ประวัติหลวงพ่อทวด











ประวัติหลวงพ่อทวด
ประวัตหลวงพ่อทวด หลวงปู่ทวด
"เรื่องหลวงพ่อทวด"

การนำเรื่องประวัติของท่านมาลงส่วนหนึ่งเพราะเราและหลานสาวหลานเขย
เคารพนับถือศรัทราและนำเหรียญท่านมาแขวนเพื่อป้องกันอันตรายให้อุ่นใจ
อีกส่วนอยากทราบประวัติของท่าน ให้เพื่อนๆได้ทราบไปพร้อมกันเลย


เมื่อหลายร้อยปีมาแล้วหัวเมืองทางภาคใต้ของประเทศไทย
เล่าลือกันมาว่า ทุกๆ สมัย เกิดมีพระภิกษุสงฆ์ทรงสมณศักดิ์
ชั้นสมเด็จ ๔ องค์ด้วยกัน คือ
๑. สมเด็จเจ้าเกาะยอ
๒. สมเด็จเจ้าเกาะใหญ่
๓. สมเด็จเจ้าจอมทอง
๔. สมเด็จเจ้าพะโคะ



แต่ในที่นี้ขอกล่าวเฉพาะตำนานสมเด็จเจ้าพะโคะโดยตรง
ตามตำนานกล่าวไว้ว่าสมเด็จเจ้าพะโคะองค์นี้
ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระราชมุณีสามีรามคุณูปมาจารย์"
จากสมเด็จพระมหาธรรมราชาสมัยพระองค์ครองกรุงศรีอยุธยา
เป็นราชธานีและกล่าวไว้ว่าสมเด็จเจ้าพะโคะ ชาตะ วันศุกร์
เดือน ๔ ปีมะโรง ตรงกับ พ.ศ. ๒๑๒๕
บิดาชื่อตาหู มารดาชื่อนางจันทร์ มีอายุมากแล้ว
จึงคลอดบุตรเป็นชายชื่อเจ้าปู่ และได้คลอดบุตรคนนี้
ที่บ้านสวนจันทร์ ตำบลชุมพล เมืองจะทิ้งพระ
(อำเภอสะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ในเวลานี้)

ตาหู นางจันทร์ เป็นคนยากจนได้อาศัยอยู่กับคหบดีผู้หนึ่ง
ซึ่งไม่ปรากฏนาม สองสามีภรรยาเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม
เมื่อนางจันทร์ออกจากการอยู่ไฟเนื่องจากการคลอดบุตรแล้ว

วันหนึ่งนางจันทร์ได้อุ้มลูกน้อยพร้อมด้วยสามีออกไปทุ่งนา
เพื่อช่วยเก็บข้าวให้แก่เจ้าของบ้านที่พลอยอาศัย
ครั้นถึงทุ่งนาได้เอาผ้าผูกกับต้นเหม้าและต้นหว้า
ซึ่งขึ้นอยู่ใกล้กันให้ลูกนอน แล้วพากันลงนาเก็บเกี่ยวข้าวต่อไป



ขณะที่สองผัวเมียกำลังเก็บเกี่ยวข้าวอยู่นั้น
นางจันทร์ได้เป็นห่วงลูกและได้เหลียวมามองที่เปล
ปรากฎว่ามีงูบองตัวโตกว่าปกติ (งูเหลือม) ได้ขดตัวรวบรัดเปล
ที่เจ้าปู่นอน สองสามีภรรยาตกใจร้องหวีดโวยวายขึ้นเพื่อน
ชาวนาที่เกี่ยวข้าวอยู่ใกล้เคียงก็รีบพากันวิ่งมาดู
แต่ก็ไม่มีใครจะสามารถช่วยอะไรได้ งูใหญ่ตัวนั้นเห็นคน
เข้ามาใกล้ก็ชูหัวสูงขึ้น ส่งเสียงขู่คำรามดังอย่างน่ากลัว
จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปใกล้เปลนั้นเลย

ฝ่ายนายหูนางจันทร์ผู้ตั้งมั่นอยู่ในบุญกุศลยืนนิ่งพินิจพิจารณาอยู่
ปรากฏว่างูใหญ่ตัวนั้นมิได้ทำอันตรายแก่บุตรน้อยของตนเลย
จึงเกิดความสงสัยว่างูบองใหญ่ตัวนี้น่าจะเกิดจากเทพนิมิตรบันดาล
คิดดังนั้นแล้วก็พากันหาดอกไม้และเก็บรวงข้าวเผาเป็นข้าวตอก
นำมาบูชาและกราบไหว้งูใหญ่พร้อมด้วยกล่าวคำสัตย์อธิษฐาน
ขอให้ลูกน้อยปลอดภัย ในชั่วครู่นั้นงูใหญ่ก็คลายขนดลำตัวออก
จากเปลอันตรธานหายไปทันที

นายหูนางจันทร์และเพื่อนพากันเข้าไปดูทารกที่เปลปรากฏว่าเจ้าปู่
ยังนอนหลับเป็นปกติอยู่ แต่มีแก้วดวงหนึ่งวางอยู่ที่คอในที่ลุ่มใต้ลูกกระเดือก
แก้วดวงนั้นมีสีแสงรุ่งเรืองเป็นรัศมีหลากสีสองสามีภรรยาจึงเก็บรักษาไว้
คหบดีเจ้าของบ้านทราบความจึงขอแก้วดวงนั้นไว้เป็นกรรมสิทธิ์
ตาหูนางจันทร์ก็จำใจมอบให้



คหบดีผู้นั้นเมื่อได้แก้วพญางูมาไว้เป็นสมบัติของตนแล้ว
ต่อมาไม่นานก็เกิดวิปริตให้ความเจ็บไข้ได้ทุกข์แก่คหบดี
จนไม่มีทางแก้ไขได้ จนถึงที่สุดคหบดีเจ้าบ้านจึงคิดว่าเหตุร้าย
ที่เกิดขึ้นครั้งนี้คงเป็นเพราะยึดดวงแก้วพญางูนั้นไว้จึงให้โทษ
และเกรงเหตุร้ายจะลุกลามยิ่ง ๆ ขึ้น จึงตัดสินใจคืนแก้วดวงนั้น
ให้สองสามีภรรยากลับคืนไป ต่อมาภายในบ้านและครอบครัว
ของคหบดีผู้นั้นก็ได้อยู่เย็นเป็นสุขตามปกติ

ขณะที่นายหูนางจันทร์ได้ครอบครองแก้ววิเศษอยู่นั้นปรากฏว่า
เจ้าของบ้านก็มีความเมตตาสงสารไม่ใช้งานหนัก การทำมาหาเลี้ยงชีพ
ก็เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับอยู่สุขสบายตลอดมา

เมื่อกาลล่วงมานานจนเจ้าปู่อายุ ๗ ปี บิดามารดาได้นำไปถวายสมภารจวง
ให้เรียนหนังสือ ณ วัดดีหลวง เด็กชายปู่ศึกษาเล่าเรียน
มีความเฉลียวฉลาดยิ่งกว่าเพื่อนคนใด ๆ เมื่อเด็กชายปู่มีอายุ ๑๕ ปี
สมภารจวงผู้เป็นอาจารย์ได้บวชให้เป็นสามเณร

ต่อมาท่านอาจารย์ได้นำไปฝากท่ารพระครูสัทธรรมรังสี
ให้เรียนหนังสือมูลกัจจายน์ ณ วัดสีหยัง (วัดสีคูยัง อ.ระโนด เวลานี้)

สามเณรปู่เรียนมูลกัจจายน์อยู่กับท่านพระครูสัทธรรมรังสี
ซึ่งคณะสงฆ์ส่งท่านมาจากกรุงศรีอยุธยาให้เป็นครูสอนวิชามูล ฯ
ทางหัวเมืองฝ่ายใต้ ในสมัยนั้นมีพระภิกษุสามเณรได้ศึกษาเล่าเรียน
กันมากสามเณรปู่มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดส่อนิสัยปราชญ์มาแต่กำเนิด
ได้ศึกษาเล่าเรียนวิชามูล ฯ อยู่ไม่นานก็สำเร็จเป็นที่ชื่นชมของ
อาจารย์เป็นอย่างมาก เมื่อสามเณรปู่เรียนจบวิชามูล ฯ แล้ว
ได้กราบลาพระอาจารย์ไปเรียนต่อยังสำนักพระครูกาเดิม
ณ วัดสีเมือง เมืองนครศรีธรรมราช
เมื่อครบอายุบวชพระครูกาเดิมผู้เป็นอาจารย์จัดการอุปสมบทให้
เป็นภิกษุในพุทธศาสนา ทำญัติอุปสมบทให้ฉายาว่า "สามีราโม"
ณ สถานที่คลองแห่งหนึ่งโดยเอาเรือ ๔ ลำ
มาเทียบขนานเข้าเป็นแพทำญัติ ต่อมาคลองแห่งนั้นมีชื่อเรียกกันว่า
คลองท่าแพจนบัดนี้



พระภิกษุปู่เรียนธรรมอยู่สำนักพระครูกาเดิม ๓ ปี
ก็เรียนจบชั้นธรรมบทบริบูรณ์พระภิกษุปู่ได้กราบลา
พระครูกาเดิมจากวัดสีมาเมืองกลับภูมิลำเนาเดิม

ต่อมาได้ขอโดยสารเรือสำเภาของนายอินทร์ลงเรือที่ท่าเมืองจะทิ้งพระ
จะไปกรุงศรีอยุธยาพระนครหลวงเพื่อศึกษาเล่าเรียนธรรมเพิ่มเติมอีก
เรือสำเภาใช้ใบแล่นถึงเมืองนครศรีธรรมราช นายอินทร์เจ้าของเรือ
ได้นิมนต์ขึ้นบกไปนมัสการพระบรมธาตุตามประเพณีชาวเรือเดินทางไกล
ซึ่งได้ปฏิบัติกันมาแต่กาลก่อน ๆ เพื่อขอความสวัสดี ต่อการเดินทาง
ทางทะเลแล้วพากันลงเรือสำเภาที่คลองท่าแพ เรือสำเภาใช้ใบสู่ทะเลหลวง
เรียบร้อยตลอดมาเป็นระยะทาง ๓ วัน ๓ คืน

วันหนึ่งท้องทะเลฟ้าวิปริตเกิดพายุ ฝนตกมืดฟ้ามัวดินคลื่นคนองเป็นคลั่ง
เรือจะแล่นต่อไปไม่ได้จึงลดใบทอดสมอสู้คลื่นลมอยู่ถึง ๓ วัน ๓ คืน
จนพายุสงบเงียบลงเป็นปกติ แต่เหตุการณ์บนเรือสำเภาเกิดความเดือดร้อน
มากเพราะน้ำจืดที่ลำเลียงมาหมดลง คนเรือไม่มีน้ำจืดดื่มและหุงต้มอาหาร
นายอินทร์เจ้าของเรือเป็นเดือดเป็นแค้นในเหตุการณ์ครั้งนั้น
หาว่าเป็นเพราะพระภิกษุปู่พลอยอาศัยมาจึงทำให้เกิดเหตุร้าย
ซึ่งตนไม่เคยประสบเช่นนี้มาแต่ก่อนเลย
ผู้บันดาลโทสะย่อมไม่รู้จักผิดชอบฉันใดนายเรือคนนี้ก็ฉันนั้น



เขาจึงได้ไล่ให้พระภิกษุปู่ลงเรือใช้ให้ลูกเรือนำไปขึ้นฝั่ง
หมายจะปล่อยให้ท่านไปตามยะถากรรม ขณะที่พระภิกษุปู่
ลงนั่งอยู่ในเรือเล็กท่านได้ยื่นเท้าลงเหยียบน้ำทะเลแล้วบอก
ให้ลูกเรือคนนั้นตักน้ำขึ้นดื่มกินดู ปรากฏว่าน้ำทะเลที่เค็มจัดตรงนั้น
แปรสภาพเป็นน้ำที่มีรสจืดสนิท ลูกเรือคนนั้นจึงบอกขึ้นไปบนเรือใหญ่
ให้เพื่อนทราบพวกกะลาสีบนเรือใหญ่จึงพากันตักน้ำทะเลตรงนั้น
ขึ้นไปดื่มแก้กระหาย พากันอัศจรรย์ในอภินิหารของพระภิกษุหนุ่มยิ่งนัก
ความทราบถึงนายอินทร์เจ้าของเรือจึงได้ดื่มน้ำพิสูจน์ดูปรากฏว่า
น้ำทะเลที่จืดนั้นมีบริเวณอยู่จำกัดเป็นวงกลมประมาณเท่าล้อเกวียน
นอกนั้นเป็นน้ำเค็มตามธรรมชาติของทะเลจึงสั่งให้ลูกเรือตักน้ำ
ในบริเวณนั้นขึ้นบรรจุภาชนะไว้บนเรือจนเต็ม

นายอินทร์และลูกเรือได้ประจักษ์ในอภินิหารของท่านเป็นที่อัศจรรย์เช่นนั้น
ก็เกิดความหวาดวิตกภัยภิบัติที่ตนได้กระทำไว้ต่อท่านจึงได้นิมนต์ให้
ท่านกลับขึ้นบนเรือใหญ่แล้วพากันกราบไหว้ขอขมาโทษตามที่ตน
ได้กล่าวคำหยาบต่อท่านมาแล้วและถอนสมอใช้ใบแล่นเรือต่อไป
เป็นเวลาหลายวันหลายคืนโดยเรียบร้อย

ขณะเรือสำเภาถึงกรุงศรีอยุธยาเข้าจอดเทียบท่าเรียบร้อยแล้ว
นายอินทร์ได้นิมนต์ท่านให้เข้าไปในเมืองแต่ท่านไม่ยอมเข้าเมือง
ท่านปรารถนาจะอยู่ ณ วัดนอกเมืองเพราะเห็นว่าเป็นที่เงียบสงบดี
และได้ไปอาศัยอยู่ ณ วัดราชานุวาส ซึ่งตั้งอยู่นอกกำแพงเมือง



ขณะนั้นพระมหาธรรมราชาครองกรุงศรีอยุธยา
ในสมัยนั้นประเทศลังกาอันมีพระเจ้าวัฏฏะคามินีครองราช
เป็นเจ้าแผ่นดินมีพระประสงค์จะได้กรุงศรีอยุธยาไว้
ใต้พระบรมเดชานุภาพ แต่พระองค์ไม่มีประสงค์จะก่อสงคราม
ให้เกิดการรบราฆ่าฟันกันและกันให้ประชาชนข้าแผ่นดินเดือดร้อน
จึงออกอุบายอย่างหนึ่งที่สามารถจะเอาชนะประเทศอื่นโดยการท้าพนัน

พระองค์จึงตรัสสั่งให้พนักงานพระคลังเบิกจ่ายทองคำในท้อง
พระคลังหลวงมอบให้แก่นายช่างทองไปจัดการหลอมหล่อเป็นตัวอักษร
เท่าใบมะขามจำนวน ๘๔,๐๐๐ เมล็ด แล้วมอบให้แก่พราหมณ์
ผู้เฒ่า ๗ คน พร้อมด้วยข้าวของอันมีค่าบรรทุกลงเรือสำเภา ๗ ลำ
พร้อมด้วยพระราชสาส์นให้แก่พราหมณ์ทั้ง ๗ นำลงเรือสำเภา
ใช้ใบแล่นไปยังกรุงศรีอยุธยา เมื่อเรือสำเภาจอดท่ากรุงศรีอยุธยา
เรียบร้อยแล้ว

พราหมณ์ทั้ง ๗ ได้พากันเข้าเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชา
และถวายสาส์น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงไทยความว่า
พระเจ้ากรุงลังกาขอท้าพระเจ้ากรุงไทยให้ทรงแปลพระธรรม
ในเมล็ดทองคำและเรียบเรียงลำดับให้เสร็จภายใน ๗ วัน
ถ้าแปลแและเรียบเรียงได้ทันกำหนดพระเจ้ากรุงลังกาขอภวาย
ข้าวของอันมีค่าทั้ง ๗ ลำเรือสำเภาเป็นบรรณาการแก่พระเจ้ากรุงไทย

แต่ถ้าพระเจ้ากรุงไทยแปลเรียงเมล็ดทองคำไม่ได้ตามกำหนด
ให้พระเจ้ากรุงไทยจัดการถวายดอกไม้เงินและทองส่งเป็น
ราชบรรณาการแก่กรุงลังกาทุก ๆ ปีตลอดไป



เมื่อพระองค์ทรงทราบพระราชสาส์นอันมีข้อความดังนั้น
จึงทรงจัดสั่งนายศรีธนญชัยสังฆการีเขียนประกาศนิมนต์
พระราชาคณะและพระภิกษุสงฆ์ผู้ทรงคุณวุฒิทั่วประเทศให้เข้ามา
แปลธรรมในพระมหานครทันกำหนด เมื่อประกาศไปแล้ว ๖ วัน

ก็ไม่มีใครสามารถแปลเรียบเรียงเมล็ดทองคำนั้นได้
พระองค์ทรงปริวิตกยิ่งนักและในคืนวันนั้นพระองค์ทรงสุบินนิมิต
ว่ามีพระยาช้างเผือกผู้มาจากทิศตะวันตกขึ้นยืนอยู่บนพระแท่น
ในพระบรมมหาราชวังได้เปล่งเสียงร้องก้องดังได้ยินไปทั่วทั้งสี่ทิศ
ทรงตกพระทัยตื่นบรรทมในยามนั้นและทรงพระปริวิตกใน
พระสุบินนิมิตเกรงว่าประเทศชาติจะเสียอธิปไตยและเสื่อมเสีย
พระบรมเดชานุภาพทรงพระวิตกกังวลไม่เป็นอันบรรทมจนรุ่งสาง

เมื่อได้เสด็จออกยังท้องพระโรงสั่งให้โหรหลวงเข้าเฝ้าโดยด่วน
และทรงเล่าสุบินนิมิตให้โหรหลวงทำนายเพื่อจะได้ทรงทราบ
ว่าร้ายดีประการใด เมื่อโหรหลวงทั้งคณะได้พิจารณาดูยาม
ในพระสุบินนิมิตนั้นละเอียดถี่ถ้วนดีแล้ว ก็พร้อมกัน
กราบถวายบังคมทูลว่าตามพระสุบินนิมิตนี้จะมีพระภิกษุ
หนุ่มรูปหนึ่งมาจากทิศตะวันตกอาสาเรียงและแปลพระธรรม
ได้สำเร็จ พระบรมเดชานุภาพของพระองค์จะยั่งยืนแผ่ไพศาล
ไปทั่วทั้งสี่ทิศ



เมื่อพระองค์ทรงทราบแล้วก็คลายพระปริวิตกลงได้บ้าง
ด้วยเดชะบุญบันดาลในเช้าวันนั้นบังเอิญศรีธนญชัยไปพบ
พระภิกษุปู่ที่วัดราชานุวาส ได้สนทนาปราศรัยกันแล้วก็ทราบว่า
ท่านมาจากเมืองตะลุง ( พัทลุงเวลานี้ ) เพื่อศึกษาธรรม
ศรีธนญชัยเล่าเรื่องกรุงลังกาท้าพนัน
ให้แปลธรรม แล้วถามว่าท่านยังจะช่วยแปลได้หรือ
พระภิกษุปู่ตอบว่าถ้าไม่ลองก็ไม่รู้ ศรีธนญชัยจึงนิมนต์
ท่านเข้าเฝ้า ณ ที่ประชุมสงฆ์

ขณะที่พระภิกษุปู่ถึงประตูหน้าวิหาร ท่านย่างก้าวขึ้นไปยืนเหยียบ
บนก้อนหินศิลาแลง ทันทีนั้นศิลาแลงได้หักออกเป็นสองท่อน

ด้วยอำนาจอภินิหารเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก เมื่อเข้าไปในพระวิหาร
พระมหากษัตริย์ตรัสสั่งพนักงานปูพรมให้ท่านนั่งในที่อันสมควร
แต่ก่อนที่ท่านจะเข้านั่งที่แปลพระธรรมนั้นท่านได้แสดง
กิริยาอาการเป็นปัญหาธรรมต่อหน้าพราหมณ์ทั้ง ๗ กล่าวคือ
ท่าแรกท่านนอนลงในท่าสีหะไสยาสน์ แล้วลุกขึ้นนั่งทรงกายตรง
แล้วกะเถิบไปข้างหน้า ๕ ที แล้วลุกขึ้นเดินเข้าไปนั่งในที่อันสมควร
พราหมณ์ผู้เฒ่าทั้ง ๗ เห็นท่านแสดงกิริยาเช่นนั้นเป็นการขบขัน
ก็พากันหัวเราะและพูดว่า นี่หรือพระภิกษุที่จะแปลธรรมของ
พระบรมศาสดา อะไรจึงแสดงกิริยาอย่างเด็กไร้เดียงสา
พราหมณ์พูดดูหมิ่นท่านหลายครั้ง ท่านจึงหัวเราะ
แล้วถามพรามณ์ว่า ประเทศชาติบ้านเกิดเมืองนอนของท่าน
ท่านไม่เคยพบเห็นกิริยาเช่นนี้บ้างหรือ ? พราหมณ์เฒ่าฉงนใจ
ก็นิ่งอยู่ ต่างนำบาตรใส่เมล็ดทองคำเข้าประเคนท่านทันที



เมื่อพระภิกษุปู่รับประเคนบาตรจากมือพราหมณ์มาแล้วท่านก็
นั่งสงบจิตอธิษฐานแต่ในใจว่า ขออำนาจคุณบิดามารดา
ครูบาอาจารย์และอำนาจผลบุญกุศลที่ได้สร้างมาแต่ปางก่อน
และอำนาจเทพยดาอันรักษาพระนครตลอด
ถึงเทวาอารักษ์ศักดิ์สิทธ์ทั้งหลาย ครั้งนี้อาตมาจะแปล
พระธรรมช่วยกู้บ้านกู้เมือง ขอให้ช่วยดลบัลดาลจิตใจ
ให้สว่างแจ้งขจัดอุปสรรคที่มาขัดขวางขอให้แปลพระธรรม
คำสอนของพระพุทธองค์สำเร็จสมปรารถนาเถิด

ครั้นแล้วท่านคว่ำบาตรเททองเรี่ยราดลงบนพรมและนั่ง
คุยกับพราหมณ์ตามปกติ ด้วยอำนาจบารมีอภินิหารของท่าน
ที่ได้จุติลงมาโปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา
ประกอบกับโชคชะตาของประเทศชาติที่จะไม่เสื่อมเสียอธิปไตย
เทพยดาทั้งหลายจึงดลบันดาลเรียบเรียงเมล็ดทองคำตามลำดับ
ตัวอักษรโดยเรียบร้อยในเวลานั้น ชั่วครู่นั้นท่านก็ได้เหลียวกลับ
มาลงมือเรียบเรียงและแปลอักษรในเมล็ดทองคำจำนวน
๘๔,๐๐๐ เมล็ด เป็นลำดับโดยสะดวก
และไม่ติดขัดประการใดเลย นับว่าโชคชะตาของประเทศชาติ
ยังคงรุ่งเรืองสืบไป

ขณะที่พระภิกษุปู่เรียงและแปลอักษรไปได้มากแล้วปรากฏ
ว่าเมล็ดทองคำตัวอักษรขาดหายไป ๗ ตัวคือตัว สํ วิ ทา ปุ กะ ยะ ปะ
ท่านจึงทวงถามเอาที่พราหมณ์พราหมณ์ทั้ง ๗ คนยอมจำนน
จึงประเคนเมล็ดทองคำที่ตนซ่อนไว้นั้นให้แก่ท่านโดยดี
ปรากฏว่าพระภิกษุปู่แปลพระไตรปิฎกในเมล็ดทองคำ
สำเร็จบริบูรณ์ เป็นการชนะพราหมณ์



ในเวลาเย็นของวันนั้นและทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงปี่พาทย์ประโคม
พร้อมเสียงประชาชนโห่ร้องต้อนรับชัยชนะเสียงดังสนั่นหวั่นไหว
ทั่วพระนครศรีอยุธยาเป็นการฉลองชัย

สมเด็จพระมหาธรรมราชาทรงพระโสมนัสยินดีเป็นที่ยิ่ง
จึงตรัสสั่งถวายราชสมบัติ
ให้พระภิกษุปู่ครอง ๗ วัน แต่ท่านไม่ยอมรับโดยไห้เหตุผล
ว่าท่านเป็นสมณเพศไม่สมควรที่จะครองราชสมบัติอันผิดกิจ
ของสมณควรประพฤติ พระองค์ก็จนพระทัย
แต่พระประสงค์อันแรงกล้าที่จะสนองคุณความดีความชอบ
อันใหญ่ยิ่งให้แก่ท่าน

ในครั้งนี้จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าทรงแต่งตั้งให้พระภิกษุปู่
ดำรงสมณศักดิ์ ทรงพระราชทานนามว่า
"พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์" ในเวลานั้น

พระภิกษุปู่หรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ได้ประจำพรรษา
อยู่ณ.วัดราชานุวาสศึกษาและปฏิบัติธรรมเป็นเวลาหลายปี
ด้วยความสงบร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา กาลนาน



มาปีหนึ่งในพระมหานครศรีอยุธยาเกิดโรคระบาดขึ้นร้ายแรง
เช่น อหิวาตกโรค ประชาราษฎรล้มป่วยเจ็บตายลงเป็นอันมาก
ประชาชนพลเมืองเดือดร้อนเป็นอย่างยิ่งนักสมัยนั้นหยูกยา
ก็ไม่มีนิยมใช้รักษาป้องกันด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย
พระเจ้าอยู่หัวทรงพระวิตกกังวลมาก
เพราะไม่มีวิธีใดจะช่วยรักษาและป้องกันโรคนี้ได้

และทรงระลึกถึงพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ขึ้นได้
จึงตรัสสั่งให้ศรีธนญชัยไปนิมนต์ท่านมาเข้าเฝ้าทรงปรารภ
ในเรื่องทุกข์ร้อนของพลเมืองที่ได้รับทุกข์ยุกเข็ญ
ด้วยโรคระบาดอยู่ในขณะนี้ ท่านจึงทำพิธีปลุกเสก
น้ำพระพุทธมนต์แล้วนำไปพรมให้แก่ประชาชนทั่วพระนคร
ปรากฏว่าโรคระบาดได้ทุเลาเหือดหายไปในไม่ช้า
ประชาชนได้รับความร่มเย็นเป็นสุขตลอดมา
ในหลวงทรงพระปรีดาปราโมทย์
เป็นอันมาก ทรงเคารพเลื่อมใสในองค์ท่านอย่างยิ่ง


วันหนึ่งได้ทรงตรัสปรารภกับท่านว่า ต่อไปนี้หากพระคุณเจ้ามีความปรารถนา
สิ่งอันใดขอนิมนต์ให้ทราบความปรารถนานั้น ๆ จะทรงพระราชทานถวาย
ขอพระคุณเจ้าอย่าได้เกรงพระทัยเลย
การล่วงมานานประมาณว่า พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์มีวัยชราแล้ว
วันหนึ่งท่านได้เข้าเฝ้าถวายพระพรทูลลาจะกลับภูมิลำเนาเดิม
พระองค์ทรงเกรงใจท่านไม่กล้านิมนต์ขอร้องแต่อย่างใด
ได้พระราชทานอนุญาตตามความปรารถนาของท่าน

เมื่อพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์กลับภูมิลำเนาเดิมแล้ว
ครั้งนั้นปรากฏมีหลักฐานว่าไว้ว่าท่านเดินกลับทางบก
ธุดงค์โปรดสัตว์เรื่อยมาเป็นเวลาช้านาน จนถึง
วัดพระสิงห์บรรพตพะโคะ ตามแนวทางเดินที่ท่านเดิน
และพักแรมที่ใดต่อมาภายหลังสถานที่ที่ท่านพักแรมนั้น
เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
ประชาชนในถิ่นนั้นได้ทำการเคารพบูชามาถึงบัดนี้

คือปรากฏว่าขณะที่ท่านพักแรมอยู่ที่บ้านโกฏิในอำเภอปากพนัง
เมื่อท่านเดินทางจากไปแล้วภายหลังประชาชนยังมีความเคารพเลื่อม
ใส่ท่านอยู่มากจึงได้ชักชวนกันขุดดินพูนขึ้นเป็นเนินตรงกับ
ที่ท่านพักแรมไว้เป็นที่ระลึก รอบ ๆ เนินดินนั้นจึงเป็นคูน้ำ
ล้อมรอบเนินและสถานที่แห่งนี้
ต่อมาก็เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จนถึงบัดนี้

เมื่อท่านเดินทางมาถึงหัวลำภูใหญ่ในอำเภอหัวไทร
ในเวลานี้เป็นสถานที่ที่มีหาดทรายขาวสะอาด
ต้นลำภูแผ่กิ่งก้านสาขาร่มรื่นเย็นสบาย
ท่านจึงอาศัยพักแรมอยู่ใต้ต้นลำภูนั้น ทำสมาธิวิปัสสนา
ประชาชนในถิ่นนั้นได้พร้อมใจกันมากราบไหว้บูชา
และฟังท่านแสดงธรรมอันเป็นหลักควรปฏิบัติ
ของพระพุทธศาสนา ต่อมาประชาชน
เพิ่มความเลื่อมใสศรัทธาแรงกล้าจึงพร้อมใจ
กันสร้างศาลาถวายขึ้นหนึ่งหลังและท่านได้จากสถานที่นี้ไปนี้
ต่อมาภายหลังไม่นานศาลาหลังนี้เกิดเป็นศาลาศักดิ์สิทธิ์
ประชาชนชาวบ้านถิ่นนั้นและใกล้เคียงจึงชักชวน
กันมาทำพิธีสมโภชศาลาศักดิ์สิทธิ์หลังนั้นเป็นการระลึกถึงท่าน

ถือเอาวันพฤหัสบดีเป็นวันพิธีชักชวนกันทำขนมโคมาบวงสรวง
สมโภชทุกๆ วันพฤหัสฯ เป็นประจำจนเป็นประเพณีมาจนกระทั่งบัดนี้



เมื่อท่านจากหัวลำภูใหญ่เดินทางมาถึงบางค้อนท่านได้หยุดพักแรม
พอหายเมื่อยล้าแล้วก็เดินทางต่อไปจนถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ
หลังจากที่ท่านจากไปแล้ว
สถานที่บางค้อนก็เกิดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ปรากฏมาจนบัดนี้

พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์หรือพระภิกษุปู่
กลับถึงวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ
ครั้งนี้ประชาชนชื่นชมยินดีแซ่ซ้องสาธุการต้อนรับท่านเป็นการใหญ่
ประชาชนได้พร้อมใจกันขนานนามท่านขึ้นใหม่เรียกกันว่า
"สมเด็จเจ้าพะโคะ"ตั้งแต่นั้นมาจนบัดนี้ต่อมาวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ
อันเป็นชื่อเดิมก็ถูกเรียกย่อ ๆ เสียใหม่ว่า "วัดพะโคะ"จนกระทั่งบัดนี้
ตามตำนานกล่าวไว้ว่า วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะนี้
มีพระอรหันต์ ๓ องค์ เป็นผู้สร้างขึ้น คือ

๑. พระนาไรมุ้ย
๒. พระมหาอโนมทัสสี
๓. พระธรรมกาวา



ต่อมาพระมหาอโนมทัสสีได้เดินทางไปประเทศอินเดียอัญเชิญ
พระบรมสารีริกธาตุพระบรมศาสดากลับมา พระยาธรรมรังคัลเจ้าเมือง
"จะทิ้งพระ" ในสมัยนั้นมีความเลื่อมใสศรัทธา
จัดการก่อสร้างพระเจดีย์องค์ใหญ่สูงถึง ๒๐ วา
ขึ้นถวายแล้วทำพิธีสมโภชบรรจุพระบรมสารีริกธาตุไว้
ภายในเจดีย์องค์นั้นและคงมีปรากฏอยู่จนบัดนี้

ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะหรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์
ได้หยุดพักผ่อนนานพอสมควร ท่านได้ตรวจดูเห็นปูชนียสถาน
และกุฏิวิหารเก่าแก่ได้ชำรุดทรุดโทรมลงไปมาก
ควรจะบูรณะซ่อมแซมเสียใหม่



ดังนั้นท่านจึงได้เดินทางเข้าไปยังกรุงศรีอยุธยาเข้าเฝ้า
สมเด็จพระมหาธรรมราชาอีกวาระหนึ่ง
(ในตำนานมิได้กล่าวไว้ว่าท่านไปทางบกหรือไปทางน้ำ)
เมื่อได้สนทนาถามสุขทุกข์กันแล้ว ท่านก็ทูลถวายพระพรพระองค์
ตามความปรารถนาที่จะบูรณะและปฏิสังขรณ์วัดให้พระองค์ทรงทราบ
ครั้นได้ทราบจุดประสงค์ก็ทรงศรัทธาเลื่อมใสร่วมอนุโมทนาด้วย
จึงตรัสสั่งให้พระเอกาทศรถพระเจ้าลูกยาเธอ จัดการเบิกเงิน
ในท้องพระคลังหลวงมอบถวาย และจัดหาศิลาแลงบรรทุกเรือสำเภา
๗ ลำ พร้อมด้วยนายช่างหลวงหลายนาย มอบหมายให้ท่าน
นำกลับไปดำเนินงานตามความปรารถนาปรากฏว่าท่านได้
ทำการบูรณะซ่อมแซมและปลูกสร้าง (วัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ)
อยู่หลายปีจึงสำเร็จบริบูรณ์

สมเด็จพระเจ้าพะโคะ เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระมหาธรรมราชายัง
กรุงศรีอยุธยาครั้งหนึ่งปรากฏว่าพระองค์ทรงเลื่อมใสเคารพต่อท่าน
เป็นยิ่งนัก ได้ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานที่ดินนาถวายแก่ท่าน
เป็นกัลปนา ขึ้นแก่วัดพัทสิงห์บรรพตพะโคะ จำนวน ๙๐ ฟ้อน
พร้อมด้วยประชาราษฎรที่อาศัยอยู่ในเขตที่ดินนั้น มีอาณาเขตติดต่อ
โดยถือเอาวัดพัทธสีห์บรรพตพะโคะเป็นศูนย์กลางดังนี้
๑. ทางทิศเหนือ ตั้งแต่แหลมชุมพุกเข้ามา
๒. ทางทิศใต้ ตั้งแต่แหลมสนเข้ามา
๓. ทางทิศตะวันออก จดทะเลจีนเข้ามา
๔. ทางทิศตะวันตก จดทะเลสาบเข้ามา



ขณะที่สมเด็จเจ้าพะโคะกลับจากกรุงศรีอยุธยาได้ประจำพรรษา
อยู่ ณ วัดพะโคะครั้งนี้คาดคะเนว่าท่านมีอายุกาลถึง ๘๐ ปีเศษ
อยู่มาวันหนึ่งท่านถือไม้เท้าศักดิ์ประจำตัว ไม้เท้านี้มีลักษณะ
คดไปมาเป็น ๓ คด ชาวบ้านเรียกว่าไม้เท้า ๓ คด
ท่านออกจากวัดมุ่งหน้าเดินไปยังฝั่งทะเลจีน

และขณะที่ท่านเดินเล่นรับอากาศทะเลอยู่นั้น
ได้มีเรือโจรสลัดจีนแล่นเลี่ยบชายฝั่งมา
พวกโจรสลัดจีนเห็นสมเด็จเดินอยู่ คิดเห็นว่าเป็นคนประหลาด
เพราะท่านครองสมณเพศ พวกโจรจึงแวะเรือเข้าขึ้นฝั่ง

นำเอาท่านลงเรือไป เมื่อเรือโจรจีนออกจากฝั่งไม่นาน
เหตุมหัศจรรย์ก็ปรากฏขึ้น คือเรือลำนั้นจะแล่นต่อไปไม่ได้
ต้องหยุดนิ่งอยู่กับที่ พวกโจรจีนได้พยายามแก้ไข
จนหมดความสามารถ เรือก็ยังไม่เคลื่อนจึงได้จอดเรือนิ่งอยู่
ณ ที่นั่นเป็นเวลาหลายวันหลายคืน

ในที่สุดน้ำจืดที่ลำเลียงมาบริโภคในเรือก็ได้หมดสิ้นจึงขาดน้ำดื่ม
และหุงต้มอาหาร พากันเดือดร้อนกระวนกระวายด้วยการกระหายน้ำ
เป็นอย่างยิ่ง สมเด็จท่านสังเกตเห็นเหตุการณ์ความเดือดร้อน
ของพวกเรือถึงขั้นที่สุดแล้วท่านจึงเหยียบกราบเรือให้ตะแคงต่ำลง
แล้วยื่นเท้าเหยียบลงบนผิวน้ำทะเล ทั้งนี้ย่อมไม่พ้นความสังเกต
ของพวกจีนไปได้เมื่อท่านยกเท้าขึ้นจากผิวน้ำทะเลแล้ว
ก็สั่งให้พวกโจรจีนตักน้ำตรงนั้นขึ้นมาดื่มชิมดู
พวกจีนแม้ไม่เชื่อก็จำเป็นต้องลองเพราะไม่มีทางใด
ที่จะช่วยตัวเองได้แล้ว แต่ได้ปรากฏว่าน้ำทะเลเค็มจัดที่ตรงนั้น
แปรสภาพเป็นน้ำจืดเป็นที่อัศจรรย์ยิ่งนัก พวกโจรสลัดจีน
ได้เห็นประจักษ์ในคุณอภินิหารของท่านเช่นนั้น
ก็พากันหวาดเกรงภัยที่จะเกิดแก่พวกเขาต่อไปจึงได้พากัน
กราบไหว้ขอขมาโทษแล้วพาท่านล่องเรือส่งกลับขึ้นฝั่งต่อไป

เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะขึ้นจากเรือเดินกลับวัดถึงที่แห่งหนึ่ง
ท่านหยุดพักเหนื่อยได้เอาไม้เท้า ๓ คด พิงไว้กับต้นยางสองต้น
อันยืนต้นคู่เคียงกัน ต่อมาต้นยางสองต้นนั้นสูงใหญ่ขึ้นลำต้น
และกิ่งก้านสาขาเปลี่ยนสภาพจากเดิมกลับคด ๆ งอ ๆ
แบบเดียวกับรูปไม้เท้าทั้งสองต้น ประชาชนในถิ่นนั้นเรียกว่า
ต้นยางไม้เท้า ยังมีปรากฏอยู่ถึงเวลานี้

สมเด็จพะโคะหรือพระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ครองสมณเพศ
จำพรรษาอยู่วัดพะโคะเป็นที่พึ่งของประชาราษฎร์มีความร่มเย็นเป็นสุข
ได้ช่วยการเจ็บไข้ได้ทุกข์ บำรุงสุข เทศนาสั่งสอนธรรมของพระพุทธองค์
ประดุจร่มโพธิ์ร่มไทรของปวงพุทธศาสนิกชนได้ตลอดมา



ตอนนี้ได้รับความกรุณาจากพระอุปัชฌาย์ดำ ติสฺสโร สำนักวัดศิลาลอย
อำเภอจะทิ้งพระเป็นผู้เล่าตามนิยายต่อกันมา โดยท่านพระครูวิริยานุรักษ์
วัดตานีสโมสรเป็นผู้บันทึกความดังต่อไปนี้

ในสมัยสมเด็จเจ้าพะโคะพำนักอยู่วัดพะโคะครั้งนั้นยังมีสามเณรน้อย
รูปหนึ่งเข้าใจว่าคงอาศัยอยู่วัดใดวัดหนึ่งในท้องที่อำเภอหาดใหญ่
เวลานี้ สามเณรรูปนี้ได้บวชมาแต่อายุน้อย ๆ ได้ปฏิบัติธรรม
อย่างเคร่งครัดมีความขยันหมั่นเพียรก่อแต่การกุศลใน
พระพุทธศาสนาและตั้งจิตอธิษฐานจะขอพบพระศรีอริยะ
อย่างแรงกล้า อยู่มาคืนหนึ่งมีคนแก่ถือดอกไม้เดิน
เข้ามาหาแล้วประเคนดอกไม้ส่งให้แล้วบอกว่า
นี่เป็นดอกไม้ทิพย์ไม่รู้จักร่วงโรยพร้อยกับกล่าวว่า
พระศรีอริยะโพธิสัตว์นั้นขณะนี้
ได้จุติลงมาเกิดในเมืองมนุษย์เพื่อโปรดสัตว์ในพระพุทธศาสนา
สามเณรเจ้าจงถือดอกไม้ทิพย์นี้ออกค้นหาเถิดหากผู้ใดรู้จักกำเนิด
ของดอกไม้แล้วผู้นั้นแหละเป็นพระศรีอริยะที่จุติมา
เจ้าจงพยายามเที่ยวค้นหาคงจะพบเมื่อกล่าวจบแล้ว
คนแก่นั้นก็อันตรธานหายไปทันที

สามเณรน้อยมีความปิติยินดีเป็นยิ่งนัก วันรุ่งเช้าจึงกราบลาสมภาร
เจ้าอาวาสถือดอกไม้ทิพย์เดินออกจากวัดไป สามเณรเดินทาง
ตรากตรำลำบากไปทั่วทุกหนทุกแห่งก็ไม่มีใครทักถามถึงดอกไม้ทิพย์
ที่ตนถืออยู่นั้นเลยแต่สามเณรก็พยายามอดทนต่อความเหนื่อยยาก
ต้องตากแดดกรำฝนไปเป็นเวลาช้านาน

วันหนึ่งต่อมาสามเณรน้อยเดินทางเข้าเขตวัดพัทธสิงห์บรรพตพะโคะ
ในเวลาใกล้จะมืดค่ำเป็นวันขึ้น ๑๕ ค่ำ พระจันทร์เต็มดวงส่องรัศมีจ้า
ไปทั่วท้องฟ้าและเป็นวันที่พระภิกษุสงฆ์ลงทำสังฆกรรมในอุโบสถ
สามเณรถือดอกไม้ทิพย์เดินเข้าไปยืนถือดอกไม้ทิพย์อยู่ริมอุโบสถ
รอคอยพระสงฆ์ที่จะลงมาอุโบสถ พอถึงเวลาพระภิกษุทั้งหลาย
ก็เดินทะยอยกันเข้าอุโบสถผ่านหน้าสามเณรไปจนหมด
ไม่มีพระภิกษุองค์ใดทักสามเณรเลย เมื่อพระสงฆ์เข้านั่งในอุโบสถ
เรียบร้อยแล้วสามเณรจึงเดินเข้าไปนมัสการถามพระสงฆ์เหล่านั้นว่า

วันนี้พระมาลงอุโบสถหมดแล้วหรือ พระภิกษุตอบว่า
ยังมีสมเด็จอยู่อีกองค์วันนี้ไม่มาลงอุโบสถ สามเณรทราบดังนั้น
ก็กราบลาพระสงฆ์เหล่านั้นเดินออกจากอุโบสถมุ่งตรงไปยังกุฏิของ
สมเด็จเจ้าฯ ทันที ครั้นถึงสามเณรก็คลานเข้าไปใกล้ก้มกราบนมัสการ
ท่านอยู่ตรงหน้าสมเด็จเจ้าฯ สมเด็จเจ้าฯ ได้ประสพดอกไม้
ในมือสามเณรถืออยู่ จึงถามสามเณรว่า
นั่นดอกไม้ทิพย์เป็นดอกไม้เมืองสวรรค์ผู้ใดให้เจ้ามา
สามเณรรู้แจ้งใจตามที่นิมิตจึงคลานเข้าไปก้มลงกราบที่ฝ่าเท้า
แล้วประเคนดอกไม้ทิพย์นั้นแก่สมเด็จเจ้าฯ ทันที เมื่อสมเด็จเจ้าฯ
รับประเคนดอกไม้ทิพย์จากสามเณรน้อยแล้วท่านได้สงบอารมณ์
อยู่ชั่วครู่มิได้พูดจาประการใด แล้วลุกขึ้นเรียกสามเณรเดินตรง
เข้าไปในกุฏิปิดประตูลงกลอนและเงียบหายไปในคืนนั้น
มิได้มีร่องรอยแต่อย่างใดเหลือ
ไว้ให้พิสูจน์จนเวลาล่วงเลยมาบัดนี้ประมาณสามร้อยปีเศษแล้ว



การหายตัวไปของสมเด็จเจ้าพะโคะครั้งนั้นประชาชนเล่าลือ
กันว่าท่านได้สำเร็จสู่สวรรค์ไปเสียแล้วด้วยอำนาจบุญบารมี
อภินิหารท่านแรงกล้า

ตามที่กล่าวลือกันเช่นนี้เพราะมีเหตุอัศจรรย์ปรากฏขึ้นในคืนนั้นว่า
บนอากาศบริเวณวัดพะโคะ ได้มีดวงไฟโตขนาดเท่าดวงไต้ส่องรัศมีทั่ว
เป็นปริมณฑลดังพระจันทร์ทรงกลดลอยวนเวียนรอบบริเวณวัดพะโคะ
ส่องรัศมีจ้าไปทั่วบริเวณวัดเมื่อดวงไฟดวงนั้นลอยวนเวียนอยู่ครบ
สามรอบแล้วลอยเคลื่อนไปทางทิศอาคเนย์เงียบหายมาจนกระทั่งบัดนี้

วันรุ่งเช้าประชาชนมาร่วมประชุมกันที่วัดและต่างคนต่างก็เข้าใจ
ว่าสมเด็จเจ้าฯ ท่านสำเร็จสู่สวรรค์ไปจึงได้พากันพนมมือขึ้นเหนือศรีษะ
พร้อมกับเปล่งเสียงว่าสมเด็จเจ้าพะโคะโล่ไปเสียแล้วเจ้าข้าเอย
เมื่อสมเด็จเจ้าพะโคะโล่หายไปจากวัดพะโคะครั้งนั้น สมเด็จเจ้าฯ
ท่านได้ทิ้งของสำคัญไว้ให้เป็นที่สักการะบูชาของประชาชน
ตลอดมาคือ

๑. ดวงแก้วที่พระญางูใหญ่ให้ครั้งเป็นทารกอยู่ในเปล ๑ ดวง
และสมภารทุกๆ องค์ของวัดพะโคะได้ เก็บรักษาไว้จนถึงบัดนี้
ปรากฏว่า แก้วดวงนี้ไม่มีใครกล้านำออกจากบริเวณวัดพะโคะ
เพราะเกรงจะเกิดภัย
๒. ก่อนที่สมเด็จเจ้าฯ จะโล่หายไปปรากฏว่าท่านได้ขึ้น
ไปทำสมาธิอยู่บนชะง่อนผาภูเขาบาท
ได้เอาเท้าซ้ายเหยียบลงบนลาดผาลึก
เป็นรอยเท้าเป็นที่สักการะบูชาของประชาชนมาจนกระทั่งบัดนี้
(ท่านพระครูวิสัยโสภณวัดช้างให้ได้ไปนมัสการมาแล้ว)

สมัยที่สมเด็จเจ้าพะโคะโล่หายไปจากวัดพะโคะ ตำบลชุมพล
อำเภอจะทิ้งพระ จังหวัดสงขลา ครั้งนั้นได้มีพระภิกษุชรา
รูปหนึ่งปรากฏตัวขึ้นที่เมืองรัฐไทรบุรีเวลานี้พระภิกษุรูปนี้
เป็นปราชญ์ทางธรรมและเชี่ยวชาญทางอิทธิอภินิหาร
เป็นยอดเยี่ยมชาวเมืองไทรบุรีมีความเคารพเลื่อมใสมาก
ซึ่งสมัยนั้นคนมลายูในเมืองไทรบุรีนับถือศาสนาพุทธ

ต่อมาท่านก็ได้เป็นสมภารเจ้าวัดแห่งหนึ่งในสมัยนั้น
มีเรื่องชวนคิดอยู่ว่า พระภิกษุชรารูปนี้ไม่มีประชาชนคนใด
จะทราบได้ว่า ท่านชื่ออย่างไร ภูมิลำเนาเดิมอยู่ที่ไหน
ก็ไม่มีใครซักถาม จึงพากันขนานนาม เรียกกันว่า
" ท่าน ลังกาองค์ดำ " ท่านปกครองวัดด้วยอำนาจธรรม
และอภินิหารอย่างยอดเยี่ยม

เป็นที่พึ่งทางธรรมปฏิบัติและการเจ็บไข้ได้ทุกข์ของประชาชน
ด้วยความเมตตาธรรม ประชาชนเพิ่มความเคารพเลื่อมใสท่าน
ตลอดถึงพระยาแก้มดำ เจ้าเมืองไทรบุรีสมัยนั้น
และท่านมีความสุขตลอดมา
( ท่านลังกาองค์นี้จะเป็นเจ้าพะโคะใช่หรือไม่ ขอให้อ่านต่อไป )

ตามหนังสือตำนานเมืองปัตตานี ซึ่งรวบรวมโดยคุณพระศรีบุรีรัฐ
( สิทธิ์ ณ สงขลา ) นายอำเภอชั้นลายครามของอำเภอยะหริ่ง
เรียบเรียง มีข้อความตอนหนึ่งว่าสมัยนั้นพระยาแก้มดำ
เจ้าเมืองไทรบุรีปรารถนาจะหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมืองให้
เจ๊ะสิตีน้องสาวครอบครอง เมื่อโหรหาฤกษ์ยามดีได้เวลา
ท่านเจ้าเมืองก็เสี่ยงสัตย์อธิฐานปล่อยช้างตัวสำคัญคู่บ้านคู่เมือง
ออกเดินป่าหรือเรียกว่าช้างอุปการ เพื่อหาที่ชัยภูมิดีสร้างเมือง
ท่านเจ้าเมืองก็ยกพลบริวารเดินตามหลังช้างนั้นไปเป็นเวลาหลายวัน

วันหนึ่งช้างได้เดินไปหยุดอยู่ ณ ที่ป่าแห่งหนึ่ง
( ที่วัดช้างให้เวลานี้ ) แล้วเดินวนเวียนร้องขึ้น ๓ ครั้ง
พระยาแก้มดำถือเป็นนิมิตที่ดีจะสร้างเมือง ณ ที่ตรงนี้
แต่น้องสาวตรวจดูแล้วไม่ชอบ พี่ชายก็อธิฐานให้ช้างดำเนินหา
ที่ใหม่ต่อไป
ได้เดินรอนแรมหลายวัน เวลาตกเย็นวันหนึ่งก็หยุดพักพลบริวาร
น้องสาวถือโอกาสออกจากที่พักเดินเล่น บังเอิญขณะนั้น
มีกระจงสีขาวผ่องตัวหนึ่ง วิ่งผ่านหน้านางไปนางอยากจะได้
กระจงขาวตัวนั้น จึงชวนพวกพี่เลี้ยงวิ่งไล่ลอมจับกระจงตัวนั้น
ได้วิ่งวกไปเวียนมาบนหาดทรายอันขาวสะอาดริมทะเล
( ที่ตำบล กือเซะเวลานี้ )ทันใดนั้นกระจงก็ได้อันตรธานหายไป
นางเจ๊ะสิตีรู้สึกชอบที่ตรงนี้มาก จึงขอให้พี่ชายสร้างเมืองให้

เมื่อพระยาแก้มดำปลูกสร้างเมืองให้น้องสาว และมอบพลบริวาร
ให้ไว้พอสมควรเรียบร้อยแล้ว ก็ให้ชื่อเมืองนี้ว่าเมืองปะตานี( ปัตตานี )
ขณะนั้นพระยาแก้มดำเดินทางกลับมาถึงภูมิประเทศที่ช้างบอก
ให้ครั้งแรก ก็รู้สึกเสียดายสถานที่ จึงตกลงใจหยุดพักแรมทำการ
แผ้วถางป่า และปลูกสร้างขึ้นเป็นวัดให้ชื่อว่า วัดช้างให้มาจนบัดนี้
ต่อมาพระยาแก้มดำ ก็ได้มอบถวายวัดช้างให้แก่ท่านลังกา
ครอบครองอีกวัดหนึ่ง

พระภิกษุชราองค์นี้ท่านอยู่เมืองไทรบุรีเขาเรียกว่าท่านลังกา
เมื่อท่านมาอยู่วัดช้างให้ชาวบ้านเรียกว่าท่านช้างให้เป็นเช่นนี้
ตลอดมา ขณะที่ท่านลังกาพำนักอยู่ที่วัดในเมืองไทรบุรี
วันหนึ่งอุบาสก อุบาสิกา และลูกศิษย์อยู่พร้อมหน้าท่าน
ได้พูดขึ้นในกลางชุมนุมนั้นว่า
ถ้าท่านมรณภาพเมื่อใดขอให้ช่วยกันจัดการหามศพไปทำการฌาปนกิจ
ณ วัดช้างให้ด้วยและขณะหามศพพักแรมนั้น ณ ที่ใด
น้ำเน่าไหลลงสู่พื้นดินที่ตรงนั้นจงเอาเสาไม้แก่นปักหมายไว้
ต่อไปข้างหน้าจะเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ อยู่มาไม่นานท่านก็ได้มรณภาพลง
ด้วยโรคชราคณะศิษย์ผู้เคารพในตัวท่านก็ได้จัดการตามที่ท่านสั่ง
โดยพร้อมเพรียงกัน

เมื่อทำการฌาปณกิจศพท่านเรียบร้อยแล้ว
คณะศิษย์ผู้ไปส่งได้ขอแบ่งเอาอัฐิของท่านแต่ส่วนน้อยนำกลับ
ไปทำสถูปที่วัด ณ เมืองไทรบุรีไว้เป็นที่เคารพบูชาตลอดจนบัดนี้

สมเด็จเจ้าพะโคะกับท่านช้างให้หรือหลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด
นี้สมัยท่านยังมีชีวิตมีชื่อที่ใช้เรียกท่านหลายชื่อเช่น
พระราชมุนีสามีรามคุณูปมาจารย์ ท่านลังกา และท่านช้างให้
แต่เมื่อท่านมรณภาพแล้วเรียกเขื่อนหรือสถูปศักดิ์สิทธิ์ที่บรรจุอัฐิ
ของท่านว่า "เขื่อนท่านช้างให้"

แต่ต่อมาปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้มีการสร้างพระเครื่องต่างองค์ท่าน
ให้ชื่อว่า ท่านช้างให้ แต่ท่านไม่เอาท่านบอกให้ชื่อว่า
"หลวงพ่อทวดเหยียบน้ำทะเลจืด" ดังมีเรื่องกล่าวต่อไปนี้

๑. ก่อนที่เขื่อนหรือสถูปจะปรากฏความศักดิ์สิทธิ์ขึ้นครั้งแรก
เล่าต่อๆ กันมาว่ามีเด็กชายลูกชาวบ้านคนหนึ่งพ่อเขาไล่ตี
เด็กคนนั้นวิ่หนีเข้าไปในบริเวณวัดช้างให้แล้วหายตัวไป
ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้าง เมื่อพ่อของเด็กไล่ตามเข้าไปในวัดก็มิได้เห็น
ตัวเด็ก เขาได้ค้นหาจนอ่อนใจก็ไม่พบจึงกลับบ้านชวนเพื่อนบ้าน
ช่วยกันค้นหา ขณะที่พวกชาวบ้านผ่านเข้าเขตวัดก็เห็นเด็กนั้นเดินยิ้ม
เข้ามาหาและหัวเราะพูดขึ้นว่า พ่อของมันดุร้ายไล่ทุบตีลูกไม่มีความ
สงสาร กูเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้จึงเอามันไปซ่อนไว้

พวกชาวบ้านก็ตื่นตกงกงันเพราะเด็กนั้นพูดแปลกหูผู้ฟังเป็นเสียง
ของคนแก่แต่เด็กพูดต่อไปว่า พวกสูไม่รู้จักกูหรือ
กูชื่อท่านเหยียบน้ำทะเลจืดผู้ศักดิ์สิทธิ์เจ้าของเขื่อนนี้ (สถูป)
พวกสูจะลองดีก็จงเอาน้ำเกลือใส่อ่างมากูจะทำให้ดู
มีชาวบ้านผู้หนึ่งปฏิบัติตามคำสั่งนั้น

เด็กชายนั้นก็ยื่นเท้าลงเหยียบน้ำเกลือในอ่างทันทีและบอกให้
ชาวบ้านชิมน้ำเกลือนั้นดู ได้ประจักษ์ว่าน้ำนั้นมีรสจืดเป็นน้ำบ่อ
เป็นที่อัศจรรย์นัก เด็กนั้นพูดอีกว่า พวกสูยังไม่เชื่อกูก็ให้ก่อไฟขึ้น
ชาวบ้านก็ทำตาม ขณะกองไฟลุกโชนเป็นถ่านแดงดีแล้ว
เด็กประทับทรงท่านเหยียบน้ำทะเลจืดก็กระโดดเข้าไปยืนอยู่
ในกลางกองไฟอันร้อนแรง ยิ้มแล้วถามว่าสูเชื่อหรือยัง

พ่อของเด็กตกใจเกรงลูกจะเป็นอันตรายจึงก้มลงกราบไหว้ขอโทษ
เด็กนั้นจึงเดินออกจากกองไฟเป็นปกติ

๒. ครั้นท่านพระครูวิสัยโสภณ (ท่านอาจารย์ทิม ธมฺมธโร)
เข้ามาครองวัดช้างให้ใหม่ๆ ท่านข้องใจเรื่องเขตวัดของเดิม
เพราะถามชาวบ้านไม่มีใครรู้
คืนวันหนึ่งท่านฝันว่าพบคนแก่ยืนอยู่กลางลานวัด
ท่านถามถึงเขตวัดตามความข้องใจ คนแก่นั้นบอกว่า
ให้ไปถามท่านเหยียบน้ำทะเลจืดในเขื่อน คนแก่จึงนำท่านพระครูฯ
ไปเห็นพระภิกษุเฒ่าเดินออกจากในเขื่อน๓ องค์ปรากฏว่า
๑. หลวงพ่อสี
๒. หลวงพ่อทอง
๓. หลวงพ่อจันทร์
องค์หลังสุดถือไม้เท้าใหญ่ ๓ คต เดินยันออกมางกงัน
เพราะความชรามากกว่าองค์ใดๆ คนแก่จึงบอกว่าองค์นี้แหละ
ท่านเหยียบน้ำทะเลจืดท่านจึงเอาแขนกอดคอท่านพระครู ฯ
นำเดินชี้เขตวัดเก่าให้ทราบทั้ง ๔ ทิศ
ตลอดถึงเนินดินซึ่งเป็นโบสถ์โบราณและบันดาลให้ท่านอาจารย์ฯ
ได้เห็นวัตถุต่างๆในหลุมนิมิตซึ่งเป็นของไม่มีค่า เช่น
พระพุทธรูปหล่อด้วยเงิน ๑ องค์ เมื่อจะกลับเข้าไปในเขื่อน
ท่านได้สั่งว่าต้องการอะไรให้บอกแล้วเข้าในเขื่อนหายไป
"คำว่าเอาอะไรให้บอก คำนี้สำคัญมาก คราวต่อมาโบสถ์ก็สำเร็จ
พระเครื่องก็ศักดิ์สิทธิ์"



ขอบคุณที่ติดตามชม
กราบขอบพระคุณท่านเจ้าของเรื่อง และเจ้าของภาพอย่างสูง
จำไม่ได้ว่าค้ดลอกมาจากไหน ต้องกราบขออภัยที่มิได้ขออนุญาติก่อน
เครดิต ภาพและเรื่องจากอินเตอร์เน็ต




 

Create Date : 02 ธันวาคม 2558
5 comments
Last Update : 2 ธันวาคม 2558 23:50:17 น.
Counter : 1231 Pageviews.

 

สาธุ

 

โดย: SnowUnDerMoon 3 ธันวาคม 2558 8:34:13 น.  

 

กราบนมัสการหลวงปู่ทวดค่ะ

บันทึกการโหวตเรียบร้อยแล้วค่ะ

บันทึกการโหวต Blog ในวันนี้
ผู้เขียน Blog หมวดเนื้อหา Blog ได้รับโหวต

ชมพร Dharma Blog ดู Blog

---------------------------

ขอบคุณป้าเก๋าสำหรับประวัติของหลางปู่ทวดนะคะ

 

โดย: Sweet_pills 3 ธันวาคม 2558 10:46:59 น.  

 

ชมพร Dharma Blog ดู Blog

เคยไปวัดพะโคะค่ะ

 

โดย: tuk-tuk@korat 3 ธันวาคม 2558 16:32:45 น.  

 


อ่านแล้ว 1 รอบครับพี่เก๋า... เรื่องเล่า ยาว.. ค่อย ๆ
แกะ เพราะจะสับสน..

ยังไม่แน่ใจว่า ทอง 84,000 เม็ดเกี่ยวกับ พระธรรมขันธ์
84,000 ของพุทธหรือไม่ เพราะผู้ที่นำมา เป็นพราหมณ์

หลวงปู่ทวด ผมเคยอ่านครับ คล้าย ๆ กันบางตอน
มีผู้คนนับถือมาก

แล้วจะมาอ่านเพิ่ม เผื่อจะมีผู้รู้มาให้คำตอบที่ผม ตั้ง
ข้อสังเกตไว้... แต่อาจจะไม่เกี่ยวกันก็ได้ เพราะพระเจ้า
แผ่นดินลังกา สมัยนั้นคงต้องการเมืองขึ้นเท่านั้น และรู้
ว่า ไทย เป็นเมืองพุทธ เลยตั้งคำถามเช่นนั้นไว้

 

โดย: ไวน์กับสายน้ำ 5 ธันวาคม 2558 13:16:52 น.  

 

ชมพร Dharma Blog ดู Blog



ส่งกำลังใจให้ป้าเก๋าค่ะ

 

โดย: ดอยสะเก็ด 6 ธันวาคม 2558 22:24:31 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


ชมพร
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 161 คน [?]




https://www.codetukyang.com/html/testcode.htm





หลังเกษียณเรามีเวลาว่าง
'Internet' แม้จะเป็นเรื่อง
ใหม่ แต่ก็เหมาะกับเรา
"Bloggangเปิดโอกาสให้
เราบันทึกได้อิสระดังใจคุณ"
เมื่อเข้ามาแล้วก็เพลิดเพลิน
มีเพื่อนที่ไม่เคยรู้จักมาก่อน
แวะเวียนมาทักทาย บ้างก็
ผ่านมา แล้วก็ผ่านไป บ้าง
ก็คงอยู่ ทักทายช่วยเหลือกัน
เราอยากให้ผู้สูงวัยที่มีเวลาว่าง
สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกBloggang
กันมากๆจะได้มีเพื่อนๆ เป็นสังคม
Online ที่ไม่จำกัด เพศและวัย




.

Flag Counter
นับใหม่ 18July2559 เริ่มสมัคร Merch 2550
*
-
ปี 2555
ปี 2556
ปี 2557
ปี 2558
ปี 2559
ปี 2560
ปี 2561
. -

--
.-
บล๊อคแนะนำ
แจกของแต่งบล๊อค, สอนมือใหม่แต่ง บล๊อค
ต้องขออภัยที่ยกเลิกบล๊อกบางบล๊อก ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวออก
.
.
-
Group Blog
 
 
ธันวาคม 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
2 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ชมพร's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.