คนไม่สำคัญที่อยู่นอกสายตาเสมอ
Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2551
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
8 ธันวาคม 2551
 
All Blogs
 
รวมเลือดเนื้อชาติเชื้อไทย ตอนที่ 1

เสียงสายลมหวีดหวิวคล้ายเสียงหญิงสาวกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดดังแว่วๆกระทบโสตประสาท ฉันค่อยๆ เลื่อนบานกระจกเปิดออกรับลมแรงปะทะใบหน้า เหลือบมองลงเบื้องล่างเห็นเพียงจุดเล็กๆ ที่ไม่อาจบอกได้ชัดถึงสิ่งที่เห็น แต่ก็ไม่แปลกหรอกเพราะฉันยืนอยู่ในห้องทำงาน ชั้น 38 ของอาคารหรูใจกลางเมืองพลางหวนคิดถึงเหตุการณ์แห่งความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่ไม่มีวันลืมเลือน

จดหมายฉบับสุดท้ายที่ส่งมาจากนราธิวาส ไม่ใช่ลายมือของคนที่ฉันเฝ้ารอคอย กลับกลายเป็นจดหมายส่งข่าวร้ายที่ยังติดตรึงใจฉันไม่รู้ลืม นายร้อยตำรวจหนุ่มจบใหม่ไฟแรงอาสาลงพื้นที่หวังเป็นส่วนหนึ่งเพื่อช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบ ตลอดเวลา 3 ปี ที่ต้องทำงานด้วยความระมัดระวัง เขากลับไม่เคยลืมส่งข่าวให้ฉันได้สบายใจและหายห่วง แม้ฉันจะพยายามข่มใจ คิดแต่เรื่องดีๆ แต่แล้วสิ่งที่อยู่ในจิตสำนึกก็เกิดขึ้น เมื่อนายร้อยหนุ่มคนนั้นได้สละชีวิตเพื่อรักษาแม่พิมพ์ของชาติกว่า 20 ชีวิต

ภัทร์ดนัย เขาไม่เคยจากไป เขายังคงอยู่ในใจฉัน ผ่านมากว่า 3 ปี ที่เขาเสียสละเพื่อประเทศชาติ แต่การเสียสละกลับไม่มีผลใดๆ ความไม่สงบยังคงเกิดขึ้น ไม่มีวันลดลง กลับยิ่งรุนแรงมากขึ้น ทุกวันฉันไม่อาจทนรับรู้ข่าวสารความสูญเสียได้ ฉันคิดอยู่เสมอว่า หากมีโอกาส สักวันฉันจะสานต่อการเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาความไม่สงบ ให้สมตามที่ภัทร์ดนัยตั้งใจไว้

ฉันค่อยๆ เลื่อนบานหน้าต่างปิดลง นั่งลงบนเก้าอี้อย่างอ่อนแรง นึกอ่อนใจว่าฉันก็แค่ประชาชนคนธรรมดาจะคิดอ่านทำอะไรได้ เพราะกระทั่งทหารและตำรวจยังถูกฆ่าอย่างง่ายดายเหมือนผักปลา ฉันค่อยๆ หลับตาพักความคิดสักพัก แต่ภายในใจยังกรุ่นไปด้วยความกังวล

เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้น ปลุกให้ฉันตื่นจากความฟุ้งซ่าน ลืมตาขึ้นพบกับความเป็นจริง "มีนา เธอได้รับอนุญาตให้ลงพื้นที่ตามที่ขอแล้ว มารับตั๋วเครื่องบินได้ พรุ่งนี้ 10 โมง" เสียงเลขานุการกองบรรณาธิการคนสวยรายงานเจื้อยแจ้ว ฉันยิ้มอย่างพอใจ ถึงเวลาแล้วซินะที่ฉันจะได้เดินตามรอยของชายผู้เป็นที่รัก แม้จะถูกทักท้วงจากคนที่รักฉันหลายคน

+++++++++++++++++++++++++++++++++

ก้าวแรกที่ฉันได้เหยียบลงพื้นดินแห่งเมืองนราธิวาส แม้ใจจะประหวั่นกับการมาแปลกถิ่น แต่ฉันก็เลือดมุสลิมไม่แตกต่างจากคนที่นี่ ฉันเชื่อว่าต้องปลอดภัย ฉันมุ่งหน้าสู่โรงแรมที่จองไว้ ห้อง 114 ฉันทิ้งตัวลงนอนพาดขวางเตียงนอนอย่างหมดแรง พลางคิดวางแผนประสานงานควรเริ่มจากใคร อย่างไร....จริงซิ ! ผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชน ฉันต้องหาข้อมูลจากพวกเขาก่อน คิดได้ไม่รอช้า ฉันรีบโทรขอเบอร์โทรศัพท์จากโรงแรมทันที

"สวัสดีค่ะ ฉันมีนา จากสำนักข่าว แอลพี ต้องการพบคุณเพื่อขอข้อมูลบางอย่างหวังว่าคุณคงไม่รังเกียจนะคะ"

ไม่มีเสียงตอบจากปลายสายนานกว่า 5 นาทีแต่ฉันยังคงส่งเสียงถามอยู่เพียงฝ่ายเดียว "ครับ คุณรอผมที่โรงแรมน่ะล่ะผมจะไปหาคุณเอง ที่นี่ไม่ใช่กรุงเทพฯที่คุณจะเดินไปไหนมาไหนได้ตามใจชอบ" เสียงแข็งกร้าวสะกดให้ฉันนิ่งไป ก่อนรับคำอย่างคนว่าง่าย แม้จะยังแปลกใจกับเสียงนั้นที่สามารถสะกดฉันได้ แต่ไม่อาจรีรอนั่งคิดเพ้อเจ้อ รีบแต่งตัวลงมานั่งรอเจ้าของเสียงปลายสายอย่างใจจดใจจ่อ...ฉันนั่งรอแล้วรออีกผ่านไปนานร่วมชั่วโมง ยังไม่ปรากฏชายเสียงกร้าวที่นัดหมายผ่านตามสายโทรศัพท์ ขณะที่ฉันกำลังนั่งรอด้วยความกระวนกระวายก็มีเสียงร้องทักขึ้นจากด้านหลัง

"คุณมีนาใช่ไหมครับ ขอโทษด้วยที่ให้รอนาน"เสียงกร้าวแข็งที่ได้ยินในโทรศัพท์อ่อนลงมาก สร้างความประหลาดใจทำให้ต้องรีบหันมองเพราะเพียงอยากเห็นใบหน้าของเจ้าของเสียง...

ฉันรีบหันมองต้นเสียงที่ฟังดูอ่อนลงจากเสียงในโทรศัพท์ ชายหนุ่มตรงหน้ายิ้มอย่างเป็นมิตรพลางค้อมหัวสวัสดีอย่างสุภาพ ทำให้ฉันต้องยิ้มตอบตามมารยาททั้งที่ยังรู้สึกเคืองกับการเงียบเฉยในการสนทนาทางโทรศัพท์ แต่หากฉันแสดงท่าทีไม่เป็นมิตรคงไม่สะดวกกับงานที่ต้องพึ่งเขาแน่ๆ

"ค่ะ ฉันมีนา จากสำนักข่าวแอลพี ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ และคงต้องขอความช่วยเหลือคุณอีกเยอะเลย"

"ครับ ยินดีอย่างมากครับ ผมอาดัม มะมาลี" อาดัมส่งยิ้มแสดงไมตรี

"แปลกจัง ไม่เหมือนตอนรับโทรศัพท์เลย" ฉันบ่นเบาๆ เพียงคนเดียว แต่กลับเข้าหูนายอาดัมซะงั้น เพราะไม่ทันที่ฉันจะถามเรื่องอื่น เขากลับหันมาส่งยิ้มเจ้าเล่ห์

"ขอโทษครับ ที่ทำเสียมารยาทกับคุณทางโทรศัพท์ เพราะผมไม่แน่ใจว่า คุณมาเพื่อจุดประสงค์อะไร เราต้องระวังทุกก้าว ไม่ให้พลาดได้ครับ" เสียงขอโทษอย่างอ่อนโยน ทำให้ความโกรธเคืองในใจฉันค่อยเบาบางลงได้

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีนเองก็ไม่ได้เก็บเอามาเป็นสาระ มาที่นี่ก็ต้องระวังมากๆ คุยกันตั้งนานมีนยังไม่ได้สลามคุณเลย" ฉันยกสองมือสัมผัสมือเขาเป็นการทักทายของชาวมุสลิม จนทำให้เขาแสดงสีหน้างุนงง ขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ

"อย่าประหลาดใจเลยค่ะ มีนน่ะสายเลือดมุสลิมแท้ๆ มีนก็เลยอยากมาช่วยภาคใต้บ้าง"

เขาเพียงพยักหน้ารับ ก่อนเชื้อเชิญฉันขึ้นรถตู้ที่เตรียมไว้รับรอง "ขึ้นไปคุยกันบนรถดีกว่า ผมจะได้พาคุณไปแนะนำให้รู้จักกับโต๊ะอิหม่ามที่มัสยิดกลางด้วย" เขาค่อยๆ เปิดประตูให้ฉันได้ก้าวขึ้นรถก่อนก้าวตามขึ้นรถอย่างสุภาพบุรุษ คนขับรถขับรถด้วยความเร็วสูง ผ่านสองข้างทางที่เต็มไปด้วยป่า ก่อนค่อยๆ ชะลอรถให้ช้าลงๆ

"เกิดอะไรขึ้นคะ อาดัม ทำไม" แต่ยังไม่ทันที่ฉันจะถามคำถามได้จบความ เขาเอื้อมมือมาปิดปากให้ฉันหยุดพูด รถชะลอรถได้สักพักก่อนพุ่งออกตัวอย่างแรงมุ่งหน้าต่อไปยังมัสยิดกลาง ขณะที่รถกำลังแล่นไปอย่างปกติ เขาหันมาส่งยิ้มให้ฉันอีกครั้ง "อย่าถามเลยครับว่าทำไมเราต้องทำแบบนั้น เอาเป็นว่า ใครผ่านแถวนี้ ถ้าไม่ใช่ทหารหรือตำรวจ ก็ต้องชะลอรถแบบนี้ทั้งนั้น ผมคงบอกได้เพียงแค่นี้ มีอีกหลายอย่างที่คุณต้องเรียนรู้ด้วยตัวเอง เพราะคนในพื้นที่ต้องระวังเรื่องคำพูดโดยเฉพาะกับคนแปลกถิ่น คุณลองดูไปเถอะ เดี๋ยวจะเข้าใจได้เอง"

คำอธิบายยืดยาวแต่แฝงไว้ด้วยความหมายมากมายที่ตอนนี้ฉันยังไม่เข้าใจทั้งหมด แต่เชื่อว่าอีกไม่นานฉันจะเข้าใจได้ ช่างเป็นดินแดนสนธยาเหลือเกิน มุสลิมกรุงเทพฯอย่างฉันจะเข้าถึงจิตใจมุสลิมนราธิวาสได้อย่างไร เฮ้อ ! เสียงถอนใจของฉันคงดังเกินไปจนทำให้อาดัมหันมามอง

"มีอะไรหนักใจหรือครับ ถอนใจซะดัง"

"ไม่ค่ะ ไม่มีอะไร" ฉันแสร้งเบนหน้าหนีมองข้างทาง ไม่อยากให้เขาเห็นอาการท้อแท้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มต้น ระยะทางอีกยาวไกล ฉันต้องทำให้ได้ เพื่อคนที่ฉันรัก ความฝันของเขาต้องไม่ล้มเหลว ฉันสัญญาว่าจะไม่ท้อถอย นัยคะ เป็นกำลังใจให้มีนด้วย....

ฉันหลับตานึกถึงใบหน้านายร้อยตำรวจคนเก่งที่ไม่เคยพร่าเลือนไปจากความทรงจำของฉัน รถหยุดลง ทำให้ฉันต้องลืมตาขึ้น อาดัมค่อยๆ เลื่อนประตูเปิด พร้อมพยักหน้าให้ฉันลงตามไป เบื้องหน้าคือมัสยิดกลางนราธิวาส ฉันยืนนิ่งมองอย่างทึ่งกับภาพที่เห็น ไม่เพียงแค่ความสวยงาม แต่ยังสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นร่มเย็น ฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า นราธิวาสที่มีมัสยิดมากมาย มีความร่มเย็นอันเหลือล้น แต่กลับต้องพบกับเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวทุกวัน

"เข้าไปกันเถอะครับ" เสียงเรียกเตือนให้ฉันหลุดจากภวังค์ความคิดฟุ้งซ่าน แล้วเดินตามอาดัมเข้าไปภายในมัสยิดกลาง เสียงเงียบสงบจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของกันและกัน

"เงียบจังคะ ครูคงไม่อยู่มั้งคะ เรามาวันอื่นก็ได้นะคะ"

"อยู่ครับ ผมโทรบอกไว้แล้ว เรานั่งรอกันก่อนครับ เดี๋ยวครูมัดคงจะมา"

"เงียบสงบจังค่ะ เงียบจนน่ากลัว"

"อีกพักก็ไม่เงียบแล้วครับ เดี๋ยวชาวบ้านก็คงมาละหมาดกัน"

"อ้อ ค่ะ ลืมไปเลย แหม! ปล่อยไก่ซะ อายจัง มุสลิมแท้ๆ" ฉันยิ้มเขิน พลางหันหน้ามองไปรอบๆ พลันสายตาเหลือบไปเห็นชายชราร่างผอมบางเดินเข้ามาพอดี ฉันตรงเข้าสลามทักทายแบบมุสลิม พร้อมแนะนำตัวอย่างคล่องแคล่ว

"ยินดีครับ ที่คุณนักข่าวจะมาช่วยเราอีกแรง แต่คงต้องระวังตัวสักหน่อย ยังไงคงต้องให้อาดัมคอยดูแลคุณ"โต๊ะอิหม่ามพูดอย่างเป็นกันเอง และฉันก็ได้สอบถามข้อมูลมากมายหลายเรื่องจนทำให้ฉันเข้าใจความคิดของมุสลิมภาคใต้มากขึ้น แม้ไม่เข้าใจทั้งหมด แต่ก็ทำให้ฉันตอบคำถามตัวเองได้ ว่าทำไมความคิดมุสลิมใต้จึงแตกต่างกับมุสลิมกรุงเทพฯ....

"ครู ผมว่า คงต้องส่งคุณมีนากลับที่พักแล้วล่ะ ใกล้พลบค่ำแล้ว" อาดัมตัดบทสนทนาดื้อๆ ขณะลากลับอย่างเสียดาย ฉันได้ยินเสียงอะซานดังแว่วๆ ก่อนจำใจต้องขึ้นรถกลับ ซึ่งขากลับคนขับรถยิ่งขับเร็วมากกว่าเดิม ฉันไม่ได้ถามอีก เพียงแต่หลับตาพักผ่อนและผล็อยหลับไป

"คุณ...คุณ"อาดัมแตะไหล่ฉันเบาๆ ปลุกให้ตื่นอย่างสุภาพ ฉันลืมตามองหน้าเขา และลงจากรถ กำลังจะเดินเข้าโรงแรมที่พัก ได้ยินเสียงเรียก อาดัมวิ่งมาพร้อมกับกระเป๋ากล้องถ่ายรูปที่ฉันลืมทิ้งไว้ในรถและเวลาเดียวกับที่อาดัมนำกระเป๋ามาส่งคืนฉันที่หน้าโรงแรม เสียงระเบิดดังขึ้น อาดัมรีบเข้ามาใช้ร่างบังฉัน แต่แรงระเบิดทำให้กระจกหน้าประตูโรงแรมแตกละเอียด รถตู้ที่ฉันเพิ่งลงมาไม่เหลือสภาพความเป็นรถตู้อีกแล้ว

"อาดัม คุณเป็นอะไรไหม?"ฉันพยุงร่างอาดัมที่ไร้สติ พลางร้องขอความช่วยเหลือ เจ้าหน้าที่ตำรวจและรถพยาบาลมาถึงนำร่างอาดัมขึ้นรถ ฉันได้เห็นเพียงเท่านั้น สติก็ดับวูบลง......

ฉันลืมตาขึ้นพบเพียงความว่างเปล่าจึงค่อยๆ ขยับตัวลุกนั่งด้วยความยากเย็นเพราะมือข้างหนึ่งถูกรั้งด้วยสายน้ำเกลือ ขณะที่ฉันกำลังขยับตัวด้วยความยากลำบาก นางพยาบาลแก้มป่องก็เดินเข้ามาพอดี

"อย่าเพิ่งขยับซิคะ เดี๋ยวเลือดจะไหลย้อนทางสายน้ำเกลือค่ะ"พยาบาลรีบเข้ามาพยุงให้นอนลงตามเดิม พลางส่งยิ้มให้กำลังใจ

"คุณพยาบาลคะ แล้ว...อาดัมล่ะคะ เขาเป็นยังไงบ้าง"ฉันรีบถามรัว

"ไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ โดนเศษกระจกบาดหลัง พักอยู่ห้องข้างๆ คุณนี่ล่ะ" พยาบาลอธิบายด้วยรอยยิ้มแสดงไมตรี ทำให้ฉันรู้สึกคลายความกังวลลงได้ แต่เมื่อพยาบาลแก้มป่องออกไปแล้ว ฉันได้แต่นึกทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ช่างรวดเร็วอย่างคาดไม่ถึง ฉันไม่อยากคิดเลยว่า หากฉันไม่ลืมกระเป๋าไว้ในรถตู้คันนั้น และอาดัมไม่นำกระเป๋ามาคืนให้ฉัน อาดัมจะเป็นอย่างไร นึกได้เพียงเท่านั้น ก็รู้สึกใจหาย

เสียงเคาะประตูดังขึ้น ทำให้ฉันต้องหยุดความคิด หันเหลียวมองผู้มาเยี่ยม ชายหนุ่มผิวเข้มรอบตัวถูกพันผ้าพันแผลนั่งรถเข็นที่โยงสายย้ำเกลือระโยงระยาง ค่อยๆ เลื่อนรถเข้ามาใกล้เตียงที่ฉันนอนอยู่ พลางยิ้มกว้างทั้งที่สภาพร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล

"อาดัม นี่คุณมาได้ยังไง ทำไมไม่พักผ่อนล่ะ" ฉันร้องทักด้วยความตกใจกับภาพที่เห็น และรู้สึกเสียใจที่เสมือนเป็นต้นเหตุของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

"คุณมีน เป็นยังไงบ้าง" เขาถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย

"อาดัม ฉันต่างหากที่ต้องถามคุณ คุณเจ็บมากไหม ฉันขอโทษที่เป็นต้นเหตุเรื่องนี้"

"คุณพูดอะไร ไม่เกี่ยวกับคุณหรอก"

"แล้วมันเกิดได้อย่างไร เพราะอะไรล่ะ"

"ต่อไป ผมคงต้องคอยดูแลคุณตลอดเวลา"

"อย่าเลย อันตราย คุณอาจ..."ยังไม่ทันที่ฉันจะพูดจบความ อาดัมกลับชิงพูดก่อน "มันก็ไม่เคยปลอดภัยมานานแล้วล่ะ อย่ากังวลเลยครับ ผมเองก็สะเพร่า ไม่ดูแลความเรียบร้อย จนเกิดความผิดพลาดได้"

เสียงฝีเท้าเดินหนักหน่วงตรงมายังประตูหน้าห้อง ก่อนผลักเข้าไปโดยไม่มีเสียงเคาะประตูตามมารยาท เจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 นาย หน้าตาขึงขังเดินเข้ามาประชิดเตียง แสดงสีหน้าไม่เป็นมิตร ก่อนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเข้ม "คุณมีนาใช่ไหม ผมขอสอบปากคำคุณสักหน่อย"

"คะ ตอนนี้น่ะเหรอ" ฉันแปลกใจกับการท่าทางของตำรวจที่ดูขึงขังเหมือนกำลังจะสอบสวนผู้ต้องหา ตำรวจทุกคนพยักหน้ารับแทนการตอบรับ

"หมวด ผมว่า รอให้คุณมีนา หายดีก่อนไม่ดีเหรอครับ" อาดัมออกความเห็น แต่กลับโดนตำรวจหันมาจ้องมองอย่างน่ากลัว

"นายไม่ต้องห่วงหรอก เราสอบเธอเสร็จแล้ว นายจะเป็นรายต่อไป"ผู้ที่ถูกเรียกว่าหมวดตอบด้วยเสียงห้วนห้าว

"ฉันไม่ใช่ผู้ต้องหานะคะ คุณชื่ออะไร สังกัดที่ไหน ฉันขอดูบัตรค่ะ"สิ้นคำถาม ตำรวจทั้ง 5 แสดงสีหน้าตื่น มองหน้ากันอย่างมีพิรุธ จากนั้นก็ขอตัวกลับ พลางบอกว่าจะมาสอบปากคำวันอื่น แล้วรีบออกจากห้องไปทันที ฉันกับอาดัมมองหน้ากันด้วยความสงสัย

"อาดัม เคยเห็นหน้าพวกนี้บ้างไหม" อาดัมส่ายหัวปฏิเสธโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด ฉันเอื้อมหยิบโทรศัพท์มือถือโทรหาเพื่อนนักข่าวที่ประจำอยู่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อขอเบอร์โทรศัพท์ของผู้กำกับการ สภ.เมืองนราธิวาส เพียงเวลาไม่ถึง 20 นาที ฉันไม่รอช้าที่จะต่อสายถึงผู้กำกับทันที สอบถามเรื่องตำรวจทั้ง 5 นาย ที่อ้างว่ามาขอสอบปากคำฉันและอาดัม แต่กลับได้รับการปฏิเสธว่า ยังไม่มีตำรวจที่ สภ.เมืองนราธิวาส ไปที่โรงพยาบาลตามที่ฉันถาม

"เดี๋ยวผมจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแลความปลอดภัยนะครับ ยังไงคุณมีนาขอดูบัตรได้เลย ผมจะส่งหมวดนทีไปนะครับ" เสียงผู้กำกับขาดหายไปหลังฉันกดวางสายสัญญาณ

"นี่มีตำรวจปลอมด้วยเหรอ อาดัม มันน่ากลัวขนาดนี้เลยเหรอ"

"ผมไม่เคยเจอเหมือนกัน หรือพวกมันจะรู้ว่าคุณมีนเป็นนักข่าว"อาดัมสันนิษฐาน ขณะที่กำลังพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น นายตำรวจสัญญาบัตรนายหนึ่งพร้อมตำรวจประทวนอีก 3 คน เดินทางมากถึง แสดงบัตรก่อนแนะนำอย่างละเอียด

"ระเบิดที่พบใต้ท้องรถตู้ที่พวกคุณนั่งมาเป็นระเบิดแสวงเครื่องตั้งเวลาจุดชนวนด้วยโทรศัพท์มือถือ ตอนนี้เรากำลังตามสัญญาณว่าโทรศัพท์เป็นของใคร ผู้กำกับให้ผมมาคอยดูแลคุณ คงไม่ว่านะครับ เพราะที่นี่อันตรายมาก ลำพังอาดัมคงไม่ไหว"ผู้หมวดคิ้วเข้มกล่าวสุภาพ ก่อนหันไปส่งยิ้มให้กับอาดัม

"ไม่เป็นไรหรอกค่ะ มีนไม่ใช่คนสำคัญขนาดนั้น เปลืองกำลังตำรวจเปล่าๆ"ฉันรีบปฏิเสธไม่อยากมีคนคอยติดตามเสมือนเป็นคนสำคัญ

"คุณมีนครับ ผมว่า ให้หมวดมาคอยดูแลก็ดีนะครับ เพราะตอนนี้ผมก็ยังไม่หายดี"อาดัมสนับสนุนพลางยิ้มตอบผู้หมวดรูปงาม

"อาดัมไปพักผ่อนเถอะ จะได้หายเร็วๆ จ่าพาอาดัมไปพักที่ห้อง"หมวดนทีออกคำสั่งเข้มแข็ง

หลังจากจ่าทั้งสองพาอาดัมออกจากห้องไป ผู้หมวดนทีขยับนั่งลงข้างเตียงฉัน "มีนา คุณรู้จักภัทร์ดนัยไหม" คำถามของผู้หมวดมาดเข้มเหมือนเข็มร้อยเล่มทิ่มแทงที่หัวใจจนรู้สึกเจ็บแปลบ

"คะ คุณรู้จักนัยเหรอคะ"ฉันไม่อาจกลั้นน้ำตาแห่งความคิดถึงชายผู้เป็นที่รักได้ปล่อยให้ไหลลงอาบแก้มอย่างไม่อายนายตำรวจที่อยู่ตรงหน้า

"นัย กับผม เป็นเพื่อนกัน และตอนที่นัยถูกยิง ผมก็อยู่กับมัน แต่ผมกลับช่วยมันไม่ได้"เสียงผู้หมวดแหบพร่าลง

"อย่าพูดถึงอีกเลยค่ะ และที่ฉันขอมาทำข่าวที่นี่ก็เพราะอยากสานต่อเจตนารมณ์ของนัย

ที่อยากเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยแก้ปัญหาภาคใต้ หมวดคะ ฉันไม่เข้าใจว่า ทำไมพวกนั้นถึงมาระเบิดรถตู้ที่ฉันนั่ง"

"บางทีผมว่าอาจมีเกลือเป็นหนอน"คำตอบสั้นๆ ของผู้หมวดนที ทำให้ฉันสะท้านหนาวในอก ใครกันล่ะ เกลือเป็นหนอน

"ใครกันคะ อาดัม?" ฉันเริ่มเกิดความกลัวขึ้น

"ไม่ใช่หรอก ผมรู้จักอาดัมมานาน เขาไม่ใช่พวกนั้น"หมวดนทีปฏิเสธเสียงแข็งอย่างมั่นใจ

"อย่าเพิ่งถามเลยว่าเป็นใคร พักผ่อนเถอะ ผมจะนั่งเฝ้าอยู่ข้างนอกมีอะไรก็โทรเรียกผมได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ"

หมวดนทีเดินออกจากห้อง ปล่อยให้ฉันนอนคิดฟุ้งซ่านหาตัวคนหักหลังจนผล็อยหลับไป

บึ้ม! เสียงระเบิดดังสนั่นปลุกให้ฉันตื่น หมวดนทีรีบวิ่งเข้ามาหาฉัน "เดี๋ยวผมจะลงไปดูสักหน่อย และจะล็อกประตูไว้ ถ้าไม่ใช่ผม อย่าเปิดเป็นอันขาด จำไว้" เขารีบวิ่งออกไปทันที

ขณะที่ฉันกำลังพะว้าพะวงกับเสียงระเบิด กลับมีเสียงทุกกระจกหน้าต่างห้อง ชายฉกรรจ์ 3 คน สวมหมวกไหมพรมปิดหน้าเหลือเพียงดวงหน้า กระโดดเข้ามาอุ้มฉันโดยไม่ทันได้ตั้งตัว คนหนึ่งใช้ผ้าปิดจมูกฉัน ก่อนที่ฉันจะหันมามองหน้าชายดังกล่าว สติฉันก็ดับวูบไป

(อย่าลืมติดตามว่า มีนา จะรอดไหม)


Create Date : 08 ธันวาคม 2551
Last Update : 8 ธันวาคม 2551 23:47:55 น. 1 comments
Counter : 267 Pageviews.

 
อ่านทุกตัวอักษรค่ะ

ภัทร์ดนัย ถึงเเม้จะพยายามรักษาชีวิตตนเองเเละลูกน้อง เมื่อเข้าป่าเจอศัตรู ไม่ว่าใครก็ยอมพลีชีพ ความรู้สึกของการสูญเสียคนที่เรารัก..เข้าใจเป็นอย่างดี

การสละชีพเพื่อชาติ ต่อให้มีนายทหารไม่ว่าสัญญาบัตรหรือไม่ก็ตาม จะเสียชีวิตมากหลายร้อยนาย ก็ดูเหมือนจะมองไม่เห็นทางที่จะสงบลงได้
ตราบเท่าที่วงการภายในยังมีการขัดเเยังกันอยู่ไม่เปลี่ยนเเปลง

มาติดตามอ่านคุณมีนาตอนต่อไปค่ะ ..ไม่พลาดเเน่


โดย: ยูกะ (YUCCA ) วันที่: 9 ธันวาคม 2551 เวลา:1:46:52 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

bowwy14
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนคนหนึ่งที่แสนธรรมดา ซึ่งไม่เคยสำคัญสำหรับใคร แถมยังอยู่นอกสายตาทุกคนเสมอ และเป็นคนสุดท้ายที่ใครจะนึกถึง
Friends' blogs
[Add bowwy14's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.