ตุลาคม 2552

 
 
 
 
1
2
3
4
5
13
15
16
17
18
19
20
21
22
23
25
26
27
28
30
31
 
อย่าอุเบกขาแบบ...ฟาย




ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ผู้คนในสังคมไทยมักส่งเสียงเตือนกันอย่างคุ้นชินว่า "ช่างมันเถอะ" แต่ก่อนที่ใจของเราจะพูดคำว่า "ช่างเถอะ" ได้ ปฏิกิริยาภายในต้องเดินทางไปสู่การ "ยอม" เสียก่อน เพราะถ้ายอมได้จะปล่อยได้ จึงช่างมันได้


สังคมไทยมีมุมหนึ่งที่สดสวยและงดงาม ด้วยหัวใจที่พร้อมต่อการยอมและให้อภัยของคนในชาติ เป็นสังคมเปี่ยมสุข ที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม คนไทยส่วนใหญ่เกือบทั้งประเทศจึงสามารถยิ้มได้ ทุกที่ ทุกเวลา และทุกสถานการณ์ ด้วยค่านิยมพื้นฐานในสังคมไทย ที่บ่มเพาะ "การยอม" ตามคำสอน...อุเบกขา


อุเบกขาหรือการทำใจให้เป็นกลาง เป็นภาวะที่บังเกิดขึ้นภายในใจ เมื่อการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อการแก้ไขเดินทางต่อไปไม่ได้แน่แล้ว การปล่อยใจให้ยอมรับกับความจริงตรงหน้า อย่างมีใจเป็นกลาง จึงเป็นทางออกสุดท้ายในการแก้ปัญหาทุกชนิดในโลก


ปัญหาโลกแตกที่มักเริ่มต้นจากเรื่องข้างใน แล้วจึงลุกลามออกไปเป็นเรื่องข้างนอก

หลายเดือนก่อนหน้านี้...ฉันวนเวียนอยู่กับปัญหาของตัวเอง ปัญหาเรื่องงานที่แก้ไขให้สิ้นซากไม่ได้เสียที เพราะบุคคลที่เกี่ยวข้องยังไม่พร้อมที่จะเปลี่ยน


ฉันต้องวนเวียนอยู่กับความอึดอัด กับอาการชักเย่อของใจด้วยใจหนึ่ง...พร้อมที่จะออกไป "สู้" ตามอุปนิสัยพื้นฐานของตน แต่อีกใจหนึ่งก็อยากทำตามเสียงเรียกร้องของสังคมรอบด้านที่บอกให้ "ยอม"


ฉันควรจะสู้ หรือฉันควรจะยอม กลายเป็นคำถามที่สร้างความอึดอัดคับข้อง รบกวนความสุขด้านใน จนหัวใจไร้ความสงบ กระทั่งวันหนึ่ง...เมื่อได้อ่านบทธรรมของหลวงพ่อชา และเจอคำสอนในการแก้ปัญหาที่ว่า...จงอย่าอุเบกขาแบบควาย
ฉันควรจะสู้ หรือฉันควรจะยอม กลายเป็นคำถามที่สร้างความอึดอัดคับข้อง รบกวนความสุขด้านใน จนหัวใจไร้ความสงบ กระทั่งวันหนึ่ง...เมื่อได้อ่านบทธรรมของหลวงพ่อชา และเจอคำสอนในการแก้ปัญหาที่ว่า...จงอย่าอุเบกขาแบบควาย


ท่านอาจารย์เน้นย้ำว่า อย่าใช้อุเบกขาแบบพร่ำเพรื่อผิดเวลา เช่น หากนั่งสมาธิอยู่กลางแจ้งแล้วเกิดฝนตก หน้าที่ของเราคือหลบ...ไม่ใช่ทน การแก้ปัญหาด้วยการวางอุเบกขานั่งตากฝน จึงไม่ใช่ทางออกของชีวิต เพราะเมื่อฝนตก เราอาจต้องเปียก แต่เราไม่จำเป็นต้องเปียก เพียงแค่เรา "ขยับ" การนั่งทนตากฝนเปียกปอนไม่ขยับเขยื้อน จึงไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่มีปัญญา หากแต่เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของวิธีคิดแบบไทยๆ ที่เผลอวางอุเบกขา...แบบควาย


เกิดเป็นลำแสงเล็กๆ ที่วาบขึ้นด้านในหัวใจ เสมือนคนที่เดินหลงทางอยู่ในห้องมืดมาอย่างยาวนาน แค่เพียงได้หันมองมุมใหม่ จึงเห็นลำแสงส่องสว่างปรากฏขึ้นปลายทาง แม้จะเป็นเพียงจุดเล็กๆ แต่นั่นก็คือจุดเริ่มต้นที่แสนจะเป็นสุข ด้วยค้นพบแล้วว่า...อะไรคือเหตุแห่งความอึดอัดภายในของฉัน กับการไม่ยอมอุเบกขาแบบควาย


ด้วยเกิดมาเป็นสตรีไทยพันธุ์ประหลาด ที่สอบไม่ผ่านมาตรฐานวิธีคิดทั่วไปของคนในชาติ จึงเคยชินต่อการเลือกวิธีแก้ปัญหาต่างๆ ในชีวิต ด้วยการสู้...มากกว่าถอย ความอึดอัด...จึงอยู่ตรงนี้


ด้วยคิดผิดบิดมุมไปเพียงนิดเดียว การดิ้นรนต่อสู้เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมของฉัน จึงกลายเป็นสงครามภายในที่ทำลายล้างตัวเอง

เพราะทางออกที่ใครๆ บอก ดูเหมือนมีเพียงการยอมแพ้ หรือไม่ก็ยอมจำนน หาใช่การ "ยอมรับ" ซึ่งเป็นความหมายโดยธรรม ตามหลักการอุเบกขาไม่


คำสอนของท่านหลวงพ่อชาประโยคนี้ จึงเตือนสติให้ฉันรู้ว่า เมื่อมีความขัดแย้งเกิดขึ้น ฉันต้องยุติสงครามภายในให้ได้ด้วยการ"ยอมรับ" ตามความเป็นจริงที่มันเป็น ว่าเราได้อดทนพยายามแก้ไขสิ่งนั้นมาอย่างยาวนาน...กว่าครึ่งปีแล้ว เป็นการ "ยอมรับ" ที่จะอยู่กับการไม่ได้ดั่งใจ จนเกิดคลื่นความสงบภายใน ด้วยใจที่เป็นกลาง
แต่นั่นไม่ได้แปลว่าฉันต้องหยุดทำหน้าที่ เพราะเมื่อฝนตก อุเบกขาภายในจะช่วยทำให้ใจไม่หงุดหงิด แต่การทำหน้าที่ภายนอกเพื่อการแก้ไข ยังคงต้องมีอยู่ จึงเกิดปัญญารู้ว่าควรขยับ ปัญหาความเปียกปอนที่กาย...จึงหายไป ปัญหาความหงุดหงิดใจภายใน...ก็ไม่มี พบคำตอบให้กับตัวเองว่า จงยอมรับสภาพของปัญหาที่มันลุกลามเกินการแก้ไขเถิด และไม่ต้องไปโกธรหรือเสียใจกับมัน เพียงดึงใจกลับมาสู่ความสงบและเยือกเย็นอย่างต่อเนื่อง


จึงเหลือเพียงการทำหน้าที่ภายนอก เพื่อเรียกร้องความเปลี่ยนแปลงอย่างมีคุณภาพต่อไป มีเพียงการกระทำ...แต่ไม่มีผู้กระทำ ด้วยซาบซึ้งแล้วว่าจงยอมรับ...แต่อย่ายอมจำนน





ที่มา posttoday



Create Date : 09 ตุลาคม 2552
Last Update : 9 ตุลาคม 2552 2:37:44 น.
Counter : 431 Pageviews.

1 comments
  
ความทุเรศ และหน้าเลือดของพนักงานหน่วยงานดัง หน่วยงานหนึ่ง

เรื่อง "โกงค่าจ้าง ผู้ที่รับจ้างทำแบบสอบถามการใช้รถไฟฟ้าใต้ดินให้แก่ บริษัท บีเอ็มซีแอล" โกงได้อย่างหน้าไม่อาย พนักงานคนนี้ไม่มีความยุติธรรม เอาเปรียบได้แม้กระทั่งผู้ที่รับจ้างทำแบบสอบถามนี้แค่เงินไม่กี่บาท ไม่มีความเสมอต้นเสมอปลาย ไม่มีความรับผิดชอบ หน่วยงานออกจะใหญ่โต แต่ทำไมพนักงานทำนิสัยแย่แบบนี้ หน่วยงานให้ค่าจ้างน้อยไปหรอ ถึงได้หาเศษ หาเลยกินกันขนาดนี้ เรื่องก็มีอยู่ว่า ในวันบีฟงานนั้น ตามที่พนักงานผู้รับผิดชอบคนนี้ได้บอกรายละเอียดตามเงื่อนไขที่ได้ตกลงกันดังนี้ หน่วยงานต้องจ่ายค่าบีฟงานเป็นจำนวน 300 บาท และวันทำงานจริงนั้นจะแบ่งเป็น 2 ช่วง ช่วงเช้า ตั้งแต่ 6:00-16:00 น. ได้ค่าจ้างวันละ 300 บาท ส่วนช่วงเย็น ตั้งแต่ 16:00-24:00 น.ได้ค่าจ้าง 400 บาท หลังจากที่ทำงานเสร็จไปเป็นเวลา เกิน 1 เดือน ผู้รับจ้างเพิ่งได้รับเงินค่าจ้างวันนี้ 24/12/2552(อยากถามอีกว่าหน่วยงานนี้มีพนักงานเยอะแยะ แต่ทำไมทำงานกันช้ามาก ไม่เหมือนกับตอนที่คนรับงานชั่วคราวอย่างเราๆทำงานละ ต้องได้ตามเป้าหมายที่กำหนด ซึ่งวันแรกโหดมากๆ ให้ทำแบบสอบถาม คนละ 33-34 ชุด แต่ละชุด มีรายละเอียดสอบถาม จำนวน 5 หน้า และไม่ได้ทำแค่สถานีเดียว ต้องไปรายงานตัวกะสถานี 3-4 สถานี/คน แต่คนอย่างเราๆรับงานมาแล้วถึงจะโหด แค่ไหน ก็ยังไม่มีความรับผิดชอบ ทำงานให้หน่วยงานเสร็จตามเป้าอย่างเต็มที่ บางคนทำเกือบไม่ได้ออกจากสถานี เนื่องจากลืมดูนาฬิกา ว่า เที่ยงคืน สถานีก็จะปิดทำการ อีกอย่างตอนกลับยังต้องเสี่ยงจากอันตรายสารพัดยามค่ำคืน ซึ่งมีพนักงานคนนึงผู้ไปตรวจงาน มีชื่อเรียกในหน่วยงานว่า "ชล" หนึ่งในผู้รับผิดชอบโครงการนี้เช่นกัน ก้อไม่มีความรับผิดชอบเช่นกัน ถึงเวลาเที่ยงคืน หมดหน้าที่ของตัวเองก็กลับบ้านไปหน้าตาเฉย โดยไม่ได้นึกถึงคำพูดของตัวเองเลยว่า ได้บอกให้เราผู้รับทำแบบสอบถามนี้ รอผู้ตรวจโทรกลับ เราก้อรอไปสิ ตี1 แล้วยังไม่โทรมาเรยว่าจะทำไง ยังไม่ได้ไปลงชื่อออกที่สถานีเข้าเลย ทำงานวันแรกก็เริ่มจะรู้แล้วว่าพนักงานคนนี้ ไม่มีความรับผิดชอบ เห็นแก่ตัวมาก ที่ปล่อยให้เรารอโทรศัพท์อยู่ ตี1 กว่าจะถึงบ้านปาไปตี2 กว่า
และ อีกอย่างที่อยากรู้ คือ ทำไมตอนใกล้วันที่จะต้องทำงานนั้น พนักงานผู้รับผิดชอบคนแรกที่กล่าว โทรหาผู้รับทำแบบสอบถาม ว่า "ยังไม่ลืมใช่มั้ย ว่าพรุ่งนี้ต้องมาทำงานให้กับหน่วยงานนี้" โทรย้ำทั้ง 2 ครั้ง ก่อนที่จะเริ่มงานจริง ของ ทั้ง 2 วัน แต่ทำไม เวลารับตังค์ ไม่เห็นว่า พนักงานผู้รับผิดชอบนี้ โทรมาแจ้งเลยว่า จะต้องเข้ามารับเงินที่บริษัท วันไหน ซึ่งผู้รับจ้างชั่วคราวอย่างเราก็ต้องโทรตามเอง แล้วพนักงานเองก็ผลัดวัน ไปเรื่อยๆ หลายๆครั้ง ทำงานเสร็จแล้วพนักงานคนดังกล่าวก็ไม่มีการแจ้ง การติดต่อใดๆทั้งสิ้น )
และสิ่งที่ไม่ยุติธรรม ความขี้โกงของพนักงานผู้รับผิดชอบงานนี้ ก็คือ การโกงเงินค่าจ้างของผู้รับทำแบบสอบถาม ตอนช่วงเย็น ซึ่งถ้าคำนวณเงิน ตามที่ได้ตกลงกันไว้ ช่วงเย็นจะได้ ทั้งหมด 1100 บาท และช่วงเช้า จะได้ 900 บาท แต่ในความเป็นจริงวันนี้ ที่พนักงานคนแรกที่กล่าวมาตั้งแต่ต้น ได้โกงกันแบบหน้าด้านๆ ว่า "น้องๆ จะได้ ค่าบีฟงานวันแรก คนละ 150 บาท " เราก็ได้ค้านไปว่า "ตามที่ได้ตกลงกันวันนั้น ต้อง 300 บาท" พนักงานคนนี้ก็ยังสตอเบอรี่ มา ว่า "พอดีหน่วยงานเรา มีเงินไม่พอที่จะจ่ายค่าจ้าง และวันนี้พี่ก็ไม่ได้พูดนะ" จากความคิดส่วนตัวนั้น คิดว่า องค์กรออกจะใหญ่โต และมีชื่อเสียง เงินแค่นี้ถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ ยังไม่มีปัญญาจ่ายค่าจ้างรึไง มันเป็นไปไม่ได้ นอกจากพนักงานจะโกงกันเองในหน่วยงาน
และในวันนี้ผู้ที่รับทำงานช่วงเย็น ได้รับเงินกันคนละ 950 บาท ทั้งหมด 5 คน และรู้มาอีกว่า ผู้ที่รับทำงานช่วงเช้า ได้รับเงิน คนละ 950 บาท เท่ากับ ช่วงเย็น ซึ่งในความเป็นจริงนนั้น ผู้ที่ทำงานช่งเช้าต้องได้รับเงิน คนละ 900 บาท
เห็นมั้ยว่าพนักงานของคุณนั้นลำเอียง ไม่มีความยุติธรรมกันแค่ไหน โกงกันได้ซึ่งๆหน้า กะแค่ผู้รับทำแบบสอบถามชั่วคราวของบรษัท เงินแค่นี้เอง นี่เป็นปัญหาหนึ่งขององค์กร ที่อยากให้นำไปปรับปรุง ควรตรวจสอบการกระทำตัวของพนักงานภายในให้มีความละเอียด รอบคอบ เหมือนกับที่ กฎ ระเบียบ ที่องค์กรได้วางไว้ สำหรับการใช้รถไฟฟ้าด้วย ไม่ใช่ว่า ดูจากข้างนอกแล้วกฎ ระเบียบ เคร่งครัด ทุกอย่าง แต่สำหรับ พนักงานภายในออฟฟิช นั้น หละหลวม
นี้เป็นปัญหาหนึ่งของสังคม ที่อาจจะเป็นปัญหาต่อไปในระดับชาติ
โดย: we IP: 124.120.152.204 วันที่: 24 ธันวาคม 2552 เวลา:22:42:53 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

กุมภาพันธ์วันวาเลนไทน์
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



เป็นบล็อคธรรมมะแล้วค่ะ....จิตใจสงบดีค่ะ