบ
‘ถ้าคุณยังมีชีวิต คุณสามารถพูดหรือกอดคนที่คุณรักได้ แต่ถ้าตายไปแล้ว...ต่อให้เป็นคนที่คุณเกลียดที่สุด คุณก็ยังอยากจะสัมผัสเขา เพียงเพื่อรับรู้ความมีตัวตนของตัวเอง ทั้งที่มันไม่มีทางเป็นไปได้’

 

โดย: saturn IP: 125.26.189.92 25 สิงหาคม 2552 21:05:50 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


de prince
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




เจ้าชายน้อย...
นศพ. = นักศึกษาโพย
หุหุ


♥ นิยายเรื่องจลาจลรักที่ส่งเข้าประกวด
กับสนพ.แนตตี้ ได้อันดับที่ 3 นะคะ
ขอบคุณสำหรับกำลังใจค่ะ♥


ปล.ขอบคุณกระดาษโน้ตน่ารักๆ
จากคุณลูกตาลเบอร์รี่(http://tarnberry.bloggang.com)
ด้วยนะคะ






Google
Friends' blogs
[Add de prince's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.