เขียนไว้อ่านเรื่อยๆ ครับ

 
มกราคม 2563
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
20 มกราคม 2563
 

....ปริศนามาตา....บทที่ 3

๐๐..... ปริศนามาตา บทที่ 3 .....๐๐




บทที่ 3





“ผิดหวังและแปลกประหลาดที่สุดในโลก!” สองสาวเดินบ่นหัวเสียเข้ามาในร้าน


“ไมหรอ?” กลิ่นน้ำมันสนคลุ้งเพราะผมเฝ้าร้าน

“เปิดประตูร้านก่อนเหอะ”

“เค้าไม่โอเคใช่มั้ย?” ผมเดินไปเปิดประตูอย่างว่าง่าย

“มีอะไรมากกว่านั้น” หย่อนนั่งอย่างหมดแรงทั้งสองคน

“ถ้าจะพูดจนเหนื่อย” ผมเดาจากอาการ

“ชั้นยังไม่ได้พูดอะไรเลย มันหดหู่ใจ..นะ” สองสาวพยักเพยิดให้กัน


“อ้าว!” ผมเก็บเครื่องมือเตรียมปิดร้าน

“ถ้าเด่นไปที่วัดจะยิ่งกว่าอ้าว” ดอกไม้เตรียมเก็บร้านเช่นกัน

“เชื่อไหม..มีเจ้าภาพนั่งเฝ้าศพอยู่คนเดียว ดอกไม้ประดับงานพอประมาณ มีหรีดจากร้านเราสิบแปดหรีดเท่านั้นที่เห็น อะไรๆ มันดูเงียบหดหูเหมือนงานศพจริงๆ” เพิ่งเคยเห็นเบเกอรี่สาวหน้าเศร้า

“เจ้าภาพอายุประมาณไม่มากกว่าเด่นเท่าไหร่ นั่งบนพรมหน้าศพมองดูรูปสลับกับมองหีบ จนพระมาสวดเขาจึงลุกขึ้นทำพิธี ชั้นสองคนเลยนั่งเป็นเพื่อนจนจบ เขาหันมายิ้มให้นิดนึงแต่ไม่ได้พูดอะไรกัน..เท่านั้นแหละ..เศร้าจัง”

“ไม่มีแขกไม่มีญาติเลยหรือ?..” ผมเริ่มสนใจ “พรุ่งนี้เราไปกันทั้งหมดดีกว่า สงสารงาน คงเศร้าจริงๆ อยากเก็บความรู้สึกนี้ไว้ใช้งาน”

“ดูมันพูด..ไอ้เรานึกว่าเห็นใจเขา ที่แท้มันจะไปเก็บเกี่ยวอารมณ์ไว้ใส่ในงานของมัน..ไอ้ศิลปินใจดำ!” คู่ปรับผมว่าหยอกๆ แต่ผมสะดุ้งเข้าไปในหัวใจ..ดำ




เพื่อนกลับกันหมดแล้ว ผมปิดร้านเดินขึ้นดาดฟ้าอย่างเหงาๆ ร้านเราอยู่ห้องริมสุดของตึกแถวจึงมีเนื้อที่มากกว่าห้องอื่น ผมดัดแปลงดาดฟ้าเป็นบ้านหลังน้อย มีระเบียงสองด้าน ทางเดินติดต่อกับครัวและห้องน้ำเป็นสัดส่วน ต้นโมกในกระถางใหญ่ โอ่งมังกรปลูกบัวหลวง กุหลาบสี่ห้าต้น มีแม้กระทั่งสนามหญ้าเล็กๆ ที่ใช้เทคนิคการปลูกบนพื้นคอนกรีตให้อยู่รอดเขียวขจี...ผมนอนแหงนมองฟ้าสีมืด

ผมเป็นเด็กบ้านแตกจากเมืองเหนือหนีเข้ากรุงเทพฯ เมื่อสิบกว่าปีก่อน อาศัยข้าวก้นบาตรและความเมตตาจากหลวงพ่อ หลวงพี่ หลวงน้า หลวงลุง ส่งเสียให้เรียนจนเป็นตัวเป็นตน..ผมไม่เคยกลับบ้าน..แม่ตายแล้ว พ่อมีความสุขกับครอบครัวใหม่ซึ่งผมไม่เคยรู้จักและไม่อยากรู้จัก..ลูกคนโตของครอบครัวใหม่อายุมากกว่าผม..นี่ไงคือสาเหตุที่ผมไม่กลับบ้าน..ไอ้เด่นใจดำ!




วันรุ่งขึ้นผมตื่นแต่เช้ามืดอาบน้ำแต่งตัวเรียบร้อยลงไปเปิดร้าน..ขณะยกบานเลื่อนขึ้นผมสัมผัสเหมือนมีใครกำลังมองอยู่นอกกระจก ผมทำไม่รู้ไม่ชี้เก็บกวาดร้านตามปกติ..วันนี้ขยันเป็นพิเศษ ปัดฝุ่นละอองตามเคาน์เตอร์หิ้งชั้นต่างๆ สิ่งไหนไม่เป็นระเบียบก็จัดทำให้เรียบร้อย โดยเฉพาะส่วนแกลลอรี่ของผมรกมากกว่าส่วนอื่น


“ติ๊งต่อง!” ผมสะดุ้งตื่น

“นั่งหลับก็ได้นายเด่น..” สาวเบเกอรี่เดินเข้าประตู “อย่าบอกนะว่าเมื่อคืนไม่ได้นอน ไปเที่ยวมาหรือถึงนั่งหลับ”

“บ้าหรือ” ผมขี้เกียจต่อคำ

“ก็เห็นแกแต่งตัวออกหล่อ นึกว่าเพิ่งกลับอะดิ..” ดีดหูผมเล่นซะงั้น “ชั้นรีบทำขนมก่อนนะ”


“แก!” ผมเอาคืนไม่ทัน

“ทะเลาะอะไรกันแต่เช้าเชียว” ดอกไม้หอมฟุ้งเข้าร้าน


“สวัสดีค่ะพี่” สาวน้อยในชุดนักเรียนสองคนเดินเข้ามา


“อ๋อ!..น้องนั่นเอง วันนี้รับอะไรดีคะ?” พายถาดแรกถูกยกออกจากเตาอบ

“หนูมาหาพี่วาดรูปค่ะ”


“คะ..ครับ..” ผมหายง่วงทันที มองไปที่เธอทั้งสอง

“วานพี่วาดรูปการบ้านให้หน่อยหนูทำไม่ได้” นักเรียนสาวเดินมาใกล้

“วันนี้พี่หล่อจังไม่เหมือนเมื่อวาน..คิกๆ” อีกคนหนึ่งปิดปากหัวเราะ

“เมื่อวาน..หนู..หนู..” ตายละ!..สองสาวที่ชะโงกหน้าหัวเราะผมใต้เคาน์เตอร์เมื่อวานตอนเช้าน่ะเอง..เลือดวิ่งทั่วใบหู

“พี่อายเป็นด้วยหรือ..หูแดง”

“น่ารักจัง..” อีกคนเสริม..ผมกำลังจะกองลงบนพื้น

“แหวะ..” กลิ่นเนยบูดลอยมา

“ตกลงจะให้พี่วาดรูปอะไร” ผมเข้าเรื่อง

“รูปจากวรรณคดีเรื่องพระอภัยมณีค่ะ..นะๆ สองรูป เย็นนี้หนูจะมารับ นะคะพี่” พูดจบหันไปทางเบเกอรี่เฉยเลย

“หนูรับพายสี่ชิ้นค่ะ แยกเป็นสองถุงนะคะ” แล้วเธอก็ออกไป


“ฮะๆ..เด่นถูกเด็กหลอก อิๆ หน้าแดงเป็นลูกเชอรี่ ทีงี้ไม่กล้า ทีกับชั้นไม่อ่อนข้อเลย..สมน้ำหน้า!”

“ชั้นไม่ได้อายวันนี้ แต่ชั้นอายเรื่องเมื่อวานว่ะ”

“อย่ามัวแต่เขียนรูปพระอภัยกับนางเงือกจนลืมป้ายหรีดล่ะ..” เสียงลอยมาจากกองดอกไม้ “เก้า-หล้า..ภาษาภาคไหนนะ?”

“เหนือ..” ผมพูดไม่ทันคิด

“แปลว่าอะไรหรือ?” เอาละซีผม

“เก้า หล้า..หมายถึงลูกคนโตและคนสุดท้อง ลูกคนเก้าลูกคนหล้า” ก็ผมไงลูกคนหล้า

“แสดงว่าคนตายหรือเจ้าภาพเป็นคนเหนือเหมือนเด่น”

“อือ..” ลูกคนหล้าใจหลุดลอยไปถึงป้อแม่เฮา ครอบครัวเฮา

บ้านน้ำต้น แม่ริม ริมน้ำปิงคือบ้านเกิดของผม เราเป็นครอบครัวเล็กๆ มีฐานะพื้นๆ เช่นชาวบ้านทั่วไป



“เด่น!..เป็นอะไรไป กนั่งนิ่งอยู่นานแล้วนะ จะทำอะไรก็รีบๆ เข้า งานของแก งานของน้องสาว และงานต่อดอกไม้อีก..อย่าอู้ดิ..” สาวเบเกอร์บีบท้ายทอยผม “ลืมแล้วหรือ ถึงเราจะแยกทำงานแต่กงสีเดียวกันนะ”

“เออไม่ลืมรู้แล้วน่า..บิ๊กบอส” มันเป็นอย่างนั้นจริง...ผม ดี้และแก้วเพิ่งเรียนจบ เรายังไม่มีงานทำ ดี้ค่อนข้างมีฐานะและมีฝีมือทำขนมจึงริเปิดร้าน ชวนผมและแก้วทำด้านที่แต่ละคนถนัดโดยเธอเป็นคนออกค่าใช้จ่ายเกือบทั้งหมด...เรามาเช่าร้านของคุณชมพู่ (ไม่ใช่อารยานะครับ) เธอเป็นลูกสาวเจ้าของเหมืองปลาทูทางใต้ (เรียกเหมืองรึป่าว!) ทีแรกเธอจะเปิดร้านอาหารทะเลสดแต่เปลี่ยนใจไปเป็นดีเจ สถานีวิทยุคลื่น FM คนดี หรืออะไรนี่แหละ เธอเป็นเพื่อนกับดี้ สังคมคนมีกะตัง ผมไม่รู้ไม่ชี้อะไรกับเขาร็อก..วันๆ ขลุกอยู่กับวัดกับพระและลูกศิษย์วัดร่วมแก้งก์ จนถูกเหมาว่าร่วมสมัยบ่อยๆ ก็ผมมันหน้าตาดี อยู่ที่ไหนกับใครก็มีคดี..ตอนคุณชมพู่มาเก็บค่าเช่ายังแซวผมเลย..เอ๊ะชักยังไง!


“เฮ้ย!..ยิ้มอะไรอยู่ได้ ดินสอจิ้มกระดาษอยู่นานละนะ ไม่เห็นลากไปไหนเลย” จะใครซะอีก..แม่ขนมหวานแคนดี้

“วันนี้แกเห็นสวยเดินผ่านเข้าไปรึยัง คิดถึงมัน ไม่เห็นสองวันแล้ว” ผมตะโกนถาม

“ยังไม่เห็นเลย..แก้วล่ะ?”

“ชั้นก็ไม่เห็น” เธอก้มหน้าอยู่กับงานอย่างนั้นจะไปเห็นอะไร

“หรือว่าแกแอบชอบสวยมัน หือ?” เนยกลิ่นไม่ดีแฮะ!


“เออ!..จะบ้าเหรอ..” สวยส่งตาหวานด้วยไมตรีมาเสมอๆ มันคงรู้ว่าพวกเราชอบและมีไมตรีตอบ


เอ..หมู่นี้ทำไมผมคิดถึงสวยบ่อยๆ แฮะ..แปลกใจตัวเอง





Create Date : 20 มกราคม 2563
Last Update : 20 มกราคม 2563 11:19:51 น. 0 comments
Counter : 28 Pageviews.  
(โหวต blog นี้) 
 
Name
Opinion
*ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก

สมาชิกหมายเลข 2607062
 
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




[Add สมาชิกหมายเลข 2607062's blog to your web]

 
pantip.com pantipmarket.com pantown.com