Group Blog
 
 
มิถุนายน 2564
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
5 มิถุนายน 2564
 
All Blogs
 
วิเคราะห์ Ghost Lab - ฉีกกฎทดลองผี: เมื่อ “วิชา” พาไปสู่ “อจินไตย”



หนังจิตวิทยาที่จับเอาผีมาเป็นตัวดำเนินเรื่อง

จากบทสัมภาษณ์ของ ปวีณ ภูริจิตปัญญา ผู้กำกับของหนังเรื่องนี้
เขาได้บอกว่า จุดเริ่มต้นของ Ghost Lab มาจากการเข้าร่วมเวิร์คช็อปของ
บรรดาผู้กำกับโดยกิจกรรมที่ว่าคือ ให้ผู้กำกับสองคนที่มีสไตล์การกำกับหนัง
ที่แตกต่างกันมาจับคู่กันและคิดพล็อตหนังแนวคู่หู (Buddy Film)
ถ้าพล็อตไหนที่ถูกใจคณะกรรมการก็จะได้รับโอกาสให้พัฒนาต่อไปเป็นหนังได้
ซึ่งคุณปวีณ ที่เคยฝากผลงานเอาไว้ใน Body ศพ #19 ก็ได้จับคู่กับคุณเต๋อ
นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ ผู้กำกับหนังสุดอินดี้อย่าง Mary is Happy, Mary is Happy.
ทั้งคู่ได้เลือกหยิบเอาสองสารตั้งต้นที่แตกต่างกันสุดขั้วมาผสมกัน
นั่นก็คือ หนังผีกับวิทยาศาสตร์ จนออกมาเป็นพล็อตของหนัง Ghost Lab นั่นเอง

Ghost Lab เล่าถึงความทะเยอทะยานที่อยากไขความลี้ลับของโลกหลังความตาย
ของสองหมอหนุ่มฝึกหัด หมอวี หรือนายแพทย์ ชีวี พรหมเมธัสหมอหนุ่มสุดเนิร์ดหน้าตาย
ที่แอบมีลูกบ้าอย่างไม่น่าเชื่อ กับ หมอกล้า หรือ นายแพทย์อาจอง สุญญตา
หมอหนุ่มหน้าตาดีที่ชักชวนให้เพื่อนของเขาเข้ามาร่วมทำการทดลองนี้ด้วย
ทั้งคู่มีความหลงใหลในเรื่องผีจนเข้าขั้นหมกมุ่นตั้งแต่ที่พวกเขาได้พบ
ผีคนไข้ถูกไฟคลอกเข้าโดยบังเอิญในคืนหนึ่ง เหตุการณ์ความสยองขวัญ
ได้เป็นเชื้อไฟของความอยากรู้อยากเห็นและปลุกความสัญชาตญาณ
ของความเป็นนักคิดและนักวิทยาศาสตร์ของทั้งคู่ขึ้นมา แต่เมื่อทั้งคู่ยิ่งคิด
ยิ่งค้นคว้าหาคำตอบ มันก็ยิ่งทำให้เรื่องราวนั้นลุกลามบานปลายขึ้น
ไปเรื่อย ๆ จนสายเกินแก้

โดยส่วนตัวคิดว่า หนังแนวคู่หูเรื่องนี้ ไม่ใช่หนังผีและไม่ใช่หนังวิทยาศาสตร์
แต่คล้าย ๆ จะเป็นหนังแนวจิตวิทยาที่ล้อเล่นและตั้งคำถามกับจิตใจหรือความกระหาย
ใคร่รู้ของมนุษย์มากกว่า แต่หยิบเอาผี เรื่องลึกลับ และการทดลองมาเป็น
องค์ประกอบที่ทำให้เรื่องราวดำเนินไปได้เพียงเท่านั้น ซึ่งมีรสชาติที่คล้าย ๆ
กับ Body ศพ #19 ที่เป็นหยิบเอาอาการเห็นภาพหลอน (Hallucination)
และโรคหลายบุคลิก (Dissociative Identidy Disorder) มานำเสนอให้ผู้ชม
เห็นผ่านมุมมองของหมอสุธี ซึ่งกลายมาเป็นผู้ป่วยซะเองและกลายเป็นว่าการเห็น
ภาพหลอนก็ได้สร้างองค์ประกอบที่น่ากลัวและสยองขวัญได้แบบหนังผีเลย
และนอกจากนี้ ทางผู้กำกับยังได้แอบใส่อีสเตอร์เอกลงไปใน Ghost Lab ด้วย
เช่น โรงพยาบาลที่ตัวเอกทั้งคู่ทำงานเป็นหมออินเทิร์นก็ยังเป็นโรงพยาบาล
เดียวที่หมอสุธีทำงานในเรื่อง Body ศพ #19 อีกด้วย



ด้านมืดของวิทยาศาสตร์และการแพทย์

Ghost Lab ได้นำเสนอให้เราได้เห็นอีกด้านของวิทยาศาสตร์และการแพทย์
นั่นคือ ด้านมืดของวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่มักไม่มีใครอยากพูดถึงและไม่กล้าพูดถึง
เพราะก่อนที่โลกในปัจจุบันของพวกเราจะมีวิทยาศาสตร์และการแพทย์ที่ทันสมัย
ที่ช่วยยื้อชีวิตของผู้คนมากมายเอาไว้ได้ ย่อมปฏิเสธไม่ได้ว่า มีชีวิตของมนุษย์และสัตว์
มากมายที่ต้องเซ่นสังเวยแด่ความกระหายใคร่รู้ของนักวิทยาศาสตร์และแพทย์ในเรื่องราว
ที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตและความลับต่าง ๆ ของธรรมชาติ พวกเขาต้องสละชีวิตเพื่อ
เข้าร่วมเป็น "หนูทดลองยา" เพื่อให้พิสูจน์และคำยืนยันว่า การใช้ยาหรือสารเคมี
ชนิดนั้น ๆ ปลอดภัยต่อร่างกายของมนุษย์ ตลอดจนวิธีการผ่าตัดต่าง ๆ นั้นถูกต้อง
และสามารถช่วยแก้ไขสิ่งผิดปกติของร่างกายให้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง ดังนั้น
เราจึงควรคำนึงถึงความจริงข้อนี้อยู่เสมอว่า ถ้าหากปราศจากผู้เข้าร่วมการทดลองเหล่านั้น
ย่อมไม่มีเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยหรือความสะดวกสบายที่เกิดขึ้นจาก
วิทยาศาสตร์ในปัจจุบันนี้เลย



หมอก็คน: อาชีพอันมีเกียรติที่ต้องแลกมาด้วยอะไรมากมาย

นอกจากนี้ Ghost Lab ยังทำให้เราได้เห็นว่า อาชีพหมอนั้นแม้ว่าจะเป็นอาชีพที่มีเกียรติ
ได้รับการยกย่องจากผู้คนในสังคม แต่ในขณะเดียวกัน หมอทุกคนก็ยังต้องแบกรับ
เอาความกดดันและ ความคาดหวังจากญาติคนไข้ในการรักษาผู้ป่วยให้หายดี และเพราะ
ทุกวินาทีในการทำการรักษาของหมอหมายถึงชีวิตของคนไข้ ดังนั้นในทุกการรักษา
หรือการผ่าตัด หมอจำต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์และใจเย็นอยู่ทุกขณะในการวินิจฉัย
หรือตัดสินใจกระทำการใด ๆ ก็ตามเพื่อยื้อชีวิตคนไข้เอาไว้ให้ได้ และหมอยังถูกคาดหวัง
ให้มีบุคลิกที่สะอาด สุขุม รอบคอบ เพื่อความน่าเชื่อถือ และจำต้องยึดถือจรรยาบรรณ
หมอเป็นสำคัญอีกด้วย ความกดดันจากความคาดหวังต่าง ๆ นี้เอง ทำให้หมอหรือ
บุคคลากรที่ทำงานในโรงพยาบาลมีสภาวะความเครียดและซึมเศร้าได้ง่ายกว่า
คนปกติมาก ๆ ความเครียดนี้สะท้อนผ่านอาการติดบุหรี่ของหมอวีและอาการผ่าตัด
คนไข้ผิดจุดของหมอกล้า และนอกจากนี้ ความหมกมุ่นกับการค้นคว้าเรื่องผียังทำให้
พวกเขารู้สึกกดดันมากขึ้นและเสียสมาธิจากการรักษาคนไข้อันเป็นงานหลักไปด้วย



คำถามของคนข้างหลัง: ฉันทำอะไรผิด? ส่วนคนที่ฆ่าตัวตายเขาคิดอะไรอยู่?

หนังยังเสนอให้เราเห็นมุมมองของครอบครัวของคนที่จากไปอีกด้วย ซึ่งล้วนเต็มไปด้วย
ความทุกข์ ความเศร้าเสียใจ ความสงสัยในเหตุผลของการตัดสินใจปลิดชีพของคนที่รัก
ของพวกเขา ใหม่ คนรักของหมอกล้าและครอบครัวของเขาล้วนมีการตั้งคำถามถึง
การกระทำของตนเองว่าพวกเขาทำอะไรผิดหรือ หมอกล้าถึงตัดสินใจทิ้งพวกเขาไป
และยังรู้สึกเสียใจว่า ทำไมพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับรู้เหตุผลหรือข้อมูลอะไรจากปาก
คนที่พวกเขารักเลย จนแล้วจนรอด เราจะได้เห็นว่า ทั้งใหม่และครอบครัวของกล้าก็
ยังคงไม่ได้รับรู้ข้อมูลอะไรของกล้าเพิ่มเติมเลย ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ความตายจาก
การฆ่าตัวตายของใครสักคนหนึ่งส่งผลกระทบต่อคนที่ยังอยู่ไม่มากก็น้อยเสมอ
และยังสะท้อนให้เห็นว่า การรู้อะไรบางอย่างมากเกินไปก็เป็นทุกข์ ในขณะเดียวกัน
การรู้อะไรน้อยเกินไปหรือการไม่รู้อะไรเลยก็เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน


 

เมื่อ "วิชา" พาไปสู่ "อจินไตย" : ปรัชญาพุทธที่แฝงอยู่ในการทดลองสุดโต่ง

Ghost Lab ยังสะท้อนให้เห็นถึงด้านมืดของความรู้ที่ไม่ได้เป็นแสงสว่างส่องทางให้
เรามองเห็นความจริงเสมอไป หากแต่การใช้ความรู้ในทางที่ผิด ๆ และความทะเยอ
ทะยานในสิ่งที่ไม่สมควรทำก็สามารถพาตัวเราไปสู่ความตกต่ำของชีวิตได้ เช่นหมอวี
และหมอกล้า ที่เป็นตัวแทนของผู้ที่มี "วิชา" หรือมีความรู้ระดับสูงของสังคม แต่ด้วยการ
มองโลกที่ผิด ๆ พร้อมกับความทะเยอทะยานอย่างไม่มีที่สิ้นสุดก็ได้ทำให้เกิดปัญหา
ขึ้นทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น และนอกจากนี้ ความกระหายใคร่รู้ของสองหมอยังตรงกับ
แนวคิด "อจินไตย" หรือ "สิ่งที่ไม่อาจเข้าใจได้ด้วยวิสัยของมนุษย์ปกติ" พูดง่าย ๆ คือ
เรื่องบางเรื่องจะอยากรู้ไปทำไม ในเมื่อรู้แล้วไม่มีประโยชน์กับการมีชีวิตอยู่หรือไม่ได้
ช่วยให้มีความสุขขึ้นในชีวิต เพราะคิดไปก็ไม่สามารถหาคำตอบมายืนยันได้อย่างชัดเจน
และยังจะส่งผลให้คนที่คิดอย่างหมกมุ่นอาจถึงขั้นเสียสติได้ พร้อมกันนี้ แนวคิดเรื่อง
ชาติก่อนที่มีปรากฏในพระธรรมต่าง ๆ และแนวคิดอจินไตยยังมุ่งสั่งสอนให้ผู้คนตระหนัก
ถึงชีวิตในขณะปัจจุบันและทำมันให้ดีที่สุดมากกว่าจะไปยึดมั่นถือมั่นในอดีตหรือ
สิ่งที่จบไปแล้วอีกด้วย

ศาสนาพุทธ VS วิทยาศาสตร์: คนละเรื่องเดียวกัน

ในขณะที่วงการวิทยาศาสตร์พยายามค้นหาคำตอบหรือการไขความลับของธรรมชาติ
แต่สิ่งนั้นอาจจะไม่ใช่เหตุผลของการมีชีวิตอยู่ของมนุษย์ก็ได้ หากแต่การรับรู้ เรียนรู้
และเข้าใจชีวิตหรือธรรมชาติอย่างที่มันดำเนินไป อาจจะเป็นหนทางที่ดีกว่าก็เป็นได้
และนี่อาจจะเป็นสิ่งที่ศาสนาพุทธกำลังอยากจะบอกเราอยู่หรือเปล่า ส่วนตัวมองว่า
ศาสนาพุทธกับวิทยาศาสตร์เป็นศาสตร์ที่คล้ายกัน แต่เกิดจากการมองคนละมุม
เราจะเห็นได้ว่า ศาสนาพุทธถูกมองว่า เป็นศาสนาที่มีความเป็นวิทยาศาสตร์สูง
ไม่ว่าจะเป็นหลักธรรมที่สั่งสอนไม่ให้เชื่อโดยปราศจากเหตุผล (หลักกาลามสูตร)
ที่สนับสนุนให้มนุษย์ค้นหาความจริงหรือพิสูจน์ก่อนที่จะเชื่ออะไรง่าย ๆ หรือกฎแห่งกรรม
ที่เราเชื่อว่า ใครทำอะไรมักจะได้สิ่งนั้นกลับมา ที่มีความคล้ายคลึงกับกฎการเคลื่อนที่
ข้อที่ 3 ของนิวตัน (Newton's Third Law ) ที่ว่าด้วยแรงกิริยา (Action Force)
และแรงปฏิกิริยา (Reaction Force) ที่กล่าวว่า เมื่อเราออกแรงกระทำต่อวัตถุไปเท่าใด
แรงที่สะท้อนตอบกลับมาจากวัตถุก็จะมีแรงเท่ากับแรงกิริยาเสมอ เป็นต้น

แต่แม้ว่าศาสนาพุทธจะสนับสนุนในเรื่องของการค้นหาความจริงของชีวิตผ่านทาง
การกระทำของตนเองและการฝึกจิตภาวนาเพื่อเรียนรู้และฝึกจิตใจของตนเองให้นิ่งก่อน
ที่จะเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ แต่ในขณะเดียวกัน พระพุทธเจ้าก็ยังได้มุ่งเน้นให้มนุษย์เห็นถึงความ
พอเหมาะพอควรของการค้นคว้าหาคำตอบของความจริงนั้น โดยหลักทางสายกลาง
เพื่อมิให้ทุกคนหมกมุ่นกับเรื่อง "อจินไตย" ที่อยู่เหนือวิสัยการรับรู้ของปุถุชนคนธรรมดาได้
ซึ่งขีดจำกัดนี้ไม่มีอยู่ในวงการวิทยาศาสตร์ ซึ่งวิทยาศาสตร์มุ่งเน้นการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ
ของโลกภายนอก โดยเฉพาะเรื่องของวัตถุหรือสสารต่าง ๆ ที่สามารถจับต้องได้เท่านั้น
และการไร้ขีดจำกัดของความคิดแบบวิทยาศาสตร์นี่แหละที่ได้มอบแนวคิดที่ส่งเสริมอีโก้
ให้แก่พวกเราว่า ยิ่งมนุษย์สามารถค้นพบความจริงของธรรมชาติได้มากเท่าไหร่ เราก็ยิ่ง
สูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ และเข้าใกล้ความเป็นสมบูรณ์แบบหรือคำว่า "พระเจ้า" มากยิ่งขึ้น
โดยในบ้างครั้ง มนุษย์ก็อาจหลงลืมไปว่า ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง และพวกเรา
ทุกคนก็ล้วนมีข้อบกพร่อง แล้วพวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่า การเป็นพระเจ้าหรือการ
เป็นผู้อยู่เหนือทุกสิ่งนั้นจะทำให้ชีวิตเรามีความสุขและเป็นความหมายของชีวิตจริง ๆ

นี่เอง จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนควรลองคิดถึงตั้งคำถามถึงความจริงข้อนี้ใหม่
โดยแทนที่เราจะตั้งทำถามว่า พวกเราเกิดมาเพื่ออะไรและมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร
ผีมีจริงหรือไม่ โลกหน้ามีจริงหรือไม่ แต่ถ้าเราลองตั้งคำถามใหม่ว่า เกิดมาหนึ่งชีวิต
เราจะใช้ชีวิตอย่างไรให้คุ้มค่า มีประโยชน์ต่อตัวเองและผู้อื่น ทำให้ตัวเราและคนที่เรารัก
มีความสุข มันอาจจะดีกว่าก็ได้


 

สัญลักษณ์ที่ซ่อนเอาไว้ในองค์ประกอบศิลป์ภายในเรื่อง

Ghost Lab เป็นหนังที่ผู้กำกับได้ใส่สัญลักษณ์ที่สื่อความหมายเอาไว้เยอะมาก
ในองค์ประกอบศิลป์ ซึ่งมีความน่าสนใจในแง่ของการเอาตำนานความเชื่อต่าง ๆ
มาสะท้อนให้เห็นพฤติกรรมและความคิดของตัวละครหลักภายในเรื่องด้วย
 

แสงเหนือ (Northern Light หรือ Aurora Borealis):

ตัวแทนวิญญาณของคนที่เสียชีวิตไปแล้วกลับมาสื่อสารกับคนที่ยังมีชีวิตอยู่
ตามตำนานของชาวอินูอิต (Inuit) หรือชาวเอสกิโม (Eskimo)

ตู้กดขนม น้ำแอปเปิ้ล แอปเปิ้ลอบกรอบ:

ส่วนตัวคิดว่า ตู้กดขนมนั้นเปรียบเสมือนต้นแอปเปิ้ล ที่สองหมอมักมานั่งคิดหาคำตอบ
เกี่ยวกับเรื่องผีเสมอและได้พบผีเข้าจริง ๆ ในคืนหนึ่ง จึงเป็นเสมือนการล้อเลียนการนั่งคิด
ใต้ต้นแอปเปิ้ลของเซอร์ไอแซ็ก นิวตันและการค้นพบเรื่องแรงโน้มถ่วงอีกด้วย และยังสะท้อน
ภาพของมนุษย์คู่แรกของโลก อดัม-เอวา (แม้ในเรื่องจะเป็นชาย-ชายก็ตาม) ที่อยู่ใน
สวนเอเดนของพระเจ้า ที่งูได้เชิญชวนให้พวกเขาได้หยิบเอาแอปเปิ้ล ผลไม้ต้องห้าม
หรือผลไม้แห่งการรู้แจ้งของพระเจ้ามากิน ความอยากรู้อยากเห็นมากเกินไปของ
พวกเขาได้ส่งผลให้พวกเขาถูกพระเจ้าลงโทษและถูกขับออกจากสวรรค์นั่นเอง




 

การร่วงหล่นของอิคารัส (The Fall of Icarus): ถ้าใครสังเกตดี ๆ จะมีฉาก
ที่สองหมอเดินเข้าไปในตึกเก่าและเดินผ่านภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปหนึ่ง ซึ่งภาพนั้นคือ
การร่วงหล่นของอิคารัส (The Fall of Icarus) ซึ่งวาดโดย Merry-Joseph Blondel
(1781-1853) ภาพนี้เป็นการบอกเล่าถึงตำนานกรีกโบราณว่าด้วยการบินได้ครั้งแรก
ของมนุษย์ โดยเล่าถึงพ่อลูกคู่หนึ่งที่ต้องโทษจากกษัตริย์ให้ต้องอาศัยอยู่ในเขาวงกต
เดดาลัส พ่อผู้เป็นช่างได้สร้างปีกสองคู่ขึ้นจากขนนกที่เชื่อมติดกันด้วยขี้ผึ้ง และได้พา
ลูกชาย อิคารัส บินหนีออกจากเขาวงกต โดยก่อนบินขึ้น เดดาลัสได้กำชับลูกชายของเขาว่า
อย่าบินต่ำเกินไป เพราะไอน้ำจะทำให้ขนนกหนักและทำให้ตกลงจากฟ้าได้ ในขณะเดียวกัน
ก็ห้ามบินสูงเกินไป เพราะจะทำให้ขี้ผึ้งหลอมละลายจากความร้อนของดวงอาทิตย์ได้
ส่งผลให้ขนนกหลุดออกมาและทำให้ร่างกายร่วงหล่นลงมาได้เช่นกัน แต่สุดท้ายอิคารัส
ผู้เป็นเด็กทะเยอะทะยาน ได้สนุกกับการบินจนเผลอบินสูงเกินไป ทำให้เขาร่วงหล่นลงมา
เสียชีวิต ทำให้ผู้เป็นพ่อต้องบินต่อไปและใช้ชีวิตอย่างโดดเดี่ยวในบั้นปลายของชีวิต

ตำนานนี้ได้สื่อให้เห็นถึงความทะเยอทะยานและการหมกมุ่นกับสิ่งที่ไม่ควรรู้มากเกินไป
จนทำลายตัวเองของหมอวีและหมอกล้า โดยทั้งคู่นั้นล้วนเป็นภาพสะท้อนของอิคารัส
เด็กหนุ่มผู้ลำพองใจในความเก่งกล้าของตัวเองและพ่อของเขา นอกจากนี้ ตำนานการร่วงหล่น
ของอิคารัสยังเปรียบเสมือนแนวคิดการเดินทางสายกลางของทางตะวันตกได้อีกด้วย
(จะว่าไปก็ค่อนข้างคล้ายของพุทธมาก ๆ เลยทีเดียว ที่กล่าวว่า สายพิณที่ขึงตึงไป
จะขาดและสายที่หย่อนไปก็ทำให้เสียงไม่ไพเราะ ดังนั้น ต้องขึงให้พอดี)


โคมระย้ากลางบันไดตึกเก่า: สะท้อนภาพสรวงสวรรค์หรือจักรวาลตามความเข้าใจ
ของคนโบราณและสื่อถึงระบบสุริยจักรวาล โดยโคมระย้าสื่อถึงดวงอาทิตย์ ส่วนไฟ
ดวงอื่น ๆ สะท้อนภาพของดวงดาวบริวารของดวงอาทิตย์


 

อาจอง สุญญตา: ชื่อและนามสกุลเต็ม ๆ ของหมอกล้า อาจ-อง
สื่อให้เห็นถึงความเป็นคนกล้าหาญ กล้าที่จะฆ่าตัวตาย กล้าทำเรื่องที่ไม่มีใครเคยทำ
ส่วนคำว่า "สุญญตา" ก็แปลว่า หมดห่วง ปล่อยวาง ละกิเลส ไม่มีตัวตน

 

ชีวี พรหมเมธัส: ชื่อและนามสกุลเต็ม ๆ ของหมอวี ชีวี แปลว่า ชีวิต
ส่วนพรหมเมธัสก็แปลได้ว่า เทวดาหรือผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้ ซึ่งเมื่อเขียนเป็น
ภาษาอังกฤษ จะได้คำว่า Prometheus ซึ่งเป็นการนำเอาตำนานกรีกโบราณเรื่อง
โพรมิธีอุส เทพผู้นำไฟจากสวรรค์มาให้มนุษย์ ผู้นำความรู้และวิทยาการมาให้มนุษย์
มาล้อให้เข้ากับชื่อภาษาไทย



ใหม่: เป็นตัวแทนของผู้หญิงหรือเหยื่อที่ต้องสังเวยชีวิตให้แก่การทดลอง
หรือความใคร่รู้ และใหม่ยังมามารถเทียบได้กับตำนาน "แพนโดร่า" สาวงามที่พระเจ้า
ส่งมาเพื่อลงโทษมนุษย์ หลังจากโพรมิธีอุสขโมยไฟลงมาให้มนุษย์แล้ว พระเจ้าก็ส่งนาง
ลงมาอยู่กับมนุษย์พร้อมกับกล่องปริศนาใบหนึ่งพร้อมกำชับว่าห้ามเปิดเด็ดขาด แต่นางก็
อดใจไม่ไหว ด้วยความอยากรู้อยากเห็น แพนโดร่าก็เปิดกล่องออก จนทำให้ความชั่วร้าย
โรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ หลุดลอยออกมาสู้โลกมนุษย์ แต่โชคดีที่นางปิดกล่องได้ทัน
ซึ่งเหลือเพียง "ความหวัง" อยู่ ดังนั้น ตำนานแพนโดร่าได้สอนให้ผู้คนอาชนะ
ความทุกข์ต่าง ๆ ด้วยความหวังและความพยายาม แพนโดร่าเหมือนกับใหม่คือ
มีความอยากรู้อยากเห็น เธอถึงขั้นลงทุนไปขโมยแล็ปท็อปของกล้ามา
จากแล็บหมอวีเลย





ตุ่นปากเป็ด: ตุ่นปากเป็ดเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมมีปากเหมือนเป็ดและออกลูกเป็นไข่
เป็นสิ่งมีชีวิตที่แสดงให้เห็นว่า การวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงด้วยนมนั้นเริ่มมาจากสัตว์เลื้อย
คลานหรือสัตว์ปีกบางประเภท และสื่อถึงความกำกวม/ความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต
ที่มีมากเกินกว่ามนุษย์หรือวิทยาศาสตร์จะสามารถจำแนกและจัดประเภทได้หมด



 

ดาวเรืองแสง/ดาวที่ตกลงมา: แสดงถึงความเกิดดับของชีวิต
เป็นตัวแทนชีวิตของแม่ของวี และยังสื่อถึงการตกต่ำจากหน้าที่การงาน
ที่ดีสู่อำนาจมืดจากการใช้ความรู้ในทางที่ผิดของวี

 

ถ้าใครมองเห็นสัญลักษณ์หรือมีประเด็นอื่น ๆ
ก็สามารถเม้นมาพูดคุยกันได้นะคะ
ขอบคุณทุกคนที่อ่านมาถึงตรงนี้ค่ะ
 

คลิกเพื่อกลับไปยังสารบัญบล็อก




Create Date : 05 มิถุนายน 2564
Last Update : 13 สิงหาคม 2564 21:58:09 น. 1 comments
Counter : 129 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณหอมกร


 
หลายเรื่องก็ตรงกับที่วิเคราะห์กันในกระทู้พันทิพจ้า



โดย: หอมกร วันที่: 28 มิถุนายน 2564 เวลา:8:38:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 

LittleMissLuna
Location :
ขอนแก่น Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]




Cheetah Skin Guitar Pick
New Comments
Friends' blogs
[Add LittleMissLuna's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.