Group Blog
 
 
มกราคม 2557
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
25 มกราคม 2557
 
All Blogs
 

หนี้รักเพลิงปรารถนา ตอน 1-1

หนี้รักเพลิงปรารถนา

ตอนที่ 1

รถยนต์คันใหญ่สีดำสนิทได้รับการขัดถูจนเป็นมันปลาบค่อยชะลอตัวก่อนที่คนขับจะหักพวกมาลัยเลี้ยวเข้าสู่ซอยเล็กที่ค่อนข้างเงียบจากนั้นจึงเคลื่อนตัวอย่างช้าๆราวกับไม่แน่ใจว่าจุดหมายที่ต้องการมานั้นอยู่ในบริเวณนี้หรือไม่ชายคนขับเหลียวหน้าเหลียวหลังกวาดตามองเลขที่บ้านซึ่งติดป้ายเก่าคร่ำไว้ที่เสารั้วซึ่งเรียงรายเต็มสองข้างทางแต่เนื่องจากบริเวณประตูรั้วบ้านแทบทุกหลังถูกบดบังด้วยกิ่งไม้ใบไม้ที่ปลูกไว้แน่นขนัดจึงต้องเพ่งตาดูอย่างยากลำบาก

“นั่นหรือเปล่าขอรับคุณท่านบ้านเลขที่หนึ่งร้อยสิบเอ็ด” เขาเอ่ยปากบอกกับเจ้านายที่นั่งในตอนหลังอย่างนอบน้อม

“ใช่แล้วสิทธิ์ เลขที่นี้ล่ะที่เขาบอกมา” หญิงวัยราวห้าสิบเศษบอกเนิบๆขณะขยับแว่นสายตาเพ่งมองไปที่จุดหมายเดียวกันนางกวาดสายตามองผ่านประตูรั้วที่ทำจากเหล็กดัดโค้งเป็นรูปช่อดอกไม้สวยแปลกตานั้นเข้าไปเมื่อเห็นภายในบริเวณบ้านที่ล้อมรั้วสูงนั้นก็พยักหน้าน้อยๆ

“ฉันว่าน่าจะใช่ เธอล่ะว่าไงศรีนวล” หล่อนหันไปถามเพื่อนร่วมทางซึ่งเป็นหญิงวัยเดียวกันอีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วส่ายหน้าเป็นเชิงไม่แน่ใจนัก

“ไอ้ฉันเองก็ไม่เคยมาเสียด้วยสิสายพิณใช่แล้วกระมังถ้าเป็นเลขที่นี้ซอยนี้”นางชะโงกหน้ามองผ่านกระจกรถกวาดตาเป็นเชิงสำรวจอีกครั้งก่อนออกความเห็นในเชิงสนับสนุนด้วยน้ำเสียงที่มั่นใจมากขึ้น

“เห็นจะใช่แล้วล่ะรูปทรงตัวตึกแบบฝรั่งนี้คุณมาศเขาชอบนักปลูกบ้านกี่หลังต่อกี่หลังก็ทำรูปแบบเดียวกันแทบทั้งหมด”

บ้านหลังนั้นมีรูปทรงแปลกตาจริงอย่างที่นางตั้งข้อสังเกตตัวตึกสีขาวก่อเป็นรูปทรงเหลี่ยมโดดเด่นที่กรอบหน้าต่างบานยาวแทบจรดพื้น ส่วนบนโค้งมนทำเป็นช่องลวดลายคล้ายกลีบดอกไม้ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะตัวของสถาปัตยกรรมแบบนี้น่าเสียดายที่บ้านหลังใหญ่นั้นไร้ซึ่งการดูแลรักษาจึงทรุดโทรมจนหมองหม่นไม่เหลือความโอ่อ่าอย่างที่ควรจะเป็น

“จอดตรงนี้ล่ะสิทธิ์ เธอออกไปรอที่ปากซอยก็แล้วกันถนนแถวนี้แคบเหลือเกินถ้ามีรถเข้าออกจะขวางทางเขาเสร็จธุระแล้วฉันจะโทรเรียก เอ้า เอาสตางค์นี่ไปซื้อน้ำชากาแฟกินรอไปพลางๆก่อน”

คุณสายพิณเปิดกระเป๋าถือใบเล็กหยิบธนบัตรสีแดงส่งให้ชายคนขับรถวัยกลางคนที่เดินเร็วๆเข้ามาเปิดประตูรถให้จึงกระพุ่มมือไหว้ก่อนจะรับเงินจากมือและกลับเข้าประจำที่นั่งขับรถออกไปตามคำสั่ง

“บ้านช่องเงียบเชียบเหมือนไม่มีคนอยู่นี่เรามาตรงเวลาใช่ไหม” คุณศรีนวลกดกริ่งสองสามครั้งแต่ภายในบ้านยังคงมีแต่ความเงียบรอนานกว่าอึดใจจึงปรากฏร่างอุ้ยอ้ายเดินออกมาชะเง้อมอง

“มาหาใครค้า”

“ฉันนัดกับหนูมิรินทร์ไว้ไม่ทราบว่าเขาอยู่ไหมจ้ะ”

“อุ๊ย คุณท่าน คุณนายสายพิณใช่ไหมคะคุณหนูสั่งปิ่นไว้แล้วค่ะ เชิญค่ะเชิญข้างในก่อน”

หล่อนเป็นหญิงวัยกลางคนร่างท้วมใบหน้ากลมแป้นแย้มยิ้มช่างพูดจาทั้งยังอ่อนน้อมเป็นอย่างดีทันทีที่เห็นแขกผู้มาเยือนก็รีบกุลีกุจอเปิดประตูเหล็กหนานั้นให้อย่างเร็วเท่าที่ร่างอุ้ยอ้ายของนางจะทำได้พร้อมกับกระพุ่มมือไหว้ทำความเคารพ

“คุณหนูกำลังมาค่ะมีเรียนหนังสือแต่บอกจะรีบกลับปิ่นมารอท่านอยู่นานแล้วเพิ่งเข้าไปรับใช้คุณท่านเมื่อสักครู่นี้เองได้ยินเสียงกริ่งเลยรีบออกมาต้อนรับ”

นางผลักประตูเหล็กให้เปิดกว้างเชื้อเชิญแขกเข้าสู่ภายในบริเวณบ้านก่อนที่จะลงกลอนไว้อย่างแน่นหนาตามเดิมคุณสายพิณและคุณศรีนวลยิ้มให้หล่อน จากนั้นจึงกวาดสายตามองไปรอบตัวต้นไม้ในสวนกว้างเขียวชอุ่มก็จริงแต่กลับดูรกครึ้มกิ่งไม้เติบโตระเกะระกะราวกับขาดคนดูแลยังมีพุ่มไม้ดอกและอ่างบัวหลายขนาดน้อยใหญ่ที่เรียงรายตามทางเดินซึ่งทำจากหินแผ่นทอดสู่ตัวบ้านก็ดูเก่าหม่นทรุดโทรมยังดีที่ดอกบัวนานาพันธุ์หลากสีแข่งกันชูช่องามจึงพอจะเพิ่มสีสันให้ความหม่นเทานั้นได้บ้าง

ห้องกว้างบริเวณชั้นล่างที่แขกผู้มาเยือนย่างเท้าเข้าไปเป็นโถงเปิดโล่งมองเห็นไม้ดอกไม้ใบรอบตัวบ้านผ่านกรอบหน้าต่างที่มีอยู่รอบทิศพื้นปูด้วยหินอ่อนขัดมันกึ่งกลางห้องวางโต๊ะรับแขกไม้สักอย่างหนาที่ขอบและขาโต๊ะสลักเล่นลวดลายละเอียดยิบแต่เครื่องเรือนชิ้นอื่นนั้นเล่า คงจะดูเข้ากันได้ดีกว่านี้หากจะเป็นเฟอร์นิเจอร์ไม้แบบเดียวกันแต่เปล่าเลยทั้งตู้ตั่งอย่างอื่นที่มีประดับไว้กลับกลายเป็นของกลางเก่ากลางใหม่ราคาถูกชนิดที่ทำจากไม้อัดประกอบเองมักพบวางขายตามห้างสรรพสินค้าเสียทั้งสิ้น

“เอทำไมดูเหมือนชุดรับแขกมันไม่ค่อยเข้ากันนะสายพิณ”คุณศรีนวลให้ข้อสังเกต

“ก่อนนี้คงมีตู้โชว์” คุณสายพิณขยับแว่นชี้ให้ดูรอยคราบสีดำบนพื้นหินอ่อนด้านชิดผนังซึ่งวางตู้ไม้อัดขนาดเล็กวางประดับด้วยดอกไม้เทียมราคาถูกคราบนั้นเห็นชัดว่าเป็นรอยสี่เหลี่ยมเล็กๆทั้งสี่มุมเดาได้ว่าเกิดจากขาตู้ขนาดใหญ่ที่เคยวางไว้ในตำแหน่งเดียวกันและหนักอย่างมากจนกดลึกกับพื้นเมื่อถูกยกออกไปจึงทิ้งร่องรอยเอาไว้ประกอบกับขาดการขัดถูเป็นเวลานานจึงเกิดคราบสกปรกที่ขจัดออกได้ยาก

“พวกชุดรับแขกอย่างนี้ส่วนมากจะมีเก้าอี้โต๊ะ ตู้โชว์ เข้าชุดกัน”

หญิงสูงวัยทั้งสองสบตากันด้วยความรู้สึกหลากหลายยิ่งแน่ใจว่าข้อมูลที่ได้รับมาไม่ผิดไปจากความเป็นจริงนัก

“เรียนเชิญเจ้าค่ะ” หญิงรับใช้คนเดิมนำน้ำชาร้อนควันกรุ่นมาเสิร์ฟถึงโต๊ะรับแขก ปากก็พูดคุย

“คุณหนูกำลังกลับค่ะ กราบขอประทานโทษท่านด้วยพอดีว่ารถติดอยู่แยกนี่นิดเดียวเองค่ะ” นางบอกพร้อมรอยยิ้มทรุดนั่งเพียบแปล้เสียกับพื้น

“ไม่เป็นไรจ้ะฉันรอได้ แล้วนี่เธอ...ชื่ออะไรนะแม่ปิ่นอยู่บ้านคนเดียวหรือ”

“อิฉันอยู่คนเดียวเจ้าค่ะคอยรับใช้คุณท่านอยู่ชั้นล่างห้องท่านอยู่ด้านหลังนี่เองเจ้าค่ะ คุณหนูให้ต่อเติมกั้นส่วนเป็นห้องพักอิฉันก็กินอยู่ในห้องท่านเลย”

“หมายถึงคุณรจนาใช่มั้ยจ้ะ” นางศรีนวลเอ่ยถามอย่างตื่นเต้น “ไม่ได้เจอกันนานแล้วได้ข่าวว่าเจ็บป่วยนี่เป็นอย่างไรบ้างพอจะเข้าไปเยี่ยมได้ไหม”

“ท่านนอนหลับอยู่ค่ะบ่ายอย่างนี้ท่านงีบสักสองชั่วโมง” นางปิ่นบอกด้วยเสียงอ่อนตามด้วยอาการถอนหายใจหนักราวกับจะทดท้อเหนื่อยหน่ายเป็นอย่างยิ่ง

“งานดูแลคนป่วยนี่หนักมากนะจ้ะ ถ้าทำไม่ไหวก็น่าจะจ้างเด็กมาช่วยสักคน”

“อุ๊ย ไม่ต้องหรอกค่ะ ปิ่นทำได้” หญิงวัยกลางคนรีบปฏิเสธเป็นพัลวันจะให้เรียนท่านได้อย่างไรว่าคุณหนูทั้งสองเธอจะเอาเงินที่ไหนมาจ้างลำพังนางปิ่นเองก็ไม่ได้ค่าจ้างมาหลายปีแล้วที่อยู่ทุกวันนี้เพราะบุญคุณของคุณท่านทั้งสองและเพราะรักเพราะห่วงคุณหนูจึงไม่ยอมไปไหน

“หนูมิรินทร์เรียนหนังสือใกล้จบหรือยังจะแล้วยังหนูคนเล็กชื่ออะไรนะ”

“คุณมินเรียนมหาทะลัยปีที่สี่แล้วค่ะคุณท่าน” นางบอกผิดๆถูกๆตามประสา “ส่วนคนเล็กคุณหนูโม คุณโมลีค่ะอยู่ชั้นมัธยมปลายจะจบปีนี้แล้วเหมือนกันค่ะ”

“เรียนเก่งด้วยใช่ไหมจ้ะฉันเห็นมีเกียรติบัตรออกเต็มตู้”คุณศรีนวลซึ่งใช้เวลาเล็กน้อยเดินสำรวจภายในบ้านตั้งข้อสังเกตขึ้น มิรินทร์คนพี่นั้นได้รับเกียรติบัตรเรียนดีมากมายตั้งแต่ชั้นประถมจนถึงมัธยมไล่มากระทั่งเรียนมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่ง

“เก่งสิคะ เก่งมากด้วยเจ้าค่ะได้ทุนเรียนดี…” นางปิ่นชะงักไปด้วยสำนึกว่าเป็นขี้ข้าไม่ควรเอาเจ้านายมาเล่าให้เสียหายจึงจำต้องละความจริงว่าบุตรสาวคนโตของบ้านได้รับรางวัลเรียนดีเพียงแค่ชั้นปีที่หนึ่งเท่านั้นสามปีหลังจากนั้นคุณมินเธอทำงานด้วยเรียนด้วย กิจกรรมอะไรที่ไหนก็ไม่เคยไปร่วมกับเขาไหนจะทุนการศึกษาประเภทเรียนดีนั้นก็ถูกถอดออกเสียแล้วเพราะผลการเรียนตกต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดเธอจึงต้องเข้าโครงการกู้ยืมเงินเพื่อการศึกษาเพื่อให้พอมีเงินจ่ายค่าเล่าเรียน

“แหม เรียนดีอย่างนี้ก็สบายล่ะพอจบมาเลือกทำงานที่ไหนก็ได้มีบริษัทมาจองตัวมากมาย”

นางปิ่นก้มหน้าซ่อนแววตาเสียทันที งานนั้นคงหายากเพราะคุณมินเธอเรียนแค่พอให้ผ่านเท่านั้นไหนจะรับงานเอกสารงานพิมพ์งานแปลสารพัดสารพันมาทำที่บ้านจนดึกดื่น จะเอาเวลาที่ไหนไปท่องตำรับตำราเทอมสุดท้ายนี่ก็ยังไม่รู้ว่าจะจบหรือไม่ นางได้ยินเธอสองพี่น้องคุยกันว่าต้องเก็บข้อมูลต้องพิมพ์งานแถมยังต้องทำสำเนาเอาไปจ้างคนเข้าเล่มเอกสารอีกเป็นพันบาทจะเอาเงินมาจากไหน

“พี่มินจะขอทุนจากสมาคม” คุณหนูมินเธอคุยกับน้อง

“เมื่อก่อนคุณพ่อเคยสนับสนุนไว้คุณลุงโชติจะช่วยพูดให้” คุณโชตินั้นเป็นเพื่อนกับคุณท่านหลังจากคุณผู้ชายเสียก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือหลายอย่าง แต่ติดที่ตัวท่านเองก็มีภาระมากจะให้ช่วยเป็นเงินทองนั้นก็ไม่ไหวได้แต่วิ่งเต้นหาทุนสำหรับนักเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์มาให้ไม่ขาด

“น้องเล็กไม่เรียนแล้ว จะไปเป็นดาราได้เงินเยอะๆ” คุณโมลีนั้นยังเป็นวัยรุ่นใจร้อนพอได้ยินว่าคุณพี่เธอขัดสนก็พาลงอแงไม่ยอมเรียนหนังสือจนโดนคุณมินเอ็ดเอา

นางปิ่นนึกถึงสองพี่น้องทะเลาะกันหงุงหงิงแล้วก็นึกเอ็นดูปนเวทนาคุณมินนั้นยอมลำบากทุกอย่างเพื่อให้น้องสาวได้เรียน ได้ยินว่าคุณโมมีหัวทางศิลปะพวกออกแบบขีดเขียนวาดรูปล่ะเธอถนัดนักคุณมินจึงอยากให้เรียนระดับสูงขึ้นเผื่อว่าจะได้เก่งเหมือนคุณท่าน

แต่ว่ามันจะไหวเร้อ...เมื่อตอนสายวันนี้จดหมายจากธนาคารก็ส่งมาอีกฉบับแล้วนางปิ่นไม่กล้าละลาบละล้วงเปิดดูแต่เห็นซองเห็นตราแล้วก็เดาได้ว่าคงเร่งรัดหนี้สินเหมือนเคยถ้ายังไม่เอาเงินไปจ่ายเขาคงมายึดบ้านสักวันหนึ่งแล้วคราวนี้จะทำยังไงกันดี นางปิ่นเจ็บร้าวในอกราวจะแตกเสียให้ได้

“แม่ปิ่นอ้าวใจลอยเสียแล้ว...มีคนมาแน่ะ” คุณสายพิณบอกกลั้วหัวเราะเมื่อแม่บ้านนั่งเหม่อจนไม่ได้ยินเสียงกริ่งสั้นๆที่หน้าบ้าน

“อุ๊ย คุณท่านขอประทานโทษเจ้าค่ะคุณหนูมินเธอคงมาแล้วปิ่นไปดูก่อนนะเจ้าคะ”นางขยับร่างอุ้ยอ้ายลุกเดินไปหน้าบ้าน สตรีสูงวัยทั้งสองรอจนนางลับกายไปจึงค่อยกระซิบกระซาบกัน

“ดูท่าจะจริงเสียแล้วล่ะสายพิณพวกเครื่องเรือนอะไรต่างๆคงถูกขายทอดตลาดไปหมดแล้วคราวนี้ก็เหลือแต่บ้านเปล่าๆนี่ล่ะ”

“คงขายยาก บ้านอยู่ในซอยลึกเสียขนาดนี้แถมเก่าโทรมถึงขายได้ก็โดนกดราคาต้องซ่อมต้องปรับปรุงอีกมากแต่ก็ดีแล้วล่ะอะไรๆจะได้ง่ายเข้าตอนนี้ก็เหลือแต่เจ้าตัวเขานั่นล่ะที่จะตัดสินใจ”

แขกทั้งสองรอเพียงไม่นานร่างเล็กโปร่งบางในชุดนักศึกษาก้าวเข้ามาสายตาของสตรีทั้งสองวาบขึ้นด้วยความพึงใจแกมชื่นชมเมื่อผู้ที่มาถึงยกมือไหว้ทำความเคารพพร้อมกับย่อตัวอย่างงดงาม

“สวัสดีค่ะคุณป้า มินกราบขอประทานโทษด้วยที่มาสาย”

ใบหน้าเล็กนวลผ่องยังชื้นเหงื่อแก้มปลั่งเป็นสีชมพูเรื่อเพราะความร้อนจากอากาศภายนอกถึงกระนั้นรอยยิ้มกว้างและดวงตากลมสดใสทำให้อดยิ้มตอบไม่ได้

“ไหว้พระเถอะลูก ป้าเองก็เพิ่งมาถึงเหมือนกันแล้วนี่หอบอะไรมาพะรุงพะรังเชียว”

“มินแวะซื้อขนมจีบซาลาเปาเจ้าอร่อยค่ะลงรถเมล์ก่อนถึงบ้านสองป้ายแล้วก็วิ่งมานี่ล่ะค่ะ” หญิงสาวหัวเราะสดใสอย่างไม่เห็นว่าเป็นเรื่องยากลำบาก

“โธ่เกรงใจจะแย่ไม่ต้องลำบากหรอกหนูนี่แม่ปิ่นเขาก็เอาขนมปังมาเสิร์ฟให้แล้ว พอแล้วล่ะจ้ะ”

“ลองหน่อยเถอะนะคะเจ้านี้เขาทำขายมากว่ายี่สิบปีแล้วสมัยก่อนคุณพ่อท่านก็ชอบนัก มินปั่นจักรยานไปซื้อบ่อยๆรับประกันความอร่อยค่ะ”

นางปิ่นยอบตัวนำถุงกระดาษสีน้ำตาลหายเข้าไปด้านหลังบ้านอดลูบแขนป้อยๆไม่ได้เนื่องจากถูกคุณมินเธอดุเอาแถมหยิกให้ไม่เบานัก เมื่อรายงานไปว่าเอาขนมปังกรอบในตู้เย็นมาเสิร์ฟให้แขกผู้ใหญ่ทั้งสอง

“ขนมปังเก่าเหม็นหืนเอาไปเสิร์ฟท่านได้ยังไงป้าก็เก่าเก็บจะหมดอายุแล้วมั้งน่ะ”

“ก็ทั้งบ้านมันไม่มีอะไรเสิร์ฟแล้วคุณมินใบชาแท้จากเมืองจีนคุณแสงเอามาฝาก ป้าอุตส่าห์เก็บไว้รับแขกขนมปังนั่นเห็นคุณโมเธอกินเอากินเอาป้าก็นึกว่ากินได้”

“น้องเล็กลิ้นจระเข้กินอะไรก็อร่อยหมดนั่นล่ะค่ะ” คุณมินเธอยังขำ “เอาขนมจีบซาลาเปานี่ไปจัดใส่จานนะคะเอาจานชามในตู้เลือกใบที่สวยๆวันนี้แขกมาบ้านต้องต้อนรับให้ดีหน่อย”

“เอาสตางค์ที่ไหนมาล่ะคุณมินซื้อมาตั้งเยอะตั้งแยะ”

“ขอเบิกที่ร้านเขามาล่วงหน้าค่ะเอางานมาทำปึกเบ้อเร่อนี่ไง”คุณมินเธอชี้ให้ดูถุงผ้าใบโตที่อัดแน่นด้วยเอกสาร มีหวังคืนนี้คงไม่ได้นอน ต้องหลังขดหลังแข็งพิมพ์งานทั้งคืนนางปิ่นได้แต่นึกเวทนาทำงานกันหนักทั้งพี่ทั้งน้องคุณโมนั่นก็เย็บกระเป๋าตุ๊กตุ่นตุ๊กตาไปขายเพื่อนที่โรงเรียนวันหยุดก็ไปตั้งแผงที่ตลาดนัดใกล้บ้านหาเงินกันตัวเป็นเกลียวทั้งคู่นางอดยกชายเสื้อแตะซับที่หัวตาไม่ได้เจ้าประคุณเอ๋ยวิญญาณคุณท่านไปอยู่เสียที่ไหนทำไมจึงปล่อยให้ลูกสาวทั้งสองตกระกำลำบากถึงเพียงนี้

มิรินทร์ยอบกายลงกับพื้นคลานปราดๆเข้าไปกราบแทบตักของคุณสายพิณท่ามกลางเสียงเอะอะของหญิงสูงวัยที่กอบกุมมือเล็กไว้ดึงให้ลุกขึ้นนั่งเคียงข้าง

“ไม่เอา นั่งบนเก้าอี้นี่เถอะป้าไม่ใช่ผู้ลากมากดีที่ไหนขึ้นมานั่งคุยกันก่อนไหนให้ป้าดูหน่อยไม่ได้เห็นตั้งกี่ปี่แล้วโตเป็นสาวสวยจนจำไม่ได้”

“ร่วมสิบปีได้แล้วค่ะแต่มินจำคุณป้าได้นะคะเคยไปงานที่บ้านคุณป้าครั้งหนึ่งเลี้ยงส่งพี่...”หล่อนนิ่วหน้าพยายามนึก

“โอมพี่โอมยังไงล่ะตอนนั้นเขาจบมัธยมปลายจะไปเรียนต่อเมืองนอก ป้าจัดงานเลี้ยงเล็กๆในหมู่เพื่อนฝูงญาติสนิทหนูมินยังผูกหางม้าใส่ชุดกระโปรงสวยเชียวอีกคนก็ผูกผมเปียวิ่งซนทั้งงาน”

“น้องเล็กค่ะ...โมลี ตอนนั้นสักเจ็ดแปดขวบได้กำลังซนเลย มินต้องคอยดูน้อง”หล่อนหัวเราะเสียงใสความทรงจำครั้งยังเป็นเด็กนั้นสวยงามและทำให้มีความสุขทุกครั้งที่ระลึกถึง

คุณสายพิณเชยคางมนพิศดูดวงหน้าเล็กๆนั้น วงหน้ารูปไข่รับกับคิ้วโก่งและดวงตาหวานซึ้งฟันขาวราวไข่มุกริมฝีปากชมพูอิ่มยิ่งมองก็ยิ่งงามจับตา

“โตเป็นสาวสวยเชียวรูปหน้านี่ได้จากคุณรจตานี่ของพ่อเค้า...คุณมาศเขาตาดุ”

“มินเหมือนแม่ค่ะมีแต่คนทักว่าเหมือนคุณแม่ตอนสาวๆ ส่วนน้องเล็กนั่นก็ถอดคุณพ่อมาเป๊ะแบบสำเนากันมาเลยล่ะค่ะ”

“แหม...เสียดายอยากเจอหนูโมลีด้วยไม่ได้เห็นนานแล้วจำได้ว่าตัวกระเปี๊ยกเดียวแต่แข็งแรงวิ่งเล่นซนได้ทั้งวันเรียนหนังสือเป็นยังไงบ้างลูกเห็นแม่ปิ่นว่าปีนี้จะจบแล้ว”

“มินอยู่ปีสี่แล้วค่ะเทอมนี้เหลือแต่ภาคนิพนธ์”เจ้าตัวละที่จะบอกรายละเอียดว่าอาจไม่จบตามกำหนดพร้อมกับเพื่อนรุ่นเดียวกันเพราะยังไม่มีเงินสำหรับทำงานชิ้นสุดท้ายให้เสร็จสมบูรณ์

มิรินทร์แอบซ่อนความหนักใจไว้ในส่วนลึก ค่าใช้จ่ายในบ้านมากมายเกินกำลังเด็กสาวในวัยเรียนทั้งสองจะรับมือได้ก่อนหน้านี้เธอเองก็ร่ำๆจะเลิกเรียนหลายครั้ง แต่ทุกครั้งที่เปรยขึ้นมาคุณลุงโชติเพื่อนสนิทของบิดาเป็นต้องขอไว้ท่านวิ่งเต้นหาเงินเล็กน้อยมาช่วยเหลือก็พอจะถูไถไปได้แต่ตอนนี้ดูจะวิกฤตเสียแล้วเมื่อรายจ่ายและดอกเบี้ยเงินกู้เข้ามารุมเร้าแทบรอบด้าน

หญิงสาวตัดสินใจว่าจะต้องหาเงินสักก้อนเพื่อคลี่คลายปัญหาค่าเล่าเรียนของน้องสาวนั้นสำคัญที่สุดขณะนี้ได้แต่ขอร้องทางโรงเรียนผัดผ่อนเรื่อยมาจนจะครบเทอมอยู่แล้วอาศัยที่เธอเองก็เป็นศิษย์เก่าของโรงเรียนได้รับความเอ็นดูจากอาจารย์ทั้งหลายอยู่มากอีกทั้งสมัยบิดายังมีชีวิตอยู่ก็เคยช่วยเหลือกิจการของโรงเรียนเป็นอย่างดีถึงอย่างนั้นก็ตามในอีกสองเดือนข้างหน้านี้หากโมลีจบการศึกษาแล้วยังไม่มีค่าเล่าเรียนไปชำระโรงเรียนก็คงจะออกเอกสารรับรองการจบให้ไม่ได้

“เรียนจบแล้วจะทำงานที่ไหนวางแผนไว้หรือยังลูก”คุณสายพิณถามเสียงอ่อนนึกเอ็นดูขึ้นมาจับใจ

“ยังไม่ได้คิดเลยค่ะมินรอให้จบก่อนดีกว่า” เจ้าตัวแบ่งรับแบ่งสู้

“ลำบากมากมั้ยลูก มิรินทร์” มือเหี่ยวย่นที่กอบกุมมือน้อยบีบกระชับอย่างห่วงใย ตัดสินใจถามตรงๆ

“ค่ากินอยู่ค่าเทอมค่าอะไรต่อมิอะไรจิปาถะหนูเอาเงินจากไหนมาจ่าย” ร่างเล็กนิ่งขึงไปชั่วขณะตาคมหลุบต่ำก่อนจะบอกอ่อยๆ

“ก็ลำบาก...บ้างค่ะ บ้านเราไม่มีรายได้อะไรเป็นชิ้นเป็นอันมินรับงานแปลงานพิมพ์เอกสารมาทำก็พอเป็นค่ากับข้าว”มิรินทร์จำไม่ได้เสียแล้วว่าแม่ปิ่นผัดข้าวผัดเป็นอาหารหลักของบ้านมานานแค่ไหนอาหารขึ้นโต๊ะทั้งเช้ากลางวันเย็นถ้าไม่ใช่ข้าวผัดไข่ดาวก็เป็นบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปผัดใส่ไข่ใส่ผัก

“ส่วนเรื่องเรียนมินเข้าโครงการเงินกู้เพื่อการศึกษาที่มหาวิทยาลัยเบิกค่าเทอมได้มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวอีกเดือนละสามพันบาทแต่ของน้องเล็กต้องจ่ายค่าเทอมก็...เอาการอยู่ค่ะ”

“แล้วอาการคุณรจ…”

“ท่านช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ค่ะ ต้องนั่งรถเข็นป้อนข้าวพาเข้าห้องน้ำทุกวันนี้ก็ได้ป้าปิ่นคอยดูแล ถ้ามินกับน้องเล็กอยู่บ้านก็ช่วยกันดู”

“ขอโทษเถอะนะจ้ะอย่าหาว่าละลาบละล้วงเลย”คุณศรีนวลที่นั่งเงียบอยู่เอ่ยถามขึ้น “จำได้ว่าคุณมาศมีที่ทางอยู่มากไม่ใช่หรือจ้ะทำไมไม่ขายไปเสียจะได้มีเงินมาจุนเจือ”

“หมดไปตั้งแต่คุณพ่อเสียใหม่ๆแล้วค่ะท่านลงทุนกับการค้าไปมากแต่ขาดทุนเลยต้องขายทรัพย์สินใช้หนี้ไป”

“อะไร้ ที่ตั้งมากมายนะหนู ฉันเคยได้ยินว่ากว้านซื้อแปลงงามๆไว้ตั้งหลายแห่งในเมืองก็มีนอกเมืองแถบสนามบินใหม่นั่นก็มีไม่ใช่รึ”คุณศรีนวลถึงกับยกมือทาบอกด้วยความเสียดายตามประสาคนชอบสะสมที่ดิน

“หมดแล้วจริงๆค่ะคุณป้า ช่วงก่อนที่ท่านจะเสียท่านลงทุนทำธุรกิจกับเพื่อนพอเจอพิษเศรษฐกิจเข้ากิจการก็มีปัญหาหมุนเงินไม่ทันสุดท้ายต้องหาเงินมาใช้หนี้พวกหุ้นส่วนของท่านก็แย่ไปเหมือนกัน” มิรินทร์บอกเสียงอ่อน

สามปีก่อนหล่อนเพิ่งเข้าเรียนมหาวิทยาลัยปีที่หนึ่งเมื่อบิดาหันไปลงทุนค้าขายตามคำชักชวนของเพื่อนฝูงคุณมาศผู้เป็นบิดานั้นเป็นสถาปนิกผู้คร่ำหวอดในวงการออกแบบมานานหลายสิบปีสั่งสมชื่อเสียงมายาวนานฐานะของครอบครัวจึงไม่เลวนักมีทรัพย์สินเป็นบ้านและที่ดินสะสมไว้ตามสมควร

แต่เมื่อท่านหันมาจับธุรกิจการค้าด้วยความที่ไม่ถนัดและไว้วางใจจึงปล่อยให้เพื่อนฝูงเป็นผู้บริหารเพียงไม่นานความล้มเหลวก็เริ่มมาเยือน เมื่อผู้บริหารหน้าใหม่ขาดประสบการณ์ การบริหารงานไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้บริษัทเริ่มขาดสภาพคล่องกระทั่งล้มไม่เป็นท่าในเวลาต่อมา มรสุมชีวิตครั้งใหญ่พัดพาเข้ามาโดยที่ทุกคนในครอบครัวไม่ได้เตรียมรับมือมาก่อนทั้งยังไม่คาดคิดว่าจะส่งผลร้ายแรงถึงกับทำให้ต้องสูญเสียหัวหน้าครอบครัว

“คุณมาศน่ะเค้าศิลปิน” คุณศรีนวลถึงกับส่ายหน้า

“ไม่ใช่พวกพ่อค้าเก็งกำไรไอ้เจ้าหุ้นส่วนพวกนั้นก็เป็นพวกลูกคนร่ำรวยเงินถุงเงินถังหลักประกันเขามี พอบริษัทล้มก็แค่ซวดเซไม่ได้ถึงกับล้มครืนลุกไม่ได้เหมือนเราไม่น่าเล้ยคุณมาศ แค่รับออกแบบบ้านนี่ก็คนรอคิวกันไปทั้งปีแล้วไหนจะ...”

นางคงรำพันต่อไปอีกยืดยาวหากไม่ถูกสะกิดไว้เสียก่อนคุณสายพิณเอื้อมมือไปแตะแขนเพื่อนรักส่งสายตาลอดแว่นมาเป็นเชิงปรามคุณศรีนวลจึงได้แต่ยิ้มแหยหยุดพร่ำรำพันเสียทันที

“ป้ามาวันนี้อยากจะมาเยี่ยม” คุณสายพิณเอ่ยบ้าง ในเมื่อสิ่งที่เห็นและได้ฟังนั้นชัดเจนตรงกับข้อมูลที่สืบหามาก่อนนางจึงตัดสินใจที่จะไม่อ้อมค้อมอีกต่อไป

“อยากมาดูให้เห็นกับตาว่าหนูสองคนอยู่กันยังไงตอนนี้แน่ใจแล้วว่าหนูกำลังลำบาก ในฐานะที่รู้จักคุ้นเคยกันมาก่อนป้าก็อยากช่วย”

“มินไม่อยากรบกวนตอนนี้ก็พยายามหางานทำค่ะคุณป้า น้องเล็กก็เป็นเด็กดีมีเวลาว่างก็ทำของไปขายพอได้เงินค่าขนมไม่ให้เป็นภาระ” แม้น้ำเสียงจะเรียบเรื่อยแต่หน้านวลก็ซับสีระเรื่อขึ้นจนเห็นได้ชัด สำหรับมิรินทร์แล้วการยอมรับว่าครอบครัวที่เคยมั่งมีเข้าตาจนถึงกับต้องดิ้นรนบากหน้าทำของไปเร่ขายไม่ใช่เรื่องที่หล่อนจะเปิดปากกับใครได้ง่ายนัก

“มิรินทร์ อย่าเพิ่งปฏิเสธ ฟังป้าพูดก่อนนะลูก” คุณสายพิณทอดตามองสาวน้อยตรงหน้าอย่างเอ็นดู กิริยาทางท่าอีกทั้งดวงหน้าอ่อนเยาว์นวลละอองนั้นดูบอบบางน่ารักแต่ดวงตาคมกลับฉายแววกล้าแผ่นหลังนั่นหยัดเหยียดตรงไม่นั่งห่อค้อมตัวแสดงถึงความเป็นนักสู้

ถือตัว...เหมือนพ่อขานั้นก็เหมือนกันต่อให้ล้มลุกคลุกคลานจนจะล้มละลายก็ไม่เคยออกปากรบกวนเพื่อนฝูงกว่าจะรู้เรื่องกันก็สายไปเสียแล้ว

“หนูมีรายได้แค่น้อยนิด ต้องดูแลแม่ที่ป่วยน้องก็ยังเรียนไม่จบตัวหนูเองก็ยังไม่แน่ว่าจะเรียนจบถ้าต้องเรียนไปทำงานไปแบบนี้” ถ้อยคำของนางทำเอามิรินทร์ต้องก้มหน้า

“บ้านนี้ติดจำนองอยู่ห้าล้าน” คุณสายพิณยังบอกด้วยสีหน้าอ่อนโยนแต่คนฟังถึงกับเบิกตากลมโตขึ้นมองอย่างคาดไม่ถึง“ใกล้จะถูกยึดเพราะผัดผ่อนต่อไปอีกไม่ได้แล้ว”

ไม่เพียงแค่นั้นนางยังหันไปทางเพื่อนรักร้องขอให้หยิบของในกระเป๋าผ้าใบย่อมขึ้นมาวางบนโต๊ะรับแขกกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเก่าคร่ำคร่าขนาดแตกต่างกันจำนวนถึงหกกล่องถูกนำขึ้นมาวางเรียงรายคุณศรีนวลเปิดฝากล่องทั้งหมดออก สิ่งที่อยู่ในนั้นทำให้มิรินทร์ถึงกับตัวแข็งค้าง

“เครื่องเพชรเครื่องทองของคุณแม่หนูป้าตามไปซื้อคืนมาได้เกือบหมดแล้วเหลืออยู่อีกชุดเดียวที่เป็นสร้อยคอทองคำและจี้เพชรน้ำงามพร้อมต่างหูที่เข้าชุดกันป้ากำลังเจรจาอยู่ราวอาทิตย์หน้าคงได้เพราะเจ้าของใหม่เขาอ่อนลงมากแล้ว”

“คุณป้าคะ” มิรินทร์ถึงกับหลุดปากเรียกด้วยเสียงเบาหวิว

“ป้าจะไถ่ถอนบ้านหลังนี้คืนให้พร้อมเงินสดอีกจำนวนหนึ่งแล้วแต่หนูต้องการ” คุณสายพิณเอื้อมมือลูบไล้แขนเรียวที่สั่นระริกราวกับจะปลอบใจ

“เครื่องเพชรพวกนี้และที่จะได้คืนอีกชุดนั้นป้าก็จะยกให้...เป็นสินสอดทองหมั้น” นางยิ้มมากยิ่งขึ้นเมื่อเอ่ยต่อ

“พี่โอมกลับมาเมืองไทยแล้วหลักฐานการงานมั่นคงอายุอานามก็พอสมควรป้าอยากให้เขาเป็นฝั่งเป็นฝาเสียที มินลองเก็บไปคิดดูนะลูก”

*******




 

Create Date : 25 มกราคม 2557
0 comments
Last Update : 25 มกราคม 2557 19:37:17 น.
Counter : 450 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


ดาวกันยา
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




พูดไม่ค่อยเก่งแต่รักหมดใจ

Friends' blogs
[Add ดาวกันยา's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.