คนไม่สำคัญที่อยู่นอกสายตาเสมอ
Group Blog
 
 
พฤศจิกายน 2551
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
11 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 
ความทรงจำแห่งตากใบ ตอนชายชุดพราง

ตอนที่ 1 ชายในชุดพราง

...เสียงปืนกราดยิงทั่วบริเวณ ภาพกลุ่มผู้ชุมนุมหน้า สภ.อ.ตากใบ ล้มลง
เลือดสาดกระเซ็นแดงฉาน...


ฉันสะดุ้งตื่นขึ้นด้วยเหงื่อท่วมกาย พลางลูบหน้าให้ผ่อนคลายและ
ลบเลือนภาพความทรงจำที่น่าหวาดกลัวไม่รู้ลืม แสงแดดอ่อนๆ ส่องผ่าน
ช่องม่านคล้ายบอกเวลาเช้าวันใหม่ ฉันรีบลุกขึ้น เปิดม่านรับแสงแดดยาม
รุ่งอรุณ ที่แสนสดชื่น พลางสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด ฉันมองออกไปนอก
หน้าต่าง คิดถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้าโรงพักตากใบ นราธิวาส แม้
ผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี แต่ภาพเหตุการณ์เลวร้ายยังตราตรึงไม่มีวันลืม

...หลังเสียงปืนดังรัว ผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บถูกมัดมือไพล่หลัง
นำตัวขึ้นรถบรรทุก บังคับให้นอนคว่ำหน้าทั้งที่ยังบาดเจ็บ ก่อนขนย้ายจาก
หน้าที่ว่าการอำเภอตากใบ ไปยังกองทัพภาคที่ 4 ส่วนหน้าค่ายอิงคยุทธ ต.บ่อทอง อ.หนองจิก จ.ปัตตานี แดดที่ร้อนส่องกระทบผิวเรียกเหงื่อชุ่มกาย โดยหนึ่งในชายที่อัดแน่นกันอยู่บนรถบรรทุก คือ ชายผู้เป็นที่รัก และกำลังจะแต่งงานด้วยอีกสองเดือนข้างหน้า ถูกนำตัวขึ้นรถไปโดยไม่มีวันได้พบกันอีก

อาหะมะ หวังลิ หนุ่มในชุดเสื้อยืดสีดำ กางเกงยีนส์พอดีตัว ถูกกระสุน
ปืนเข้ากลางหลัง ล้มลงต่อหน้าต่อตาฉัน สายตาแห่งความเจ็บปวดส่งผ่าน
ประสานสายตาฉัน จนฉันไม่อาจยืนนิ่งมองดูเขาทุรนทุรายอยู่ได้ คล้ายหัวใจ
ฉันกำลังถูกขยำขยี้อย่างไม่ปรานี แต่ก่อนที่ฉันจะตัดสินใจวิ่งเข้าช่วยเหลือ กลับมีแรงฉุดกระชากให้ร่างของฉันผลุบเข้าไปภายในร้านน้ำชา แล้วไม่นานเสียงปืนก็กราดยิงขึ้นอีกครั้ง จากนั้น ทหารได้กวาดต้อนผู้ชุมนุมที่บาดเจ็บขึ้นรถขับหายออกไป ฉันพยายามดิ้นรนให้หลุดจากวงแขนที่ดึงรั้งฉันไว้แน่น มือไขว่คว้าหาสิ่งที่กำลังจะสูญเสียไปตลอดกาล จนเมื่อรถทหารแล่นลับไป ฉันก็ทรุดกายลงอย่างอ่อนแรง แขนขาที่เคยต่อสู้ขัดขืนการดึงรั้ง กลับไร้เรี่ยวแรงกะทันหัน

“อาหะมะ อาหะมะ” ฉันยังคงร้องเรียกไม่หยุดปาก พยายามจะวิ่งตาม
แต่ กีและ ชายชราเจ้าของร้านน้ำชา ดึงห้ามไว้อย่างห่วงใย

“รักษาชีวิตเราไว้เถอะ ซะห์ เชื่อ กี เถอะ” กีและ ร้องเตือนด้วยน้ำเสียง
หนักแน่น พลางลูบศีรษะฉันเป็นการปลอบประโลม แต่ฉันไม่อาจฝืนกลั้นน้ำตาสะอื้นไห้แทบเป็นสายเลือด

ฉันไม่อาจทนรับภาพเหตุการณ์ได้อีกต่อไป น้ำตาไหลพรั่งพรูอย่าง
ไม่รู้ตัว หลังจากเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่ตากใบ ฉันไม่อาจรู้ได้เลยว่า
อาหะมะ ยังมีชีวิตอยู่ หรือได้จากฉันไปแล้วโดยไม่หวนกลับมา แล้วเพราะเหตุใดคนไทยเลือดสีเดียวกันจึงมาเข่นฆ่ากันเอง

ฉันพยายามข่มตาหลับอย่างยากเย็น แล้วลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก่อนเดินออก
จากบ้าน มุ่งหน้าสู่ สภ.อ.ตากใบ พร้อมดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ ซึ่งแม้ฉันไม่อาจล่วงรู้ได้รู้ว่า อาหะมะ จะอยู่หรือตาย แต่ทุกวันที่ 27 ตุลาคม ของปี ฉันจะถือเป็นวันรำลึกถึงชายผู้เป็นรัก ช่อดอกกุหลาบขาว ที่เขาชื่นชอบ ถูกวางไว้หน้าโรงพักตากใบ เพื่อแสดงความระลึกถึงเขา และวันนี้ก็หมุนกลับมาอีกเช่นเดิม ฉันเดินตรงไปที่หน้าโรงพัก โดยไม่ได้สนใจว่าจะมีสายตาแห่งความสงสัยสักกี่คู่จ้องมองมาที่ฉัน ช่อกุหลาบขาวถูกวางลงเบาๆ ลมร้อนพัดวูบผ่านหน้าฉันไป คล้ายบ่งบอกถึงการรับรู้ได้ จนถึงปัจจุบัน ฉันก็ยังไม่อาจทำใจให้เชื่อได้เลยว่า เหตุการณ์เลวร้ายที่ต้องเสียเลือดเนื้อชาวนราธิวาสไปจะเกิดขึ้นที่นี่ ยิ่งนึกย้อนภาพเหตุการณ์อันโหดร้าย ฉันยิ่งรู้สึกเจ็บแปลบที่หัวใจหนักขึ้น

“ซะห์ มาทุกปีเลยนะ ยังไม่ลืมเขาอีกเหรอ” เสียงเรียกคุ้นหูเอ่ยถามขึ้น
ทำให้ฉันตื่นจากภวังค์ และหันกลับไปมองอย่างเต็มตาพบผู้ที่ตั้งคำถาม ซึ่งเป็นคนคุ้นเคยและอยู่เห็นเหตุการณ์ในวันนั้นเช่นกัน ยืนยิ้มอยู่ข้างหลัง

“ลืมไม่ลงหรอก นิ และฉันคงไม่มีวันลืมมันได้” ฉันกำมือแน่น ทั้งน้ำตา
ซึม แต่พยายามไว้ไม่ให้ไหลออกมาให้เห็นความอ่อนแอ ทุกครั้งที่ฉันหวนถึงภาพวันเลวร้าย น้ำตาก็ท่วมท้นและเอ่อล้นออกมา ความเจ็บปวดจากการต้องสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก ความปวดร้าวที่ได้มองเห็นคนไทยถูกเข่นฆ่าจากคนไทยด้วยกัน ความทรมานที่ต้องทนเห็นพี่น้องร่วมแผ่นดินเกิดถูกทำร้ายและหายไป มันถาโถมเข้ามาคล้ายฉันกำลังนอนอยู่ในทะเลและปล่อยให้คลื่นสาดซัดจนค่อยๆ จมลงใต้น้ำ

“แค้นใช่ไหม พวกทหารโหดร้ายนั่น พวกนั้นต้องชดใช้ในสิ่งที่มันทำ
มากกว่าร้อยพันเท่า” ฟาติฮะห์ หญิงสาววัย 35 ปี เอื้อมจับบ่าฉันเบาๆ หวังปลอบใจ

ฉันส่ายหน้า พลางหยิบผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาที่ไหลอาบแก้มโดยไม่รู้ตัว
ก่อนเดินจากไปทั้งที่ยังไม่ได้ตอบคำถามใดๆ เพียงเพราะฉันต้องการอยู่ลำพังเดินทอดน่องไปตามถนนที่ทอดยาว ท่ามกลางแดดร้อนอบอ้าว แต่ฉันยังคงเดินตรงไปอย่างไม่รู้สึกรู้สมถึงไอร้อนที่เผากาย จนกระทั่ง ถึงบ้านไม้เก่าหลังหนึ่ง ตั้งอยู่ห่างไกลจากชุมชนหลายสิบกิโลเมตร

…“ซะห์ เราเตรียมของชำร่วยไว้แล้ว ไว้ถึงวันงาน ซะห์ ค่อยดูนะ” เสียง
สดใสของเจ้าบ่าวของฉันดังก้องในหู ภาพใบหน้าคมคาย ยักคิ้วล้อเลียนอย่างคนอารมณ์ดี นัยน์ตาหวานซึ้งที่ส่งมาให้ทำให้ฉันแทบละลายไร้เรี่ยวแรง ความเคลื่อนไหวของเขา ยังติดตราตรึงในโสตสำนึกไม่มีวันลืม ฉันทรุดตัวนั่งลงบันไดหน้าบ้าน พลางยิ้มอย่างสุขใจ แม้ต้องกลายเป็นม่ายขันหมาก ฉันก็ยังสุขใจกับความทรงจำ ฉันท่องไว้เสมอว่า อาหะมะ ไม่ได้จากฉันไปไหน เขายังอยู่กับฉันคอยตามปกป้องฉันทุกหนทุกแห่ง ฉันสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น

กร๊อบ... เสียงใบไม้แห้งกรอบถูกเหยียบดังมาจากหลังบ้าน ฉันรีบลุกขึ้น
และหาที่หลบซ่อน ปรากฏร่างชายในชุดทหารพรางถืออาวุธปืนขนาดยาวเดินเข้ามาในบ้านของอาหะมะ พลางกวาดสายตามองรอบบ้านอย่างผู้ชำนาญ ฉันกลั้นหายใจ เกรงทหารจะได้ยินเสียง แต่ก็พลาด เขาเดินตรงเข้าเปิดตู้เสื้อผ้าออกอย่างแรง ฉันปิดหน้า ด้วยความหวาดกลัวสุดกำลัง

“มาทำอะไรที่นี่” ทหารในชุดพรางเอ่ยถามด้วยเสียงแข็งกร้าวดุดัน พลาง
กระชากร่างฉันออกมาจากตู้เสื้อผ้าอย่างแรง

ฉันตอบตะกุกตะกัก ไม่ชัดถ้อยชัดคำ “มา..มา... ดูแลบ้านอาหะมะ”

“มันอันตรายนะ มาแบบนี้ไม่กลัวหรือไง แล้ว เธอไม่รู้หรือไงว่า อาหะมะ
ตายไปแล้ว” ทหารตะโกนกร้าว จนทำให้ฉันถึงกับสะดุ้งสุดตัว แต่พยายามจะยันตัวลุกขึ้นให้อยู่ห่างเขา


“กลัวอะไรล่ะ แล้วคุณรู้ได้ยังไง ว่าเขาตายแล้ว” ฉันขยับห่างจากเขา
แล้วพยายามเพ่งมองหน้าอย่างยากเย็น เพราะเขาสวมหมวกทหารบังหน้า

“กลับบ้านไปได้แล้ว ไม่ต้องมาที่นี่อีก มันอันตราย จำไว้ อาหะมะน่ะตาย
ไปแล้ว” เขาพูดย้ำหนักแน่นเสียงดังอีกครั้ง ก่อนเดินจากไปทันที เหมือนเขากำลังตอกย้ำความรู้สึกให้ฉันคิดว่าฉันสูญเสียชายคนรักไปแล้วจริงๆ

ฉันยืนนิ่งด้วยความสงสัย ใบหน้ารูปไข่ที่คุ้นตา และหางเสียงห้าวทุ้มคล้ายเคยได้ยินที่ไหน พยายามใช้ความคิดทบทวน แต่ก็นึกไม่ออก ทำไมทหารนายนั้น จึงต้องใส่หมวกปิดบังหน้าตา มันยังเป็นคำถามที่ไม่อาจหาคำตอบได้ ฉันออกจากบ้าน อาหะมะ ก่อนค่ำ ด้วยเกรงว่าหากเดินบนถนนสายหลักในเวลาค่ำคืน อาจต้องจบชีวิตลงโดยไม่อาจรู้ได้ว่าคนที่ฉันรัก ยังอยู่หรือตายไปจริงๆ ตามที่ทหารนายนั้นพยายามตอกย้ำ

ฉันเดินห่างออกจากบ้านไม้เก่าหลังนั้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้หันกลับไปมองว่า
ชายในชุดเครื่องแบบทหาร ยังคงยืนมองร่างฉันจนลับตา

… “ซะห์ ขอให้เราจากกันตรงนี้ ให้เธอเข้าเถิดว่า อาหะมะ ของเธอ
จากไปแล้ว เราไม่อยากให้เธอต้องเผชิญกับอันตรายได้อีก อัลลอฮฺอักบัร
ขออัลเลาะห์ คุ้มครองเธอ และฉันจะคอยคุ้มครองเธอตลอดไป”

หลังผ่านความบอบช้ำทางจิตใจ ที่ฉันต้องสูญเสียชายอันเป็นที่รักในเหตุสลายการชุมนุมหน้าโรงพักตากใบ ช่างเป็นความทรงจำที่แสนเลวร้ายในชีวิต แต่ฉันไม่มีวันยอมแพ้ หรือทิ้งความฝันที่ฉันและอาหามะวาดไว้ และฉันเชื่อเหลือเกินว่า อาหะมะ เขายังอยู่กับฉันเสมอ เขาจะคุ้มครองฉันเสมอ ฉันต้องทำอะไรสักอย่าง ฉันไม่อาจทนมองเห็นตากใบต้องสูญเสียใครอีก ฉันไม่อยากเห็นกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนที่อ้างความเคร่งครัดทางศาสนา ทวงคืนผืนแผ่นดินที่ถูกยึดครอง และเข้ามาทำร้ายชีวิตคนบริสุทธิ์ ทุกความคิดเลวร้ายต้องหยุดเสียที ไม่ว่าแผ่นดินจะเคยเป็นของใคร อย่างไร แต่บัดนี้ คือผืนแผ่นดินไทย เป็นขวานทองของไทย ที่แม้จะเป็นเพียงด้ามขวานเล็กๆ แต่ขวานก็ไม่อาจไร้ด้ามได้

วันนี้ บ้านนานาค เปิดรับสมัครอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) ฉันเดิน
ทอดน่องตามถนนสายรองเพื่อมุ่งหน้าเขียนใบสมัคร อรบ.อย่างแน่วแน่ เมื่อทุกคนส่งใบสมัครแล้ว ก็นั่งรอการสัมภาษณ์ ฉันมองเพื่อนๆ คนแล้วคนเล่าที่ถูกสัมภาษณ์และออกมาทั้งน้ำตา พลางนึกถึงคำถามที่อาจต้องกระทบใจอย่างแรง แต่ยังมุ่งมั่นไม่หวั่นไหว ฉันต้องทำให้ได้เพื่อเขา

“อาอีซะห์ ไช-ยอมีน” ผู้ใหญ่บ้านขานชื่อ แล้วเริ่มสนทนาอย่างกันเอง ก่อน
ทิ้งท้ายด้วยคำถามที่ต้องอึ้งไปพักใหญ่ๆ

“ทำไมอยากเป็น อรบ.รู้ไหมว่าอันตราย” ผู้ใหญ่บ้านนานาค ถามด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าว

ฉันยิ้มน้อยๆ ก่อนพูดช้าๆ ชัดๆ “คนไม่หวังดีแสร้งเอาศาสนามาอ้างให้คนไทยแตกแยกกัน เราก็เป็นคนไทยคนหนึ่ง และเป็นคนในพื้นที่ น่าจะเข้าใจความเป็นไปในพื้นที่มากกว่า จึงควรจะช่วยเหลือประเทศชาติและคนไทย เพื่อให้ประเทศไทยได้อยู่เป็นไทต่อไป และไม่ต้องพูดเรื่องอันตราย คงไม่มีเหตุการณ์ใดอันตรายกว่าที่เป็นอยู่ เพราะถ้ากลัว คงไม่เดินมาที่นี่”

สิ้นเสียงตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น ผู้สัมภาษณ์ทุกคนนิ่งเงียบชั่วอึดใจ
แต่ก็ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัด... หรือว่าพวกเขาจะไม่พอใจคำตอบที่ฟังดูหยิ่งยโสเกินไปแล้วผู้ใหญ่บ้านก็ทำลายบรรยากาศเงียบงันนั้นด้วยการกล่าวต้อนรับฉันเป็น อรบ.คนใหม่ พร้อมแจกแจงรายละเอียดข้อบังคับมากมาย แต่ฉันกลับไม่ได้รู้สึกรำคาญ และตั้งใจฟัง ก่อนรับปืนพกสั้นหนึ่งกระบอก กระชับถืออย่างเหมาะมือ และเดินออกจากสถานที่แห่งนั้นโดยไม่ได้เหลียวกลับมามองว่ามีใครคนหนึ่งเฝ้าสังเกตความเคลื่อนไหวของฉันตลอดเวลา...

ฉันเดินมุ่งหน้าออกสู่ถนนใหญ่ไปยังบ้านไม้หลังเก่า ที่อยู่ห่างจากหมู่บ้านนานาคกว่า 5 กม.บ้านที่แสนคุ้นตา แม้อาจทรุดโทรมลงไปเพราะไม่มีเจ้าของดูแล ฉันค่อยๆ นั่งลงหน้าบันไดบ้านเหมือนทุกครั้งที่ฉันแวะมาเยี่ยมเยียนชายคนรัก บ้านน้อยหลังนี้ แม้จะเก่าทรุดโทรมลงมาก แต่ยังคงมีกลิ่นไอแห่งความอบอุ่นและความห่วงหาอาทรไม่รู้ลืม กลิ่นดอกแก้วหอมจางๆ ฉันหลับตาพริ้มรำลึกถึงความทรงจำแห่งความสุขก่อนลุกขึ้นเปิดประตูเข้าสู่ตัวบ้านอย่างคุ้นเคย สำรวจทุกมุมที่ยังสัมผัสได้ถึงความเป็นเขา

ปัง! เสียงปืนดังขึ้น ปรากฏรอยกระสุนทะลุฝาบ้าน ฉันรีบหาที่กำบัง พลางจับปืนให้กระชับมือ เตรียมพร้อมต่อสู้เต็มที่หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีแย้มกายเข้ามา ชายร่างกำยำผิวเข้ม สวมหมวกไหมพรมปกปิดใบหน้า เดินเข้ามาพร้อมอาวุธครบมือ กราดยิงโดยไม่มองว่าในบ้านนั้นมีใครอยู่หรือไม่ ฉันพลิกตัวหลบหลังตู้เสื้อผ้าไม้สักอย่างรวดเร็วรอดจากกระสุนได้อย่างหวุดหวิด ฉันพยายามกลั้นเสียงหอบหายใจด้วยความตื่นเต้น เหงื่อไหลเข้าตาพร่ามัว
ไม่อาจมองเห็นได้ชัด ชายร่างกำยำค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ตู้ไม้สักมากขึ้นๆ อีกเพียงสองเก้า ก็จะถึงตัวฉัน แต่...

ปัง! เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้ เสียงไกลออกไปในป่าด้านหลัง ทำให้
ชายสวมหมวกไหมพรมวิ่งออกไปตามเสียงปืนทันที ฉันถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วรีบออกจากที่ซ่อน มองดูรอบบ้าน ก่อนกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกจากบ้านหลังนั้นโดยไม่รั้งรอ แม้ใจยังสงสัยใครอยากรู้ว่าเจ้าของเสียงปืนคือใคร แต่ก็ต้องรักษาชีวิตไว้เพื่อการณ์ภายภาคหน้าที่สำคัญกว่า

ห่างไกลจากบ้านน้อยหลังนั้น ปรากฏร่างชายหนุ่มในชุดเสื้อยืดสีดำ กางเกง
ยีนส์พอดีตัว ในมือถือปืนอาร์ก้า ยืนมองความเคลื่อนตัวหญิงสาวผู้ดื้อรั้นออกจากบ้านด้วยสายตาแห่งความห่วงใย "ซะห์ ทำไมต้องเสี่ยงขนาดนี้ ทำไม ไม่ลืมผู้ชายที่ชื่อ อาหะมะ เสียที" เสียงบ่นเบาๆ ในลำคอ

หลังพบเหตุชายสวมหมวกไหมพรม บุกเข้ากราดยิงบ้านอาหะมะ หวังลิ
ขณะที่ฉันอยู่ในบ้าน ผู้ใหญ่บ้านได้เพิ่มกำลังอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน
(อรบ.) เป็นสองเท่า ผลัดเปลี่ยนกำลังทั้งกลางวันและกลางคืน ซึ่งฉันรีบอาสาขอเข้าเวรกลางคืน แม้จะมีอยู่ไม่ถึง 5 คน ที่รับอาสาโดยไม่เกรงกลัวอันตราย ไม่เห็นว่าต้องหวั่นกลัว เพราะฉันมีเขาอยู่เคียงข้างเสมอ ซึ่งตาอาจมองไม่เห็นเธอ....แต่หัวใจ ไม่เคยลบเลือน

...คืนนี้ท้องฟ้าช่างแสนมืดมิด ไม่มีแม้แต่ดวงดาวพราวแสง หรือแม้กระทั่ง
จันทรายังโผล่พ้นเมฆเพียงเสี้ยวเล็กๆ นั่นยิ่งทำให้บรรดา อรบ.ต้องเพิ่มความระมัดระวังขึ้นทวีคูณ ฉันเดินตรวจตราพร้อมกระชับอาวุธปืนอย่างมั่นเหมาะ สายตามองรอบด้านโดยไม่มีอาการง่วงเหงาหาวนอน แล้วพลันมีก้อนของแข็งบางอย่างมากระทบที่ขาของฉันเต็มแรง ฉันพยายามมองหาคนขว้าง แต่กลับพบเพียงความมืดมน รู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง ฉันรีบก้มลงมองพื้นดินที่ของแข็งหล่นลง ปรากฏเป็นก้อนหินมีกระดาษห่อไว้ พอคลี่กระดาษออกมาเป็นข้อความเขียนด้วยลายมือคุ้นตา

...อันตราย เช้า หน้าร้านน้ำชา กีและ ...ข้อความสั้นๆ ไม่มีส่วนขยายใดๆ
บ่งบอกว่าคนส่งจดหมายต้องสื่ออะไร ฉันพับจดหมายเก็บลงกระเป๋าเสื้อ ก่อนสาวเท้ายาวอย่างเร่งรีบมุ่งหน้าไปบ้านผู้ใหญ่มะหะหมัด ซึ่งที่นั่นมี อรบ.และชาวบ้านนั่งร่วมวงสนทนากันอยู่อย่างคึกคัก

“ผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่” ฉันนั่งลงอย่างอ่อนแรง แล้วส่งจดหมายให้โดยไม่ได้พูด
อะไร ผู้ใหญ่มองด้วยความสงสัย แต่ก็รับไปเปิดอ่านอย่างเคร่งขรึม

“ได้มาอย่างไร ซะห์” ผู้ใหญ่หันมาถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ฉันเล่าให้ฟัง
ผู้ใหญ่จึงได้ส่งจดหมายให้เวียนกันอ่านจนครบทุกคน จากนั้น ผู้ใหญ่บ้านได้สอบถามความเห็นของแต่ละคน หลายคนมองว่าเป็นแผนลวง มีเพียงส่วนน้อยเชื่อว่า มีผู้หวังดี แจ้งอันตรายมา ฉันเองก็ไม่คิดว่าจะเป็นแผนลวง แต่ยังสงสัยค้างคาในใจว่า เหตุใดจึงเลือกบอกฉัน

“เอาล่ะ พรุ่งนี้เช้า แบ่งกำลังออกเป็นสองชุด ชุดแรกให้แต่งชุดชาวบ้านธรรมดา นั่งกินกาแฟตามปกติ ส่วนอีกชุดซุ้มอยู่ห่างๆ แม้มันจะเป็นแผนลวง แต่เราก็ต้องป้องกันไว้ก่อน เราไม่อยากสูญเสียอีกล่ะ” ผู้ใหญ่บ้านสั่งการก่อนแยกย้ายกันทำงานตามหน้าที่

ตะวันยอแสงแดงระเรื่อ.. อาทิตย์เริ่มเคลื่อนสูงจากขอบฟ้า อรบ.ทุกคนเตรียมพร้อมตามแผนที่วางไว้ ร้านน้ำชากีและ วันนี้ ค่อนข้างเงียบเหงาเพราะมีเพียงเหล่า อรบ.ที่แต่งกายเป็นชาวบ้านปกติเท่านั้น ที่มานั่งกินกาแฟอย่างสบายใจ ขณะที่ชาวบ้านได้รับคำเตือนจากผู้ใหญ่บ้าน ให้อยู่ที่บ้านอย่าออกไปไหนเด็ดขาด

แล้วเวลาที่รอคอยก็มาถึง...ไม่ทันต้องรอให้หงุดหงิดใจ รถกระบะสีขาวไม่มี
แผ่นป้ายทะเบียนขับมาด้วยความเร็วสูงปาดเข้าจอดหน้าร้านน้ำชา แต่ก่อนที่ชายฉกรรจ์ที่นั่งอยู่กระบะท้ายจะยกปืนขึ้นกราดยิงตามวิสัย บรรดา อรบ.ที่นั่งเตรียมพร้อมอาวุธครบมือได้เหนี่ยวไกปืนยิงไปที่ชายคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บล้มลง และยิงไปที่ล้อรถของคนนร้าย ชายฉกรรจ์บนรถจึงต้องกระโจนออกจากรถกระบะ วิ่งหลบหนีพลางยิงต่อสู้ไม่หยุดมือ ขณะที่ อรบ.ก็ติดตามไปไม่รีรอ โดยแยกกันไปสองฝ่าย

ฉันวิ่งตามกลุ่มชายฉกรรจ์ โดยไม่ได้รั้งรอว่าจะมี อรบ.คนใดตามมาด้วยหรือไม่ เมื่อถึงกลางป่ารก ฉันยิงชายคนหนึ่งล้มลง ขณะที่อีกคนกำลังเล็งปากกระบอกปืนมาที่ฉัน ฉันรีบยิงก่อนทำให้ชายคนนั้นล้มลง ฉันเดินเข้าไปดูใกล้ๆ เพื่อตรวจสอบว่าเสียชีวิตหรือไม่ แต่แล้วฉันไม่ทันได้ตั้งตัว คนร้ายที่ถูกฉันยิงล้มลง ได้ยิงสวนมา กระสุนพุ่งเข้าหัวไหล่ขวาอย่างแรง ทำให้ฉันถึงกับทรุดตัว พยายามยกปืนขึ้นหวังจะยิงซ้ำให้คนร้ายตายทันที แต่หัวไหล่
ขวาเจ็บแปลบขึ้น ทำให้คนร้ายใช้โอกาสที่ฉันเซ ยิงซ้ำเป็นนัดที่สอง กระสุนถูกเข้าที่หัวไหล่ซ้าย ฉันล้มลงนอนราบพื้น ความเจ็บปวดมันแล่นเข้าสู่กระดูกจนร้องไม่ออก คนร้ายสองคนที่ล้มลงครั้งแรก ได้ลุกขึ้น เล็งปืนมาที่ฉัน กำลังจะเหนี่ยวไก ฉันเพ็งมองด้วยตาพร่ามัวก่อนสิ้นสติไป

เสียงปืนดังขึ้นอีกสองนัด คนร้ายล้มลงเสียชีวิตคาที่ทั้งสองคน กระสุนพุ่งเข้าตัดขั้วใจ ชายชุดดำเดินเข้ามาพยุงฉันให้ลุกขึ้น ทำให้ฉันได้รู้สึกตัวอีกครั้ง "ซะห์ เป็นอย่างไรบ้าง ไหวไหม" ฉันได้ยินเสียงคุ้นหู แต่ความเจ็บปวดจากแผลที่แขนทั้งสองข้างไม่อาจทำให้ฉันมีสติจะตอบคำถามผู้มีพระคุณได้ แม้แต่หน้าเขาฉันก็ไม่อาจเห็นได้ชัดเจน เสียงฝีเท้าของคนจำนวนมากวิ่งตรงมาที่ฉัน เขารีบวางฉันลงตามเดิม ก่อนวิ่งหนีไป

ฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พบว่าตัวเองนอนอยู่โรงพยาบาลแล้ว พร้อมหน้าไปด้วย
ผู้ใหญ่บ้านและเพื่อนๆ อรบ.มาเยี่ยมกันจนแน่นห้อง "เขาไปไหนแล้ว" ฉันเอ่ยถามเบาๆ คล้ายเสียงกระซิบ

“ใครเหรอ ซะห์” ผู้ใหญ่บ้าน ถามด้วยความสงสัย

“มีคนมาช่วย ซะห์ค่ะ มีคนมาช่วย”ฉันขยับตัวลุกขึ้นนั่งท่าถนัด

“ไม่มีนี่ ตอนพวกเราไปถึง มีแต่ ซะห์นอนอยู่ แล้วก็มีศพคนร้ายอีก 2 คน”
เพื่อน อรบ.สาธยายแจกแจงให้เห็นภาพชัดเจน ทำให้ฉันถึงกับอึ้ง พูดไม่ออก ความรู้สึกฉุกคิดถึงเขา อาหะมะ เขาช่วยฉันแน่ๆ เขามาช่วยฉัน เสียงที่คุ้นหู กับคำเรียกชื่อที่คุ้ยเคยขอบคุณนะคะ อาหะมะ ที่คุณไม่ทิ้งฉัน

ท้องฟ้ายามค่ำคืนเดือนมืด วันนี้ ไร้ซึ่งดวงดาวเปล่งประกายระยับเช่นคืนเดือนดับที่ผ่านมา ช่างเสริมบรรยากาศความอ้างว้างให้ฉันที่กำลังเดินบนถนนอย่างโดดเดี่ยว ต้องเสียวสันหลังเย็นยะเยือก ฉันต้องอาศัยแสงจากกระบอกไฟฉาย พลางเร่งฝีเท้าให้ถึงบ้านผู้ใหญ่บ้านแห่งบ้านนานาค โดยเร็ว เพราะก่อนเข้าเวร ฉันได้รับจดหมายเรียกประชุมอาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.)ด่วน

ฉันมองเห็นแสงไฟสว่างอยู่ลิบๆ อีกเพียงไม่ถึง 5 เมตร จะถึงหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้านคนเก่ง แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ...ตูม เสียงระเบิดดังสนั่น ดังมาจากหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน ฉันรีบวิ่งไปที่เกิดเหตุโดยไม่ได้คิดถึงอันตราย ภาพที่เห็นตรงหน้า ทำให้ฉันถึงกับอ่อนแรง อรบ.และชาวบ้านนานาค 20 คน ถูกแรงระเบิดได้รับบาดเจ็บสาหัส ฉันมองหาผู้ใหญ่บ้านด้วยความห่วงใย แต่กลับไม่พบร่างผู้ใหญ่บ้าน ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกกังวลเพิ่มขึ้น ขณะที่วิทยุบอกเจ้าหน้าที่ตำรวจ ฉันพยายามเดินค้นหาผู้ใหญ่บ้าน...

ตำรวจและทหารเข้าพื้นที่เกิดเหตุด้วยความรวดเร็ว พร้อมรีบนำตัวผู้บาดเจ็บ
ทั้งหมดส่งโรงพยาบาลไม่รอช้า จากนั้น จึงได้ตระเวนตรวจที่เกิดเหตุโดยรอบ จนกระทั่ง ตำรวจนายหนึ่งวิ่งมารายงานพบสิ่งผิดปกติบางอย่างในป่ากล้วยหลังบ้าน ฉันตามไปดู กลับพบความสยดสยองที่ทำให้ฉันฝืนกลั้นน้ำตาไม่ไหว

พบศีรษะ ถูกทิ้งในท้องร่องสวนกล้วย เลือดแดงฉาน ห่างออกไปหลังต้นกล้วย พบศพผู้ใหญ่บ้านนอนแน่นิ่ง โดยข้างศพมีกระดาษเปื้อนเลือดวางไว้ เจ้าหน้าที่ตำรวจหยิบขึ้นอ่านเบาๆ แต่ก็พอทำให้ผู้ที่ติดตามไปด้วยได้ยินทั่วถึงกัน

“อย่าทำเป็นเก่ง ไทยพุทธ อย่ามานำมุสลิม” ฉันเข้าใจได้ทันทีว่า พวกก่อความไม่สงบต้องการอะไร สงสารแต่ผู้ใหญ่บ้านและครอบครัว ต้องมาสังเวยชีวิตให้กับพวกที่เอาศาสนามาอ้าง ทั้งที่ตัวเองไม่มีศาสนา แม้ผู้ใหญ่นานาคจะเป็นคนไทยพุทธ แต่ก็ให้เกียรติและฟังความเห็นของทุกคน

ฉันพยายามกลั้นน้ำตาแต่ช่างยากเย็น ผู้ใหญ่เป็นทั้งหัวหน้าที่แสนดี เป็นทั้ง
ลุงใจดีที่คอยห่วงใยและตักเตือนฉันเสมอให้ลดความใจร้อนบ้าระห่ำลง "จงรู้จักคิดก่อนทำ" คำสอนที่ฉันและ อรบ.ทุกคนไม่มีวันลืมเลือน ลุงผู้ใหญ่ไม่เคยแบ่งชนชั้นไม่เคยแบ่งศาสนา แล้ว...ทำไม จึงเกิดเหตุเลวร้ายขึ้นกับคนดี

ฉันพยายามตั้งสติให้กลับคืนมา เพื่อคิดแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น หลังจากตำรวจและทหารเข้าจัดการพื้นที่เสร็จแล้ว เสียงตีเกราะเคาะไม้ดังขึ้น บ่งบอกถึงการเรียกประชุมอีกครั้ง แต่คราวนี้ เหลือ อรบ.อยู่ไม่ถึง 10 คน และชาวบ้านที่ไม่กลัวอีก 20 คน มารวมตัวกันที่หน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน

“เราจะไม่มีวันลืมเหตุการณ์วันนี้ และต้องจำไว้เป็นบทเรียนความผิดพลาด
ว่าครั้งต่อไปต้องใช้ความระมัดระวังให้มากขึ้น และอย่าหลงเชื่อพวกก่อความไม่สงบ พุทธ-มุสลิมก็คนไทย เรารักกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ” ปรานี ชาติคง ภรรยาของลุงผู้ใหญ่ หรือผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านนานาค เอ่ยด้วยเสียงประกาศกร้าว ท่ามกลางเสียงโห่ร้องสนับสนุนโดยไม่กลัวเกรงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

เมื่อเลิกประชุมทุกคนต่างกลับไปทำหน้าที่ อรบ.ยังคงเข้าเวรและยิ่งเพิ่มความเข้มงวดขึ้น ฉันอ่อนล้าเหลือเกิน แทบเดินต่อไมไหว แต่หากมองไปข้างหน้า ยังคงมีอีกหลายชีวิตที่ต้องคุ้มครอง ฉันจึงรวบรวมกำลังทั้งหมด ก้าวเท้าเดินต่อไป พลางคิดถึงเขาให้คอยเป็นกำลังใจ โดยไม่ได้สังเกตในมุมมืดริมทาง มีชายในชุดดำยืนมองด้วยความห่วงใย

“ขอโทษนะ ซะห์ เรามาไม่ทันจริงๆ แต่เราดีใจที่เธอปลอดภัย” ชายหนุ่มรำพันเบาๆ

ดอกแก้วส่งกลิ่มหอมชื่นใจ ผ่านสายลมพัดเอื่อยในยามบ่าย กลางแสงแดดอ่อน ได้บรรยากาศแห่งการผ่อนคลาย ขณะฉันนั่งเปลยวนพลางอ่านหนังสือเล่มโปรดหน้าบ้านพัก หลังจากต้องเข้าเวรยามดึกหลายคืน วันนี้จึงถือโอกาสได้พักผ่อนเต็มวัน แม้เหตุการณ์ความไม่สงบจะเกิดขึ้นรายวันไม่หยุดหย่อน แต่ผู้นำชุมชนและผู้นำศาสนาต่างลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับชาวบ้านแต่ละบ้านถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นการแย่งมวลชนเพื่อหวังช่วงชิงอำนาจ โดยอ้างเรื่องของศาสนาให้เกิดความแตกแยก ทำให้ชาวบ้านยังคงสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยพุทธ-มุสลิม เช่นเดิมที่ผ่านมา

แต่การสร้างความเข้าใจให้เกิดแก่ประชาชน ไม่ควรปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ
ผู้นำท้องถิ่นและผู้นำศาสนา รัฐบาลควรเร่งดำเนินการอย่างจริงจัง ไม่ใช่มุ่งแต่การปราบปรามจับกุมตัวผู้ก่อความไม่สงบเท่านั้น เพราะการได้ใจมวลชน จะสามารถเอาชนะผู้ไม่หวังดีได้ง่าย ขณะที่ฉันกำลังปล่อยความคิดไปเรื่อยเปื่อย ปึ้ง...เสียงก้อนหินกระทบฝาบ้านอย่างแรง ฉันรีบลุกขึ้นหยิบปืนให้กระชับมือ ก่อนเดินไปยังต้นเสียง

พบก้อนหินห่อด้วยกระดาษหล่นอยู่ ฉันคลี่กระดาษออกอ่าน “อันตราย ที่ไหน เจอกัน ท้ายหมู่บ้าน มาคนเดียว” ข้อความแปลกไปจากที่ฉันเคยได้รับหลายครั้ง ไม่บอกสถานที่เกิดเหตุ ไม่บอกเวลา กลับให้ออกไปพบใครสักคน และที่แตกต่างไปคือลายมือที่ไม่ใช่ลายมือที่คุ้นตา แต่ฉันไม่ได้เอะใจ เพราะความอยากที่จะเจอคนที่คอยช่วยเหลือฉันตลอดเวลา จึงรีบออกจากบ้านทันที

ฉันสาวเท้ายาวอย่างรีบร้อนให้ถึงท้ายหมู่บ้านโดยเร็ว โดยไม่ทันสังเกตบุคคลที่เดินสวนทางมา “ซะห์ ไปไหนน่ะ ดูรีบร้อน” อามีนา ร้องทัก เมื่อเห็นเพื่อนเดินผ่านโดยไม่ทักทาย

“ไปธุระ ท้ายหมู่บ้าน เดี๋ยวมา” ฉันตอบลวกๆ โดยไม่หันไปมองผู้ถาม อามีนาขมวดคิ้วด้วยความสงสัยในความรีบร้อน แต่ก็ไม่ได้ทักท้วงให้เสียเวลา

เพียงไม่ถึงครึ่งชั่วโมงฉันก็มายืนอยู่ท่ามกลางป่ารก ท้ายหมู่บ้าน หันมองรอบ
ด้านด้วยความระมัดระวัง พลางกระชับปืนแน่นอย่างไม่วางใจ แล้วก็ปรากฏร่างชายฉกรรจ์ 5 คน ในชุดทหารพราง พร้อมอาวุธครบมือ เดินเข้ามาใกล้ฉันด้วยท่าทางไม่น่าไว้วางใจ ฉันรีบถอยออกห่าง แต่ช้ากว่าชายเหล่านั้น พวกเขาเข้าประชิดตัวฉันอย่างรวดเร็ว

“อย่าคิดสู้เลย สาวน้อย” เสียงเตือนอย่างดุดันแข็งกร้าว ก่อนรวบแขนฉันจับไปมัดไว้ที่ต้นไม้กลางป่า

“พวกนายเป็นใคร ทำเพื่ออะไร เราก็คนไทยด้วยกัน” ฉันสะกดความหวาดกลัว พลางถามด้วยความสงสัย

“เดี๋ยวก็รู้ว่าพวกเราต้องการอะไร” เสียงหัวเราะของกลุ่มชายฉกรรจ์ก้องกังวานท่ามกลางความเงียบของป่า

เวลาผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง ยังไม่มีวี่แววว่ากลุ่มชายเหล่านี้จะบอกวัตถุประสงค์ที่จับฉัน แดดเริ่มร้อนขึ้น จนทำให้เหงื่อไหลโทรม "นี่ พวกนาย ตกลงจะทำอะไร" ฉันเริ่มอดทนรอไม่ไหว

“นั่นซิ พี่ ร้อนจะแย่แล้ว ไม่เห็นมันออกมา เอาไงดี” ชายหนุ่มรูปร่างเล็กแกร็น เอ่ยถาม

“เฮ้ย ! เรารู้นะโว้ย ว่ามึงอยู่แถวนี้ ถ้ามึงไม่ออก พวกกูจะเชือดเส้นเอ็นแฟน
มึงทีละข้อ” เสียงชายรูปร่างสูงใหญ่ ตะโกนดัง พลางหยิบมืดพกขนาดเล็กมาจ่อที่ข้อเท้าขวาฉัน

“แฟนรึ” ฉันเอ่ยรำพันเบาๆ กับตัวเอง พลางสอดส่ายสายตาไปรอบๆ กลับ
ไม่พบใครนอกจากกลุ่มชายฉกรรจ์และตัวฉัน แต่หลังไม้ใหญ่ ยังมีชายชุดดำยืนเพ่งมองฉันด้วยสายตาแห่งความห่วงใย คิ้วขมวดด้วยความครุ่นคิดหนัก ก่อนถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วค่อยๆ ก้าวๆ ออกจามุมหลบซ่อนแฝงตัว

“แกต้องการอะไร”ชายหนุ่มชุดดำ สวมหมวกแก๊ปสีเขียว เดินออกมาโดยใน
มือยังถือปืนอาก้าอย่างองอาจ ท่ามกลางเสียงหัวเราของกลุ่มชายฉกรรจ์

“ไอ้ทรยศ ยังมีหน้ามาถามว่า พวกกูต้องการอะไร นายเขารู้มานานแล้วว่ามึง
แอบส่งข่าวให้ทางการ มึงก็รู้โทษของคนทรยศ” หนุ่มร่างใหญ่ ส่งเสียงกร้าว

ชายชุดดำค่อยๆ ถอดหมวกออก เผยให้ใบหน้ารูปไข่ คิ้วดกเข้ม นัยตากลมโตเป็นประกาย เหลือบมองฉันเพียงแว่บเดียว “เราไม่เคยทรยศต่อแผ่นดินเกิด พวกแกต่างหากที่ทรยศ” เขากล่าว พลางยิ้มอย่างใจเย็น

“อาหะมะ” ฉันเอ่ยชื่อชายผู้เป็นที่รักเบาๆ อย่างไม่เชื่อสายตา ชายที่ยืนอยู่
ตรงหน้าจะเป็นเขาได้ เขายังไม่ตาย เขายังไม่จากฉันไปไหน น้ำตาที่พยายามกลั้นไว้ กลับไหลลงอาบแก้มทั้งสองข้าง

“ปล่อยเธอไป เธอไม่เกี่ยวด้วย อย่าทำคนบริสุทธิ์อีกเลย” น้ำเสียงแสดง
ความห่วงใย

“ไอ้เลว มึงทรยศพวกกู ทรยศต่อพระเจ้า มึงต้องตาย” ชางร่างยักษ์ชี้ปลาย
กระบอกปืนไปทางอาหะมะ พร้อมเหนี่ยวไกปืน ปัง! อาหะมะ หลบได้ทัน พลางรีบวิ่งมาตัดเชือกที่พันธนาการฉันอยู่ และส่งปืนให้ฉันทันที

“เธอ...”น้ำตายังไม่อาจหยุดไหลได้ เสียงที่สั่นเครือของฉัน ทำให้เขาหันมา
มองฉันแล้วเช็ดน้ำตาให้อย่างเบามือ เสียงปืนดังขึ้นอีกครั้งใกล้ตัว เขาจึงฉุดฉันให้วิ่งตามเขาไปด้วยความเร็ว เสียงปืนยังไล่หลังมาไม่หยุด

“ไหวไหม ซะห์” เขาเอ่ยถามขณะพาวิ่งออกจากป่ารก ฉันพยักหน้ารับ
ทั้งที่เหนื่อยใจแทบขาด แต่ไม่ต้องการให้เขาต้องพะวง อีกเพียงไม่ถึงกิโลเมตร จะพ้นเขตป่ารก เข้าสู่เขตหมู่บ้านนานาค

“โอ๊ย !” เท้าเจ้ากรรมสะดุดตอไม้ตอใหญ่ ฉันล้มลงอย่างแรง ทำให้ข้อเท้า
พลิกเดินต่อไปไม่ไหว แต่ อาหะมะ ยังคงพยุงฉันเดินต่ออย่างไม่ลดละ จนกระทั่ง กลุ่มชายฉกรรจ์ตามมาประชิดทัน

“อย่าคิดหนีเลยมึงไม่รอดหรอก”เสียงปืนดังขึ้นใกล้ๆ กระสุนพุ่งทะลุ
หัวเข่าฉัน จนเลือดสาดกระเซ็น ความเจ็บปวดทำให้ฉันหยุดวิ่ง ร้าวไปถึงต้นขา อาหะมะยังคงยิงตอบโต้

“ทิ้งฉันไว้ที่นี่เถอะ เธอหนีไปบอก อรบ.มาช่วย” ฉันทรุดนั่งลงอย่างอ่อน
แรง อาหะมะส่ายหน้า พยายามฉุดฉันให้ลุกขึ้นเดินต่อ แต่ฉันกลับทิ้งตัวลงโดยไม่สนใจเสียงปืนที่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ไม่ ซะห์ เราต้องไปด้วยกัน” อาหะมะ พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เสียง
ปืนดังขึ้นอีก คราวนี้ เฉียดศีรษะอาหะมะไปเพียงไม่ถึงนิ้ว เขาก้มลง พลางยิงตอบไป กระสุนทะลุเข้ากลางศีรษะ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งล้มลง กลุ่มชายฉกรรจ์ ตามมาทันพอดี

“แกตายแน่” หนุ่มร่างยักษ์ เหนี่ยวไกปืนมาทางอาหะมะไม่รอช้า โดยไม่ทัน
ระวังตัวเองฉันรวบรวมกำลังทั้งหมดยกปืนเเหนี่ยวไก กระสุนถูกมือหนุ่มร่างยักษ์ ปืนหล่นลง อาหะมะอาศัยจังหวะนี้ ยิงปืนใส่ชายคนดังกล่าว กระสุนตัดขั้วหัวใจ ตายทันที แต่ชายอีกคนคว้าไม้ท่อนใหญ่ฟาดลงท้ายทอยอาหะมะอย่างแรงจนล้มลงและสลบไป

“อาหะมะ” ฉันตะโกนสุดเสียง ชายอีกคนกำลังเหนี่ยวไกยิงอะหะมะซ้ำ
ฉันแข็งใจยันตัวลุกขึ้น ยิงสวนไปกระสุนถูกอกซ้ายชายคนนั้นล้มลง และฉันหันหลังกลับไปยิงชายอีกคน ก่อนทรุดตัวลงอย่างหมดแรง สติดับวูบลง

ฉันลืมตาขึ้นมองเห็นเพดานสีฟ้าอ่อน แล้วค่อยๆ ขยับมองด้านข้าง เห็นเพื่อนๆ อรบ.มายืนล้อมเตียงที่ฉันนอน ฉันพยายามขยับตัวจะลุกขึ้น แต่รู้สึกเจ็บแปลบที่เข่า จึงต้องนอนต่อ "อาหะมะล่ะคะ" ฉันเอ่ยถามถึงชายผู้เป็นที่รักก่อนทักทายผูมาเยี่ยม

“เขาอยู่ที่ กอ.รมน.แล้ว เธอหายเมื่อไหร่ค่อยไปเยี่ยมเขาก็ได้” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านตอบน้ำเสียงเรียบเฉย

“ทำไมเขาอยูที่ กอ.รมน.คะ เขาถูกจับหรือคะ” ฉันยังคงถามต่อด้วยความกังวล

“เขามอบตัวและเข้าเป็นแนวร่วมรักชาติแล้ว” ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ตอบ พลางสอบถามอาการฉันด้วยความห่วงใย ซึ่งฉันก็เพียงตอบไปตามหน้าที่ ขณะที่จิตใจลอยไปหาเขา ป่านนี้ เขาจะเป็นอย่างไร ฉันรักษาตัวหายเมื่อไหร่จะรีบไปหาเขาทันที

อามีนา พาฉันเดินทางไปยัง กอ.รมน.เพื่อขอเข้าเยี่ยมอาหะมะ หวังลิ เจ้าบ่าวที่ฉันรอคอยมาเกือบปี โดยคิดเข้าข้างตัวเองมาตลอดว่าเขายังไม่ตาย แล้วความฝันฉันก็เป็นจริง ทางกอ.รมน.อนุญาตให้พูดคุยได้เพียง 20 นาที แม้จะเป็นเวลาเพียงน้อยนิดแต่สำหรับฉันมันมีค่าอย่างยิ่ง และฉันจะใช้เวลาทั้งหมดอย่างคุ้มค่า

“อาหะมะ” ฉันเข้าสวมกอดอย่างไม่อายคนรอบข้าง ไออุ่นจากเขาส่งผ่านมา
ยังฉันรู้สึกถึงได้ถึงความในใจแห่งความคิดถึงที่กำลังล้นทะลักไม่หยุด อาหะมะเล่าทุกอย่างโดยละเอียด ตั้งแต่เขาถูกยิงและนำขึ้นรถบรรทุกไปในเหตุสลายการชุมนุมตากใบ เขาถูกส่งตัวไปรักษาที่โรงพยาบาลยังไม่ทันหายดี ก็ต้องหนีออกจากโรงพยาบาล กลับไปยังกองกำลังเปอมูดอ แนวร่วมก่อความไม่สงบ ฝึกฝนจนร่างแข็งแรง ก็ได้รับคำสั่งให้แต่งกายชุดทหารพราง ออกยิงชาวบ้าน โดยเฉพาะหมู่บ้านที่มีไทยพุทธ-มุสลิมอยู่ร่วมกัน เพื่อสร้างความแตกแยก และทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า เป็นฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐ

เมื่อเขาได้รับมอบหมายให้มาปฏิบัติการที่บ้านนานาค และได้รู้ว่า ฉันเป็น
หนึ่งใน อรบ.หมู่บ้าน เขาไม่อาจปฏิบัติการตามสั่งได้ จึงคิดกลับใจ คอยแอบส่งข่าวปฏิบัติการก่อความไม่สงบให้กับฉันทุกครั้งและคอยดูแลความปลอดภัยให้ตลอด แต่เหตุระเบิดหน้าบ้านผู้ใหญ่บ้าน และการฆ่าตัดคอผู้ใหญ่บ้าน เขารู้ช้าไป ไม่อาจแจ้งข่าวให้ฉันรู้ได้ทัน เพราะพวกแนวร่วมเริ่มรู้ระแคะระคาย จนในที่สุด ก็ถูกจับได้

และเมื่อครั้งนี้ เขาไม่อาจกลับไปร่วมขบวนการได้อีก รวมทั้งเขายังรู้สึกผิดที่
ทำให้ฉันต้องมาบาดเจ็บเพราะเขา จึงตัดสินใจมอบตัวและเข้าให้ข้อมูลแก่ กอ.รมน. เวลา 20 นาที ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ฉันลากลับทั้งที่ยังอยากอยู่เคียงข้างเขา

หลังจากเขาให้ข้อมูลแก่รัฐบาล เขาถูกนำตัวส่งฟ้องต่อศาล แต่ศาลพิจาณาแล้วเห็นว่า เขายังไม่ได้ก่อเหตุทำร้ายใครให้ถึงแก่ชีวิต อีกทั้งยังให้ข้อมูลที่มีเป็นประโยชน์ต่อทางการ เพื่อความสมานฉันท์ จึงพิพากษายกฟ้อง แต่เขายังต้องอยู่ในความดูแลคุ้มครองจากเจ้าหน้าที่ ด้วยเกรงว่าพวกก่อความไม่สงบจะมาฆ่าปิดปากได้

แม้ฉันกับเขาจะยังไม่ได้แต่งงานกันตามที่ตั้งใจ แต่ฉันก็ดีใจที่เขายังอยู่กับฉัน ไม่ทิ้งฉันไปไหน และเราสัญญาว่า เมื่อสถานการณ์คลี่คลายเราจะได้อยู่ร่วมกัน ฉันเองก็สวดวิงวอนต่อองค์อัลลอฮฺ ให้ความสันติสุขจงเกิดแก่แผ่นดินใต้โดยเร็ว อัลลอฮฺอักบัร


Create Date : 11 พฤศจิกายน 2551
Last Update : 11 พฤศจิกายน 2551 10:03:40 น. 9 comments
Counter : 409 Pageviews.

 
เป็นคนไทยที่ต้องการรักษาพื้นที่..ขอบคุณมากค่ะ

เเละขอให้ได้อยู่ร่วมกันเมื่อบ้านเมืองเรียบร้อย คำสัญญาของทั้งสองไม่เปลียนเเปลงเเน่นอนค่ะ


โดย: YUCCA วันที่: 12 พฤศจิกายน 2551 เวลา:17:47:23 น.  

 
ไอ้หนูมาแล้วเหรอ


โดย: พยัคฆ์ร้ายแห่งคลองบางหลวง วันที่: 13 พฤศจิกายน 2551 เวลา:10:40:31 น.  

 
เยี่ยมยอด


โดย: ตาพรานบุญ วันที่: 13 พฤษภาคม 2552 เวลา:13:06:05 น.  

 
จ ข บ.เคยไปใช้ชีวิตที่นั่นรึป่าวค่ะ...เขียนได้มีชีวิตชีวามากเลยค่ะเหมือนตัวละครมีชีวิตจริง สถานการณ์จริง น่าติดตามค่ะ ยินดีด้วยน่ะค่ะกับรางวัลที่ได้รับ


โดย: เขาพิงกัน วันที่: 15 พฤษภาคม 2552 เวลา:14:43:02 น.  

 
เห็นภาพเลยครับ ยินดีด้วยครับกับรางวัลที่ได้


โดย: aodbu วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:11:18:07 น.  

 
เขียนได้น่าติดตามมากเลยค่ะ

ยินดีด้วยนะคะกับรางวัลที่ได้รับ


โดย: jaynis วันที่: 21 พฤษภาคม 2552 เวลา:15:48:45 น.  

 
ดีมากเลยครับ


โดย: archparty วันที่: 25 พฤษภาคม 2552 เวลา:16:20:45 น.  

 

อ่านแล้วซึ้ง


โดย: แป้นเหย้า (แป้นเหย้า ) วันที่: 26 พฤษภาคม 2552 เวลา:21:20:02 น.  

 
อ่านแค่ 10 บรรทัดแรก ความรู้สึก มันตื้อ ๆ อยากร้องไห้ ทำไมแ
ละเมื่อไร ประเทศไทยจะสงบซะทีนะ .................
แล้วจะกลับมาอ่านใหม่นะคะ ขอติดไว้ก่อน


โดย: pinpare วันที่: 27 พฤษภาคม 2552 เวลา:23:56:42 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

bowwy14
Location :
นนทบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




คนคนหนึ่งที่แสนธรรมดา ซึ่งไม่เคยสำคัญสำหรับใคร แถมยังอยู่นอกสายตาทุกคนเสมอ และเป็นคนสุดท้ายที่ใครจะนึกถึง
Friends' blogs
[Add bowwy14's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.