ให้ธรรมะนำชีวิต แล้วจะเดินไม่หลงทาง
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2550
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
15 พฤศจิกายน 2550
 
All Blogs
 
๙.พระติสสสัมพุทธเจ้า

๙.พระติสสสัมพุทธเจ้า
เมื่อมัณฑกัปซึ่งมีพระเทวเทพพุทธเจ้า และพระนรสีหพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ล่วงไปแล้ว จะบังเกิดสุญญกัป อันเป็นกัปที่ว่างเปล่าจากการตรัสรู้ เมื่อวาระของสุญญกัปล่วงไปแล้ว จักบังเกิดมัณฑกัปขึ้น ซึ่งจักมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติตรัสรู้ ๒ พระองค์ ช้างธนบาล จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า พระติสสสัมพุทธเจ้า และเมื่อศาสนาของพระติสสสัมพุทธเจ้าล่วงไปแล้ว จักมีพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า พระสุมังคลพุทธเจ้ามาตรัสรู้ภายหลัง
ในกาลสมัยของพระโกนาคมนพุทธเจ้า ช้างธนบาลบรมโพธิสัตว์ได้บังเกิดเป็น พระโอรสองค์ใหญ่ของ พระธรรมราชา แห่งแคว้นจำปานคร ทรงพระนามว่า ธรรมเสนะ พระธรรมราชาทรงมีพระราชโอรส ๕ พระองค์ พระองค์ที่ ๒ ต่อจากพระธรรมเสนะ ทรงพระนามว่า ภัททะ องค์ที่ ๓ ทรงพระนามว่า รามะ องค์ที่ ๔ ทรงพระนามว่า ปมาทะ องค์ที่ ๕ ทรงพระนามว่า ธชะ
พระธรรมราชาทรงส่งพระโอรสทั้ง ๕ ไปศึกษาศิลปศาสตร์ยังสำนักอาจารย์ฯ พระธรรมเสนะบรมโพธิสัตว์ ทรงศึกษาศาสตร์เกี่ยวกับ ทาน และศีล พระภัททะทรงศึกษา เกี่ยวกับลูกศรอาบยาพิษ พระรามะทรงศึกษาเกี่ยวกับดอกไม้เพลิง พระปมาทะทรงศึกษาเกี่ยวกับทอง และพระธชะทรงศึกษาเกี่ยวกับแปลงเพศเป็นงู ครั้นเมื่อพระโอรสทั้ง ๕ สำเร็จในศาสตร์ที่ทรงศึกษาแล้ว ทรงลาพระอาจารย์ เสด็จกลับจำปานคร
พระโอรสทั้ง ๕ ทรงแสดงศาสตร์ที่ตนไปศึกษาแก่พระราชบิดา พระธรรมราชาผู้เป็นพระราชบิดาทรงพอพระทัย และทรงชมเชยพระราชโอรสทั้ง ๕ พระธรรมราชาทรงดำริว่า “ถ้าหากเราจักให้ราชสมบัติแก่พระโอรสองค์ใดองค์หนึ่งแล้วไซร้ พระโอรสทั้ง ๕ องค์จักทะเลาะวิวาทกันใหญ่โต เราจักประกาศศิลปศาสตร์ของพระโอรสทั้ง ๕ องค์ หากเหล่าชนชมเชยศิลปศาสตร์ของพระโอรสองค์ใด เราจักให้เศวตฉัตร และราชสมบัติ แพระราชโอรสพระองค์นั้น” พระราชาจึงทรงให้ต่อเรือ และทรงให้พระโอรสทั้ง ๕ ลงเรือเพื่อเดินทางไปแสดงศิลปศาสตร์ของตนยังเมืองอื่น พร้อมรับสั่งว่า หากมหาชนชมเชยศิลปศาสตร์ของพระโอรสพระองค์ใด จักทรงมอบราชสมบัติให้แก่พระโอรสซึ่งได้รับชัยชนะ
เมื่อเรือของพระราชโอรสทั้ง ๕ แล่นไปกลางทะเล ภัททกุมารทรงดำริว่า “ภายใต้มหาสมุทร มีลูกศรอาบยาพิษของอาจารย์ เราจักประกาศศิลปศาสตร์ลูกศรอาบยาพิษ ภายใต้มหาสมุทรแล้ว จักได้รับชัยชนะ เมื่อนั้นพระบิดาจักพระราชทานเศวตฉัตร และราชสมบัติแกเราเป็นแน่แท้” คิดดังนั้นแล้วจึงดำลงไปในมหาสมุทร ในกาลนั้นปลาใหญ่ได้คาบกินพระภัททกุมาร เมื่อเรือแล่นไปในเวลากลางคืน น้ำทะเลได้มีแสงประกายคล้ายดอกไม้ไฟ รามกุมารจึงดำริว่า “ ใต้ท้องมหาสมุทรนี้ มีดอกไม้ไฟของอาจารย์ เราจักดำลงไปใต้ท้องมหาสมุทร เพื่อประกาศศิลปศาสตร์ของเรา เมื่อนั้นพระราชบิดาจักพระราชทานราชสมบัติแก่เราเป็นแน่แท้” คิดดังนั้น จึงดำลงไปในมหาสมุทร ในกาลนั้นปลาใหญ่ได้เอาปากคาบกลืนกินพระรามะกุมาร ครั้นเรือแล่นต่อไปเวลาเที่ยงวันของอีกวันหนึ่ง ปมาทกุมารทรงทอดพระเนตรเห็นดวงอาทิตย์ในมหาสมุทร จึงดำริว่า “ภายใต้ท้องมหาสมุทรนี้มีศิลปศาสตร์เกี่ยวกับทองของอาจารย์ เราจักดำน้ำเพื่อแสดงศิลปศาสตร์นี้ เราจักต้องได้รับชัยชนะ และจักได้รับพระราชทานราชสมบัติเป็นแน่แท้” คิดดังนั้นจึงดำน้ำลงไปใต้มหาสมุทร ลำดับนั้น ปลาใหญ่ก็คาบปมาทะกุมารและกลืนกิน ต่อจากนั้นเรือได้แล่นไปถึงพระนครหนึ่ง
ในกาลนั้นธชกุมาร ดำริว่า”เราจักแสดงศิลปศาสตร์แปลงร่างเป็นงูแกชาวเมืองทั้งหลาย” ครั้นคิดดังนั้นจึงแปลงเพศเป็นงู เลื้อยไปท่ามกลางมหาชน คนทั้งหลายพากันกลัว จึงพากันเอาก้อนหิน และท่อนไม้ทุบตีงู จบถึงแก่ชีวิต
ในกาลนั้นเหลือแต่พระธรรมเสนะกุมารเท่านั้น ในบัดนั้น ฤาษี ๘ หมื่น เหาะมากลางเมือง เพื่อบิณฑบาต เมื่อพระธรรมเสนะเห็นดังนั้นจึงดำริถึง ศาสตร์ใดหนอที่จักทำให้เหาะได้เหมือนเช่นฤาษี จึงเข้าไปยังสำนักฤาษีถามถึงวิชาการใดที่จักทำให้สามารถเหาะได้ ฤาษีทั้งหลายจึงกล่าวสรรเสริญว่า การอยู่ป่า จักทำให้รู้ศาสตร์นี้
เมื่อฟังดังนั้นจึงกล่าวแก่ฤาษีว่า จักยอมเป็นทาสของฤาษีทั้งหลายตราบเท่าที่ยังไม่สำเร็จศาสตร์ที่จักทำให้เหาะได้
ฤาษีทั้งหลายได้ฟังดังนั้นจึงบังเกิดความเมตตา จึงพาเอาธรรมเสนะกุมารเหาะไปยังป่าหิมพานต์อันเป็นที่อยู่ของพวกตน พร้อมกับให้พระกุมารผนวช แล้วจึงสอนการบริกรรมกสิน ยังอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิด เมื่อกุมารได้สำเร็จศาสตร์อันประเสริฐแล้วจึงลาฤาษีเพื่อกลับไปแสดงศาสตร์อันยอดยิ่งนี้แก่พระราชบิดา
พระธรรมเสนะกุมารได้เหาะกลับมาพระนคร เมื่อได้พบพระราชบิดา จึงเล่าความเป็นมาของตนเอง และน้องชายทั้ง ๔ เมื่อพระธรรมราชาผู้เป็นบิดาได้ฟังดังนั้น จึงตรัสว่า “ดูก่อนลูกธรรมเสนะ บัดนี้ พ่อแก่แล้ว จักให้เศวตฉัตร และราชสมบัติแก่ลูก” เมื่อได้ฟังดังนั้นจึงเปลื้องอัฏฐบริขาร ถือเพศเป็นคฤหัสถ์
เมื่อพระธรรมเสนะได้เสด็จเถลิงราชสมบัติแล้ว จึงทรงอภิเษกสมรสกับพระนางลัมพุสสเทวี
ไม่นานนักพระเทวีได้ตั้งครรภ์เป็นเวลาครบ ๑๐ เดือน จึงประสูติพระราชโอรส กาลเวลาผ่านไปไม่นานพระเทวี ทรงคลอดพระราชธิดาอีกพระองค์หนึ่ง
ในวันหนึ่ง พระธรรมเสนะบรมโพธิสัตว์ พร้อมพระเทวี และพระราชโอรสพระราชธิดาเสด็จออกจากพระนคร ทั้ง ๔ พระองค์ทรงเล่นน้ำ ในกาลนั้น ยักษ์ตนหนึ่งเห็นพระกุมารทั้งสอง ต้องการจะเคี้ยวกิน จึงเข้ากราบทูลพระบรมโพธิสัตว์ต่อหน้าพระพักตร์ว่า “ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันต้องการพระโอรส และพระธิดาของพระองค์ จึงมาที่นี่ ขอพระองค์โปรดพระราชทานพระกุมารทั้ง ๒ แก่หม่อมฉันเถิด ถ้าหม่อมฉันได้กินพระกุมารทั้ง ๒ หม่อมฉันจักมีอายุครบ ๑๐๐ ปีเป็นแน่ ถ้าพระองค์ไม่พระราชทานพระกุมารทั้ง ๒ แก่หม่อมฉันแล้วไซร้ หม่อมฉันจักตายวันนี้”
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ได้สดับดังนั้นจึงกล่าวแก่ยักษ์ว่า “ดูก่อนยักษ์ผู้เจริญ ท่านจงมาในที่ใกล้เราเราจักมอบพระราชโอรส และพระราชธิดาของเราแก่ท่าน” ตรัสดังนั้นจึงถือน้ำเต้ามา พร้อมกล่าวตั้งอธิษฐานธรรมอันประเสริฐว่า
“ดูก่อนยักษ์ผู้เจริญ พระโอรส และพระธิดาทั้ง ๒ จะไม่เป็นที่รักของเราก็หาไม่ สมบัติคือ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักยิ่งกว่ารักพระราชโอรส และพระราชธิดาของเรา ตั้ง ๑๐๐ เท่า ตั้ง ๑๐๐๐ เท่า ตั้ง ๑๐๐๐๐ เท่า ด้วยการพระราชทานพระโอรส และพระธิดานี้ ขอจงเป็นปัจจัยให้ได้สำเร็จพระสัพพัญญุตญาณเถิด ดูก่อนยักษ์ผู้เจริญ เพราะผลการพระราชทานพระโอรส และพระธิดาเป็นทาน เราจะไม่ปรารถนาสมบัติของพระอินทร์ จะไม่ปรารถนาสมบัติพระพรหม จะไม่ปรารถนาสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ จะไม่ปรารถนาสมบัติในประเทศราช จะไม่ปรารถนาสมบัติของพระอัครสาวก จะไม่ปรารถนาสมบัติของพระปัจเจกพุทธเจ้า ที่แท้เราปรารถนาสมบัติ คือ พระสัพพัญญุตญาณ”
เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ตั้งความปรารถนาจบลง ด้วยอานุภาพแห่งทานอันเป็นปรมัตถ์นี้ พื้นปฐพีจึงหวั่นไหว น้ำทะเลหลวงก็กระเพื่อมคะนองคลื่น ขุนเขาสิเนรุราชก็โน้มยอดหันหน้าไปทางฝั่งแม่น้ำคงคา ประหนึ่งยอดหวาย ได้มีเสียงบันลือเป็นอันเดียวกันจนถึงพรหมโลก สายฟ้าที่มิใช่ฤดูกาลก็แลบแปลบปลาบ ฝนแก้วตกทั่วจำปานคร ท้าวมหาพรหม และทวยเทพเทวดา พระยานาค พระยาครุฑ คนธรรพ์ทั้งหลายต่าง โมทนาสาธุการมหาทานอันประเสริฐของพระบรมโพธิสัตว์ ในกาลนั้นยักษ์ได้เคี้ยวกินพระราชโอรส และพระราชธิดาทั้ง ๒ แล้วจึงกลับเข้าสู่ป่านั่นเอง
ในวันนั้น ขณะที่พระบรมโพธิสัตว์ และพระเทวีเสด็จกลับพระนคร ทรงทอดพระเนตรเห็นชายแก่นั่งเป็นทุกข์ จึงตรัสถามถึงเหตุแห่งทุกข์นั้น
ชายแก่กราบทูลว่า “ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ไม่มีบุตรหรืภรรยาเลย เพราะเหตุนั้นข้าพระองค์ผู้ทุพพลภาพ จึงนั่งเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ณ ที่ นี้”
พระธรรมเสนะบรมโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า “เราจักให้พระนางลัมพุสสเทวีแก่เขาแล้ว จักยึดเอายอดแห่งบารมี” แล้วทรงจับพระหัตถ์พระเทวีวางไว้ในมือของชายแก่ และทรงหลั่งน้ำทักขิโณทก พร้อมทรงตั้งความปรารถนาว่า
“ดูก่อนชายแก่ผู้เจริญ เราให้พระนางลัมพุสสเทวีแก่ท่านแล้ว
ขอจงเป็นปัจจัยให้ได้สัพพัญญุตญาณเถิด”
ในกาลนั้นได้เกิดเหตุอัศจรรย์เหมือนอย่างในหนหลังนั่นแล
ในกาลนั้นชายแก่ได้กล่าวแก่พระเทวีว่า “ดูก่อนพระเทวีผู้เจริญ ข้าพเจ้าแก่แล้ว ข้าพเจ้าไม่มีราชสมบัติ พระนางจะอยู่ในสำนักข้าพเจ้าได้อย่างไรกัน” เวลานั้นพระบรมโพธิสัตว์ทรงสดับคำพูดของชายแก่อยู่ จึงตรัสว่า “เราจักให้ราชสมบัติแก่ชายแก่ บัดนี้ เราจักบวชเป็นฤาษี”
ครั้นดำริดังนั้น จึงรับสั่งเรียกชายแก่มาเข้าเฝ้า และตรัสว่า
“ดูก่อนชายแก่ผู้เจริญ เราจักให้ราชสมบัติแก่ท่าน
เพราะผลแห่งการให้ราชสมบัติ เราจักเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต”
ในกาลนั้นได้บังเกิดเหตุอัศจรรย์เฉกเช่นเดียวกับในหนหลังนั่นแล
พระบรมโพธิสัตว์ทรงอธิษฐานปรารถนาอัฏฐบริขาร ทันใดนั้นอัฏฐบริขารได้ลอยมาหยุดอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของพระบรมโพธิสัตว์ เมื่อทรงครองผ้า และผนวชแล้ว ทรงเจริญกสินบริกรรม บำเพ็ญอภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ให้บังเกิดแล้วจึงเหาะไปสู่ป่าหิมพานต์
วันหนึ่ง พระอรหันตสาวกของพระโกนาคมนพุทธเจ้า ไปสู่สำนักฤาษี เมื่อฤาษีไหว้พระอรหันต์แล้ว จึงนิมนต์พระอรหันต์ให้อยู่ตลอด ๑ ราตรี พระอรหันต์นั้น จึงมาสู่สำนักพระพุทธเจ้าแต่เช้าตรู่
ในกาลนั้นพระบรมโพธิสัตว์ได้เดินทางออกจากป่าหิมพานต์ ตั้งความปรารถนาจักเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา เมื่อเห็นพระรูปแห่งพระบรมศาสดาแล้วจึงบังเกิดความเลื่อมใสยิ่ง ทูลขอพระธรรมเทศนากับพระผู้มีพระภาคเจ้า
ลำดับนั้นพระบรมศาสดาได้แสดงธรรม อันเป็นปัจจัยแห่งพระนิพพานแก่พระบรมโพธิสัตว์ เมื่อฟังธรรมจบ จึงคิดว่า “เราจักตัดเศียรบูชาพระธรรมเทศนาของพระตถาคตเจ้า” คิดดังนั้นจึงใช้เล็บตัดคอ ด้วยอานุภาพสัตยาธิษฐาน ศีรษะขาดแล้วจึงวางศีรษะไว้บนฝ่ามือ บูชาธรรมพระตถาคต และกล่าวว่า
“ข้าแต่พระโกนาคมนพุทธเจ้าผู้เจริญขอพระองค์จงเป็นพระสัพพัญญูก่อน
ด้วยการถวายศีรษะเป็นทานนี้ ข้าพระองค์ขอเป็นพระพุทธเจ้าภายหลัง
ผู้เป็นที่พึ่งแก่ชาวโลก ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จไปสู่พระนิพพานก่อน
ด้วยการให้ศีรษะเป็นทานนี้ ข้าพระองค์จักขอไปสู่พระนิพพานภายหลัง”
ครั้นกล่าวจบแล้วพระบรมโพธิสัตว์ได้บังเกิดบนสวรรค์ดุสิต ในกาลนั้นเกิดเหตุอัศจรรย์เป็นอันมาก
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ากล่าวพระอนาคตวงศ์แก่พุทธบริษัท ๔ ตามที่พระธรรมเสนาบดีทูลขอแล้วจึงตรัสพระพุทธพยากรณ์ว่า พระหัตถิธนบาลบรมโพธิสัตว์ จักได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า พระพุทธติสสบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีพระวรกายสูง ๘๐ ศอก ทรงมีพระชนมายุ ๘ หมื่นปี มีต้นนิโครธเป็นต้นไม้ตรัสรู้ แสงสว่างแห่งพระพุทธรัศมีประดุจเปลวเพลิง ย่อมสว่างทั้งกลางวัน และกลางคืน แสงสว่างชนิดหนึ่ง แผ่ซ่านจากพระวรกาย ครุวนาคล้ายสังข์ อีกชนิดหนึ่ง ครุวนาคล้ายฉัตร อีกชนิดหนึ่ง ครุวนาคล้ายธง แสงสว่างจากพระอุณาโลม ได้เป็นประหนึ่งว่า แวดล้อมด้วยเศวตฉัตรตั้งพันแล้ว ด้วยพระพุทธานุภาพ จักบังเกิดต้นกัลปพฤกษ์ ซึ่งมหาชนสามารถสอยเอาสิ่งที่ต้องการใช้สอยได้จากต้นกัลปพฤกษ์นั้น
จบอุเทศที่ ๙ ด้วยพระพุทธพยากรณ์ดังนี้แล



Create Date : 15 พฤศจิกายน 2550
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2550 12:50:46 น. 0 comments
Counter : 278 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ศาลาลอยน้ำ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ศาลาลอยน้ำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.