ไม่รู้หมู่หรือจ่า
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2555
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
7 มิถุนายน 2555
 
All Blogs
 
ผลงานชิ้นโบว์แดง

ไม่ได้อัปบล๊อคมานานเนืื่องจากกำลังต่อเติมหน้าบ้านเพื่อขายของ ทำคนเดียวอยู่สองเดือนกว่า บัดเดียวนี้เสร็จแล้ว คาดว่าจะเปิดร้านตามกำหนดที่คุณพ่อดูให้ วันที่ 13 กรกฎาคม 2555 เพราะเป็นวันดี เอารูปตอนทำมาเก็บไว้ดูนานๆ
เริ่มตั้งแต่แรกเลย ทาสีลองพื้นกันสนิม


⁞จากนั้นก็วางโครงกันเลย




ตั้งเสา ขึ้นคาน



วางพื้นด้วย วีว่าบรอดหนา 20 มิล หนักเป็นบ้าเลย ยกไม่ไหวต้องอาศัยกลิ้งบนท่อ pvc และแรงแม่ของลูกช่วย พร้อมกับทำผนังด้านข้าง



ขึ้นโครงด้วยโครงสังกะสี เว้นไว้เพื่อหน้าต่าง




ยิงแผ่นวีว่าบรอดกว้าง 8 นิ้วแบบตีเกล็ด เอาสวย



คนนี้ช่างเหล็ก
เชื่อมโครงประตูหน้าบ้าน เชื่อมเสร็จก็ต้องเจียรรอยเชื่อมให้เรียบ รูปนี้เท่มาก มือสมัครเล่น อุปกรณ์ป้องกันเพียบ ผ้าปิดจมูก แว่นกันสะเก็ด ที่อุดหู ถุงมือหนัง ถุงแขน ครบ เคยเห็นมืออาชีพในเมืองไทยเขาไม่ใช้กัน



เอาโครงประตูทาสีบางส่วนเสร็จก็ลองแขวนดูว่ามีปัญหาหรือเปล่า



เตรียมงานเหล็กเสร็จ ทาสีฝ้าเพดาน เสาเสร็จก็ถึงเวลาต้องปูพื้น ตอนนี้เป็นตอนที่เหนื่อยที่สุด ผสมปูน



คนนี้ช่างปูกระเบื้อง



ดูโฟร์แมน นั่งคุมงาน



มาดเหมือนมืออาชีพเลย



ปูกระเบื้องเสร็จก็ต้องเสริมจมูกซะหน่อย จะได้สวย







ก่อขอบทำบันได จับเซี้ยมเสียด้วย



ถมทรายฝังเหรียญทอง เอาเคล็ด เดี๋ยวนี้เอาเงินมาฝังดินแบบโบราณเขาทำกัน บอกลูกว่า ถ้าขัดสนให้มาเอาเงินตรงนี้ได้



คนนี้ช่างปูน
ปูพลาสติกก่อนเทปูน ตามสเป็ค



ปูกระเบื้องบันได เว้นขอบเหลือเป็นปูนกันเลื่อน



มีเศษปูนเหลือทุกครั้งที่ทำงานปูนเสร็จ ก็เอามาปั้นเป็นดอกลีลาวดี เหมือนมากขนาดตัวทากยังหลงมาเชยชม 



แผ่นสแตนเลสที่สั่งไว้เพิ่งได้ เอามาประกอบกับโครงประตู





หน้าบ้านก็ออกมาเป็นอย่างนี้  ดูไปดูมาเหมือนกรอบรูป 
ยังไม่ได้แกะสติคเกอร์สีขาวออก ถ้าแกะออกจะเห็นสแตนเลสเงาเหมือนกระจกสลับกับแบบปัดลาย



ภายในร้านกำลังทำชั้นวางของ ยังทาสีไม่เสร็จ




เคยเห็นบ้านที่สร้างด้วยหิน เขาบอกว่าเขาสร้างคนเดียวใช้เวลา 5 ปี ผมไม่เชื่อว่าจะเป็นจริงได้ แต่เมื่อผมได้ทำเองคนเดียว ผมจึงเชื่อแล้วว่าเขาทำเองได้จริงๆ

งานไปได้สวย เดี่๋ยวจะมีช่างเฟอร์นิเจอร์เข้ามาทำชั้นต่อ ทายซิว่าเป็นใคร




Create Date : 07 มิถุนายน 2555
Last Update : 10 มิถุนายน 2555 20:48:06 น. 43 comments
Counter : 12615 Pageviews.

 
แอบไปดูปฏิทินจีน วันที่ 13 เป็นวันดีจริงๆ ด้วยสิ อย่างที่คุณพ่อคุณบอกเลย อยากเห็นตอนเปิดร้านจัง ขอบอกว่าที่ทำๆ มาเนี่ยสุดยอดเลยค่ะ อย่าลืมอัพบล็อกตอนเปิดร้านใหม่นะคะ อย่าลืมไปเรียกด้วย อิอิ

ปล. อยากรู้เหตุผลว่าทำไมคุณก๋าจึงส่งผลงานมาให้ ไปหาที่บล็อกสิ ฮ่าๆๆ


โดย: uter วันที่: 9 มิถุนายน 2555 เวลา:10:03:37 น.  

 
โครงเหล็กสีแดงสวย กับชั้นวางของสีเขียว สดใสจังค่ะ
คุณจิรโรจน์ต่อเติมหน้าบ้านเป็นร้านค้า ทำเองทั้งหมด ชื่นชมความสามารถจริงๆค่ะ
รอชมความคืบหน้าต่อๆไปนะคะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 9 มิถุนายน 2555 เวลา:11:07:54 น.  

 
พี่เก่งสุดยอดจริงๆครับ
ผมทึ่งมากๆครับ

งานช่างไม่ไ่ด้เป็นงานง่ายเลย




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 10 มิถุนายน 2555 เวลา:22:21:38 น.  

 
ผมขออนุญาตวางคำถามคำตอบด้วยนะครับ


.
.
.




คุณก๋ารักมาดามเพราะอะไร




คำถามโดย : จิรโรจน์
วันที่ : 31 พฤษภาคม 2555
เวลา : 21:58:02 น.





..................................





ผมอ่านคำถามของพี่ให้มาดามฟัง
เธอตอบผมว่า

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันว่ารักคุณเพราะอะไร ?”




....................................




ผมไม่รู้จริงๆนะครับพี่
ว่าผมรักมาดามเพราะอะไร

รู้แต่ว่าวันที่ผมได้เจอเธอ
มัน “สะดุดตา” กับความน่ารัก

และพอมีโอกาสได้คุยกัน
ก็รู้สึก “สะดุดใจ” กับความคิดของเธอ



พอมาใช้ชีวิตด้วยกัน
ยิ่งรับรู้ว่าเธอเป็นภรรยาที่ดีมาก



พอมีลูกด้วยกัน
เธอเป็นแม่ที่ดีมาก



ผมรู้สึกว่าตัวเองโชคดีมากครับ


อยู่ด้วยกันมา
แทบจะไม่เคยทะเลาะกันเลย
อย่างมากแค่งอนกันนิดๆหน่อยๆ
บ่นกันนิดๆหน่อยๆ


พอจะมานั่งทบทวนเพื่อหาคำตอบว่า
ผมรักเธอที่ตรงไหน เพราะอะไร ?

ผมตอบไม่ได้เลย…..
ว่าผมรักเธอเพราะอะไร




.................................




เพลงนี้ผมเขียนให้เธอ
ตอนที่เราจีบกันใหม่ๆ
ทุกวันนี้ก็ยังนั่งฟังอยู่นะครับ

ผมเขียนเพลงแบบนี้ไม่ได้แล้ว
ถ้าถามว่าเพราะอะไร
ก็คงเพราะผมเขียนเพลงนี้จากใจ
และไม่คิดจะเขียนเพลงรักแบบนี้ให้ใครอีกแล้ว
ก็เท่านั้นเองครับ





{เธอคือใคร...ที่ใจฉันรอมานาน}


เนื้อร้อง – ทำนอง : กะว่าก๋า






ฉันเอง เฝ้าคอยมานาน
รอใครบางคน จะเดินเข้ามา
สู่กลางใจฉัน คือคนที่ฝัน



แล้วพอวันหนึ่ง เธอเดินเข้ามา
เปลี่ยนแปลงชีวิต ผู้ชายคนหนึ่ง
ที่เคยเงียบเหงา ให้กลับสดใส



* อยากขอบคุณ อะไรก็ตามที่ทำ ให้ฉันได้มาพบเธอ
และยังมี ถ้อยคำคำหนึ่ง ซึ่งอยากให้เธอได้รู้



** ว่าเธอคือใคร ที่ใจฉันรอมานาน
เธอคือคนที่เป็นคนสำคัญ สำหรับฉัน
จากวันนี้.....และตลอดไป



รู้แล้วว่าเธอคือคน ที่ฉันนั้นรักจนหมดใจ
รู้แล้วว่าใจทั้งหมด ที่มี....มีแค่เธอ
ในหัวใจ..... จากนี้......และตลอดไป




(ซ้ำ * / ** / **)



นี่เป็นคลิปเพลงนี้ครับพี่


//www.youtube.com/watch?v=aB2uIen2OAU&list=UUubRgy8bp9L2_hkMrcluLpA&index=6&feature=plcp




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 10 มิถุนายน 2555 เวลา:22:23:19 น.  

 
ผมเป็นคนชอบร้องเพลงมาตั้งแต่เป็นนักศึกษาครับพี่
โดยเฉพาะแนวอกหักเนี่ย
ขนมเลย 555

เสียดายหน้าตาไม่หล่อครับ
ไม่งั้นจะไปสมัครเป็นนักร้องแกรมมี่ 5555




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 11 มิถุนายน 2555 เวลา:10:51:21 น.  

 
สวัสดีตอนเที่ยงวันครับพี่




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 12 มิถุนายน 2555 เวลา:12:22:36 น.  

 
มาแว้วช่างเฟอร์นิเจอร์



กำลังทำช่องใส่สินค้า



โดย: จิรโรจน์ วันที่: 12 มิถุนายน 2555 เวลา:18:55:02 น.  

 



ลูกมาถามว่า พระพุทธเจ้าตอนเกิดมาเดินได้
และมีดอกบัวมารอง 7 ดอกจริงหรือเปล่า
แล้วตอนมีมารมาผจญตอนตรัสรู้
มารมีจริงตามที่สอนกันมาหรือเปล่า

แล้วสิ่งที่มหัศจรรย์ต่างๆที่เกิดกับพระพุทธเจ้าเป็นจริง
หรือเขาเล่าต่อเติมแต่งให้ดูวิเศษ ให้เหนือคนธรรมดา
ผิดกับของพระเยซู ซึ่งดูจะเป็นไปได้มากกว่า

ตอบไม่ถูกเลย เพราะเกิดไม่ทันเห็น
มาคิดดูตามหลักธรรมชาติ
เด็กเกิดมาใหม่ๆก็ไม่น่าจะเดินได้

แต่เรียนมาอย่างนั้น
อย่างนี้มันไม่เข้าหลักวิทยาศาสตร์เลย
หาข้อพิสูจน์ไม่ได้

จะตอบลูกอย่างไรดี




คำถามโดย : พี่จิรโรจน์ (จิรโรจน์)
วันที่ : 13 มิถุนายน 2555
เวลา : 07:27:00 น.




...............................





ผมนึกถึงครั้งที่ตัวเองเดินทางไปพุทธคยา ประเทศอินเดีย

สถานที่ซึ่งหลายคนพยายามไปแสวงหา "ความศักดิ์สิทธิ์" จากสังเวชนียสถาน

แต่ผมไม่ไ่ด้แสวงหาอะไรเลย
นอกจากปรารถนาความสงบ
และการรู้จักตัวเองอย่างลึกซึ้ง

ความต้องการแบบนี้
ใครก็ส่งมอบให้เราไม่ได้
นอกจากเราจะพ้นพบมันด้วยตัวเราเอง



...............................



เมื่อมีคนถามพระอาจารย์รูปหนึ่งว่า
ท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศหรือเดินบนน้ำได้ไหม
ท่านตอบว่า
การไม่เดินบนน้ำหรือลอยอยู่บนท้องฟ้านั่นต่างหากที่เป็นปาฏิหาริย์

ผมเห็นด้วยกับคำตอบนี้



.................................




ในเรื่องเล่าการกำเนิดศาสนาในแทบจะทุกศาสนา
ล้วนเต็มไปด้วยความมหัศจรรย์ เรื่องราวเหนือธรรมชาติ

องค์ศาสดาถูกแต่งเติมเรื่องราว ชาติกำเนิด คุณลักษณะ
จน “เหนือ” ไปจากบุคคลธรรมดาที่พบเห็นได้ทั่วไป


เรื่องราวคำสอนถูกแทรกไว้ด้วยความปาฏิหาริย์อยู่เต็มไปหมด
ไม่ว่าจะเป็นการช่วยรักษาคนป่วย การตายแล้วฟื้น
การเสกฝน พายุหรือแดดจ้าให้เกิดขึ้น
การแยกแผ่นดินให้ออกจากกัน
การเกิดมาแล้วเดินหรือพูดได้ในทันที ฯลฯ


ผมคิดว่านั่นเป็นเพียงเปลือกหรือสีสันที่ใส่เข้ามา
เพื่อสร้างภาพให้ “ศาสดา” กลายเป็น “สมมติเทพ”


การมีสมมติเทพไว้กราบไหว้เป็นเรื่องง่ายในการปฏิบัติ
ง่ายกว่าการเดินตามรอยองค์ศาสดาในการแสวงหาความเป็นจริงของชีวิตด้วยวิธีที่ท่านทำ

เพราะศรัทธาที่เกิดจากความเชื่อและการร้องขอนั้น
เหมือนบะหมี่สำเร็จรูปที่กดน้ำร้อนลงไป
แล้วนั่งรอเพื่อรับประทาน

แต่การปฏิบัติธรรมจนรู้แจ้งนั้น
เหมือนกับการปลูกข้าวกินเอง

นอกจากจะต้องใช้เวลารอคอยอย่างยาวนานแล้ว
เรายังต้องอดทน ตั้งใจ เพียรพยายามอย่างยิ่งยวด


คำถามคือ เราอยากลองที่จะเดินข้ามผ่านความเชื่อที่มีอยู่มากมายนั้นด้วยตนเองหรือไม่
เพื่อเดินเข้าสู่การค้นหา ค้นพบ และปฏิบัติธรรม
อย่างที่ตนเองต้องการ
ด้วยความเชื่อมั่นว่า ถ้าศาสดาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง
สามารถรู้แจ้งในความเป็นจริงแห่งชีวิตได้


แล้วทำไมเราจะทำแบบนั้นบ้างไม่ได้

ถ้าเอาชนะความเชื่อในการคิดแบบนี้ได้

ผมคิดว่า ปาฏิหาริย์ที่แท้จริง คือ การตื่นอยู่เสมอ

เป็นการตื่นขึ้นจากความรักที่ยึดติด ความโลภที่ไม่สิ้นสุด
ความโกรธที่ไม่มีขอบเขต และความหลงผิดที่ไร้ทางออก


การจมอยู่กับศรัทธาผิดๆ โดยไม่คิดเดินออกมาจากความเชื่อความคิดนั้น

ก็เหมือนกับเรากำลังร้องขอไหว้วอนสิ่งต่างๆจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
โดยไม่คิดลงมือทำสิ่งต่างๆที่เราร้องขอด้วยตัวเราเองเลย




..................................





ในการสอนคนจำนวนมากที่แตกต่างหลากหลาย
อะไรจะง่ายไปกว่าการเปรียบเทียบ เปรียบเปรย
ยกตัวอย่าง และบอกเล่าความคิดความเชื่อ
ผ่านพุทธประวัติ ผ่านนิทาน เรื่องเล่าแฝงคติธรรม
ตำนานการก่อเกิดพระเจ้า ศาสดา หรือผู้นำทางจิตวิญญาณ

ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องเล่าขานที่บอกเล่ากันผ่านมาทางปากต่อปาก
แต่งเติมเสริมแต่งเรื่องราวให้ยิ่งวิจิตรพิสดารมากขึ้นเรื่อยๆ
เพื่อหวังเติมต่อศรัทธาและทำให้ผู้ที่ได้รับฟังเรื่องราว
เกิดความเชื่อมั่นและสยบยอม

ที่สุดแล้วเมื่อความเชื่อเดินทางถึงจุดหนึ่ง
ผู้คนจะเลิกสงสัย หยุดคิดในการตั้งคำถามถึงความจริงที่มี
แต่ “ความเชื่อและความยึดมั่น” จะถูกนำเข้ามาแทนที่โดยไม่ต้องการเหตุผลมาแย้งย้อน


เราจึงละเลย “สัญลักษณ์” ต่างๆมากมายที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์และคำสอนโบราณ
เพราะนั่นไม่เร้าใจ ไม่สร้างจินตนาการเหนือโลกให้เราในยามรับฟัง

เราจึงเพิกเฉยต่อ “การเปรียบเทียบ เปรียบเปรย” ที่ผู้บันทึกสร้างขึ้น
เพื่อฝึกให้เราคิดตาม...ตามแต่กำลังสติปัญญาของคนที่แตกต่างกัน
โดยไปหลงและยึดติดกับปาฏิหาริย์มากมายที่ใส่ไว้ในตำนาน
จนลืม “สาระและแก่นธรรม” ที่สำคัญมากกว่าไปโดยสิ้นเชิง



เมื่อการตีความศรัทธาเกิดขึ้นอย่างไร้สติและแตกต่าง


เราจึงพบว่า


คนกลุ่มหนึ่งทุ่มเทชีวิตและความคิด
เพื่อยึดมั่นในหลักธรรรมคำสอน ยึดมั่นในตัวศาสดา
คอยเปรียบเทียบและค้นหาสิ่งที่ตอบสนองความเชื่อของตนเองได้
แล้วคอยพยายามบอกว่าศาสนาของฉันนี้ดีที่สุด ศาสนาอื่นด้อยกว่า

แต่ในขณะเดียวกันคนกลุ่มหนึ่งก็ย้อนกลับมามองดูตนเอง
ค้นคิดหาคำตอบชีวิตจากชีวิตของตนเอง
โดยไม่สนใจว่าคำสอนนั้นมาจากที่ใด สนใจเพียงคำสอนนั้น
สามารถนำเราไปค้นพบคำตอบที่ตนเองต้องการได้หรือไม่


คนกลุ่มหนึ่งจึงไหว้วอนร้องขอจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
คนอีกกลุ่มจึงนั่งลงแล้วค้นหาคำตอบในตน




……………………………………….




การมองให้ทะลุ “ความมหัศจรรย์” ทั้งปวงที่มีอยู่ในเรื่องเล่า
จะทำให้เราเกิดพุทธิปัญญาเพื่อที่จะมองเห็นว่า
การเหาะเหินเดินอากาศ การล่วงรู้ใจคน
การล่วงรู้กรรมเก่า การมองเห็นอนาคต
การเสกสร้างสิ่งต่างๆ ลักษณะอาการที่เหนือธรรมชาติทั้งหมดที่มีนั้น ฯลฯ


ไม่ได้เป็นความมหัศจรรย์อะไรเลย
ไม่ได้ช่วยให้เราเข้าถึง “ธรรม” ที่แท้จริงใดใดเลย

บางทีอาจเป็นเพียงการเปรียบเปรยเพื่อให้คนอีกกลุ่มเข้าใจและเข้าถึงศรัทธาได้ง่ายขึ้น

บางทีอาจเป็นเพียงการสร้างเงื่อนไขเพื่อให้การเชื่อมั่นในศาสดาเปี่ยมความหมายมากขึ้น


แต่ที่สุดแล้ว.....

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่แท้จริงอยู่ในตัวเรา
รอให้เราไปค้นพบและค้นให้เจอสิ่งนี้
ใน “ตัวเรา” เอง
ด้วยตัวเราเองและโดยตัวเราเองเท่านั้น

ใครก็ช่วยเราไม่ได้เลย
ไม่ว่าจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือศาสดาองค์ใดก็ตามที


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:11:41:57 น.  

 
ช่างสงสัยเป็นฝาแฝดกันแน่ ๆ เลย


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:13:10:41 น.  

 
แซวค่ะว่า ช่างอ๊อก ช่างปูน และช่างเฟอร์นิเจอร์ ช่างหน้าเหมือนกันราวกับเห็นฝาแฝดกัน

อยากชมว่าเก่งจังเลยค่ะทำๆได้ด้วยตัวเองทั้งหมดเลย


โดย: tuk-tuk@korat วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:19:43:40 น.  

 
ช่างเฟอร์นิเจอร์มาแล้ว
งานได้อย่างใจมั๊ยคะ


โดย: Sweet_pills วันที่: 13 มิถุนายน 2555 เวลา:20:27:00 น.  

 
เก่งจังเลยคะ หลายคนหลายหน้าที่ช่วยๆกันนะคะ หุหุ


โดย: ป้าณู วันที่: 14 มิถุนายน 2555 เวลา:4:30:04 น.  

 
สวัสดีครับพี่


ขอบคุณสำหรับกำลังใจครับ
ใกล้หายแล้วล่ะครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 14 มิถุนายน 2555 เวลา:8:31:33 น.  

 
ยินดีที่ได้รู้จัก
โฮ๋! เก่งจังทำเองได้ขนาดนี้ เยี่ยม ไม่ต้องง้อช่างอีกแล้ว
ชื่นชม ชื่นชม

นอกจากแวะมาเยี่ยมคุณแล้ว ยังได้อ่านคำถามคำตอบของคุณกับคุณก๋าด้วย กำไรหลายต่อ

คุณถามว่าจะนำภาพFlashไปใช้ได้อย่างไร
1.ใช้แต่ง หัว-ท้าย ของกรอบใ้ห้สวย แบบบล๊อกของยายเก๋า
2.นำไปคอมเม้นให้เพื่อน แต่ต้องนำ URLที่ใต้รูป ไปใส่ี่โค๊ดก่อน

ถ้าคุณเพิ่งเข้าไปดูบล๊อกแรกๆอาจจะ งง. งง. ถ้ามีเวลาลองคลิกไปอ่านบล๊อกก่อนๆดูอาจจะเข้าใจดีขื้น


โดย: ยายเก๋า (ชมพร ) วันที่: 14 มิถุนายน 2555 เวลา:12:11:22 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 15 มิถุนายน 2555 เวลา:6:23:17 น.  

 
จัดให้ตามต้องการค่ะ
มีความสุขตลอดวันนะคะ



โดย: Sweet_pills วันที่: 15 มิถุนายน 2555 เวลา:9:49:30 น.  

 
สวัสดีครับพี่จิรโรจน์



ไม่เข้าใจเป็นรากฐานของความเข้าใจครับ









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 16 มิถุนายน 2555 เวลา:10:53:13 น.  

 
ขอให้งานก้าวหน้าดังใจค่ะ...พักผ่อนอย่างมีความสุขในวันหยุดนี้นะคะ ^^



โดย: Sweet_pills วันที่: 16 มิถุนายน 2555 เวลา:11:35:35 น.  

 

ชวนไปทาน Pizza Israeli Style ค่ะ


โดย: โสมรัศมี วันที่: 16 มิถุนายน 2555 เวลา:11:36:05 น.  

 
สุขสันต์วันเกิดนะครับพี่
ขอให้พี่มีความสุขมากๆ
สุขภาพแข็งแรงนะครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 17 มิถุนายน 2555 เวลา:22:01:48 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มิถุนายน 2555 เวลา:5:31:53 น.  

 
เรื่องเป็นอย่างนี้.....

ประมาณห้าวันก่อน
มีนกเขาตัวใหญ่ลากสังขารตัวเองเข้ามาในบ้านผม
ภรรยาจะออกไปส่งลูกไปโรงเรียนเห็นเข้า
ก็ให้ลูกมาปลุกผมให้ไปดู เพราะมันเดินไม่ได้
ผมก็ปฎิเสธไปว่าผมช่วยอะไรไม่ได้หรอก
ถึงขั้นมันนอนลากขาแล้วอีกไม่นานมันก็คงต้องตาย

หลังจากภรรยาส่งลูกเสร็จก็กลับมา
จับมันมาใส่ตะกร้าเพราะกลัวจะถูกมดกัด
แล้วก็ปฐมพยาบาลมัน ตอนแรกนึกว่ามันขาหัก ท้องเป็นแผล
ก็หายามาให้มัน หยดน้ำเกลือ ให้กินยาแก้ปวดแบบน้ำ

ผ่านไปหนึ่งวัน มันขี้ได้
ก็นึกดีใจว่าอวัยวะภายในคงไม่เป็นอะไร โอกาสรอดคงมี

ต่อมาอีกวันภรรยาไปซื้ออาหารนกเขามาสองถุง
มันก็กินได้ คิดในใจคงรอด

ผ่านมาอีกวันมันเริ่มหายใจหอบ ภรรยาเลยพาไปหาหมอ
หมอบอกว่ามันติดเชื้อ ให้นอนดูอาการที่ร้านหมอ
โดยเก็บมัดจำไว้สองพัน

ผ่านไปอีกวัน หมอบอกว่านกตายแล้ว
ภรรยากับลูกสาวก็เสียใจ

ภรรยาไปเอาเงินมัดจำคืนได้มาพันบาท
จ่ายค่ายาค่าอ็อกซิเจน รวมหนึ่งพันบาท


คำถามคือ ที่ผมไม่ช่วยเพราะผมรู้ว่าผมช่วยมันไม่ได้
....ผมผิดไหม
ผมคิดว่าผมจะฆ่ามัน มันจะได้พ้นทุกข์ทรมาน
เพราะอย่างไรมันก็ดำรงชีพตัวมันไม่ได้
เราเจตนาจะให้มันพ้นทุกข์โดยการฆ่ามัน ...ผิดไหม
ผมคิดว่าเหมือนกับม้าเวลาขามันหักเจ้าของเขาก็ฆ่ามัน
เขาบอกว่ามันจะได้ไม่ทรมาน

(แต่ตอนที่มันอาการดีขึ้น กินได้ ในใจผมรู้สึกผิด
และคิดว่าดีนะที่ภรรยาช่วยมันไว้)


เจตนาเราไม่อยากให้มันทรมานนั้นบาปหรือเปล่า

ที่เขาบอกว่าบาป...ไม่บาปมันอยู่ที่เจตนา

ดูหนังสงคราม เพื่อนถูกระเบิดท่อนล่างหายไปแล้ว
แต่ยังไม่ตาย ร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด
รู้ว่าตัวเองไม่รอดแน่ เรียกให้เพื่อนช่วยฆ่าเขาให้ตาย
จะได้ไม่ทรมานอีกต่อไป เพื่อนก็ตัดสินใจฆ่าเขา
บาปจะตกกับเพื่อนเขาหรือเปล่า
เจตนาเขาก็ทำตามคำของของเพื่อนจะได้พ้นความเจ็บปวด

แต่ตอนที่นกตาย
ผมกลับคิดว่าถึงภรรยาจะช่วยมัน
มันก็ไม่รอดอยู่ดี





คำถามโดย : จิรโรจน์
วันที่ : 18 มิถุนายน 2555
เวลา : 20:56:05 น.





.......................................




เรื่องเล่าของพี่ทำให้ผมนึกถึงเรื่องที่ผมเพิ่งอ่านจบไป

ในรัฐโอเรกอน ประเทศสหรัฐอเมริกา
เป็นหนึ่งในไม่กี่รัฐที่มีกฎหมาย “การุณยฆาต”
หรือกฎหมายคุ้มครองผู้ป่วยหนัก
ให้มีสิทธิร้องขอในการให้แพทย์ฉีดยาเพื่อให้ตนเองเสียชีวิต
กรณีนี้ผู้ร้องขอจะต้องผ่านการตรวจแล้วว่าป่วยหนักจริง
ไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดจากโรคร้ายได้

ฝ่ายที่สนับสนุนกฎหมายนี้
แน่นอน...ย่อมเป็นผู้ป่วยระยะสุดท้าย
ที่ไม่สามารถทนต่อความเจ็บปวดทางกาย
และภาวะซึมเศร้าทางจิตได้

ส่วนฝ่ายที่คัดค้านมีทั้งนักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา
นักการศาสนา รวมทั้งญาติของผู้ป่วยหนักระยะสุดท้าย


ตัวอย่างหนึ่งที่น่าเจ็บปวด....
มีชายคนหนึ่งตรวจพบว่าตนเองเป็นโรคร้ายระยะสุดท้าย
เขายื่นคำร้องขอให้แพทย์ทำการุณยฆาตถึง 3 ครั้ง
แต่แพทย์ไม่เห็นด้วยและบอกปัดปฏิเสธความต้องการ
เมื่อเจ็บปวดหนักเข้าเขาจึงหยิบปืนในบ้านมายิงตัวเองจนตายสมใจ




..........................................





ผมเคยบอกมาดามว่าถ้าหากเกิดอุบัติเหตุแล้วผมเจ็บหนัก
ถึงขั้นไม่รู้สึกตัวแล้วต้องยื้อชีวิตด้วยการสอดท่อสอดสายยาง

“อย่าเยื้อชีวิต...ปล่อยให้ฉันจากไปอย่างสงบ”

นั่นคือคำที่ผมบอกเธอไว้

แต่หากเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น
ในความรักและความห่วงใยคงเป็นเรื่องยากจริงๆนะครับ
ที่เราจะปล่อยให้คนที่เรารักจากไปอย่างสงบ
โดยที่ไม่ทำอะไร....


ความตายที่งดงามในความรู้สึกของผม
คือการตายโดย “รู้สึกตัว” ตลอดเวลา
รู้สึกถึงลมหายใจที่ขาดช่วงและแผ่วเบา
จนหมดลมหายใจไปในที่สุด

แต่จะมีสักกี่คนที่เลือกวิธีตายที่ง่ายและงามเช่นนี้ให้กับตนเองได้





...................................





ทั้งนกเขาตัวนี้ ม้าที่บาดเจ็บจนต้องถูกการุณยฆาต
สุนัขหรือแมวที่ป่วยหนัก
สัตวแพทย์ก็มักเลือกวิธีฉีดยาพิษเพื่อให้มันจากไปอย่างสงบ

แม้แต่ตัวอย่างในเรื่องเล่าของพี่
ที่ทหารเจ็บหนักร้องขอให้เพื่อนทหารยิงตัวเขาจนตาย

ไม่ต่างอะไรกับแพทย์ที่ต้องทำการุณยฆาตในรัฐโอเรกอนเลย
ไม่ต่างอะไรกับเพชรฆาตที่ต้องทำหน้าที่สังหารนักโทษประหารในเรือนจำ
ไม่ต่างอะไรกับคนเลี้ยงหมูที่ต้องฆ่าหมูเพื่อดำรงชีพ


ทุกคนต่างมี “หน้าที่” บางอย่างที่ต้องทำ
ไม่ว่าจะอยากทำหรือไม่ก็ตาม


“บาปเวร” อันเกิดจากการกระทำไม่ว่าจะเกิดจากหน้าที่
หรือการตัดสินใจมอบ “ความตาย” ให้กับคนหรือสัตว์
ผมคิดว่าต้องมีอย่างแน่นอน

เพียงแต่ “เจตนา” ของผู้กระทำ
สืบเนื่องจากคำร้องขออย่างเต็มใจจากผู้ป่วยระยะสุดท้าย

หรือแม้แต่การเลือกหนทางที่เจ็บปวดน้อยที่สุดให้กับสัตว์ที่บาดเจ็บหนัก

ก็อาจเป็นหนทางที่บรรเทาความเจ็บปวดทั้งคนหรือสัตว์ที่ต้องทนรับความเจ็บปวด

อาจเป็น “บุญ” หรือ “หนทาง” ที่ช่วยให้คนที่ยังอยู่ลดภาระในการดูแล
ยังไม่รวมถึงการลดภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาโรคหรือความเจ็บป่วยบางชนิด
ที่นอกจากรักษาไม่หาย ยังอาจเพิ่มความเจ็บปวดให้กับคนและสัตว์เพิ่มขึ้นอีกได้ด้วยซ้ำ




………………………………….





ถ้าถามผมหลังจากอ่านคำถามของพี่จบ
แวบแรกผมคิดว่าพี่ก็คงไม่คิดว่าจะฆ่านกตัวนี้นะครับ

เพียงแต่การช่วยเหลือในความรู้สึกของพี่กับพี่ผู้หญิงคงต่างกันอยู่บ้าง

พี่คงมองว่ารักษาไม่ได้แล้ว เกินกว่าจะเยียวยาแล้ว
นั่นคือการมองภาพรวมตาม “ความเป็นจริง”
ดูแล้วว่ามันป่วยหนัก ประเมินแล้วว่าคงไม่รอด
จึงคิดว่าไม่น่าจะส่งไปรักษา

แต่พี่ผู้หญิงและลูกสาวพี่คงรักษาเจ้านกตัวนี้ด้วย “ความหวัง”
คือ คิดว่าถ้าส่งไปรักษาก็อาจจะหายได้



ผมยังมองไม่เห็นเลยว่า “บาป” เกิดขึ้นตรงไหนในทั้งสองวิธีคิด


ส่วนที่ภายหลังพี่จะคิดว่าน่าจะฆ่ามันหรือปล่อยให้มันตายไป
เพราะถึงรักษาก็คงไม่หายแล้วนั้น

เป็นเรื่องของ “เหตุผล” กับ “ความรู้สึก”
ซึ่งก็ยากมากถ้าจะถามว่าการคิดแบบไหนถูกหรือผิด




...............................................





ผมนึกถึงเรื่องจริงอีกเรื่องที่ตนเองได้รับรู้มา
มีผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งป่วยหนัก
ท่านสั่งลูกหลานและหมอประจำตัวเอาไว้ว่า
หากท่านหมดสติไม่รู้สึกตัว
ห้ามสอดท่อหรือเสียบสายยางใส่ในร่างกายท่านเด็ดขาด
แต่เมื่อวันนั้นมาถึงจริง...ลูกๆกลับสั่งหมอให้สอดท่อสายยาง
ให้ปั๊มหัวใจ ฉีดยากระตุ้นหัวใจ

ร่างกายที่สลบไสลไม่รู้สึกตัวและนอนนิ่งอยู่ในห้องไอซียู
กลับมีหยาดน้ำตาไหลพรากออกมาตลอดเวลา

ลูกๆหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์ช่วยเหลือพ่อของตน
จนเพิกเฉยต่อคำสั่งเสียสุดท้าย

ที่สุดแล้วหมอประจำตัวท่านได้พยายามอธิบายให้ลูกๆได้ฟัง
ถึงอาการของผู้ป่วยตามความเป็นจริง
ยิ่งยื้อยิ่งเจ็บปวด เพราะมันไม่ใช่แค่เรื่องของความกตัญญู
ความรักหรือการยอมจ่ายเงินเท่าไหร่ก็ได้เพื่อยื้อชีวิตคนที่เรารัก

เมื่อลูกๆยอมให้หมอได้ถอดสายยางและท่อที่สอดลงไปในคอออก
สิ่งที่ลูกทุกคนได้เห็นก็คือ รอยยิ้มของผู้เป็นพ่อ
น้ำตาที่หยุดไหล
และการจากไปอย่างสงบของคนที่เรารักนั่นเอง




.......................................





เจตนาของเราที่ไม่อยากเห็นคนที่เรารักทรมานนั้นบาปหรือเปล่า ?

ที่บอกว่าบาป...ไม่บาป
วัดกันตรงที่ “เจตนา” เท่านั้นเองล่ะหรือ ?



สุดท้ายแล้วเรื่องบางเรื่องในโลกใบนี้ก็หนีไม่พ้น
เรื่องของเวรกรรม บาปบุญคุณโทษ
หนีไม่พ้นไปจากเรื่องของความคิด ความรู้สึก


บาปบุญที่แท้จริงอยู่ในความคิดของเรา
ถ้าเราคิดและทำทุกสิ่งด้วยเหตุผลที่เราคิดว่าดีที่สุด
ถูกต้องที่สุดแล้วสำหรับตัวเราเอง


รวมไปถึงการเคารพในสิ่งที่คนที่เรารักคิดและตัดสินใจไว้

ไม่ว่าผลของมันจะออกมาเจ็บปวดหรือสวยงามอย่างไร
ผมคิดว่าเราได้ “รับผิดชอบ” แล้ว
ต่อ “การตัดสินใจ” นั้นอย่างดีที่สุดเท่าที่มันจะพึงเป็นไป


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 18 มิถุนายน 2555 เวลา:22:44:24 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 19 มิถุนายน 2555 เวลา:6:45:09 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่











โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 มิถุนายน 2555 เวลา:5:40:24 น.  

 
ยังไม่หายดีเต็มร้อย
แต่ใจสั่งมาครับพี่ 555

อย่างช่วงป่วยจัดๆนี่
ทำยังไก็ตื่นไม่ไหวครับ

ผมดูร่างกายเป็นหลักเลยครับ
ถ้าตื่นไหวไม่ฝืนก็ตื่นตี 5 ได้ครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 20 มิถุนายน 2555 เวลา:6:46:49 น.  

 
ทำเองหมดเลยหรือคะ
เก่งจังเลยค่ะ


โดย: AdrenalineRush วันที่: 20 มิถุนายน 2555 เวลา:18:26:14 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:7:09:14 น.  

 
อย่างลูกผมถามเขาชอบอะไร เขาบอกว่าชอบเล่น ไม่ชอบไปโรงเรียน
ไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบอยู่บ้าน
ถ้าผมยอมทำตามเขาเพื่อให้เขามีความสุข ก็เหมือนผมโยนดินเหนียวลงพื้น

.
.
.


พี่เขียนได้เห็นภาพมากเลยครับ


ประเด็นที่ผมเขียนบล้อกวันนี้
คืออยากให้พ่อแม่ "สนับสนุน"
มากกว่าคอย "บังคับ กดดัน ขู่เข็ญ" ลูก

ความสุขในการเรียนรู้
จะทำให้เด็กรักในการเรียนรู้

เป็นความเชื่อของพ่อแม่หลายๆคนรึเปล่าครับพี่

ว่าการบังคับต่างหากที่ทำให้เด็กมีวินัย
กฏหมายทำให้คนไม่ทำควาผมิดหรือทำชั่ว

สิ่งที่ผมรับรู้มาตลอดชีวิต
การบังคับและกฏหมาย
ไม่มีความหมายเลยครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:12:38:25 น.  

 
สิ่งที่ผมรับรู้มาตลอดชีวิต
การบังคับและกฏหมาย
ไม่มีความหมายเลยครับ
เพราะสุดท้าย
ถ้าคนมีปัญหากับวิธีคิดของตัวเอง
เขาก็จะออกไปสร้างปัญหาให้กับสังคม
และตัวเองตลอดเวลา...


ความสุขและความสนุึกในการเรียนรู้
คงไม่ได้หมายความว่าจะต้องตามใจ
หรือไม่มีการบังคับอะไรใดใดเลย
เพราะเด็กก็คือเด็ก
มีเวลาที่เขาดื้อ มีเวลาที่เขาอยากเล่น

แต่ถ้าคุยกันดีดี ด้วยเหตุด้วยผล
ด้วยการหลอกล่อ หรือมีรางวัล

ผมว่าเราน่าจะคุยกันได้

ไม่จำเป็นต้องใช้การบังคับ ขู่เข็ญ ตั้งความหวัง
หรือมานั่งกดดันลุกให้ต้องทำทุกอย่างอย่างสมบูรณ์แบบ

เพียงเพื่อจะเป็น "เด็กดีที่แสนน่ารัก" ของพ่อแม่
แต่ตัวลูกไม่เคยมีความสุขในการเติบโต
และใช้ชีวิตเลย


โดย: กะว่าก๋า วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:12:43:04 น.  

 
ชอบช่างเหล็กคนนี้มากค่ะ ทำไงถึงจะติดต่อมาทำที่บ้านบ้างค่ะ อยู่หาดใหญ่ค่ะ 089-2985249


โดย: คุณนก IP: 113.53.53.70 วันที่: 21 มิถุนายน 2555 เวลา:16:22:48 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 มิถุนายน 2555 เวลา:6:43:37 น.  

 
จริงเลยครับพี่
ลูกเป็นครูของเราจริงๆครับ



โดย: กะว่าก๋า วันที่: 22 มิถุนายน 2555 เวลา:20:34:40 น.  

 
สวัสดียามเช้าครับพี่









โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 มิถุนายน 2555 เวลา:7:05:22 น.  

 
บ้านบอลที่เชียงใหม่มีน้อยมากครับพี่
ที่กรุงเทพมีบ้านบอลเจ๋็งๆเยอะเลยครับ




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 23 มิถุนายน 2555 เวลา:11:15:09 น.  

 
คุณจิรโรจน์คนนี้นี่เอง เคยเห็นพี่ก๋าตอบคำถามที่บล็อกอยู่คะก็ไม่รู้ว่าคนไหน อิอิ

ขอขมและทึ่งกับผลงานที่ทำเองหน่อยนะคะ
เป็นความภูมิใจอย่างมากเลย ที่ทำได้มากมายขนาดนี้

รั้วสีแดง ชั้นวางสีเขียวตัดกันมากๆ เลยค่ะ

มีร้านเป็นของตัวเองแล้ว ขอให้กิจการขายดิบขายดี ร่ำรวย ๆนะคะ




โดย: Rinsa Yoyolive วันที่: 24 มิถุนายน 2555 เวลา:0:10:05 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่










โดย: กะว่าก๋า วันที่: 24 มิถุนายน 2555 เวลา:6:30:52 น.  

 
คุณจิรโรจน์ถามว่าใส่น้ำมันมะกอกเพื่ออะไร?
ความที่ทำอาหารตามความเึคยชิน ตำราบอกว่าใส่ก็ใส่
เพิ่งจะมาหาคำตอบคราวนี้เองค่ะ
........
พบอยู่ข้อความนึง เลย copy มาวางไว้ให้นะคะ

"พืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว มากที่สุด คือ น้ำมันมะกอก ส่วนที่พบรองลงมาคือ น้ำมัน canola น้ำมันรำข้าว น้ำมันจากถั่วลิสง

พืชที่มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงนี้ มักพบว่ามีสารธรรมชาติที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสื่อมสลายของเซลล์เยื่อบุ เช่น ในน้ำมันมะกอกมีสารในกลุ่ม Polyphenol compound ในน้ำมันรำข้าวมีสารโอรีซานอล (oryzanol) ซึ่งเชื่อว่ามีคุณสมบัติช่วยลดคอเลสเทอรอล และมีวิตามินอีสูง

น้ำมันที่ถูกเลือก และแนะนำให้บริโภคในประเทศอเมริกา และ ยุโรป มักจะเป็น น้ำมัน canola หรือน้ำมันมะกอก
แต่สำหรับในประเทศไทยต้องนำเข้าน้ำมันเหล่านี้จากต่างประเทศ ทำให้มีราคาแพงมาก ซึ่งถือว่าเป็นข้อจำกัดอย่างหนึ่ง..."

ที่มา เอกสารประกอบคำบรรยาย โดย..ดร.อรวรรณ ภู่ชัยวัฒนานนท์วทค โภชนศาสตร์ หน่วยโภชนวิทยาและชีวเคมีทางการแพทย์ รามาธิบดี

เพิ่มเติมอีกนิด จากสถิติ คนในแถบเมดิเตอเรเนียน นิยมใช้น้ำมันมะกอกในการปรุงอาหารมานาน มีอัตราการเกิดโรคหัวใจเนื่องจากหลอดเลือดอุดตันต่ำมาก
จึงเป็นข้อสรุปว่าน้ำมันมะกอกมีประโยชน์ต่อร่างกายจริง
.............

ต๋าอ่านแล้วก็สรุปว่า ใส่น้ำมัีนมะกอกเพื่อให้ร่างกายไ้ด้รับประโยชน์ แต่ที่เราไม่นิยมนำมาใช้ประกอบอาหารโดยทั่วไปเนื่องจากมีราคาแพงเพราะเป็นสินค้านำเข้า

ตอบแบบนี้พอไหวมั๊ยคะ ^^
ว่าแล้วก็ฝากอาหารกลางวันให้ 1 จานค่ะ







โดย: Sweet_pills วันที่: 24 มิถุนายน 2555 เวลา:11:33:12 น.  

 
อรุณสวัสดิ์ครับพี่








โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 มิถุนายน 2555 เวลา:5:43:52 น.  

 
จงยกตัวอย่างสัจธรรมที่พบได้ในปัจุบันมา 20 ข้อ


.
.


ผมเองก็ไม่เคยคิดเลยครับพี่ว่ามีอะไรบ้าง




โดย: กะว่าก๋า วันที่: 25 มิถุนายน 2555 เวลา:17:31:53 น.  

 
งานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ น่าจะมีผู้ช่วยซักคน..

อยากเห็นตอนเปิดร้านแล้ว


โดย: คนใหญ่ในห้องแคบๆ วันที่: 30 มิถุนายน 2555 เวลา:10:44:11 น.  

 
ทำคนเดียวเลยเหรอเนี่ย เก่งจริงๆ ทึ่งในความสามารถมากๆ เลยครับ ขอให้กิจการร่ำรวย เฮงๆ นะครับ


โดย: CG Kyo วันที่: 15 กรกฎาคม 2555 เวลา:13:22:37 น.  

 
นับถือเลยค่ะ เก่งจริงๆ


โดย: Neung (chommanee ) วันที่: 7 สิงหาคม 2555 เวลา:21:38:41 น.  

 
งานออกมาดีมากครับ นับถือๆ
ผมเองเดี๋ยวนี้พอทำได้บ้าง แต่สุดท้ายก็จ้างช่างหมด
หมดไฟแล้วจริงๆ


โดย: ผ่านมา IP: 1.0.175.84 วันที่: 19 ตุลาคม 2555 เวลา:4:52:02 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
จิรโรจน์
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 5 คน [?]




ผมเป็นคนดีครับ
Friends' blogs
[Add จิรโรจน์'s blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.