ผีล่ากรรม ( บทที่ ๖ )




บทที่ ๖



“คุณนิดครับ กัญออกไปธนาคารหรือครับผมผ่านมารอบหนึ่งแล้วไม่เห็นเธอเลย”เมธาวัฒน์ตัดสินใจเข้าไปนั่งสอบถามชนิษฐาถึงที่หน้าโต๊ะทำงาน

“ไม่เห็นหน้าเจ้ากินข้าไม่ลงหรือไงคะคุณ”ชนิษฐาพูดยิ้ม ๆ มองดูนาฬิกาแขวนผนังเบื้องหน้าซึ่งบอกเวลา 10.20 น. แล้วจึงว่า“ยังไม่เที่ยงเลยค่ะ หิวแล้วหรือ”

          “เปล่าครับ ผมยังไม่หิวแต่ใจหวิว ๆ ที่ไม่ได้เห็นหน้ากัญ” ชายหนุ่มบอกพลางยกมือขึ้นกุมหน้าอกซ้ายของตัวเองใบหน้าขาวเรียวชื่นบานด้วยรอยยิ้มกว้างเห็นฟันขาวเรียงเรียบ

         “ต๊าย ดูท่าจะอาการหนักฉันว่าถ้ายายกัญแต่งงานกับคุณนี่อายุยืนถึงร้อยปีแน่นอนหัวเราะทุกวันหมอบอกว่าจะอายุยืนใช่มั้ยคะ” ชนิษฐาค่อนขอดแต่หัวเราะรื่นเริงกับท่าทางของชายหนุ่ม

“ขอให้เป็นอย่างนั้นจริงเถอะครับถ้าผมได้แต่งงานกับกัญเมื่อไหร่ แล้วผมจะเอาหัวหมูมาแก้บนกับคุณ”

“เอาผ้าสามสีมาผูกด้วยเลยดีมั้ย”ชนิษฐาพูดกลั้วหัวเราะ “แหม ดีนะไม่มีมาลัยเจ็ดสีเจ็ดศอกมาให้ด้วย”

          “ถ้าคุณต้องการเดี๋ยวผมจัดให้ได้นะครับ”

          “พอเถอะคุณดิฉันไม่ได้เป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่อะไรนะคะ ไม่ต้องเอามาให้ฉันหรอก”หญิงสาวค้อนให้ชายหนุ่ม แต่ริมฝีปากยังมีรอยยิ้ม

         “ตกลงกัญไปไหนหรือครับ”เมธาวัฒน์วกกลับเข้าเรื่องเดิม

         “เข้าไปจัดของที่ห้องเก็บวัสดุจ้ะ”ชนิษฐาบอกเสียงเรียบ รอยยิ้มจางหายไป แต่เอียงศีรษะน้อย ๆ เม้มริมฝีปากพร้อมกับขมวดคิ้วเข้าหากัน“หายไปนานแล้วเหมือนกันนะ คุณตามเข้าไปดูสักหน่อยก็ดีค่ะนิดจะละไปก็กลัวแขกเข้ามาแล้วไม่เจอใคร”

         “ครับเดี๋ยวผมจะเข้าไปดูให้ ขอบคุณนะครับที่บอก” ชายหนุ่มค้อมศีรษะเล็กน้อยให้หญิงสาวก่อนลุกจากไป

          เมื่อถึงหน้าห้องเก็บวัสดุเมธาวัฒน์เห็นประตูห้องปิดสนิทยื่นมือจับลูกบิดดูจึงรู้ว่าไม่ได้ล็อกไว้ เขาเปิดประตูก้าวเข้าไปภายในซึ่งสว่างด้วยแสงไฟ รู้สึกแปลกใจเล็กน้อยที่ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ เลย

          “กัญครับกัญอยู่ในนี้หรือเปล่า” เขาถามแล้วนิ่งรอครู่หนึ่ง

เมื่อไม่ได้รับคำตอบเขาก็ส่ายตามองหาหญิงสาวไปยังจุดต่างๆ

“กัญครับ” เขารู้สึกไม่ไว้วางใจกับบรรยากาศของห้องจึงเรียกหาหญิงสาวซ้ำอีกครั้ง พลางก้าวเท้าช้า ๆเดินสำรวจตามช่องทางเดินระหว่างชั้นเหล็กเก็บของ จนไปถึงมุมในส่วนลึกที่สุดของห้องเขาพบร่างของกัญญานอนเหยียดยาวอยู่บนพื้น

          “กัญ!”เมธาวัฒน์อุทานเสียงดัง ถลันเข้าไปนั่งลงข้างกายหญิงสาวเห็นใบหน้าหล่อนขาวซีดมีเหงื่อผุดขึ้นมาเต็มหน้าผากไรผมตรงขมับด้านขวายังปรากฏเลือดแดงคล้ำเป็นวงกว้าง

          เขารีบสอดแขนเข้าไปใต้ต้นคอกัญญา ยกพยุงร่างของหล่อนเข้ามาไว้ในอ้อมกอดแนบกาย

         “กัญครับ กัญ”ชายหนุ่มเขย่าร่างหญิงสาวเบา ๆ เพื่อเรียกสติให้กลับคืนมาแต่หล่อนยังนอนแน่นิ่งทำให้เขาร้อนใจจนต้องคว้าสมุดเล่มบางจากพื้นขึ้นมาโบกลมช่วยอีกทางหนึ่ง

          กัญญาดูจะรู้สึกตัวขึ้นมาบ้างด้วยอาการลืมตาช้าๆ แต่ยังไม่ทันไรเปลือกตากลับปิดสนิทลงดังเก่า

         “กัญ...กัญครับนี่เมธเองนะ”

        หญิงสาวค่อย ๆเผยอเปลือกตาขึ้นอีกครั้งจนเมธาวัฒน์แลเห็นตาดำหล่อนชัดเจน

         “เมธ ช่วยกัญด้วย!”หล่อนผวาเข้ากอดชายหนุ่ม

         “เกิดอะไรขึ้นหรือครับ”เขารีบถาม

         “ผีหลอก...ผีหลอกกัญค่ะผี...อยู่ในตู้” หญิงสาวบอกละล่ำละลัก

          เมธาวัฒน์จ้องมองตู้เอกสารหลายใบซึ่งฝาตู้ปิดสนิทด้วยความรู้สึกเย็นวาบภายในกาย

         “มันอยู่ในตู้นั้นค่ะเมธ...มันอยู่ในตู้”หล่อนพูดพลางชี้มือไปยังตู้เบื้องหน้า

          เขาไม่แน่ใจว่าภายในตู้นั้นจะมีอะไรอยู่จริงหรือไม่แต่เขาอยากให้หล่อนคลายความกลัวจึงพูดปลอบใจหล่อน

         “ไม่มีอะไรหรอกครับผมเข้ามาไม่เห็นมีอะไรเลย ผมอยู่กับกัญแล้ว ไม่ต้องกลัวนะครับ”

         “กัญเห็นจริง ๆ นะคะมันอยู่ข้างในนั้น” หล่อนเสียงสั่นตัวสั่น

         เขาเป็นกังวลกับท่าทีของหล่อนอยากจะเดินเข้าไปเปิดฝาตู้ตรวจดูแต่คิดว่าบาดแผลของหล่อนน่าเป็นห่วงที่สุดในยามนี้

         “กัญบาดเจ็บเราออกไปทำแผลกันก่อนนะครับ” เขาบอกพลางเหยียดกายลุกขึ้นยืนพร้อม ๆกับช่วยพยุงร่างกัญญาให้ลุกขึ้นด้วย พอหล่อนทรงตัวได้เขาก็พาเดินออกจากที่นั้นไปนั่งบนเก้าอี้หน้าโต๊ะทำงานของหล่อนเอง

          ชนิษฐามองหน้ากัญญาแล้วตาโตออกอุทานเสียงดัง

          “ยายกัญเธอเป็นอะไรน่ะ!”

          “คุณนิดช่วยทำแผลให้เธอก่อนนะครับคงจะเป็นลมแล้วไปกระแทกกับอะไรเข้า”

          ชนิษฐาลนลานหยิบกล่องยาชุดปฐมพยาบาลในตู้ด้านหลังถือออกมาวางบนโต๊ะแล้วลากเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้กัญญาที่ใบหน้ายังซีดเซียว

         “เมื่อคืนพักผ่อนน้อยหรือเมื่อเช้าไม่ได้กินข้าวเช้าจ๊ะ”ชนิษฐาซักถามพลางหยิบสำลีจากห่อมาแตะตรงขมับของเพื่อนสนิท “เอ ตอนเช้าเราก็ไปนั่งกินอาหารเช้าด้วยกันนี่นะไม่น่าหิวจนเป็นลม”

         “ฉันสบายดี เป็นปกติดีทุกอย่างแต่มีบางอย่างไม่ปกติอยู่ในตู้เก็บเอกสาร” กัญญาพูดโดยไม่มองหน้าชนิษฐาใบหน้าหล่อนก้มต่ำมองมือตัวเองที่ประสานกันบนหน้าตัก

          “อะไรไม่ปกติ ตู้เสียหรือไง” ชนิษฐาซักถามต่อมือยังคงสาละวนเปลี่ยนสำลีซับเลือดตรงขมับของกัญญา

          “มีผีอยู่ในตู้นั้นมันออกมาหลอกฉัน” กัญญาบอกพลางเงยหน้ามองสบตาคู่สนทนา “เหมือนศพจมน้ำตายบวมอืดน่าสะอิดสะเอียน มันอยู่ข้างในนั้น”

          “พระช่วย!” ชนิษฐาชะงักมือร้องอุทานแล้วดันเก้าอี้ตัวเองออกห่างจากเพื่อนสนิท

          เมธาวัฒน์คิดว่าชนิษฐาตกใจกับเรื่องที่กัญญาพูดถึงแต่เมื่อเห็นอาการมือสั่นค้างอยู่ในท่าเดิมของอีกฝ่ายเขาก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

          “มีอะไรหรือครับคุณนิด”

         “คือ...คือว่า...”ชนิษฐาพูดกระอึกกระอัก “ยายกัญไม่ได้หัวแตกหรอกนะคะ ไม่มีบาดแผลอะไรเลย”

          “อย่าล้อเล่นนะครับคุณนิดแล้วเลือดมากจากไหน” ชายหนุ่มรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยกับคำบอกเล่าของผู้ทำแผลให้กัญญาเขาลุกขึ้นเดินอ้อมหลังเก้าอี้ไปมองดูขมับด้านขวาของกัญญาซึ่งมิได้มีบาดแผลแต่อย่างใด!

           “เลือด...เลือดใคร...มา...มาจากไหนคะ อย่าบอกนะว่า เลือด...ผะ...ผี” ชนิษฐาปากคอสั่น ปล่อยสำลีเปื้อนเลือดหลุดจากนิ้วมือลงสู่พื้น

           เมธาวัฒน์พยายามคิดหาคำตอบด้วยเหตุผลอื่นแต่ก็หาคำตอบให้ตัวเองไม่ได้

           “ว้าย! พระช่วยพระเจ้าช่วย ดูนั่นสิคะ” ชนิษฐาร้องลั่น ชี้นิ้วไปที่ก้อนสำลีบนพื้น มันเปลี่ยนจากสีแดงชุ่มเลือดกลับกลายเป็นสีขาวสะอาดราวกับไม่เคยผ่านการใช้งาน

           ชายหนุ่มมองเห็นภาพนั้นแล้วประหลาดใจอยู่ไม่น้อยมองสำลีเปื้อนเลือดบนโต๊ะอีกกลุ่มหนึ่งก็เกิดปรากฏการณ์เดียวกัน

          กัญญาเงยหน้าสบตากับเมธาวัฒน์หล่อนยกมือข้างหนึ่งไปบีบมือเขาจนแน่น

          “เขาไปแล้วมั้งครับคงไม่มีอะไรแล้วละ” ชายหนุ่มพูดลอย ๆ พลางบีบมือหญิงสาวตอบ

          “ใครคะ ใครไปแล้ว”ชนิษฐารีบถาม

           เมธาวัฒน์ไม่รู้จะตอบว่าอย่างไรเขาจึงตอบเป็นกลาง ๆ ไปว่า “ก็...อย่างที่เราเข้าใจกันนั่นละครับ”

          กัญญาเม้มริมฝีปากบีบมือชายหนุ่มอีกครั้งก่อนคลายมือออก แล้วหล่อนเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยสูดลมหายใจเข้ายาวๆ

           “เมธกลับไปทำงานต่อเถอะค่ะเดี๋ยวข้างบนจะวุ่นวายนึกว่าพนักงานหายตัวไปไหน”หล่อนบอกพลางก้มตัวเก็บก้อนสำลีบนพื้นขึ้นวางรวมกับอีกส่วนที่อยู่บนโต๊ะ กำทั้งหมดไว้ในมือแล้วลุกขึ้นนำไปทิ้งถังขยะหลังโต๊ะทำงาน

           ชายหนุ่มรู้ว่ากัญญาไม่ต้องการให้เขาเป็นห่วงกังวลกับหล่อนมากเกินไปเขาจึงเดินกลับขึ้นไปทำงานต่ออย่างเงียบ ๆถึงอย่างนั้นบางแวบความคิดเขาก็อดนึกถึงสีหน้าของหล่อนตอนฟื้นจากอาการหมดสติไม่ได้ คนเราจะต้องผ่านขีดขั้นความกลัวถึงเพียงไหนจนทำให้หมดสติลงได้สิ่งที่ตามหลอกหลอนหล่อนนั้นคงไม่ธรรมดาเสียแล้ว

           เวลาผ่านไปจนใกล้เที่ยงวันหญิงสาวผู้อยู่ในความคิดคำนึงของเมธาวัฒน์ส่งเสียงใส ๆผ่านมาทางโทรศัพท์ติดต่อภายในนัดหมายถึงสถานที่กินอาหารกลางวันเรียบร้อยแล้วก็วางสายไปทำให้เมื่อถึงเวลาพักกลางวันชายหนุ่มต้องเอ่ยปากแยกตัวออกมาจากเพื่อนร่วมงานซึ่งทานข้าวกลางวันด้วยกันประจำไปนั่งในศูนย์อาหารของห้างสรรพสินค้าฝั่งตรงข้ามบริษัท

            ชนิษฐากับกัญญาเลือกสั่งราดหน้าเพราะไม่ต้องรอคิวนานเหมือนอาหารประเภทข้าวที่มีผู้รอเข้าคิวเป็นระเบียบบ้างยืนรวมกันเป็นกลุ่มบ้างตามหน้าร้านต่างๆ เมธาวัฒน์เห็นภาพเหล่านั้นแล้วก็ตัดสินใจเลือกอาหารกลางวันแบบเดียวกับสองสาวเพราะเขาไม่ชอบการพาตัวเองเข้าไปเบียดเสียดในกลุ่มคนมาก ๆ

          กินอาหารกันหมดจานแล้วชนิษฐาก็เป็นผู้ตั้งกระทู้ถึงเหตุการณ์สยองขวัญของกัญญา

         “กัญเธอคิดออกหรือยังว่าเลือดนั้นเป็นเลือดใครหรืออะไร”

          ผู้ถูกถามได้แต่เพียงส่ายหน้าเป็นคำตอบ

          “อาจจะเป็นเลือดหนูจิ้งจก หรือตุ๊กแกแถว ๆ นั้นโดนประตูตู้หนีบแล้วเลือดหยดใส่หน้าเธอหรือเปล่า”

           เมธาวัฒน์นึกขำกับความช่างคิดสรรหาคำตอบของชนิษฐาซึ่งเขาเห็นว่าไม่มีทางเป็นไปได้เลย

         “ฉันไม่รู้ว่าเลือดใครแต่สิ่งที่ฉันเจอคือผีแน่นอน” กัญญาพูดเสียงเบา “มันขู่จะเอาชีวิตฉันด้วยนะ”

          ชายหนุ่มอึ้งไปทันทีเมื่อกัญญาพูดจบมองหน้าชนิษฐาเห็นมีอาการเช่นเดียวกับเขา และหล่อนยังเลิกคิ้วสูงทำตาโต

          “พูดแบบนี้เท่ากับบอกว่าเลือดนั้นเป็นเลือดผีน่ะสิ นี่เธอทำให้ฉันกลัวห้องนั้นจนไม่กล้าเข้าไปแล้วนะ”

           “ฉันพูดจริง ๆ นะนิด”กัญญากล่าวด้วยท่าทีจริงจัง

            “หรือว่าในตู้อาจจะมีผีสิง”ชนิษฐาแสดงความเห็น

           “คุณนิดรู้ประวัติตู้พวกนั้นหรือเปล่าครับ”เมธาวัฒน์มุ่งประเด็นไปที่ตู้เอกสาร

           “ก็รู้พอ ๆ กับยายกัญนั่นแหละค่ะคุณอรุณีจัดซื้อใหม่ทั้งหมดเพราะนิดเห็นมีบิลรายการอยู่ในบัญชีทรัพย์สินของบริษัทด้วยค่ะ”ชนิษฐาชี้แจง “ถ้าเป็นของใหม่ก็ไม่น่าจะมีผีสิงนะคะ เพราะถ้ามีจริง ๆพวกเราก็คงได้เจอกันมาบ้างแล้วก่อนหน้านี้”

         “น่าจะเป็นแบบนั้นนะครับส่วนมากของมือสองหรือเปลี่ยนเจ้าของมาหลายมือถึงจะมีเรื่องลึกลับอะไรทำนองนั้น”เขาตั้งข้อสังเกต

         “มันไม่ได้อยู่ในตู้หรอกค่ะแต่มันไปได้ทุกที่ที่มันอยากไป” กัญญาพูดขึ้นบ้าง

          “เธอพูดแบบนี้หมายความว่ายังไงเคยเจอกันมาก่อนหน้านี้หรือ ฉันงงใหญ่แล้วนะ”

           กัญญาจึงเล่าเรื่องราวลี้ลับทั้งหมดที่ได้พบเจอให้ชนิษฐาฟังลงท้ายว่า

           “มันคงต้องการเอาชีวิตฉัน”

          “เธอคิดอะไรยังงั้น”

          “ก่อนหน้านี้ฉันไม่เคยคิดหรอกนะนิดมาแน่ใจก็วันนี้ เพราะมันมาทั้งรูปทั้งเสียง”

            “กัญจะบอกว่าถูกผีตามล่างั้นหรือครับ”เมธาวัฒน์ใจหายวาบ เพราะเขาเองก็รับรู้เรื่องราวต่าง ๆ ของหล่อนมาตั้งแต่ต้น แล้วถ้ามันจะเป็นจริงดังคาดการณ์นั่นก็หมายความว่ากัญญาตกอยู่ในอันตรายจากศัตรูที่มองไม่เห็นตัว

           “เธอไปทำอะไรให้มันโกรธแค้นล่ะมันถึงได้ตามล่าเธอ” ชนิษฐาว่า

         “ข้อนั้นฉันก็ไม่รู้หรอกแต่พอประมวลภาพเหตุการณ์ทั้งหมดแล้วก็ดูจะมุ่งไปที่คำตอบนั้นเพียงอย่างเดียวไม่มีเหตุผลอื่นเลยที่จะมาตามหลอกหลอนฉันแบบนี้”

         “แล้วเธอจะทำยังไงต่อไปเป็นฉันละก็วิ่งไปหาพระรดน้ำมนต์เชียวละ ตามหลอกกันยังไม่พอมาทำเลือดล่องหนให้คนอื่นเห็นอีกด้วยนี่ฉันไม่วางใจแล้วนะ”

           “เราไปหาแม่ชีท่านหนึ่งมาแล้วแต่ท่านไม่ได้ช่วยอะไร” กัญญาบอกเสียงเรียบ

          “ท่านไม่ช่วยเราก็ไปหาอาจารย์คนอื่นสิ กัญลองไปปรึกษาดูนะ ฉันฟังแล้วกลัวแทนเธอจริง ๆเล่นกับของไม่เห็นตัวนี่ไม่ไหว เราอยู่ที่แจ้ง ศัตรูจะเล่นงานเราตอนไหนก็ไม่รู้”

           “เธอคิดแบบนั้นหรือ”

           ชนิษฐาพยักหน้าพร้อมด้วยรอยยิ้มคล้ายจะให้ทั้งคำตอบและกำลังใจกับเพื่อน

           “ก็ไม่เสียหายอะไรนี่ครับผมว่าน่าจะลองนะครับ เผื่อมีทางแก้ไขอะไรได้บ้าง ดีกว่าเรานั่งรออยู่เฉย ๆ”เมธาวัฒน์มองเห็นความเศร้าสลดปรากฏชัดบนใบหน้าของกัญญาทำให้เขาพลอยเป็นห่วงความรู้สึกของหล่อนมากพอ ๆ กับห่วงความปลอดภัยในชีวิตหล่อนจากสิ่งที่ไม่มีตัวตน“เดี๋ยวผมจะช่วยมองหาให้อีกทางนะครับ กัญอย่าเพิ่งวิตกกังวลอะไรไปเลย”


           ..............................................


          กัญญาเก็บคำพูดของชนิษฐามาครุ่นคิดแล้วมีความเห็นคล้อยตามเป็นอย่างยิ่งเรื่องการไปขอความช่วยเหลือจากอาจารย์ท่านอื่นในเมื่อหล่อนถูกตามราวีจากสิ่งไม่มีตัวตนในรูปแบบอันน่าสะพรึงกลัวมากขึ้นทุกครั้งหล่อนก็เห็นจะนิ่งเฉยอยู่ฝ่ายเดียวไม่ได้ ครั้นพอใคร่ครวญถึงสาเหตุที่มาของการราวีกันหล่อนกลับตอบตัวเองไม่ได้ว่าเพราะเหตุผลใด

            หล่อนเลิกงานกลับถึงบ้านแล้วก็เล่าเรื่องสยองในที่ทำงานให้บุพการีฟัง

           “อะไรกันนี่ตามไปถึงที่ทำงานเลยหรือ” นางยุพินหน้าตื่น ขยับกายเข้าไปกอดปลอบขวัญลูกสาว “ไม่มีอะไรร้ายแรงใช่มั้ยลูก”

           “ปลอดภัยกลับมาได้เพราะเมธเขาเข้าไปตามหากัญในห้องนั้นค่ะ ถ้าเมษไม่เข้าไป กัญอาจได้กลายเป็นศพขึ้นอืดอยู่ในตู้ก็ได้ค่ะ”

          “พูดอะไรแบบนั้น ไม่ดีเลยลูก”นายกันต์พลท้วง

           “จริง ๆ นะคะพ่อ วิญญาณนั้นพูดออกมาด้วยว่าจะเอาชีวิตกัญ”หล่อนนึกภาพเหตุการณ์แล้วเกิดความขยายอยู่ภายใน “เหมือนครั้งก่อนเพียงแต่ไม่ใช่เสียงเดียวกัน”

           บิดาของหล่อนมิได้พูดอะไรนอกจากการถอนใจยาวด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

             “แบบนี้เราจะคิดว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญเจอกันก็คงไม่ใช่แล้วนะคุณ”นางยุพินเสียงเครียดถอนใจหนักหน่วงไม่แพ้สามี “แล้วคนละเสียงกันนี่หมายถึงว่าเป็นคนละตัวคนละตนกันหรือเปล่า”

 “อาจจะใช่หรือไม่ใช่ก็ได้นะคะแม่ผีหลอกในความคิดของกัญเขาคงสามารถแสดงอิทธิฤทธิ์อะไรออกมาก็ได้ให้คนหวาดกลัวเพราะเขาไม่กายเนื้อ”หล่อนพูดตามความเข้าใจของตัวเอง “กัญรู้สึกว่ามันอยู่ใกล้ ๆ ตัวนี่เอง และดูเหมือนจะสามารถติดตามเราไปได้ทุกที่ด้วยค่ะ”

          “ถ้าเป็นได้แบบนี้ลูกแม่ก็ไม่ปลอดภัยแล้วนะ”

“กัญพยายามนึกอยู่ว่าเคยลบหลู่ล่วงเกินสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไปฆ่าแกงใครจนเขาผูกพยาบาทกับเราไว้บ้างหรือเปล่า”

          “ไม่ต้องนึกหรอกลูกข้อนั้นแม่รู้จักลูกแม่ดีพอ กัญไม่ใช่คนใจไม้ไส้ระกำอะไร แม่บอกให้ฉีดยาฆ่ามดลูกยังใช้ไม้กวาดปัดมันแทนใจแบบนี้หรือจะเหี้ยมหาญไปฆ่าใครได้”

           “เมื่อมีเหตุมันก็ต้องมีผล ทุกสิ่งเกิดจากเหตุ พระท่านชอบเทศน์แบบนี้” นายกันต์พลกล่าวเนิบ ๆ

            “ฉันก็เชื่อคำพระนะคุณแต่ตอนนี้มองไม่เห็นเหตุที่มาจริง ๆ”

          หญิงสาวฟังคำมารดาแล้วคิดไปไกล

          “ถ้าไม่ใช่เรื่องในชาตินี้เป็นไปได้มั้ยคะว่าจะเป็นเรื่องในอดีตชาติ ชาติก่อน ๆ กัญอาจจะเคยทำกรรมร้ายแรงอะไรไว้ก็ได้แล้วเขาก็เลยติดตามมาทวงคืน”

           “อย่าคิดไปยังงั้นเลยลูกมันนอกเหนือการรู้เห็นของเราในอดีตชาติเราอาจจะเคยทำหรือไม่เคยทำอะไรไว้ก็ได้ทั้งนั้น แต่ที่แน่ ๆตอนนี้เราต้องตั้งท่ารับมือกับมันก่อน”

           “ยายนิดเพื่อนที่ทำงานบอกให้ลองไปหาอาจารย์ท่านอื่นช่วยคะแม่”

          “หรือเราต้องลองดูคะคุณ”นางยุพินหันไปมองหน้าสามีราวจะขอความเห็น

           “เล่นกับของไม่เห็นตัวผู้มีวิชาอาคมเท่านั้นแหละที่จะรับมือได้ ว่าแต่คืนนี้ให้แม่เขาไปนอนเป็นเพื่อนดีมั้ยลูก”

          กัญญาคิดว่าในเมื่อเรื่องดำเนินมาถึงเพียงนี้แล้วอะไรจะเกิดขึ้นต่อไปหล่อนก็เตรียมใจรับไว้แล้วในระดับหนึ่ง

         “ไม่เป็นไรค่ะพ่อกัญก็อยากรู้เหมือนกันว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีก” หล่อนประกาศหนักแน่น

          “แม่จะลองสืบเสาะหาคนมีวิชามาช่วยจัดการเรื่องนี้”

         “วันก่อนพากันไปหาแม่ชีที่วัดศรีมงคลท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรไม่ใช่หรือ” นายกันต์พลถาม สายตาจับจ้องใบหน้าภรรยา

          “ท่านไม่ได้ว่าอะไรค่ะเราเองก็คิดว่าเรื่องคงจบไปแล้วเหมือนกัน”

          “หรือท่านจะเห็นว่าเป็นเรื่องทางโลกของชาวบ้านอย่างเราก็ไม่รู้นะคะท่านเลยไม่ได้ช่วยเหลืออะไร”

           หญิงสาวนิ่งคิดทบทวนเหตุการณ์ช่วงสายในห้องเก็บวัสดุใจหนึ่งก็คิดว่าหล่อนรอดพ้นนาทีวิกฤตมาได้ด้วยความช่วยเหลือของแม่ชีอัมพรเพราะการเปล่งวาจากล่าวคำว่า‘พุทโธ’ ออกไปตามคำชี้แนะของแม่ชี

           บางทีนั่นอาจเป็นความช่วยเหลือจากแม่ชีตาเห็นก็เป็นได้

         กัญญาเหม่อมองลำแสงสุดท้ายของวันที่กำลังหายไปจากท้องฟ้าความมืดกำลังคืบคลานมาเยือน...และหล่อนจะต้องพบเจอกับอะไรอีกบ้าง





Create Date : 05 ตุลาคม 2556
Last Update : 5 ตุลาคม 2556 15:12:59 น.
Counter : 621 Pageviews.

2 comments
  
ลงชื่อก่อนค่า
เดี่ยวไปอ่านที่กระทู้นะคะ

โดย: lovereason วันที่: 6 ตุลาคม 2556 เวลา:20:52:51 น.
  
ขอบคุณมากค่า
โดย: พ ชมภัค วันที่: 7 ตุลาคม 2556 เวลา:20:53:58 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

พ ชมภัค
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



เป็นคน...ยาก
ยากเป็น...คน
คน...เป็นยาก

โดยเฉพาะถ้าคิดจะบรรลุจุดมุ่งหมาย
...ยากยิ่งกว่ายาก

หนทางที่เต็มไปด้วยขวากหนาม ล้วนจำเป็นต้องเสียสละ เสียสละ...และเสียสละ

--------------------พระสนมเฉียนเฟย-----------


** ** ** ** **

อย่าได้คิดจะยอมแพ้และละทิ้งไปง่าย ๆ แบบนี้...

ก็อย่างที่ฉันบอกนั่นแหละ

ถ้าไขว่คว้าความฝันนี้ไม่ได้...
ก็เปลี่ยนเป็นความฝันอื่นเสียก็สิ้นเรื่อง

ยิ้มสักครั้งสิ ความสำเร็จ ชื่อเสียงไม่ใช่ปลายทาง

ทำให้ตัวเองมีความสุขต่างหาก... ถึงจะเรียกว่าคุณค่าและความหมาย

....ไม่ต้องกลัวหัวใจจะแหลกสลาย....

----------------โจว เจี๋ยหลุน (Jay Chou)-------
ตุลาคม 2556

 
 
1
2
3
4
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
 
MY VIP Friends