After graduated from M.B.A.
2015.08.07 คือวันสุดท้ายที่เราเข้าไปส่งเล่มจบ และเอกสารต่างๆ ที่มหาวิทยาลัย


หลังจากเรียนจบป.ตรี เราได้ทางเลือกอยู่สองทาง คือ 1.เรียนต่อโท 2.ทำงาน
ด้วยความที่ไม่คิดอะไรมาก บวกกับถ้าทำงานแล้วกลัวจะหมดไฟไม่อยากเรียน
ทำให้เราตัดสินใจเรียนต่อป.โททันที เป็นการตัดสินใจแบบกะทันหันมากจากโทรศัพท์ของพ่อ
ตอนแรกเราวางแผนจะสมัครทำงานเลย แต่ก็ต้องพับโครงการนั้นเก็บไป


เราหาข้อมูลการเรียนต่อช่วงที่กำลังจะจบป.ตรี แน่นอนว่ามัน (เกือบ) จะสายเกินไป
เราตัดสินใจเรื่องสายที่จะเรียนยากมาก จริงๆ เราอยากจะเบี่ยงเข็มไปเรียนสายออกแบบ
แต่ก็สายเกินไป ตอนป.ตรีเราเรียนสื่อสารมวลชน สาขาโฆษณาและประชาสัมพันธ์
มารู้ตัวว่าอาชีพครีเอทีฟในฝันมันไม่ใช่ทางของเราก็ตอนเทอมสอง ช้าไป
กลับมาที่การสมัครเรียนต่อป.โท สุดท้ายเราก็ไม่ได้เลือกสายออกแบบ เพราะส่วนใหญ่จะรับแค่
จบตรีตรงสายเท่านั้น ยกเว้นม.เอกชน ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นบริหาร
ออกตัวก่อนเลยว่าไม่ชอบทางนี้เลย! เลยพยายามหาอะไรที่เกี่ยวข้องกับป.ตรี
เลยได้ข้อสรุปที่ การตลาด ที่ไหนก็ได้เราไม่เกี่ยง แต่ก็มีเงื่อนไข
เนื่องด้วย สมัครสอบป.โทหลายที่ต้องใช้ผลสอบภาษาอังกฤษ TOEFL / IELTS / TU-GET
แน่นอนว่าสมัครไม่ทันค่ะ เลยตัดไปหลายที่ สุดท้ายเหลือสองที่ที่ไม่ต้องใช้ผลตัวนี้
แต่ต้องสอบภาษาอังกฤษแทน คือ ม.เกษตร และ มศว
แต่ด้วยเราอยากเรียนการตลาด จึงเหลือตัวเลือกแค่ที่เดียวคือ มศว


เรารีบทำเอกสาร ไปส่งเกือบวันสุดท้ายที่มหาลัยเลย เพราะส่งไปรษณีย์ไม่ทัน
เตรียมสอบแทบไม่ได้เตรียม เราไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับการตลาดมาอ่านสองสามเล่ม
ส่วนภาษาอังกฤษ ปล่อยผ่าน เรียกได้ว่าความพร้อมแทบไม่มี บอกพ่อว่า
ถ้าผ่านจะเรียน ถ้าไม่ผ่านจะไปสมัครงาน เพราะมีแค่ตัวเลือกเดียว
วันสอบคนมาสอบกันเยอะ บางคนก็ชิว บางคนก็เครียด เราก็มากึ่งๆ เครียดกึ่งๆ ชิว
ข้อสอบมีสองส่วน คือทดสอบความรู้ทั่วไป การตลาด และสอบภาษาอังกฤษ
สอบข้อเขียนให้วิเคราะห์เกี่ยวกับตลาด AEC และการเปิดธุรกิจโรงแรมในกรุงเทพ
อันนี้ก็เค้นวิชาการตลาดที่อ่านมาบรรยายไป 2-3 หน้า
ส่วนภาษาอังกฤษก็พอรอด คิดว่าคงผ่าน (มั้ง) แต่ท้ายที่สุดผลสอบคือ ผ่าน
ผ่านแบบงงๆ สัมภาษณ์ก็สอบถามทั่วไป ทำเอาสิ่งที่เตรียมมาไร้ค่าทันใด


ปีที่เราเข้าเรียนเป็นปีที่งงมาก เพราะนักเรียนในห้องมีไม่ถึงสิบคน!
เราเรียนป.โทในเวลาราชการ คือเรียนปกติ จันทร์ถึงศุกร์ (มีสัมมนาเสาร์ อาทิตย์บ้าง)
ในห้องเรามีแค่เจ็ดคน ดับความฝันจะมาหาแฟนตอนป.โทไปเลย
ผู้ชายสามคน ไม่ใช่หนึ่ง มีแฟนหนึ่ง อีกคนขอไม่กล่าวถึง
ตัดเรื่องนี้ทิ้งไป เรื่องที่จะมาหาคอนเน็กชั่นก็ด้วย เพราะคนน้อยเหลือเกิน
แนะนำใครอยากหาคอนเน็กชั่นดีๆ เลือกเรียนนอกเวลา (ทำงานไปเรียนไป)
ตอนแรกก็คิดว่าน่าจะเรียนยากนะ แต่ไม่คิดว่าจะยากขนาดนี้!
สำหรับเรามันยากมาก จนคิดว่าป.ตรีนี่เราชิวมากเลยนะ
และยิ่งคนในห้องน้อย ก็ยิ่งทำให้เรากดดันมากไปอีก เวลาสอบอิงกลุ่ม
ส่วนใหญ่เราได้คะแนน (เกือบ)น้อยสุด และน้อยสุดตลอด
ทั้งๆ ที่ป.ตรีเราได้อันดันต้นๆ (แต่ตอนตรี ม.เราไม่ใช่ม.ดัง เลยเข้าใจเหตุผล)

เราพยายามจะชอบวิชาที่เรียน ไม่งั้นจะไม่เข้าใจแน่ๆ 
วิชาที่เราเคยเรียนมา เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค การตลาด เราพอถูไถไปได้ 
แต่วิชาเกี่ยวกับวิเคราะห์และตัวเลข เศรษฐศาสตร์ บัญชี การเงิน เราอ่อนมาก!
ช่วงนั้นเรียนไป เครียดไป สงสารครูที่สอน เพราะเราทำข้อสอบได้แย่มาก
ยิ่งตอนเรียนป.โท เกรดต้องมากกว่า 3.00 นั่นคือ 
ห้ามได้ต่ำกว่า B หรือหากมี C ก็ต้องได้ A หลายตัว
นั่นทำให้เราเครียดมากๆ ในช่วงที่สอบ เป็นไมเกรนกินยาแทบทุกวัน

การเรียนป.โทต่างจากป.ตรี ตรงที่เน้นการคิดวิเคราะห์
ข้อสอบเป็นข้อเขียนทั้งหมด เหมือนจะชิว แต่ก็ไม่ชิว
ตอนมีงานกลุ่มก็นัดกับเพื่อนมาทำงานด้วยกัน
เรารู้สึกหน้าชาทุกครั้ง เวลาอาจารย์บอกว่างานเรายังไม่ดีพอ
แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้

และตัวสุดท้ายในการเรียนให้จบป.โท นั่นคือ "งานวิจัย"
วิจัยมีให้เลือกแผน ก. แผน ข.
แผน ก. เป็นทำปริญญานิพนธ์ หน่วยกิจเยอะกว่า ไม่ต้องลงเรียนซัมเมอร์ ลงตีพิมพ์งานวิจัยในเอกสารวิชาการ
แผน ข. เป็นทำวิทยานิพนธ์ หน่วยกิจน้อย ลงเรียนซัมเมอร์ และสอบปากเปล่า
เรายุให้เพื่อนเลือก ก. เพราะเราเกลียดการสอบที่สุด! ยิ่งสอบปากเปล่าขอบาย
แต่ตอนหลังเพื่อนอยากมาลง ข. กัน แต่เพราะข้อกำหนดของมหาลัย
ห้องเราเลยต้องทำแผน ก. กันทั้งหมด

อยากให้ข้อคิดกับคนที่เรียนป.โทว่า "เริ่มต้นดี มีชัยไปกว่าครึ่ง"
การหาอ.ที่ปรึกษาป.โท เราลำบาก เพราะได้เรียนกับอ.ไม่กี่ท่าน
และบางท่านจะรับนิสิตได้ไม่เยอะ (คือจำกัดจำนวนคน)
ตอนแรกด้วยความรักเพื่อน เราไม่ยอมไปเป็นกลุ่ม ให้เพื่อนเอาไปเลยห้าคน
เราเลยไปหาอ.ท่านอื่น พอไปคุยก็ยังไม่ได้ข้อสรุป เพราะยังไม่ได้คิดหัวข้อ
บวกกับตอนหลังมีโปรเจคงานกลุ่ม ทำให้เราทิ้งวิจัยไปพอสมควร

ตอนหลังเราเปลี่ยนอ.ที่ปรึกษา มาเลือกท่านที่เพื่อนไปเป็นกลุ่มตอนแรก
เพราะบางคนก็เปลี่ยน เราเลยโอเคกับอ.ท่านนี้มาก เพราะท่านใจดี
แนะนำคนที่ทำวิจัย ควรเริ่มหาที่ปรึกษา คิดหัวข้อตั้งแต่ปีหนึ่งเทอมสองเป็นอย่างต่ำ
ยิ่งเร็วได้ยิ่งดี แต่ต้องคิดหัวข้อที่อยากทำคร่าวๆ ไว้ด้วย

เรามาเริ่มจริงจังตอนปีสองเทอมสอง แม้จะส่งหัวข้อไปตอนแรก
แต่ทิ้งช่วงไปหลายเดือนมาก เพราะโปรเจ็คในอีกวิชา
ไม่ทันคิดว่าจะนาน เราส่งงานผ่านกล่องรับเอกสาร
ส่วนใหญ่แก้งานไม่นาน ไม่เกินสามวัน เราแก้ไปส่ง
แต่ส่งตรวจนานพอควร เพราะอ.ต้องตรวจหลายคน มีประชุม มีไปตปท.
เราเคยถูกดองงานนานสุดหนึ่งเดือนกว่า เราแทบไม่ได้ทำอะไรมีสาระเลย
(นึกโกรธตัวเองว่าน่าจะไปเรียนอะไรมีสาระรอ)
กว่าจะแก้งาน และส่งสอบสามบทได้ก็เกินเวลาที่แพลนไว้
นั่นคือ เราไม่สามารถจบในเทอมได้แน่ๆ เพราะวันที่เราสอบสามบท
ในตารางควรจะเป็นวันที่สอบจบห้าบท!

แต่เรายังใจเย็น เพราะเพื่อนคนอื่นๆ ไปพร้อมเรา (แต่ไม่ครบทุกคน)
สอบสามบท มีเตรียมเล่ม เตรียมสไลด์พรีเซ็นท์
ที่คณะเราพรีเซนท์ชิวมาก (ไม่โหดหินเหมือนป.ตรีเลย)
ก็อธิบายงานทุกอย่าง โดยสรุป เอาแต่จุดสำคัญ อย่าพูดยืดเยื้อ
พรีเซนท์เสร็จ อ.ก็บอกจุดที่ต้องแก้ ไปแก้แล้วลุยสองบทที่เหลือต่อ

บทที่สี่และห้าคือบทข้อมูลที่เก็บและสรุป
เราทำวิจัยเกี่ยวกับซื้อของผ่านอินเทอร์เน็ตเลยเก็บข้อมูลออนไลน์ได้
สะดวกตรงที่ไม่ต้องเก็บเอง แค่หาคนมาทำ ปัญหาอยู่ที่ใครจะมาทำ
แบบสอบถามที่ยาวสี่ห้าหน้าได้ เราเลยลงเงินสุ่มจับสลากแจกรางวัลคนที่ช่วยทำแบบสอบถาม
ใช้เวลาแค่สองวันเราเก็บครบ แถมเกินไปอีกเท่านึง
เลยไปช่วยเพื่อนเก็บแบบสอบถาม แล้วอีกวันก็มาสรุปผลตาราง

ขั้นตอนกว่าจะเสร็จห้าบทของเราล่าช้าอีกครั้ง เมื่ออ.ไปตปท.!!
เราทำอะไรไม่ได้ นอกจากรอ แบบใจเย็นๆ
เราส่งงานและได้คืนแบบเส้นยาแดงผ่าแปด คืออีกสองวันหมดเขตส่งไปยื่นสอบ
ใช้เวลา (อีกแล้ว) ในการรอสอบแต่สุดท้ายก็ทันในกำหนด

การสอบห้าบทไม่ต่างจากสอบสามบทเลย พรีเซนท์ประเด็นสำคัญ และตรงจุด
ปล. ควรซื้อขนมหรือเครื่องดื่มไปให้อ. และกรรมการด้วยนะ 
เราผ่านมาได้แบบง่ายๆ มีไปแก้ไข และส่งตรวจ
ตอนแรกก็คิดว่าชิวแล้ว ที่ไหนได้ อ.ไปตปท.! ที่คณะปิดเนื่องจากวันหยุด
ตายๆ กลัวจะจบไม่ทันแน่ๆ ไหนจะเรื่องส่งตีพิมพ์บทความวิจัยอีก
ตีพิมพ์บทความวิจัยต้องตีพิมพ์ในวารสารวิชาการที่ไหนก็ได้ ที่ผ่านระบบ
อันนี้เราก็พลาด เพราะเราทำวิจัยช้า ไม่มีเส้น วารสารที่มหาลัยเลยเต็ม
ถ้าต้องการจบในปีนี้ ต้องได้ตีพิมพ์ไม่เกินหกเดือน
เรื่องนี้บอกเลยว่าเรามีเพื่อนดี เพื่อนเราหาที่ตีพิมพ์ได้ เราเลยไปพิมพ์กับเพื่อน
ซึ่งไปพิมพ์กับม.อื่น อาจต้องมีค่าใช้จ่าย (เราจ่ายไปหกพัน)
แนะนำใครที่ทำวิจัยแผน ก. รีบๆ เลยค่ะ เสร็จก่อนดีกว่านะ
แต่สุดท้ายเราก็ผ่านแบบฉิวเฉียด (อีกแล้ว)
มีเรื่องให้ลุ้นระทึกตลอด พอมาส่งใบ อ.ไปตปท. (อีกแล้ว)
เครียดเลย พี่ที่สำนักงานบอกว่าอ.กลับมาวันสุดท้ายพอดี
เราก็ได้แต่ทำใจ ต้องรอ แต่ตอนหลังมีอ.ที่เซ็นแทนได้ ท่านกลับมาเลยเซ็นให้
แอบโล่งใจไป ทำเรื่องที่คณะเสร็จ ต้องไปต่อที่บัณฑิตนั่นคือการตรวจเล่ม
พวกฟอร์ม แพทเทิร์นต่างๆ บอกเลยว่าถ้าทำไม่เป็น ก็จ้างเถิด
ตอนแรกเราก็คิดว่าเข้าใจและทำเป็น พอได้แก้รอบสองเท่านั้นล่ะ
ขอบาย ยอมจ่าย เพราะแค่ค่าปริ้นท์ก็เล่นเอาจุก 
สุดท้ายก็ทำเรื่องจนจบเรียบร้อย พอส่งเอกสารครบ (ใบเอกสารต่างๆ + รูปถ่ายจบ)
จ่ายเงินก็เรียบร้อย รออัพเดทบทความตีพิมพ์ในเว็บ และมารับเล่มวิจัยเดือนหน้า

เราเรียนแบบไม่วางแผน เลยจบช้ากว่าที่คาด คือ สองปี กับอีกหนึ่งเทอม (ซัมเมอร์)
เพื่อนในห้องเราจบไม่พร้อมกัน เพราะงานวิจัย บางคนยังทำไม่เสร็จ
บางคนไปทำงานจนไม่มีเวลาทำวิจัย เราว่าวิจัยไม่ยาก (เกินความตั้งใจ)
แต่ก็มีปัจจัยหลายๆ อย่างที่ส่งผลให้มันยาก และเยอะ
แนะนำว่าค่อยๆ ทำ คุยกับเพื่อน คุยกับอ.จะช่วยได้มาก
และแนะนำอีกครั้งสำหรับการเริ่มต้นเร็วของทุกสิ่ง จะได้เปรียบ


กล่าวย้อนไปนาน ขอกลับมาที่ประเด็นสำคัญ
เราคิดว่าการเรียนป.โท ต่อทันทีหลังจากที่ทำงานมีจุดด้อยอยู่หลายข้อ
หนึ่งคือเราไม่มีประสบการณ์การทำงาน เวลาเอามาวิเคราะห์หรือประยุกต์ใช้กับบทเรียน
ได้ประโยชน์ไม่เต็มที่เท่ากับคนทำงานอยู่แล้ว หรือเคยทำงานมาก่อน
พูดง่ายๆ ว่าทำงานก่อนซักปีสองปีสามปี มาเรียนก็ยังไม่สาย
แถมยังได้เอาไปพัฒนาใช้ในส่วนงานได้อีก

ข้อสอง คือการจบป.โทและไม่มีประสบการณ์
เป็นเรื่องที่เรากำลังเผชิญอยู่ตอนนี้ สมัครงานไปไม่มีคนเรียก
แน่นอนว่าจบโททั้งทีอยากได้เงินเดือนสูง แต่เราก็เรียกเริ่มจากหมื่นห้านะ
เพราะเราคิดว่า เราก็ไม่ได้เก่งอะไรมาก แถมคนเรียนป.โทยังเยอะอีก
ดีไม่ดีคนจบตรีแต่มีประสบการณ์ทำงานได้ดีกว่าเราอีก
นี่คือจุดด้อยของการจบตรีแล้วต่อโทเลย
มีหลายคนแนะนำให้เราสมัครด้วยวุฒิตรีไปก่อน
ก็กำลังจะทำแบบนั้น เราหวังว่าจะมีซักที่ที่เป็นของเราจริงๆ

ปล.อยากหาประสบการณ์ที่ตปท.ดูซักครั้ง ขอให้ได้ไปเถอะนะ




Create Date : 29 สิงหาคม 2558
Last Update : 29 สิงหาคม 2558 21:43:21 น.
Counter : 910 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

Valentine's Month



daasoube
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



บางสิ่งบางอย่างควรอยู่ในที่ของมัน อย่าทำให้เรื่องของ "เรา" กลายเป็น เรื่องของ "เรากับเขา" เลย
สิงหาคม 2558

 
 
 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
30
31
 
 
29 สิงหาคม 2558