ให้ธรรมะนำชีวิต แล้วจะเดินไม่หลงทาง
Group Blog
 
<<
มีนาคม 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
30 มีนาคม 2554
 
All Blogs
 
บทสรุป จากหนังสือ จิตที่พ้นจากทุกข์ โดย นาย หวีด บัวเผื่อน

มนุษย์เรียกตัวเองว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ เราลองพิจารณาดู ว่ามันประเสริฐตรงไหนเพราะเราก็เป็นสัตว์โลกชนิดหนึ่งที่ต้องกิน ต้องนอน ขับถ่าย หาที่อยู่อาศัย และการผสมพันธุ์ เป็นต้น เมื่อพิจารณาดูดังนี้ ก็ไม่เห็นว่ามันจะแตกต่างกับสัตว์โลกทั่วไปตรงไหน เมื่อเรามาพิจารณาดูแล้วคำว่า สัตว์ประเสริฐนี้ ก็คือ เราสามารถเลือกทางเดินของเราได้ ว่าเราจะเดินไปในทางชั่วหรือทางดี เราจะไปนรกหรือไปสวรรค์ หรือจะเดินไปสู่นิพพาน เราสามารถสร้างทาน ศีล ภาวนา และเรายังสามารถมีสติสัมปชัญญะในการกำกับตน ตรงนี้เอง ที่เราเรียกมนุษย์ว่าเป็นสัตว์ประเสริฐ ธรรมดาแล้วสัตว์โลกทั่วไปล้วนเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว เอารัดเอาเปรียบ ผู้ที่แข็งแกร่งกว่าข่มเหงรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า เอารัดเอาเปรียบกันทุกรูปแบบ

มนุษย์เราจึงมีศาสนาเข้ามาเป็นเครื่องกางกั้นความชั่วทั้งหลาย ให้เหลือแต่ความดี ซึ่งจะทำให้มนุษย์ได้ละชั่วและทำดี เพื่อหลีกหนีความทุกข์และสร้างความสุขให้เกิดขึ้นทั้งทางกายและทางใจ ดังนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้พยายามแนะนำสั่งสอนให้พุทธบริษัททั้งหลายให้ทำดีทุกวิถีทาง เช่น การทำทาน รักษาศีล เป็นต้น

การทำทานนั้นก็เพื่อให้เราละการเห็นแก่ได้ เห็นแก่ตัว ไม่เอารัดเอาเปรียบ การที่เราเป็นผู้ให้อยู่บ่อยๆ ทำให้เราละความตระหนี่ถี่เหนียว การเห็นแก่ได้และเห็นแก่ตัวได้ จิตที่มีแต่ให้นั้นเป็นจิตที่มีความเมตตาสงสาร เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีการเห็นอกเห็นใจกัน ตรงข้ามกับจิตที่มีความต้องการอยู่ตลอด เห็นของคนอื่นก็อยากได้มาเป็นของเรา เพราะจิตนี้มีความโลภอยู่ จึงเป็นจิตที่มืดมน เป็นจิตที่เห็นแก่ตัว เป็นจิตที่มักมากเช่น เห็นสัตว์ก็อยากเอาชีวิตเขามาเพื่อกินเนื้อ โดยที่ไม่ได้เห็นแก่ชีวิต ความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานของเขา จิตที่คิดเผื่อแผ่นั้นย่อมเป็นจิตที่มีแต่ความสุข อิ่มเอิบ ปลื้ม ปีติ เช่น การทำบุญตักบาตร การช่วยเหลือผู้ที่ตกทุกข์ได้ยาก เป็นต้น ตรงกันข้ามจิตที่มีแต่จะเอานั้น เป็นจิตที่ทุรนทุรายมีความทุกข์ และเป็นจิตที่ขาดเมตตาธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงให้เราทำทาน เพื่อความสุขในปัจจุบันและอนาคต
การรักษาศีลเป็นบุญเป็นกุศลมากกว่าทาน เป็นจิตที่มีพรหมวิหาร ๔ คือ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา เป็นจิตของพรหมอันประเสริฐพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ศีลจะนำเราไปสวรรค์และนิพพานในที่สุด ศีล ๕ เป็นพื้นฐานแห่งศีล มนุษย์เราเมื่อขาดจากศีล ๕ แล้ว ตายไปจะไม่มีโอกาสขึ้นมาเป็นมนุษย์อีกหมายความว่า ย่อมดิ่งลงสู่อบาย คือ ความไม่สบายอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอบายภูมิ ๔ คือ เปรต อสูรกาย สัตว์เดรัจฉาน และสัตว์นรก ฉะนั้นเราจึงจำเป็นต้องมีศีล ๕ เป็นอย่างน้อยเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความทุกข์ทั้งปัจจุบันและในภายภาคหน้า

ทุกคนรังเกียจความทุกข์ รักความสุขด้วยกันทั้งนั้น แต่ปรากฏว่าทุกคนก็ได้สร้างแต่ความทุกข์ คือ บาป รักความสุขแต่ไม่เคยสร้างบุญ สร้างกุศลเอาไว้เลย ไม่เคยรักษาศีล ตรงนี้เองเราจำเป็นต้องมีศีล เพราะการกระทำสิ่งใดย่อมได้รับสิ่งนั้น เมื่อเราทำบาปแล้ว เราจะปฏิเสธบาปหรือทุกข์นั้นไม่ได้ เช่นเดียวกับบุญ นับตั้งแต่การทำทาน รักษาศีล บำเพ็ญภาวนา เราก็ย่อมได้รับบุญ หรือความสุขอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน ศีลเป็นสิ่งสำคัญ อย่างยิ่งที่ต้องรักษาไว้นับตั้งแต่บัดนี้จนตลอดชีวิต

บางครั้งเราอาจจะคิดว่า เราไม่สามารถที่จะรักษาศีล ๕ เอาไว้ได้ เพราะเรายังต้องทำมาหากินอยู่ ชาวไร่ชาวสวนชาวนาจะ ต้องพ่นยาฆ่าแมลง ขุดดิน ถางป่า แล้วเราจะรักษาศีลข้อนี้ได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประกาศธรรมไว้อย่างละเอียด แล้วว่าเจตนาเป็นสิ่งที่สำคัญ เมื่อเรามีเจตนาตั้งจิตอธิษฐานหรือ ปฏิญาณเอาไว้อย่างแน่วแน่แล้วว่า เราจะรักษาศีล ๕ ไว้ตลอดชีวิต แต่บังเอิญเราไปขุดดินถูกไส้เดือนทำให้มันต้องตาย อันนี้ถือว่าเราไม่มีเจตนาที่จะทำลายชีวิตเขา จึงถือว่าไม่ผิดศีลข้อหนึ่ง การลักขโมย หากเราไม่เจตนาขโมย ก็ถือว่าเราไม่ได้ทำผิดศีลอีกเช่นกัน ศีลข้อสาม เราก็ควรอยู่ในขอบเขตของเรา ไม่ผิดฝั่งผิดฝาล่วงล้ำลูกเมียของคนอื่น ซึ่งต่างก็รักและหวงแหนเช่นเดียวกันกับเรา ส่วนศีลข้อสี่ สมมติว่ามีคนมายืมเงินเราปรากฏว่าผู้ที่มายืมเรานั้น มายืมเงินเราบ่อยครั้ง แต่ว่าไม่เคยคืนเลยซักครั้ง วันนี้มาขอยืมอีก ภาษาพูดของคนเราที่ปฏิเสธจะไม่ให้ยืมเงิน ก็มักจะบอกว่า ฉันไม่มี อันนี้ไม่เข้าข่ายมุสา เพียงแต่เราสื่อสารกันให้รู้ว่าเราไม่ให้เท่านั้น ส่วนศีลข้อ ๕ สุราฯ ตามปกติ คนเรานั้นมัวเมาอยู่แล้วในทุกเรื่อง เพราะยังขาดสติสัมปชัญญะในการกระทำสิ่งต่างๆ เมื่อเราดื่มสุราเข้าไปอีก แน่นอนการมัวเมา การขาดสติสัมปชัญญะย่อมมีเพิ่มขึ้น ความมัวเมาลุ่มหลงย่อมเกิดขึ้นจึงไม่แตกต่างอะไรกับคนบ้า คนเสียสติ ไม่รู้ผิดรู้ถูก ขาดการยับยั้งชั่งใจ
การรักษาศีล ๕ ตลอดชีวิต เราอย่าไปกังวลถึงอนาคตว่า เราจะรักษาไม่ได้ กลัวจะเสียสัจจะ กลัวจะได้รับโทษ อันนี้เป็นเรื่องผิด การรักษาศีลเรารักษาในปัจจุบันเท่านั้น ส่วนอนาคตยังมาไม่ถึง เราต้องปล่อยวางไว้ก่อน อย่าไปคิดล่วงหน้าว่าทำไม่ได้ จะเป็นการขัดขวางการสร้างคุณงามความดีของตน โดยหลงคำหลอกลวงของกิเลสที่คอยกระซิบบอกอยู่ตลอดเวลาว่าอย่าทำความดี อย่าสร้างกุศล เรารักษาไม่ได้หรอก มันยากเกินไป เป็นอุปสรรคในการรักษาศีล สมมติว่าเรารักษาศีล ๕ ไว้วันนี้ พรุ่งนี้เราตาย นั่นแสดงว่าเรารักษาศีลไว้ตลอดชีวิตแล้ว เช่น เรารักษาศีล ๕ ไว้ได้ ๓๐ วัน วันที่ ๓๑ เราตาย ถือว่าเราสามารถรักษาศีลไว้ได้ตลอดชีวิตแล้ว ถ้าเรารักษาศีลได้ ๕ วันหรือหนึ่งเดือนแล้วขาดจากศีล เช่น เผลอตบยุงตาย เราสามารถตั้งปฏิญาณใหม่ได้ เช่นเดียวกับการปลงอาบัติของพระ ขอเพียงแต่เราอย่าโกหกตัวเอง หลอกลวงตัวเองว่าจะรักษาศีลแต่กลับไม่มีเจตนาที่แท้จริงที่จะ รักษาสัจจะที่ตั้งใจไว้ อันนั้นถือว่าผิด แต่ถ้าเราตั้งปฏิญาณด้วยความจริงใจแล้ว ทุกครั้งที่ทำผิดพลาดจากศีล เราก็สามารถตั้งปฏิญาณใหม่ได้ ดังนั้นการรักษาศีล ๕ จึงไม่เป็นอุปสรรคใดๆทั้งสิ้น ให้ถือเอาปัจจุบันเป็นที่ตั้ง ส่วนอดีตที่ได้รักษาศีลไว้อย่างถูกต้อง ก็เป็นกุศลผลบุญของเราอยู่แล้ว จะน้อยหรือมากก็ดี

ส่วนการภาวนานั้น การรู้ตัวทั่วพร้อมเป็นสิ่งสำคัญที่สุด ก็คือการมีสติสัมปชัญญะ คำว่าสติสัมปชัญญะนี้ ไม่ใช่สติของคนธรรมดาทั่วไป แต่เป็นสติของนักปฏิบัติโดยตรง สติ คือ ตัวระลึก สัมปชัญญะ คือ การรู้ตัว เราต้องมีสติ ให้มีการรู้ตัวอยู่ตลอด การรู้ตัวนี้ไม่จำเป็นที่จะต้องเอาความรู้สึกนี้ไปไว้ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เพียงแต่ให้มีความรู้สึกตื่นขึ้นที่ใจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น การตื่นนี้ตื่นเพื่ออะไร ก็เพื่อคอยดูว่ามีสิ่งใดกระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เมื่อมีสิ่งกระทบแล้ว เรามีความรู้สึกอย่างไร มีความโลภ ความโกรธหรือไม่ มีอารมณ์ดีชั่วเช่นไร พิจารณาดูว่าอารมณ์หรือสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นคุณหรือเป็นโทษกับตนเองหรือไม่ ให้เราเห็นและพิจารณาใคร่ครวญเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา ๒๔ ชั่วโมง ยกเว้นหลับ นี่คือ ความเพียรที่เราต้องฝึกให้เป็นนิสัย มีความเพียรเป็นหลักให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็น ยืน เดิน นั่ง นอน หรือทำสิ่งอื่นใดอยู่ในอิริยาบถทั้ง ๔ นี่คือสติสัมปชัญญะ

สมถะกรรมฐานนั้นมีถึง ๔๐ ห้องด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อให้จิตเกิดความสงบ ปราศจากสิ่งรบกวนทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นพุทโธ ธัมโม สังโฆหรือยุบหนอ พองหนอ หรือแม้แต่อานาปานสติ ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการความสงบนั่นเอง ความสงบเปรียบเหมือนน้ำที่ใส เราสามารถมองเห็นกุ้ง หอย ปู ปลา ใต้ผิวน้ำซึ่งเปรียบเหมือนกับสภาพจิตใจของตนได้อย่างถนัดชัดเจน ตรงข้ามถ้าจิตฟุ้งซ่าน หรือไม่สงบก็เปรียบเหมือนน้ำขุ่น ย่อมมองไม่เห็นสภาวะของใจตนได้เลย ฉะนั้นการภาวนาพุทโธ หรืออานาปานสติ เราต้องการผลแห่งความสงบเท่านั้น สมถะกรรมฐานจึงเป็นแม่บทให้เกิดความสงบ ซึ่งความสงบนี้ จะทำให้จิตเกิดความว่างปราศจากสิ่งรบกวน สิ่งรบกวนในที่นี้ก็คือ สิ่งที่เกิดขึ้นจากการสัมผัสด้วย ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ความว่างกับความสงบแตกต่างกันตรงที่ ความสงบต้องไม่มีความคิด ต้องไม่มีอารมณ์ ต้องมีการกำกับ กำหนดให้มีแต่ความสงบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น จึงเรียกว่า ความสงบ ส่วนความว่าง แม้ว่าจะมีความคิดหรือมีอารมณ์เกิดขึ้นบ้าง แต่เมื่อย้อนดูจิตก็ยังว่างๆ อยู่ โดยไม่ต้องบังคับแต่อย่างใดจิตที่ว่าง จะเบากว่าจิตที่เป็นสมาธิเพราะไม่ต้องกำหนดหรือบังคับ ฉะนั้น จิตที่ว่างจึงเป็นจิตที่พร้อมจะเดินด้านปัญญาต่อไป เพราะสามารถใช้สังขารความคิดมาพิจารณาธรรมตามความจริงได้ ทั้งๆ ที่จิตยังว่างอยู่

ผลของความว่างจะนำไปสู่ธาตุรู้หรือจิต เพราะความว่าง เป็นสิ่งที่ไม่รู้ แต่สิ่งที่รู้ว่าว่างนั้นคือ ธาตุรู้หรือจิตนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าท่านตรัสว่า ต่อให้เราทำบุญจนน้ำข้าวเท่าน้ำทะเล ก็ยังไม่สามารถเข้ามาสู่แก่นพระพุทธศาสนาคือธาตุรู้ได้ การรักษาศีล แม้จะรักษาศีลมาเป็นร้อยเป็นพันกัปก็ยังเข้าไม่ถึงแก่นพระพุทธศาสนา การภาวนาด้วยการใช้คำบริกรรมเพียงอย่างเดียว จะเนิ่นนานขนาดไหนก็ยังไม่พบแก่นพระพุทธศาสนาอยู่นั่นเอง นอกเสียจากว่าเรามาทำความรู้ตัวทั่วพร้อมหรือมีสติสัมปชัญญะเข้ามาสู่วิปัสสนากรรมฐาน คือ การพิจารณากายที่ยาววาหนาคืบนี้ ไล่ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นธาตุรู้หรือไม่ เพราะธาตุรู้เป็นแก่นพระพุทธศาสนา เราลองพิจารณาดูว่า ร่างกายของเรานี้ เมื่อตายลง มีคนเอาไปเผา เพราะอะไร เราจึงไม่มีความรู้สึกร้อน ก็เพราะธาตุรู้หรือจิตนั้นได้ออกไปจากร่างกายนี้แล้ว เหมือนกับเราสลบไป เราจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย เช่น หมอวางยาสลบเพื่อผ่าตัด เป็นต้น ธาตุรู้หรือจิตเป็นผู้ที่ไม่ตาย เมื่อกายนี้ตายไป แต่ธาตุรู้หรือจิตนี้ยังอยู่ ยังไปหาภพน้อยใหญ่อันมีวิบากกรรมหรือบุญกุศลเป็นเครื่องชี้นำว่าจะไปเกิดในภพอบายภูมิ มนุษย์ หรือสวรรค์ ถ้ายังจับธาตุรู้หรือแก่นของพระพุทธศาสนาไม่ได้ ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓ ภพ คือ นรก มนุษย์ สวรรค์ อีกไม่มีประมาณ

การปฏิบัติ ไม่ว่าจะเป็นสมถกรรมฐานหรือวิปัสสนากรรมฐาน ก็เพื่อที่จะให้พบกับธาตุรู้นี่เอง ธาตุรู้นี้ไม่ใช่ความรู้ที่เราเรียนกันมาทางโลก เป็นธาตุเดียวเท่านั้นที่แทรกตัวอยู่ในธาตุ ๔ คือธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ ไม่เกี่ยวกับตาเห็นรูป สิ่งที่ถูกตาเห็นทั้งหมดไม่ใช่ธาตุรู้ ไม่เกี่ยวกับหูได้ยินเสียง เสียงใดๆ ก็ไม่ใช่ธาตุรู้ ไม่เกี่ยวกับจมูกได้กลิ่น กลิ่นเหล่านั้นทั้งหมดก็ไม่ใช่ธาตุรู้ ไม่เกี่ยวกับลิ้นได้รับรสทั้งหลาย รสต่างๆ นั้นก็ไม่ใช่ธาตุรู้ ไม่เกี่ยวกับกายสัมผัส ไม่ว่าจะเป็นเย็น ร้อน อ่อน แข็งหรือสัมผัสใดๆ ไม่ใช่ธาตุรู้ทั้งหมด ไม่เกี่ยวกับอารมณ์ดี อารมณ์ร้ายที่สัมผัสทางใจ พอใจหรือไม่พอใจ อารมณ์ที่สัมผัสใจไม่ใช่ธาตุรู้ สิ่งเหล่านี้ไม่เกี่ยวกับธาตุรู้ทั้งสิ้น แต่เป็นสิ่งที่ถูกรู้ทั้งหมด สิ่งทั้งหลายในทั่วสามแดนโลกธาตุนี้ไม่ใช่ธาตุรู้ มีจิตหรือใจเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่เป็นธาตุรู้ ธาตุรู้นี้อยู่นอกเหตุเหนือผล ธาตุรู้นี้จะมีกายหรือไม่มีกายเขาก็รู้อยู่อย่างนี้เป็นอสงไขยมานานแล้วนับไม่ถ้วน ธาตุรู้นี้ไม่เกี่ยวกับเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ถ้าหากว่าเราสามารถมาอยู่กับธาตุรู้นี่ได้เพียงช้างกระดิกหู งูแลบลิ้น ครูบาอาจารย์ท่านกล่าวไว้ว่า ผลบุญกุศลเท่ากับเราสร้างโบสถ์ได้ ๓ หลัง ถ้าหากว่าเราอยู่กับผู้รู้ได้ ๑ นาที จะเป็นบุญกุศลอย่างมหาศาลของเราและแม้ว่าจะขาดไปเป็นวันเป็นเดือน แต่ ๑ นาทีนี้เป็น ๑ นาทีที่เราได้ฝากไว้กับจิตหรือธาตุรู้แล้ว จะไม่ลบเลือนไปได้ จะไม่มีใครมาปล้น มาจี้หรือทำลายทรัพย์ในตัวของเราไปได้

หากเราอยู่กับธาตุรู้นี้ได้สักหนึ่งในสี่ของวัน อันนั้นคือ มหาบุญ เราก็จะได้เป็นบุคคลสี่เหล่า แปดจำพวก ซึ่งหมายถึงว่าภพชาติของเราน้อยลงมาก จนสามารถลงมาถึงสี่เหล่าดังกล่าวแล้ว เราก็จะเหลือภพชาติอยู่เพียงไม่เกิน ๗ ชาติ สุคติจะเป็นของเราแน่นอนนั่นหมายถึง พระโสดาบันนั่นเอง สำคัญอยู่ที่ว่า เราสามารถเข้าใจสติสัมปชัญญะหรือการรู้ตัวทั่วพร้อมหรือธาตุรู้นี่หรือยัง ในบุคคลธรรมดาจะไม่รู้จักธาตุรู้อย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเรียนมากน้อยแค่ไหน ไม่ว่าจะเรียนทางโลกหรือเรียนทางธรรมจะไม่สามารถเข้าถึงธาตุรู้นี้ได้เลย ยกเว้นการปฏิบัติทางจิต หรือการทำความรู้ตัวทั่วพร้อมนี้เท่านั้นจะทำให้จิตเข้าถึงปฏิเวธได้

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ธาตุรู้นี้ไม่ตายและไม่เคยตายมาก่อน เราจึงควรสร้างความดี นับตั้งแต่ทาน ศีล ภาวนาใส่ไว้ในธาตุรู้หรือจิตดวงนี้ โดยการละความชั่วทั้งหลายให้หมดสิ้นไปจากธาตุรู้หรือจิต และมีสติอยู่กับธาตุรู้นี้ ให้เป็น ๑ ส่วน ๒ ส่วน ๓ ส่วน ๔ ส่วนต่อไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าหากเรามีสติสัมปชัญญะคือการรู้ตัวทั่วพร้อม หรืออยู่กับจิตหรือธาตุรู้ได้แล้วนั้น จะใช้เวลาปฏิบัติไม่เกิน ๗ วัน ๗ เดือน ๗ ปี ก็จะสามารถบรรลุมรรคผลนิพพานได้ แต่ถ้าเราปฏิบัติแล้ว เข้าไม่ถึงธาตุรู้ เราก็จะต้องปฏิบัติไปไม่มีวันจบ

ปัญหาจึงอยู่ที่ว่าเราจะพบกับธาตุรู้ได้อย่างไรกัน จึงจำเป็นที่จะต้องมีครูบาอาจารย์คอยให้คำแนะนำ ปรึกษา ชี้แนะ และอบรมอยู่อย่างสม่ำเสมอ ถ้าหากเราไม่สามารถเข้าถึงธาตุรู้ได้จริงๆ แม้ว่าจะมีครูบาอาจารย์แนะนำแล้วก็ตาม เราจะต้องหวนกลับมาทำสมาธิอย่างเดิม สมาธิจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะสมาธิเป็นหินลับปัญญา ทำให้เราเกิดปัญญา มีความแหลมคมในการพิจารณาหรือได้เห็นสิ่งที่ละเอียดลงไป คือ ธาตุรู้ หากเราอาศัยความเพียร ก็คงไม่เกินความสามารถในการที่จะพบธาตุรู้ได้

จริงๆ แล้วธาตุรู้นี้ เราเห็นอยู่อย่างเต็มตา เพียงแต่จิตของเราส่งออกนอกโดยตลอด จึงไม่สามารถเห็นตนเองได้ เหมือนกับกระบอกไฟฉาย คือแสงสว่างนั้นจะไม่สามารถกลับมาส่องกระบอกไฟฉายได้ ทั้งที่กระบอกไฟฉายเป็นผู้ผลิตแสงสว่างด้วยตนเอง แต่มันไม่สามารถเห็นตัวเองได้ เหมือนกับเราเป็นจิต แต่ไม่เคยเห็นตัวจิตเลย ฉะนั้น เราลองหันกลับมาหาตัวเอง ย้อนกลับเข้ามาดูตัวเองภายใน ถามว่าเราคือใคร ในเมื่อรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มันไม่ใช่ธาตุรู้ หรือไม่ใช่จิต แม้แต่ลมหายใจ สติปัญญา หรือพุทโธ ก็ไม่ใช่ธาตุรู้หรือจิต แล้วอะไรล่ะคือ ธาตุรู้หรือจิต ข้อนี้เป็นสิ่งท้าทายสติปัญญาอย่างยิ่ง เราเกิดมาไม่มีประมาณ แต่เราไม่เคยเห็นตัวเองเลย มัวแต่เข้าใจว่าตัวเองคือ รูป กาย เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ซึ่งนั่นผิดทั้งหมด เราคือธาตุรู้หรือจิต ต่างหาก ซึ่งก็คือความรู้สึกนั่นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าให้ทวนกระแสเข้ามาสู่ภายใน เราจึงควรทวนกระแสเข้ามาภายใน แล้วก็จะพบธาตุรู้หรือจิตได้ไม่ยาก

ธาตุรู้ ก็คือ ผู้หลับผู้ตื่นหรือตัวชีวิตหรือตัวเป็นโดยตรง ธาตุรู้ไม่มีตัวตน ไม่มีสีสัน ไม่มีนิมิตเครื่องหมายใดๆ ธาตุรู้เป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ เพราะไม่มีตัวตน แต่สามารถรู้สึกได้ ความแตกต่างระหว่างผู้ที่รู้จักธาตุรู้กับผู้ที่ไม่รู้จักธาตุรู้ ก็คือ ผู้ที่รู้จักธาตุรู้แล้วนั้น จะเป็นตัวของตัวเอง สามารถควบคุมตัวเองได้ เพราะมีการรู้ตัวโดยตลอด ผู้ที่รู้จักธาตุรู้นั้น จะอยู่กับตัวเองเสมอ คือ ไม่ไหลไปตามความคิด สมมติว่าเราอยู่จันทบุรี แล้วเราคิดไปที่ต่างจังหวัด กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ ธาตุรู้นี้จะอยู่กับตัวเอง ไม่ลืมตัวเอง เพราะธาตุรู้กับตัวเองคืออันเดียวกัน แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่กับธาตุรู้ เมื่อคิดไปต่างจังหวัด กรุงเทพฯ หรือต่างประเทศ ธาตุรู้ก็จะลืมตัวเอง และตามความคิดนั้นไปทุกหนทุกแห่ง นั่นหมายความว่าจิตไม่เป็นปัจจุบันธรรม เป็นจิตที่ขาดจากสติสัมปชัญญะ เป็นผู้ที่ทำก่อนคิด จึงมักจะเป็นผู้ที่ผิดพลาดในการกระทำอยู่เสมอ แต่ผู้ที่อยู่กับธาตุรู้เป็นคนที่คิดแล้วค่อยพูดหรือทำ เรียกว่าเป็นผู้ที่มีสติสัมปชัญญะรักษาตนเองอยู่ นี่คือความแตกต่าง ระหว่างผู้ที่รู้จักธาตุรู้และไม่รู้จักธาตุรู้ ที่จริงแล้วธาตุรู้นี้มีอยู่ในทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนที่ปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติธรรมก็ตาม มีตั้งแต่เกิดมาด้วยกันทุกคนแม้แต่สัตว์โลกทั่วไปก็มีธาตุรู้ เช่น มดแดง ปลวก ก็มีธาตุรู้ เพียงแต่สัตว์เหล่านี้ไม่รู้จัก แม้แต่มนุษย์ทั่วๆ ไปเองก็ยังไม่รู้จักธาตุรู้ที่ตนมีอยู่ ยกเว้นพระอริยะบุคคลเท่านั้น เราจึงควรมาศึกษาดูว่าธาตุรู้หรือจิตนี้ คืออะไร แต่ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ทุกคนสามารถรู้จักธาตุรู้ได้ ไม่ว่าจะเป็นหญิงชาย เด็ก ผู้ใหญ่ เจ้าฟ้า หรือยาจก คนไทยหรือคนต่างประเทศ แม้แต่คนพิการทางกาย ไม่เลือกชั้นวรรณะ เมื่อเรามีความเพียรและหมั่นเข้าหาครูบาอาจารย์ ศึกษาหาความรู้ใส่ตนเองอย่างไม่ลดละ พร้อมด้วยการปฏิบัติ ทำสมาธิ สร้างบุญสร้างกุศล ข้าพเจ้าเชื่อว่า เราจะต้องพบธาตุรู้เข้าสักวันหนึ่ง เมื่อเราพบธาตุรู้แล้ว ก็ให้มีความเพียรอยู่กับธาตุรู้นี้ให้ต่อเนื่อง ดังที่ได้กล่าวข้างต้น เราจะสามารถอยู่กับธาตุรู้ได้นานขึ้นๆ จากหนึ่งนาที เป็นสองนาที สามนาทีไปเรื่อยๆ ไปจนได้ครบตลอด ๒๔ ชั่วโมงยกเว้นเวลาหลับ ถึงแม้เวลาหลับบางครั้งก็ยังอยู่กับธาตุรู้ หมายความว่าอยู่กับธาตุรู้จนเป็นนิสัย หรือที่ครูบาอาจารย์ท่านเรียกว่า มีสติอัตโนมัติ ปัญญาก็จะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเช่นเดียวกัน

ผู้ที่อยู่กับธาตุรู้ได้อย่างอัตโนมัตินั้น เรียกว่าเป็นมหาสติ มหาปัญญา ผู้ที่อยู่กับธาตุรู้ได้อย่างอัตโนมัติจะทิ้งขันธ์ ๕ ได้ทั้งหมดแล้ว เหลือแต่ธาตุรู้ตัวเดียวเท่านั้น แต่ธาตุรู้นี้แหละคือตัวปัญหา เมื่อเราอยู่ตรงนี้ได้นานๆ เราจะรู้สึกว่ามันหนักอยากจะปล่อยก็ปล่อยไม่ได้ จะแบกเอาไว้ก็รู้สึกว่ามันหนักเหลือเกิน จะเป็นการกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากธาตุรู้นี้เป็นตัวอวิชชาโดยตรง อวิชชาคืออะไร อวิชชาก็คือเรา เราที่ไปจับธาตุรู้อยู่นั่นเอง ให้พิจารณาธาตุรู้เข้าสู่วิปัสสนา คือ พิจารณาดูว่าในธาตุรู้นั้นมีเราจริงมั้ย รู้นี้เค้ารู้เองของเค้า ทำไมเราถึงไปช่วยเค้ารู้ ทำไมถึงไปเหมารู้ว่าเป็นเรา ทั้งๆ ที่มันก็เป็นสิ่งหนึ่งที่อยู่ในโลก มันเป็นสิ่งหนึ่งเท่านั้น ให้พยายามพิจารณาธาตุรู้นี้ ไม่ต้องไปนึกถึงสิ่งถูกรู้ ไม่ต้องไปนึกถึงสิ่งที่มากระทบ แต่ให้หาตัวจริงของ ธาตุรู้ตัวนี้ว่า จริงๆ ยังมีเราไปยึดถือว่าธาตุรู้เป็นเราอยู่หรือไม่ อย่าไปเอาธาตุรู้เป็นเรา ทิ้งมันไป ที่เวลานี้เรารัก เราสงวนธาตุรู้ก็เพราะว่าเราหลง คือไม่รู้ไม่เห็นตามความเป็นจริง เราไม่มีสิทธิไปเป็นเจ้าของธาตุรู้ ธาตุรู้เป็นสิ่งหนึ่งของโลก อย่างธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ ธาตุทั้ง ๔ นี้ ใครไปเป็นเจ้าของเค้า เค้าไม่มีเจ้าของ แล้วธาตุที่ ๕ ซึ่งก็คือธาตุรู้นี่ก็เหมือนกัน เค้าไม่มีเจ้าของ เราไปเป็นเจ้าของเค้าไม่ได้ เพราะธาตุรู้เป็นธรรมชาติตัวหนึ่ง ไม่มีเราเป็นเจ้าของ ไม่ใช่เรา รู้ตัวนี้ไม่ใช่เรา เค้ารู้ของเค้าเองไม่มีเรา หาดูซิว่ามีเราที่ไหน คำว่า “เรา” สมมติขึ้นมาต่างหาก เหมือนกับดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงเอง ใครไปช่วยดวงอาทิตย์ส่องแสง ก็ไม่มี ธาตุรู้นี่ก็เหมือนกัน ถ้าหมดเราตัวเดียว ทุกอย่างก็คืนธรรมชาติไปหมด

ถ้าสามารถปล่อยธาตุรู้นี้ได้ ไม่ต้องหมายรู้อีกต่อไป จิตก็จะเป็นอิสระจากอวิชชา เป็นสภาวะเดียวที่เป็นกลางๆเป็นธรรมธาตุที่บริสุทธิ์ หมดคำพูด หมดความหมาย หมดคำบัญญัติ หมดปัญหา หมดภพชาติ หมดสุขทุกข์ หมดเกิดแก่เจ็บตาย หมดจากคำว่าเรา ไม่มีเราเป็นเจ้าของ ไม่กินเนื้อที่ เป็นปัจจุบันธรรมที่สมบูรณ์ที่สุด ขาดจากกิเลสตัณหาอุปาทานคือการยึดมั่นถือมั่นว่าธาตุรู้เป็นเรา ซึ่งเกิดมาจากอวิชชาหรือความไม่รู้ตามความเป็นจริง คือความไม่รู้รอบในกายและจิตของตน เมื่อรู้รอบในเรื่องของกายและจิตแล้ว ก็จะเป็นวิชชา จิตขาดจากสมมติทั้งสามแดนโลกธาตุโดยสิ้นเชิง สิ่งที่เหลืออยู่นั้นเป็นธรรมธาตุอันบริสุทธิ์ที่ไม่เกิด ไม่ดับ เป็นนิพพาน เที่ยงตลอดกาล หรือเป็นธรรมฝ่ายวิมุติ ที่อยู่นอกเหตุเหนือผลนั่นเอง เมื่อจิตเป็นธรรม ธรรมเป็นจิตแล้ว สมมติและขันธ์ทั้งหลายก็เป็นธรรมไปด้วย แต่เป็นธรรมฝ่ายสมมติ เกิดๆ ดับๆ คือเป็นไตรลักษณ์ ธรรมฝ่ายวิมุติไม่ขัดแย้งกับธรรมฝ่ายสมมติแต่อย่างใด เพราะเป็นคนละส่วนกัน ไม่เป็นโทษต่อกันอีกต่อไป ไม่ว่าดีหรือชั่ว สกปรกหรือสะอาด ได้หรือไม่ได้ ตัดปัญหาทั้งหมดทั้งปวง จึงหยุด และปล่อยคำว่าหยุดเสีย


Create Date : 30 มีนาคม 2554
Last Update : 30 มีนาคม 2554 13:50:41 น. 0 comments
Counter : 632 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ศาลาลอยน้ำ
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add ศาลาลอยน้ำ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.