Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2549
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
28 พฤศจิกายน 2549
 
All Blogs
 
เรื่องเล่าจากบ้านนา - วันเวลากับนาข้าว

ด้วยความที่เป็นเพียงหลานชาวนา
ยังไม่มีโอกาสทำนากับเขาเลยในชีวิต
พอโตพอจะมีแรงทำได้ ตายายก็ทำไม่ไหว เลิกทำนาไปแล้ว
พ่อแม่ก็ไม่ได้ทำนาข้าว
แต่ทำนาความรู้ หว่านเมล็ดพันธุ์ความรู้ลงบนหัวเด็ก ๆ ในโรงเรียนแถวบ้าน

ดังนั้นสำหรับผมความรู้เรื่องการทำนา การหาเลี้ยงชีพอาชีพของบรรพบุรุษนั้น แทบไม่มีติดหัวเลย

มีแต่ความรู้สึกกับความประทับใจ ซึ่งขออนุญาตบรรยายให้ฟังต่อไปนี้



Create Date : 28 พฤศจิกายน 2549
Last Update : 28 พฤศจิกายน 2549 8:54:38 น. 16 comments
Counter : 237 Pageviews.

 
///ลงแขกนวดข้าว ๑///
ปาร์ตี้อาบเหงื่อ
การลงแขกไม่ได้มีเฉพาะการเกี่ยวเท่านั้น
การนวดข้าวก็มีการระดมแรงแบบที่เรียกกันว่าลงแขกมาใช้ด้วย
กระบวนการที่เรียกว่านวดข้าวนั้นคือการแยกเมล็ดข้าวออกจากต้น
วัตถุดิบก็คือข้าวที่ได้จากการเกี่ยว
ผลลัพธ์ที่ได้มีอยู่สองอย่างคือ ข้าวเปลือก และฟางข้าว

บ้านคนมีเงินสมัยนี้อาจจะมีสระว่ายน้ำหรือสวนเพื่อสร้างความบันเทิงให้สมฐานะ
แต่บ้านชาวนาจะต้องมีลานบ้านไว้ประดับบารมี(น้อย)

ก่อนการนวดข้าว ตาผม จะทำการยาลาน โดยการนำอุจาระโค(ขี้วัว) มาละเลงลงให้ทั่วลาน (ลองนึกถึงการทำขนมเบื้องที่มีลานบ้านเป็นกระทะและใช้ขี้วัวแทนแป้งก็แล้วกัน)
แล้วก็ปล่อยตากแดดตากลมให้แห้ง
เหตุผลของการยาลานก็คือป้องกันไม่ให้เมล็ดข้าวตกลงไปในร่องของดินที่แตกระแหงระหว่างการนวด

-- หลายปีก่อนลงแขกเกี่ยวข้าวนวดข้าวเป็นกิจกรรมที่ได้ผลผลิตข้าวเป็นหลัก และความสามัคคีของคนในชุมชนเป็นของแถม หลายวันก่อนวัยรุ่นกลุ่มหนึ่งโดนตำรวจรวบข้อหาพากันไปลงแขก!!!


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:9:11:41 น.  

 
///ลงแขกนวดข้าว ๒///
หลังจากเตรียมลานเรียบร้อยแล้ว
ก็จะนำต้นข้าวซึ่งได้จากการเกี่ยวมาวางกระจายบนลานข้าว
กองทับกันความสูงจะประมาณศอกนึงถ้าจำไม่ผิด
กระจายทั่วลานขนาดพื้นที่ประมาณสนามบาส(แต่เป็นวงกลมหรือจตุรัส ไม่ได้เป็นผืนผ้าแบบสนามบาส)
แล้วก็จะใช้วัวเทียมเกวียนบ้าง ควายเหล็กบ้างขึ้นไปเหยียบ วนเป็นวงรอบ เพื่อให้เมล็ดข้าวหลุดจากต้น

เด็กแถวบ้านจะชอบช่วงนี้เพราะจะได้รับอนุญาตให้ไปเล่นบนกองข้าวได้ระหว่างที่ผู้ใหญ่พัก ซึ่งก็ถือเป็นการช่วยนวดด้วยเหมือนกัน
และจากลักษณะของกองข้าวที่ว่ามา มันก็คือเวทีขนาดใหญ่ที่จะหกล้มหัวทิ่มยังไงก็ไม่อันตราย
ทีนี้เราจะเล่นอะไรดีล่ะ สมัยผมก็ตามกระแสนาโอโตะ เล่นมวยปล้ำกันบ้าง แปลงร่างเป็นไอ้มดแดงถีบกันบ้าง บางทีก็ใช้วิชาไหมฟ้า ของฮุ้นปอเอี๊ยงซัดกันบ้าง สนุกสนานไปตามเรื่อง
พอเลิกเล่น คันชิบ...... ไม่รู้ทนเล่นกันอยู่ได้ไง
แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาใหญ่ ตอนสายๆ เล่นบนลาน ตอนบ่ายๆ ก็โดดน้ำเล่น หาเรื่องสนุกไปได้เรื่อย ยิ่งเรื่องเล่นน้ำนี่ชอบนัก ถ้าไม่เห็นไม้เรียว ไม่ขึ้นกันเลยเชียว






โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:9:33:11 น.  

 
///ลงแขกนวดข้าว ๓///
เมื่อกระบวนการนวดบนลานสิ้นสุดแล้ว
ก็จะนำเมล็ดข้าวเปลือกที่อาจจะยังมีฟางติดอยู่บ้าง
ไปใส่เครื่องมือชาวนาชนิดหนึ่งที่เรียกว่าสีฝัดหรือสีกวัด
แล้วแต่สำเนียงถิ่น
จะทำงานเหมือนพัดลมขนาดใหญ่พัดให้ฟางข้าวปลิวไปทางหนึ่งให้เมล็ดตกลงมาทางหนึ่ง บางทีก็ใช้กำลังคนผลัดกันหมุน บางทีก็กำลังเครื่องยนต์สูบเดียว ซึ่งใช้หลายงานมาก ทั้งต่อหางใส่เรือวิ่งไปโน่นไปนี่ ใส่สีฝัดฝัดข้าว สูบน้ำเข้าออกนา

นึกถึงสีฝัดแล้วก็เสียดาย ตอนเลิกทำนาก็ไม่เห็นคุณค่า
ปล่อยตากแดดตากลมจนผุ
ตอนนี้พาหลานไปดูก็เห็นเป็นแค่กองเศษไม้

ผ่านขั้นตอนทั้งหมดนั้นก็เป็นอันว่าเสร็จ แต่ยังไม่สิ้น
เพราะข้าวที่เกี่ยวมาจากนา มีเยอะ ต้องนวดกันอยู่หลายรอบหลายวัน กว่าจะเสร็จ

พอนวดข้าวเสร็จเป็นข้าวเปลือก ก็ไปเรียกให้โรงสีเอารถมาซื้อข้าวเปลือกไป จำไม่ได้ว่าราคาเท่าไหร่ตอนนั้น ซึ่งโรงสีก็จะส่งรถบรรทุกหน้าหมา(นึกออกไหมครับ ไอ้รุ่นที่ไม่มีประตู แล้วห้องเครื่องอยู่หน้าคนขับ ไม่ได้อยู่ใต้ตูดคนขับเหมือนทุกวันนี้) มารับซื้อถึงลาน

--เดี๋ยวนี้น่ะรึ.. ส่งรถเกี่ยวนวดลงไปลุย ในนา ไม่ถึงครึ่งวันเรียบร้อยออกมาเป็นข้าวเปลือกเลย


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:9:50:11 น.  

 
นึกถึงเวลาหน้าหนาวชาวนาช่วงนี้จะทำการนวดข้าวแล้วค่ะ
ที่บ้านไม่ได้ทำนาแต่เคยเห็นและจำได้ค่ะ


โดย: เสลาสีม่วง (เสลาสีม่วง ) วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:17:52 น.  

 
///ถนนข้าวสาร///
ไม่ใช่ชื่อถนนที่โด่งดังในกรุงเทพฯ
แต่เป็นถนนที่ข้าวเปลือกทั้งหลายเดินทางไป
เพื่อเปลี่ยนสถานะเป็นข้าวสาร

หลังจากการนวดข้าวได้ข้าวเปลือกมาเก็บไว้ในยุ้งฉาง
ถ้าจะขายก็ขาย
แต่ถ้าจะนำมากินเอง ก็ต้องมาทำเป็นข้าวสารก่อน
ซึ่งก็นิยมกันอยู่หลายวิธี
เช่นเอามาซ้อมเอง
การซ้อมข้าวก็คือการเอาเปลือกข้าวออก ทำได้ด้วยการใช้เครื่องมือที่มีลักษณะคล้ายหินโม่แป้ง แต่ใหญ่กว่ามาก
เอาข้าวเปลือกใส่ลงไปแล้วก็หมุน พอได้ที่ข้าวกับเปลือกแยกกันดีแล้วก็นำมาร่อน เพื่อให้เปลือกข้าวปลิวออกไปเหลือแต่ข้าว
ได้รวมกันเยอะ ๆ แล้วก็เอาไปใส่ครกตำข้าวอีกที เพื่อแยกเอาส่วนรำบางส่วน และเปลือกส่วนที่ติดกับเมล็ดข้าวออก
ก็จะได้เป็นข้าวสารไว้หุงกินได้ ซึ่งก็ไม่ได้ขาวจั๊วเหมือนข้าวผ่านโรงสี แต่ดีกับสุขภาพมาก ๆ
ดีตั้งแต่ยังไม่ได้กินแล้ว เพราะการออกแรงซ้อมออกแรงตำออกแรงร่อน ก็เป็นการออกกำลังชั้นดี


-- ข้อดีอีกอย่างของข้าวซ้อมมือคือ เป็นการอนุรักษ์พันธุ์ กระหังไทย
ถ้าไม่มีกระด้งร่อนข้าว กับสากตำข้าว เพราะข้าวส่งเข้าโรงสีหมด ทีนี้กระหังก็ลำบากกันหน่อยล่ะ


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:26:08 น.  

 
///ถนนข้าวสาร ๒///
อีกวิธีที่จะได้ข้าวสารมากินคือส่งลงเรือ
สมัยก่อนรถรายังไม่มากถนนยังไม่ค่อยดี
โรงสีที่ตั้งมาเกินห้าสิบปี
ผมว่าร้อยละเก้าสิบเก้า ตั้งอยู่ติดแหล่งน้ำเพราะใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งได้
แถวบ้านผมก็เหมือนกัน
ถึงเวลาจะมีเรือมารับข้าวเปลือกจากชาวบ้านไปส่งเข้าโรงสี
เป็นข้าวสารแล้วก็เอากลับมาส่งให้
ซึ่งแน่นอนว่าเขาคิดค่าส่งค่าสี

ข้าวเปลือกส่งลงเรือไป ๑๐ ถัง
แล้วก็รอรับขึ้นจากเรือได้เลย
ซึ่งจะได้ข้าวสารกลับมา ๔ ถังเท่านั้นครับ

-- ใครกินข้าวเหลือ ทำข้าวเสียของเปล่าประโยชน์ จำไว้เลยว่า หลานชาวนาคนนี้เคืองคุณอยู่


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:36:43 น.  

 
///บ้านนาพาเพลิน///
ระหว่างกระบวนการผลิตข้าวไม่ว่าจะเป็นการเกี่ยว การนวด
การซ้อม ถ้าทำโดยวิธีการลงแขกแล้ว ก็จะเหมือนกับการชุมนุมสมาชิกชุมชนดีดีนี่เอง
ยังคิดว่าถ้าเขาห้ามชุมนุมเกินห้าคนในสมัยนั้น
แถวบ้านผมอดข้าวตายกันบ้างแหละ

ระหว่างทำงานบางคนก็นึกครึ้ม นำเสนอเพลงเกี่ยวข้าว เพลงพื้นบ้านต่างๆ เข้ามาในกลุ่ม ให้ช่วยกันร้อง เพลินดีเหมือนกัน บางทีหมดมุขก็เอาบทลิเกที่ไปได้ยินตามงานวัดมาร้องเล่นกันก็มี หรือเพลงลูกทุ่งทั่วไปก็นิยมกันอยู่
ไม่มีหรอกไอ้คอมพิวเตอร์มาตั้งร้องเพลงกันเหมือนรุ่นผม
สมัยนั้นคอมพิวเตอร์มีอยู่แค่ในหนังฝรั่งเท่านั้น

พอเสร็จงานตอนเย็นๆ ค่ำๆ บ้านที่เป็นเจ้าภาพก็จะนำอาหาร สุรา ยาสูบ มาบริการตามทำเนียมบางทีก็ติดลม งานเสร็จตั้งนานแล้วบ้านช่องยังไม่กลับ
โทรทัศน์นี่ลากสายมาดูกันข้างลานข้าวนั่นเลย
ก็แปลกดีที่ รายการเดิม ๆ เวลาเดิมๆ พอดูหลายคนนี่สนุกขึ้นเยอะเลย
-สองทุ่ม ก็พวกผู้ใหญ่เขาดูข่าวกัน ดูกันไปก็วิจารณ์สถานการกันไป ออกรสออกชาด เพราะอยู่กันเยอะ
-สามทุ่มหลังข่าว เด็กทั้งหลายคงคิดในใจเหมือนกันว่า ตากรูแล้วทีนี้ ก็จะพากันเลิกเล่นมานั่งดูการ์ตูนหลังข่าว
ยิ่งถ้าเป็นวันจันทร์วันอังคารด้วยแล้ว ลากยาวดูละครจักรๆวงษ์ๆ ต่อยันสี่ทุ่มเลย ดูด้วยกันกับเพื่อนวัยเดียวกันหลายคนนี่ก็ช่วยให้สนุกขึ้นเยอะ
-สามทุ่มสิบห้า ถึงเวลาของพวกแม่บ้านทั้งหลาย ดูละครหลังข่าว พอพระเอกออกมานี่นั่งจ้องกันเงียบพอนางอิจฉาออกบ้างล่ะก็ ช่วยกันด่าชนิดที่ว่า ถ้านักแสดงได้ยินคงไม่กล้ารับบทนี้อีกเลย

-- ตอนนี้จะไปชวนไอ้คนขับรถเกี่ยวนวดมันมาคุยมากินก็คงไม่ได้ เพราะวันนี้มันต้องไปลงให้อีกหลายเจ้า


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:10:59:34 น.  

 
///เมื่อท้องนาไม่มีข้าว///
ไม่ใช่ว่าอดอยากแห้งแล้งอะไรหรอกครับ

หมายถึงว่าเมื่อเขาเกี่ยวข้าวกันแล้ว และยังไม่ถึงเวลา
ไถเวลาหว่าน

ท้องนาก็ยังมีประโยชน์อย่างอื่นๆ อีก
- เป็นที่เล่นว่าว ลานบ้านก็ล้อมด้วยกอไผ่ เล่นไปก็ติด ถนนก็บางทีมีรถมาถึงจะนานๆ ทีก็เถอะ ไม่ปลอดภัย ใกล้สุดก็ในนานี่แหละ ฝ่าเท้าเด็กบ้านนาหนาอยู่แล้ว ไม่ค่อยเป็นอันตรายอะไรเท่าไหร่ เวลาวิ่งในท้องนา (เดี๋ยวนี้ชวนเพื่อนไปรำลึกความหลังบอก "เฮ่ย. ไปเล่นว่าวกัน" เอ๊ะ ทำไมมันมองกลับมาด้วยสายตาแปลกๆ)
- โรงหนังบ้านนอก บางทีก็จะมีทั้งหนังขายยา หนังปิดวิกมาฉายหนังให้ชาวบ้านดู เป็นโรงหนังปรับอากาศชั้นดี ที่เรียกว่าปรับอากาศเพราะมันเย็นยะเยือกเลย ช่วงปลายปีต้นปีเนี่ย แถมเก้าอี้เป็นแบบปรับนอน ไม่ใช่แค่นอนเอียงๆ นะ นอนเหยียดยาวกางแข้งกางขาได้เลย ขึ้นอยู่กับเสื่อและหนังสือพิมพ์ที่เตรียมไปจะกว้างหรือเยอะแค่ไหน
- โรงละครบ้านนา ส่วนใหญ่มหรสพยอดฮิตตลอดกาลก็ลิเกนี่ล่ะ บ้านไหนจัดงานหาลิเกมาแล้ว ที่ในบ้านไม่พอ ก็ส่งลิเกออกมาตั้งโรงเล่นกันในท้องนา เอ๊ะน่าจะมีใครทำทวิภพเดอะมิวสิคคอลฉบับลิเกมั่งเนอะ เป็น "ทวิภพเดอะลิเก" ผมคนนึงล่ะที่จะไปดู (ต่อให้ปิดวิกเก็บตังค์ยี่สิบเลย)


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:11:18:09 น.  

 
///เพื่อนสนิท///
ไม่ใช่ "เพื่อนสนิท" ที่กำกับโดยหนึ่งในผู้กำกับ "แฟนฉัน"
แต่เพื่อนสนิทนี้ต้องกำกับให้ทำงานโดยเพื่อนร่วมงาน
เพื่อนสนิทของชาวนา นอกจากคนแล้ว ก็มีวัวกับควายนี่แหละ

บ้านตายายผม(ปราจีนฯ) นิยมใช้วัว
บ้านปู่ย่า(โคราช) นิยมใช้ควาย
ทำไมงั้นล่ะ ขอตอบว่าไม่รู้เหมือนกันครับ ใครรู้บอกทีก็แล้วกัน

ชาวนาใช้ประโยชน์จากวัวควายได้อย่างเต็มคุณค่าไม่ว่าจะมีชีวิตหรือตายไปแล้ว

ใช่ว่าจะใช้ทำงาน ทรมานสาหัส อะไรนะครับ
ชาวนาดั้งเดิมที่ผมเคยเห็น จะไม่ทำนาวันพระครับ ถือเป็นวันหยุดให้เจ้าของไปวัด หยุดเบียดเบียนเพื่อนสนิทชั่วคราว ให้โอกาสพักผ่อน

เวลาตาย เนื้อก็เอามาขายหรือแบ่งกันกิน เขาหนัง ก็ขายได้ มีคนนิยมซื้อกันตั้งแต่สมัยนั้นแล้ว

ก็ยังสงสัยอยู่ว่าทำไมคนชอบเปรียบเทียบว่าโง่เป็นวัวเป็นควาย ผมว่ามันฉลาดกว่าสัตว์อีกตั้งหลายอย่าง ไม่ใช่เล่นๆ นะครับความสามารถของเจ้าพวกนี้น่ะ สมัยเด็ก ๆ แม่ผมลงน้ำข้ามคลองได้ทั้งๆ ที่ว่ายน้ำไม่เป็น ถามว่าทำอย่างไร แม่บอกว่าอาศัยเกาะควายชาวบ้านข้าม

ข้าวจากนาถ้าจะขนมาไว้ที่ลานหลังเกี่ยวแล้ว ถึงไม่มีรถบรรทุก รถคุณแต๋น ก็ไม่ลำบากเท่าไหร่เพราะเรายังมีเกวียนกับ "เพื่อนสนิทอยู่"

"ชะ ชะ ชะ ใครวะขโมยควายไป" ปู่ผมยังไม่เคยร้องเพลงนี้ครับ เคยมีพวกมาขโมยควายเหมือนกัน แต่เป็นพวกขโมยกระจอก เจอควายรู้มาก ก็เลยโดนไล่ขวิดหนีไป"

-- เมื่อจตุจักรมีสัตว์เลี้ยงเกือบจะทั่วโลกขาย น่าจะเพิ่มสัตว์เลี้ยงไทย ๆ เข้าไปอีกซักอย่างเนอะ


โดย: บ้านนอกไฮโซ วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:11:40:33 น.  

 
อ่านได้บรรยากาศดีจังเลย สนุกดีค่ะ เล่าเห็นภาพเลย กิยยาสูบ ลอยมาเลยเชียวค่ะ


โดย: yenta mi วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:18:39:31 น.  

 
อ่านได้บรรยากาศดีจังเลย สนุกดีค่ะ เล่าเห็นภาพเลย กลิ่น
ยาสูบ ลอยมาเลยเชียวค่ะ


โดย: yenta mi วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:18:39:42 น.  

 
คุณบ้านนอกไฮโซเป็นแค่หลาน แต่ฝนรินเป็นลูกชาวนาเลยค่ะ ทำนามาตั้งแต่เด็กๆ รู้วิธีการทำนาทุกขั้นตอนค่ะ ตั้งแต่ถอนกล้า ดำนา และเกี่ยวข้าว ขนาดเรียนอยู่ระดับมหาลัยก็ยังต้องกลับไปช่วยพ่อกับแม่ทำนาเลย จนปัจจุบันทำงานก็ยังต้องกลับไปช่วย แต่ส่วนใหญ่จะใช้เงินช่วยมากกว่า

อ่านไปก็เห็นภาพตัวเองครั้นยังเป็นเด็กเลยค่ะ เพราะทุกขั้นตอนที่คุณบรรยายมานั้น ฝนรินอยู่ในเหตุการณ์หมดเลยละค่ะ


โดย: ฝนริน (fonrin ) วันที่: 28 พฤศจิกายน 2549 เวลา:19:57:15 น.  

 

ไม่เคยเห็นขั้นตอนการทำนาสักครั้งเลย

เห็นแต่นาข้าว และเห็นเครื่องเกี่ยวข้าว

อยากเห็นเหมือนกันเนอะ

แต่คงหาดูยากแล้วล่ะ

ชาวนากำลังจะเลิกทำนา และขายที่นาให้นายทุนหมดแล้ว

แถวปทุมธานี นนทบุรี อยุธยา

ไม่ดีเลย อีกหน่อยคงได้ซื้อข้าวประเทศลาว เวียดนาม และกัมพูชากิน


โดย: s (sunny-low ) วันที่: 8 ธันวาคม 2549 เวลา:16:08:56 น.  

 


โดย: เรื่องย่อกระหัง IP: 61.7.137.126 วันที่: 18 มิถุนายน 2550 เวลา:16:17:31 น.  

 
ค.ควายไช่โง่เขลา
ในเช้าวันหนึ่งกลางเดือนเมษายน หน้าร้อน และแห้งแล้งจัด แต่ที่แนวตะเข็บชายแดนไทยพม่า อากาศดี้ดี ผมตีนเช้ามาท่ามกลางสายหมอกและขุนเขา นั่งจิมกาแฟบนแครไม้ไฝ่เล็ก ควายผูกใหม่ ไม่ไช่ควายป่า แต่อาศัยเชิงเขาชายป่า กลิ่มหญ้าแห้งและสาปควายมีความหมายเหลือเกินกับกาแฟถ้วยโปรด ร้อนๆ หอมๆ หายที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว(มีเวลาค่อยมาเล่าต่อ ว่าควายไม่ใช่ควายที่โง่เขลา)
อะกิโตะ


โดย: ค.ควาย ค.คน ใครแน่กว่ากัน IP: 124.121.118.153 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:11:46:33 น.  

 
ค.ควายไช่โง่เขลา
ในเช้าวันหนึ่งกลางเดือนเมษายน หน้าร้อน และแห้งแล้งจัด แต่ที่แนวตะเข็บชายแดนไทยพม่า อากาศดี้ดี ผมตีนเช้ามาท่ามกลางสายหมอกและขุนเขา นั่งจิมกาแฟบนแครไม้ไฝ่เล็ก ควายผูกใหม่ ไม่ไช่ควายป่า แต่อาศัยเชิงเขาชายป่า กลิ่มหญ้าแห้งและสาปควายมีความหมายเหลือเกินกับกาแฟถ้วยโปรด ร้อนๆ หอมๆ หายที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว(มีเวลาค่อยมาเล่าต่อ ว่าควายไม่ใช่ควายที่โง่เขลา)
อะกิโตะ


โดย: ค.ควาย ค.คน ใครแน่กว่ากัน IP: 124.121.118.153 วันที่: 3 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:11:48:34 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

บ้านนอกไฮโซ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add บ้านนอกไฮโซ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.