สิงหาคม 2556

 
 
 
 
1
2
3
4
5
6
7
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
31
 
All Blog
สอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (ทุนมง) Part 3 : สอบสัมภาษณ์ (ต่อ)


มาติดตาม สอบชิงทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (ทุนมง) Part 3 : สอบสัมภาษณ์ (ต่อ) กันต่อเลยครับ


Q : พูดภาษาอะไรได้บ้าง

A : ผมพูดภาษาไทย อังกฤษ เยอรมัน แล้วก็ภาษาลาวได้ครับ


Q : พูดภาษาลาวได้ด้วยเหรอ ทำไมถึงพูดได้

A : ผมพูดได้เพราะว่าภาษาลาวเป็นภาษาถิ่นของผมครับ เพราะผมมาจากภาคอีสาน ซึ่งประเทศลาวมีภาษา วัฒนธรรมและขนมธรรมเนียมที่คล้ายคลึงกันกับประเทศไทย โดยเฉพาะภาคอีสาน ดังนั้น ผมจึงสามารถที่จะเข้าใจภาษาพูดของคนลาวได้ 100% และสามารถที่จะอ่านภาษาลาวได้ด้วย


Q : แล้วถ้าไม่ได้ทุน คุณยังอยากจะไปญี่ปุ่นอยู่ไหม?

A : (ผมก็นึกนิดนึง ว่าจะตอบยังไงดีหว่า จะตอบเค้าไปว่า ถ้าไม่ได้ทุนก็ไม่ไปดีไหม เผื่อเค้าจะสงสาร ให้ทุนเรา Smiley หรือจะตอบว่า ถึงไม่ได้ทุน ยังไงก็จะไป แล้วถ้าตอบแบบหลัง เค้าเห็นว่ายังไงมันก็จะไปอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องให้ทุนมันหรอกล่ะ? แบบนี้ตูก็ชวดน่ะสิ Smiley !!!)


แต่แล้วผมก็ตอบออกไปว่า ถ้าผมไม่ได้ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ผมคงต้องลองคุยกับ Professor ดู ว่าจะสามารถหาทุนให้ผมได้ไหม แต่ถึงแม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว ผมจะไม่ได้รับทุนอะไรเลย ผมก็จะไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่น เพราะนี่คือสิ่งที่ผมอยากทำที่สุด (This is exactly what I would like to do in my life Smiley !!) ในหัวข้อวิจัยที่ผมอยากทำที่สุด นั่นก็คือ Social Enterprise & Social Business ถึงแม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องที่ใหม่มากสำหรับญี่ปุ่นและไทย แต่แท้ที่จริงแล้ว Social Enterprise ได้มีมานานแล้วทั้งในไทยและญี่ปุ่น ในรูปแบบของสหกรณ์ โดยเฉพาะประเทศไทยภายใต้รูปแบบของเศรษฐกิจแบบพอเพียง ตามพระราชประสงค์ของในหลวงของเรา


ถ้าผมได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นในครั้งนี้ หลังจากที่ผมเรียนจบกลับมาจากญี่ปุ่น ในฐานะนักเรียนทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ผมมีแผนที่จะช่วย Promote Social Business โดยการ


1. ช่วยรัฐบาลของไทยประชาสัมพันธ์และให้ความรู้ทางด้าน Social Business โดยจัดงานสัมนา workshop ในระดับมหาวิทยาลัย และในระดับมัธยมศึกษา เพื่อที่จะทำให้กลุ่มที่เป็นอนาคตของชาติเหล่านี้ได้มีความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของ Social Business และเมื่อกลุ่มคนเหล่านี้มีมีความเข้าใจใน Social Business มากขึ้น ก็จะหันมาให้ความสนใจกับสินค้าและบริการจาก Social Enterprise และสามารถเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้ เมื่อส่วนแบ่งทางการตลาดของ Social Enterprise เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้นักลงทุน หรือภาคธุรกิจเอกชน หันมาสนใจใน Social Business มากขึ้น


2. พัฒนา Business Model เพื่อที่จะพัฒนาศักยภาพของ Social Enterprises ในประเทศไทย โดยการไปเรียนรู้ Business Model จากที่ญี่ปุ่นเพื่อที่จะมาพัฒนาให้เหมาะสมกับประเทศไทย อีกอย่าง Business Model ที่ประเทศไทย ก็ได้รับอิทธิพลมาจากประเทศอังกฤษ แต่ยังไม่เคยมีใครที่ศึกษาจากประเทศญี่ปุ่นมาก่อนเลย และผมอยากจะจัดตั้ง Social Business Center ในภูมิภาคของผม เพื่อที่จะส่งผ่านประสปการณ์การทำงาน และองค์ความรู้ความเชี่ยวชาญของผมในด้าน Social Business ให้กับผู้ประกอบการด้าน Social Business หรือบุคคลที่สนใจ นอกจากนี้ ผมจะทำหน้าที่เป็น ที่ปรึกษาหรือ Consultant ให้คำปรึกษา และช่วยเหลือผู้ประกอบการทางด้านนี้ด้วย


3. นำนักลงทุนจากต่างชาติมาลงทุนในด้าน Social Business ที่ประเทศไทย ซึ่งญี่ปุ่น ก็ได้มีการลงทุนทำ Social Business กับบังคลาเทศ อย่าง Uniqlo และ บริษัทผลิตเห็ดไมตาเกะแล้ว และประเทศไทยก็มีสัมพันธไมตรีที่ดีต่อกันมาอย่างยาวนาน ดังนั้น ผมจะเข้าไปช่วย JICA (Japan International Cooperation Agency) ในการที่จะประสานงาน ให้ข้อมูล และอำนวยความสะดวกแก่นักลงทุนจากญี่ปุ่น ซึ่งนอกจากญี่ปุ่นแล้ว ผมก็มีแผนการณ์ที่จะนำนักลงทุนจากประเทศ ASEAN เพราะเรากำลังจะเปิด AEC ภายในสิ้นปี 2015 โดยใช้เครือข่ายและ Connections ที่ผมได้รับจากเข้าร่วมโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์


4. ผมมีแผนการณ์ที่จะนำองค์ความรู้ที่ผมได้เรียนรู้และพัฒนา Business Model ที่ประสปความสำเร็จจากญี่ปุ่น มาเผยแพร่ในฐานะผู้เชี่ยวชาญทางด้าน Social Business ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย แต่ทั่วทั้งภูมิภาค ASEAN โดยใช้เครือข่ายและ Connections ที่ผมมี จากประสปกาณ์ทำงาน และจากโครงการเรือเยาวชเอเชียอาคเนย์ที่ผมเคยเข้าร่วมโครงการ


และนี่คือสิ่งที่ผมสามารถที่จะสร้าง Social Impact ให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่แค่ในฐานะ Citizen Of Thailand แต่ในฐานะ Citizen Of The World เพื่อให้โลกของเราน่าอยู่ขึ้น (นางง๊ามม นางงาม ตอบไปยังอดยิ้มกับความสะตอตัวเองไม่ได้ ฮ่าๆๆ Smiley )


Q : คุณเคยสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นมาก่อนหรือเปล่า? (กรรมการท่านนึง นั่นก็คือเลขาฑูตคงจะคุ้นหน้า และเรื่องราวเกี่ยวกับ study plan และการตอบคำถามในการสัมภาษณ์ของผมที่เหมือนกับคราวที่ผมเคยสัมภาษณ์ทุน YLP ก็เลยถามคำถามนี้กับผม)

A : เคยครับ ปีที่แล้วคือครั้งแรกของผม ซึ่งก็มีคณะกรรมการในห้องนี้ 2 ท่านสัมภาษณ์ผมในปีที่แล้ว แล้วก็ทุน YLP ด้วยครับ


Q : คำถามสุดท้าย (เลขาฑูตถามคำถามนี้ ท่านเจอผมในห้องสัมภาษณ์ทุนรวมครั้งนี้ก็ 3 ครั้งแล้ว) ตอบมา Just One Word (กรรมการเน้น!) คุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยด้วย ที่ไหนล่ะ ตอบมาคำเดียวพอนะ!

A : ที่บ้านเกิดของผมครับ มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพราะว่า... (ผมกำลังจะสาธยายต่อ กรรมการก็เบรคผม พร้อมกับยกนิ้วชูว่า Just One Word !! กรรมการคงจะเพลีย เพราะที่ผ่านมา เค้าถามคำถามเดียว ผมดันสาธยายซะยาว น้ำบ้าง เนื้อบ้าง จนกรรมการต้องเบรค ฮ่าๆๆ Smiley )



พอสัมภาษณ์ครบเวลา 15 นาที กรรมการก็ปุปปับจบการสัมภาษณ์ แบบไม่สนใจใยดีผมเลย Smiley ลุกขึ้นส่งผมหน้าห้องสัมภาษณ์ เล่นเอาผมเหวอไปเลยครับ Smiley จนผมเกือบออกจากห้องสอบแบบเหวอๆ แต่ก็ตั้งสติแล้วกล่าวขอบคุณคณะกรรมการสำหรับเวลาและให้โอกาสผมได้สัมภาษณ์ พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและอำลาตามแบบมารยาทชาวญี่ปุ่น 


และผมก็ดีใจ และภูมิใจในตัวเองมากถึงมากที่สุด เมื่อประกาศผลว่าผมได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น Smiley  ซึ่งผมรู้สึกชื่นชมและซาบซึ้งในการตัดสินใจของคณะกรรมการมากๆ ที่ถึงแม้ว่าผมจะตื่นเต้น ลน จนทำให้บุคลิกภาพของตัวเองแย่มากๆ แต่กรรมการก็มองข้ามตรงนี้ไป และมองเห็นถึงความตั้งใจจริงของผม มองเห็นถึง Passion ในการทำวิจัย และมองเห็นศักยภาพว่าผมสามารถทำอะไรให้กับประเทศชาติได้หลังจากที่ผมเรียนจบกลับมา ขอบคุณจริงๆครับ Smiley


ปีที่แล้ว เป็นปีแรกที่ผมได้มีโอกาสสมัครสอบ ผ่านข้อเขียนมาได้ แต่ไม่ได้มีการเตรียมตัวสัมภาษณ์ดีเท่าไหร่ เลยโดนคณะกรรมการยิงคำถามเกี่ยวกับ Study Plan ซะเกือบทั้งหมด แบบผมตายในห้องสัมภาษณ์เลยทีเดียว Smiley ออกมาอาการตัวลอย เบลอ หวิวๆ จำไม่ได้ว่าโดนสัมภาษณ์อะไรบ้าง Smiley ปีนี้ก็เลยเตรียมตัวเกี่ยวกับ Study Plan เป็นอย่างดี เตรียมตอบข้อโต้แย้งไว้เป็นฉากๆ แต่ปรากฎว่า ไม่โดนถามเกี่ยวกับ Study Plan เลย (เย้ Smiley !!!!!) เพราะว่าผมพูดเกี่ยวกับ Study Plan ของผมไปอย่างละเอียดแล้วตั้งแต่ตอนที่แนะนำตัว นาที (ซึ่งผมน่าจะพูดเกิน)


จากการที่เตรียมตัวมา ผมเชื่อว่า Study Plan สำคัญมากๆ และถ้าเราเขียน Study Plan ได้ดี กรรมการอ่านเข้าใจ ก็จะทำให้มีโอกาสโดนถามเกี่ยวกับ Study Plan น้อย


Letter of Acceptance (LOA) มีความสำคัญไหม? จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับทุนไหม? จากการที่สอบถามจากสถานฑูต แจ้งว่า ไม่ได้มีผลต่อการสัมภาษณ์ เพราะถ้าเราไม่สามารถตอบข้อโต้แย้งของคณะกรรมการในห้องสัมภาษณ์ได้ ถึงมี LOA ก็ไม่ได้มีผลอะไร ดังนั้น การสัมภาษณ์กับคณะกรรมการ สำคัญที่สุด ตัวผมเองปีนี้เตรียมตัวค่อนข้างดี อะไรที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้ทุน ผมก็พยายามทำทุกวิถีทาง ก็ติดต่อไปทางมหาวิทยาลัยที่สนใจ โดยที่ไม่ได้รู้จัก Professor มาก่อน ซึ่งโดยปรกติแล้ว ทาง Professor จะไม่ตอบกลับถ้าเรายังไม่ได้ทุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นก่อน แต่ผมโชคดีมาก ที่มหาวิทยาลัยอันดับ ที่ผมเลือกไป ตอบรับผม และออก Letter of Acceptance ให้ผมก่อนที่ผมจะได้ทุน (ผมเขียนติดต่อไปมหาวิทยาลัยไปตอนที่ผมสอบข้อเขียนเสร็จ เพราะค่อนข้างมั่นใจว่าน่าจะผ่านข้อเขียนไปได้) แต่ก็อย่างที่สถานฑูตบอก คือไม่ได้มีผลต่อการสัมภาษณ์มากนัก แต่ผมก็แอบคิดว่าการที่ผมได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะผมได้รับ LOA ของมหาวิทยาลัยอันดับ ที่ผมเลือกไปด้วย


มีเรื่องที่ทำให้ผมค่อนข้างประหลาดใจ เพราะมีน้องคนนึงในสาขาผมที่ผมเจอวันสัมภาษณ์ (สาขาบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์) ได้รับ LOA ทางเศรษฐศาสตร์ จาก University of Tokyo และ Hitotsubashi University ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงที่สุดทางด้านเศรษฐศาสตร์ของญี่ปุ่นทั้ง ที่ และจากการที่คุยกับน้องเค้า น้องเค้าน่าจะค่อนข้างมั่นใจว่าตอบคำถามได้ดี และก็ไม่โดนถามเกี่ยวกับ Study Plan เลย ซึ่งผมเองก็คิดว่า โหหห LOA ก็ระดับเทพ ยังไงน้องคนนี้ต้องได้แน่ๆ ปรากฎว่า น้องเค้าไม่ผ่านสัมภาษณ์ ทำให้ผมงง และแปลกใจมากถึงมากที่สุด


ดังนั้น LOA ถ้ามีก็ยังดีกว่าไม่มี แต่ถึงมีแล้ว แม้ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยอันดับ ของญี่ปุ่นก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าจะได้ทุน ถ้ายังไม่มี ก็ไม่ต้องไปกังวลกับตรงนี้ เพราะเกือบทุกคนก็ยังไม่ได้ติดต่อกับมหาวิทยาลัยไปก่อน และถึงจะติดต่อไป ทางมหาวิทยาลัยก็คงไม่ออกให้ ยกเว้นว่าจะมี Connection กับ Professor ที่โน่น ดังนั้น เอาเวลามาเตรียมตัวสัมภาษณ์ให้ดีที่สุด และเข้าใจใน Study Plan ของตัวเองเป็นอย่างดีที่สุด ดีกว่า


สำหรับผม ในการสัมภาษณ์ทุนครั้งนี้ ผมตื่นเต้นมากถึงมากที่สุด ทั้งๆที่เตรียมใจมาแล้ว ว่าจะต้องโดนถามอะไร แต่ก็ไม่วาย ตื่นเต้น ลน ตอบคำถามตะกุกตะกัก เหงื่อแตกพลักๆในห้องสัมภาษณ์ แถมยังหาผ้าเช็ดหน้าไม่เจออีก!! ยุกยิกๆ ล้วงหาผ้าเช็ดหน้าในกระเป๋าว่าซ่อนอยู่ตรงไหนหว่า แต่ก็ยังหาไม่เจอ!! จะซวยกว่านี้มีอีกไหมเนี่ย รู้สึกบุคลิกภาพตัวเอง ณ ตอนสัมภาษณ์แย่มากๆ แถมกรรมการก็ดูไม่สนใจเวลาเราพูดเลย บทจะจบสัมภาษณ์ก็จบดื้อๆ เดินไปเปิดประตูให้เราออกเลย ผมก็เหวอสิ!! ไรฟะ!! จนเกือบลืมขอบคุณคณะกรรมที่สัมภาษณ์ และลืมมารยาทบอกลาตามที่เตรียมมา เดินออกจากห้องสัมภาษณ์ ผมก็ตัวเบา หวิวๆ เบลอๆ Smiley จำไม่ได้ว่าคณะกรรมการสัมภาษณ์อะไรไปบ้าง!!! ณ ตอนนั้นคิดเลยว่า ยังไงก็ไม่ได้แน่ๆ  Smiley เฮ้อปีสุดท้ายที่สมัครได้ ไม่น่าพลาดตกม้าตายเพราะความตื่นเต้นจนทำให้ตัวเองลนเลย…


ดังนั้น สติสำคัญมากๆครับ และอะไรที่พลาดแล้ว อย่าไปกังวลกับมันอีก ให้ข้ามไปอย่าไปจดจ่อ และทำให้ดีที่สุดในเรื่องต่อไป แล้วก็ไม่ต้องไปใส่ใจกับกรรมการมาก เพราะบางทีเค้าจะดูไม่สนใจในสิ่งที่เราพูดเท่าไหร่ แม้กระทั่งตอนที่เราเข้าไปห้องสัมภาษณ์ เค้าก็จะไม่มองหรือทำเหมือนไม่ฟังที่เราพูดเลย พร้อมทั้งทำให้บรรยากาศในห้องสัมภาษณ์ดูกดดัน เราต้องพยายามทำใจให้สบาย ไม่เครียด และตอบคำถามด้วยความมั่นใจ และยิ้มสยาม ทำให้คณะกรรมการเห็นว่า แม้จะอยู่ในสภาวะกดดัน เราก็สามารถที่จะตอบคำถาม แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้ดี


นอกจากสติในการสัมภาษณ์ในห้องสอบแล้ว สติในการสอบข้อเขียน ก็สำคัญมากครับ อย่างตัวผมตอนทำข้อสอบวิชาคณิตศาสตร์ ตอนผมเห็นข้อสอบครั้งแรก ผมสารภาพตรงๆเลยว่า ผมถอดใจเลยครับ ในใจตอนนั้นคิดเลยว่า โห!! ทำไมข้อสอบมันยากขนาดนี้ฟระ Smiley!!! บร๊ะเจ้า!!! ออกไม่ตรงกับที่อ่านมาเลย!! ปีนี้ปีสุดท้ายแล้วด้วย สงสัยไม่ผ่านข้อเขียนแน่ๆ เสียดาย และเสียใจจัง Smiley !!! แต่แล้วก็ตั้งสติ ฮึดสู้ เอาวะ!! ค่อยๆคิด ค่อยๆดูไป จากข้อที่คิดว่าทำไม่ได้ ก็ค่อยๆคิดออกทีละนิดๆ จนทำได้ และมั่นใจว่าผ่านข้อเขียนแน่ๆ Smiley


อีกเรื่องนึงที่มีความสำคัญมากๆไม่แพ้กันเลย นั่นก็คือ ความจริงใจ และความตั้งใจจริงของเราในการที่จะไปทำวิจัยและศึกษาต่อที่ญี่ปุ่น กรรมการเค้าสามารถสัมผัสได้ถึงความตั้งใจของเราครับ 


คำแนะนำหรือ Tips สำหรับการสัมภาษณ์


- เขียน 5-6 Key Points ของตัวเอง ที่เป็นจุดแข็ง จุดเด่นของตัวเอง ที่เราอยากจะให้เค้าทราบ และสามารถที่จะสอดแทรกไปในคำตอบของเราได้ โดยที่ไม่ต้องรอเค้าถาม เพื่อที่พอจบสัมภาษณ์แล้ว เราจะได้ไม่ต้องรู้สึกเสียดายที่เรายังไม่ได้ present ตัวเองในระหว่างสัมภาษณ์เลย เพราะว่าเค้าไม่ได้ถาม 

- ตอบคำถามได้จริงใจและเป็นตัวของตัวเองที่สุด จะดีกว่าประดิษฐ์สวยหรูแต่ตอบไม่ได้อย่างจริงใจ  และขาดที่มาที่ไป และทุกคำตอบควรจะแสดงถึงจุดเด่นของเรา แม้แต่คำถามง่ายๆอย่างงานอดิเรก 

- สามารถเชื่อมโยงเรื่องราว สิ่งที่หล่อหลอม ให้มาเป็นตัวเราได้ในทุกวันนี้ และมีตัวอย่างเหตุการณ์ที่แบ็คอัพในแต่ละเรื่องที่เราเล่า เป็นการการันตีและพิสูจน์ได้ถึงในสิ่งที่เราบอกเค้าไป

-      - ศึกษาวัตถุประสงค์ของทุนการศึกษา เพื่อที่เราจะรู้ว่าเราต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้างสำหรับการตอบหรือเตรียมตัวเพื่อให้เรามีความเหมาะสมในการที่จะเป็นผู้รับทุน โดยที่มีความเป็นตัวของตัวเอง

    - รู้รายละเอียด จุดเด่น จุดแข็งของโปรแกรม หรือมหาวิทยาลัยที่เราสมัคร เพราะจะเป็นการบ่งบอกว่า เราค้นคว้า ทำการบ้าน และสนใจเค้าจริงๆ เหมือนที่เค้าสนใจเรา

-      - ซ้อม ซ้อม และซ้อม ครับ ไม่ต้องถึงขนาดท่อง แต่ว่าเรา list point ในเรื่องที่จะตอบ แล้วสามารถนำมาเล่าเป็นเรื่องราวได้ จะดูธรรมชาติมากกว่าท่อง 

    - ตอบคำถามด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่มั่นใจ แต่ไม่ over confident จนดูก้าวร้าว การซ้อมพูดหน้ากระจกเพื่อดูสีหน้า ท่าทาง บุคลิกภาพของเราเวลาตอบคำถาม และการพูดซ้อมบ่อยๆ จะช่วยให้เราลดความประหม่าไปได้เวลาสัมภาษณ์จริงๆ ซึ่งบุคลิกภาพก็สำคัญมากๆ

    - สติ สำคัญที่สุดครับ พยายามควบคุมให้ได้ ค่อยๆคิด ประมวลผล ตอบคำถามอย่างมีแก่นสาร จำเอาไว้ สติมา ปัญญาเกิด!!

    - ทำใจให้สบาย พักผ่อนให้เพียงพอ จากการที่ผ่านการสัมภาษณ์มาพอสมควร ทำให้ผมได้รู้ว่า ถึงจะเตรียมตัวมาดีแค่ไหน ถ้าเรานอนไม่พอ จะทำให้เราลนด้วยความตื่นเต้น นึกอะไรไม่ออก อย่างของผมในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คืนก่อนสัมภาษณ์ผมแทบไม่ได้นอนครับ เพราะกลัวเตรียมไม่พอก็เลยนั่งอ่านหนังสือไปเรื่อย ปรากฎว่าสมองไม่แล่น นึกไม่ออก และทำให้ตัวเองลนเวลาสัมภาษณ์ Smiley

-   - สิ่งที่สำคัญที่สุด ก่อนออกไปสอบ หรือไม่ว่าจะออกไปทำอะไรที่สำคัญๆ คือ กราบคุณพ่อคุณแม่ ขอพรจากท่านครับ เพราะพรจากคุณพ่อคุณแม่ คือ พรที่ประเสริฐที่สุดแล้วครับที่จะคุ้มครองและทำให้เราประสปผลสำเร็จ หลายๆคนอาจจะไปบนบานศาลกล่าวสิ่งศักดิ์สิทธิให้ท่านช่วย ซึ่งก็เป็นที่พึ่งทางใจ แต่ผมเชื่อว่าพรที่ศักดิ์สิทธิที่สุด คือ พรจากคุณพ่อคุณแม่ของเราเองครับ ปรกติเวลาผมไปสอบที่ไหน ผมจะไม่เคยบอกคุณแม่ของผมและขอพรจากท่านเลย เพราะผมกลัวว่าการที่บอกท่านไปแล้วถ้าเราไม่ได้ขึ้นมา ท่านจะเสียใจมากกว่าเรา ไม่ใช่เสียใจว่าทำไมเราสอบไม่ได้ แต่ท่านจะเสียใจและห่วงในความรู้สึกของลูก กลัวลูกจะเจ็บช้ำเสียใจ สงสารลูก แต่การสอบทุนครั้งนี้ ผมโทรไปบอกคุณแม่ว่ากำลังจะไปสอบสัมภาษณ์นะ และขอพรจากท่าน ซึ่งท่านก็ดีใจมากเพราะว่าผมไม่เคยทำ และผมก็มั่นใจมากๆเลยว่าที่ผมได้รับทุนในครั้งนี้ ก็เพราะว่าได้รับพรอันศักดิ์สิทธิจากคุณแม่


การได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นครั้งนี้ ถือเป็นความพยายามและการวางแผนที่ต้องใช้เวลามากครับ เพราะว่าจากคุณสมบัติเบื้องต้นของผู้ที่จะสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นได้ คือต้องจบปริญญาตรีด้วยเกรด 3.25 และต้องจบมาในสาขาที่เกี่ยวเนื่องกัน ตัวผมสนใจปริญญาโททางด้านบริหารธุรกิจหรือ MBA แต่จบปริญญาตรีทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ ลาดกระบัง ดังนั้นก็ไม่สามารถที่จะสมัครได้ แต่ผมก็ไม่ละความพยายามและความตั้งใจครับ พอกลับมาจากโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ซึ่งเป็นทุนที่ให้โดยรัฐบาลญี่ปุ่น ผมก็เลยวางแผนเรียนปริญญาตรีใบที่สองที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง จากคณะบริหารธุรกิจ เพื่อที่จะทำให้เกรดให้ได้มากกว่า 3.25 และสามารถสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่นในสาขาบริหารธุรกิจได้ ผมต้องใช้เวลากว่า ปีในการเรียนที่นี่ และทำงานไปด้วย แต่ก็สามารถเรียนจบพร้อมเกียรตินิยม เพื่อสมัครทุนรัฐบาลญี่ปุ่น และในที่สุดผมก็สอบชิงทุนผ่าน จนได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสมดังความตั้งใจ Smiley


จุดประสงค์ในการเขียนบล็อคสัมภาษณ์ทุนอีกครั้งเพราะผมได้รับแรงบันดาลใจจากเขียนบล็อคเล่าเรื่องการสัมภาษณ์ทุนโครงการเรือเยาวชนเอเชียอาคเนย์ ซึ่งช่วยให้น้องๆ หลายๆ คนได้ทราบถึงวิธีการเตรียมตัว และแนวทางการตอบคำถาม น้องบางคนบอกว่า ถ้าไม่ได้อ่านบล็อคผม ก็คงไม่รู้ว่าต้องเตรียมตัวยังไง และคงไม่มีโอกาสได้ทุนนี้ ซึ่งผมมองว่า มันคือการหยิบยื่นโอกาสที่ผมได้รับมาและส่งต่อโอกาสนี้ไปให้กับน้องๆ ที่สนใจและมีศักยภาพ อย่างน้อยก็เป็นแรงบันดาลใจให้กับหลายๆ คนที่ไม่ได้เก่งมาก ซึ่งผมก็ไม่ได้เป็นคนที่เก่ง แต่เรื่องความมุ่งมั่น ความตั้งใจจริง ผมเชื่อว่าผมไม่เป็นรองใคร ด้วยความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงนี้เอง ทำให้ผมประสปผลสำเร็จมาจนถึงทุกวันนี้ครับ Smiley


หวังว่า Blog นี้ คงจะเป็นประโยชน์กับน้องๆที่กำลังเตรียมตัวสัมภาษณ์ทุนรัฐบาลญี่ปุ่นนะครับ เตรียมตัวดี มีชัยไปกว่าครึ่ง และขออย่าย่อท้อ อย่ายอมแพ้ ไม่ได้ปีนี้ ปีหน้าก็ยังมีครับ สอบไม่ผ่านครั้งนี้ ไม่ใช่ว่าคราวหน้าเราจะสอบไม่ผ่านอีก มีโอกาสสอบได้จนกว่าจะอายุ 35 เลยอย่างผมก็ครั้งที่สองถึงจะได้ (และก็เป็นปีสุดท้ายที่สมัครได้พอดี) บางคนก็ผ่านข้อเขียน แต่ตกสัมภาษณ์ ปีต่อไปก็อาจจะไม่ผ่านข้อเขียน แต่ก็ถือเป็นการลองสนามสอบ มีน้องคนนึงในรุ่นที่สอบผ่านด้วยกัน สอบครั้งนี้ครั้งที่ 7 แล้วในที่สุดเค้าก็ได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่นสมดังตั้งใจ เป็นรางวัลที่คุ้มค่ากับความพยายาม เพราะเป็นทุนที่ให้เปล่า ไม่มีข้อผูกมัดใดๆทั้งสิ้น และให้เรียนจนจบปริญญาเอก (ถ้าสามารถเรียนไหว) นอกจากนี้ยังให้ทุนเราเรียนภาษาญี่ปุ่นเมื่อเดินทางไปถึงญี่ปุ่นด้วยครับ





Create Date : 08 สิงหาคม 2556
Last Update : 24 สิงหาคม 2557 6:10:36 น.
Counter : 12730 Pageviews.

67 comments
  
ก่อนอื่น ต้องขอบคุณมากเลยที่ช่วยแชร์ประสบการณ์ดีๆให้เพื่อนๆ อยากรู้รายละเอียดแบบนี้มานานแล้วค่ะ
สำหรับตัวเองมีข้อสงสัยว่า ถ้าเราสมัครแบบทุนวิจัย (เรียนจบป.ตรีแล้ว) แล้วเราสามารถต่อโท ต่อเอกได้เลยมั้ยค่ะ และยังได้รับทุนต่อไปด้วยหรือป่าวหรือว่าต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเอง
อีกคำถามคือทุนมงออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด แต่ จริงๆแล้วเราต้องมีทุนตัวเองไปบ้าง ด้วยมั้ยค่ะ แบบว่าออกเองช่วงไปที่นู่นใหม่ๆ ค่าที่พัก ค่ากินอยู่อะไรแบบนี้อ่ะ ถ้าต้องมีไปเองบ้างนี่ต้องประมานเท่าไหร่หรอค่ะ
ขอบคุนมากๆเลยค่ะ
โดย: babysmile IP: 115.67.134.54 วันที่: 16 มกราคม 2557 เวลา:19:49:51 น.
  
ยินดีมากถ้าบล็อคนี้จะเป็นประโยชน์กับน้องๆที่กำลังหาข้อมูลหรือเตรียมตัวสอบครับ

จริงช่วงที่เป็นนักศึกษาวิจัย ทางทุนให้สูงสุด 2 ปี แล้วต้องสอบเข้าโท หรือเอกให้ได้ (ก็เป็นช่วงที่เรียนภาษาด้วย) แต่ถ้าต้องการเข้าปริญญาโทหรือเอกเลยโดยไม่เป็นนักศึกษาวิจัย ก้อสามารถทำได้ครับ แต่ต้องสอบเข้าปริญญาโทหรือเอกให้ได้ตั้งแต่อยู่เมืองไทย รวมระยะเวลาให้ทุนสูงสุด 7 ปี (นศ.วิจัย 2 โท 2 เอก 3 ปี)

ทุนมงครอบคลุมค่าใช้จ่ายทั้งหมด รวมถึงตั๋วเครื่องบิน ไป-กลับ แต่เดือนแรกที่ไปถึง จะได้รับเงินเดือนในเดือนถัดไป จึงควรมีเงินติดตัวไปด้วย 1.5-2 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน เพราะตอนแรกที่ไปถึงจะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง เช่นค่าที่พักที่มีค่าแรกเข้า และค่าใช้จ่ายอื่นๆจุกจิกมาก เบ็ดเสร็จแล้วอาจต้องจ่ายถึง 2-3 เท่าของค่าเช่ารายเดือนในเดือนแรกเลยทีเดียว

ขอให้โชคดีนะครับ มาเป็นครอบครัวนักเรียนทุนมงกัน ^^
โดย: Charlie Man IP: 1.2.175.241 วันที่: 28 มกราคม 2557 เวลา:22:35:26 น.
  
สุดยอดเลยค่ะ ละเอียดมากๆ
ชื่นชมในความพยายามของพี่มากๆค่ะ
แต่ยังหาจุดเด่นในตัวเองไม่เจอเลย กิจกรรมก็ไม่ค่อยได้เข้าร่วม
อ่านบล็อคของพี่แล้ว รู้เลยว่าตัวเองยังต้องพยายามอีกมาก
จะพยามค่ะ ไฟท์ไฟท์!
โดย: T3 IP: 115.87.60.36 วันที่: 20 กุมภาพันธ์ 2557 เวลา:18:19:58 น.
  
สุดยอดมากคะพี่ นับถือจริงๆๆๆ อากถามด้วยว่าถ้าจบบัญชี แล้วสมัครทุนเศรษฐศาสตร์ได้มั้ยคะ
โดย: ks IP: 58.8.137.61 วันที่: 20 เมษายน 2557 เวลา:17:19:30 น.
  
@KS

ได้ครับ แต่น้องต้องเตรียมตัวมาอย่างดีมากๆใน Study Plan และรอบสัมภาษณ์ว่าทำไมอยากเปลี่ยนสายมาเรียนเศรษฐศาสตร์ เคยทำวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์มาไหม เรียนโทด้านนี้มาไหม คือ เราจะต้อง convince กรรมการให้เลือกเรา มากกว่าจะเลือกคนที่จบเศรษฐศาสตร์โดยตรง

ในรุ่นพี่ก็มีน้องที่เพิ่งจบ BE TU และก็ได้ทุนสาขา MBA Marketing ด้วยครับ
โดย: Charlie Man IP: 27.55.11.19 วันที่: 21 เมษายน 2557 เวลา:15:03:31 น.
  
ปีนี้ว่าจะสอบดูเหมือนกันครับ ผมเด็กรามเหมือนกัน

แต่ตอนแรกก็กล้าๆกลัวๆไม่กล้าคิดที่จะสมัคร

เพราะคิดอยู่เสมอว่าคงสู้เด็กม.รัฐอันดับต้นๆไม่ได้

แต่วันก่อนผมเข้าไปดูข้อมูลคนที่ผ่านได้รับทุน มีเด็กรามได้1คน

นั่นก็คือพี่นี่เองครับ:-) สุดยอดมากๆครับ

ทำให้ผมใจชื้น เตรียมหาข้อมูลร่างStudy Planต่อไป
โดย: บอล IP: 61.90.11.187 วันที่: 28 เมษายน 2557 เวลา:4:23:38 น.
  
@บอล สู้ๆนะครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ ^^

Study Plan นี้ ถ้าเป็นไปได้ ลองไปให้อาจารย์ที่ภาควิชาช่วยดูให้นะครับ ให้ท่านช่วยเกลาให้ รอบข้อเขียน Study Plan ไม่ได้มีผล เพราะเกณฑ์ในการที่จะผ่านไปสู่รอบสัมภาษณ์ได้ ก็ต้องสอบผ่านข้อเขียนก่อนครับ พอผ่านข้อเขียนแล้วนั่นล่ะ ทางคณะกรรมการถึงจะมาดู Study Plan

ส่วนเกณฑ์ในการคัดเลือกรอบสุดท้าย กรรมการก็จะพิจารณาจาก คะแนนการสัมภาษณ์ คะแนนข้อเขียน เกรดเฉลี่ยที่จบ รวมถึงสถาบันที่จบ มีผลหมดครับ ดังนั้น พยายามทำให้ดีที่สุดตั้งแต่รอบสอบข้อเขียนนะครับ ^^



ตอนนี้เริ่มประกาศเพื่อที่จะรับสมัครในเดือน มิย. แล้ว เตรียมตัวให้พร้อมนะครับ
โดย: Charlie Man IP: 171.99.2.162 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:15:00:37 น.
  
@ Charlie Man

ขอบคุณนะครับ สำหรับข้อแนะนำดีดี^^

รบกวนพี่อีกอย่างครับ พี่พอจะมีตัวอย่างคร่าวๆของStudy Planไหมครับ หรือเราสามารถจะไปหาดูโครงร่างจากที่ใดได้บ้างครับ พอดีตอนนี้คิดหัวข้อ เนื้อหาออกแล้วบางส่วน แต่ไม่ทราบว่ารูปแบบโครงร่างควรจะเขียนแบบไหนดีครับ ผมเรียบเรียงไม่ถูกเลยครับ
โดย: บอล IP: 171.96.165.13 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:19:46:10 น.
  
@ Charlie Man

ถามอีกนิดนะครับ เรื่องงานวิจัยที่เราเอามาต่อยอดนั้นหรือที่ใช้อ้างอิง จำเป็นไหมว่าต้องเป็นผลวิจัยที่ตีพิมพ์ในญี่ปุ่น หรือผลงานวิจัยของประเทศไหนก็ได้ครับ

ขอบคุณครับ
โดย: บอล IP: 171.96.165.13 วันที่: 1 พฤษภาคม 2557 เวลา:21:42:25 น.
  
Study Plan นี้ ลองดูหลักการวิธีเขียนได้ที่ //www.dek-d.com/studyabroad/30000/ ครับ แล้วหาดูตัวอย่างได้จากอากู๋เลย เพราะแต่ละคนก็เขียนไม่เหมือนกัน ลองดูจากหลายๆตัวอย่างแล้วมาดัดแปลง แก้ไขให้เข้ากับตัวเรานะครับ ดูตัวอย่างเยอะๆ จะทำให้เราเขียนได้ออกมาดีครับ ^^ แต่ต้องกระชับ และเป็นไปได้อย่ายาวกว่า 1 หน้ากระดาษครึ่ง

ส่วนงานวิจัย จากที่ไหนก็ได้ครับ หรือยิ่งถ้าต่อยอดได้จากที่เราเคยทำมาได้ยิ่งดี เพราะทำให้เห็นว่า เรามีความพร้อมและพื้นฐานที่แน่นในเรื่องที่เราจะทำวิจัย

โดย: Charlie Man IP: 27.55.38.246 วันที่: 7 พฤษภาคม 2557 เวลา:10:40:23 น.
  
เพิ่มเติมในส่วนของ Study Plan จะดีมาก ถ้าเราสามารถระบุไปได้เลยถึงขั้นตอนการทำวิจัย การเก็บข้อมูล รวมไปถึง time frame ของการทำวิจัย
โดย: Charlie Man IP: 27.55.38.246 วันที่: 7 พฤษภาคม 2557 เวลา:10:50:14 น.
  
พี่ครับ ก่อนอื่นขอบคุณมากเลยครับ พดีผมสนใจจะไปเรียนต่อ โท ที่นั่นเหมือนกันครับ แต่ผมไม่ค่อยรู้รายละเอียดเรื่องทุนเลยครับ อย่างผมเข้าใจว่า สาย วิท จะไปต่อโท ขอได้แต่แบบ 2 นักศึกษาวิจัยใช่มั้ยครับ และก็ต้องสอบโทให้ได้ก่อนขอทุนรึปล่าวครับ ? ขอคุณนะครับ
โดย: Tanabut IP: 58.10.175.95 วันที่: 9 พฤษภาคม 2557 เวลา:17:15:11 น.
  
@Tanabut สำหรับทุนการศึกษาเพื่อต่อปริญญาโท หรือเอก ไม่ว่าจะสายวิทย์หรือสายศิลป์ คือทุน Research Student ครับ ซึ่ีงตอนแรก ผมหาข้อมูล ก็งงๆอยู่เหมือนกัน ว่าเราอยากจะเรียนต่อโท หรือเอกเลย ไม่ได้อยากทำแค่ research

จริงๆแล้วระบบการศึกษาของที่ญี่ปุ่นในระดับปริญญาโท หรือเอก ก่อนที่คุณจะสอบเข้าปริญญาโท หรือเอก นั้น โดยส่วนมาก อาจารย์จะรับเข้าไปเป็น Research Student ก่อน ระหว่างนี้ก็เตรียมตัวเพื่อสอบเข้าปริญญาโท หรือเอก อีกทีครับ ซึ่งทุนนี้ก็เหมือนกัน คือ จะให้เราไปเป็น Research Student ก่อน 2 ปี ภายใน 2 ปีนี้ ต้องสอบเข้าปริญญาโท หรือเอกให้ได้ ถ้าสอบเข้าไม่ได้ ก็กลับเมืองไทยครับ :)

แต่ถ้าเราอยากเรียนปริญญาโท หรือเอกเลย หรืออยากเป็น Research Student แค่ 1 ปี ก็ทำได้ครับ โดยการสอบเข้าปริญญาโท หรือเอกให้ได้ (อย่างในกรณีผม ก็เข้าเรียน MBA เลย โดยไม่ได้เป็น Research Student) ถ้าสามารถสอบเข้าได้นะครับ ถ้าไม่ได้ ก็ไปเป็น research student ก่อน ระหว่างนี้ก็เตรียมตัวรอสอบไปพร้อมๆกัน ซึ่งในการที่เราจะเป็น research student ที่ไหนได้ ก็ต้องส่ง application ไปที่ทางอาจารย์หรือทางมหาลัย ให้เค้าตอบรับเราก่อน (เหมือนสมัครเรียนโทที่อังกฤษ หรืออเมริกา) ถ้าเค้ารับ ก็ไปเป็น research student ก่อน แล้วก็ต้องสอบเข้าเพื่อเรียนปริญญาอีกทีครับ (2 ขั้นตอน)

ก่อนสอบทุน ยังไม่จำเป็นต้องสมัครมหาวิทยาลัยครับ แต่คุณต้องเลือกมหาวิทยาลัย 3 แห่ง พร้อมทั้งชื่ออาจารย์ที่เราอยากไปทำวิจัยด้วย ทั้งหมด 3 อันดับ หลังจากได้ทุน ค่อยติดต่อไปยัง 3 มหาวิทยาลัยที่เราเลือกไว้ พอได้รับตอบรับ แล้วค่อยมาเลือกอีกทีนึงครับ ว่าเราอยากไปที่ไหนมากที่สุด (โดยปรกติก็จะเป็นลำดับที่ 1 เหมือนสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่เมืองไทยนี่ล่ะครับ)

สงสัยอะไร สอบถามเพิ่มเติมได้ครับ ขอให้โชคดีครับ
โดย: Charlie Man IP: 202.176.109.35 วันที่: 10 พฤษภาคม 2557 เวลา:18:45:55 น.
  
ขอบคุณพี่มากๆค่ะที่มาเขียนเล่าประสบการณ์การสอบให้ได้ทราบ
เป็นประโยชน์และเป็นแรงบันดาลใจสำหรับหนูมากๆค่ะ
สนใจทุนนี้มากๆเลยเข้าไปหาข้อมูลและพบว่ามีนักศึกษารามฯได้ด้วย
ซึ่งคือพี่ใช่มั้ยคะ เป็นไอดอลสำหรับหนูมากๆ 5555
ตอนนี้หนูเรียนเอกบัญชี (TU) ควบคู่ไปกับเรียนบริหารทั่วไปของรามฯ ค่ะ
ขอสอบถามว่าเวลาสมัครสอบเราสามารถเลือกสาขาใดได้บ้าง ในกรณีนี้คือถ้ายื่นเกรดของบัญชี เราต้องทำstudy plan เกี่ยวกับสายงานบัญชี หรือ ถ้ายื่นเกรดของบริหาร ต้องทำstudy plan สายงานบริหาร อย่างไรคะ
อีกคำถามคือ เกรดมากน้อยมีความสำคัญไหมคะ
เกรดเยอะกว่า จะได้เปรียบกว่าไหมคะ
ขอบคุณค่ะ
โดย: optpo IP: 125.26.57.148 วันที่: 25 พฤษภาคม 2557 เวลา:18:32:07 น.
  
@น้อง Optpo

ใช่แล้วครับ ในข้อมูลรายงาน นักศึกษารามที่ได้ 1 คน คือพี่นี่เองครับ ^^ เวลาเค้ารายงานผล เค้าจะดูสถาบันที่จบล่าสุด อย่างของพี่จบตรีใบแรกจากวิศวะ ลาดกระบัง แต่เนื่องจากใช้ปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ รามคำแหงในการยื่น (เพราะไปต่อสาขาที่เกี่ยวกับบริหาร และจะไม่สามารถสมัครข้ามสาขาที่เราเรียนจบได้ อย่างสายวิทย์มาสายศิลป์ ไม่ได้ แต่ถ้าเศรษฐศาสตร์ ไปบริหาธุรกิจ หรือบริหารธุรกิจไปเศรษฐศาสตร์นี่ได้อยู่ครับ) ก็จะดูจากสาขาที่เรายื่นสมัคร จริงๆมี 2 คนที่จบปริญญาตรี จากวิศวะ ลาดกระบัง แต่จบปริญญาใบล่าสุดจากที่อื่น ก็ไม่ได้มีชื่อลาดกระบังในใบ Report ครับ T_T

อย่างของน้อง Optop ให้ยื่นเกรดที่ได้เกิน 3.25 ครับ แต่พี่อยากแนะนำว่าให้ยื่นเกรดเฉลี่ยทั้ง 2 สถาบันเลย เพราะมีผลต่อการพิจารณาแน่ๆ ถ้าจะยื่นว่าจบรามที่เดียว เพราะว่า ชื่อเสียงสถาบันที่เราจบ เกรดเฉลี่ยที่จบ รวมไปถึง Study Plan (สำคัญมากกกกกกก) คะแนนสอบข้อเขียน คะแนนสัมภาษณ์ ปัจจัยทั้งหมดมีผลต่อการตัดสินว่าเราจะได้รับทุนหรือไม่ (อย่างของน้องจะยื่น TU อยู่แล้ว แต่ถ้ารามได้ 3.25 ก็อยากให้ยื่นทั้ง 2 ที่เลย แต่ถ้ารามได้เกิน 3.25 ที่เดียว ตรงนี้พี่อยากให้ยื่น TU ด้วยครับ)

เกรดจริงๆกำหนดไว้แค่ 3.25 หรือมีถ้ามีผลคะแนนภาษาญี่ปุ่นก็น้อยกว่านั้นหน่อย เกรดสำคัญไหม? คือเรากลับไปแก้ไขตรงนี้ไม่ได้แล้ว ไป focus ตรงอื่นให้มันดีที่สุดดีกว่าครับ อย่าง Study Plan, หรือคะแนนข้อเขียน การเตรียมตัวสัมภาษณ์ เพราะถึงเกรดจะสูง 4.00 แต่ถ้า Study Plan หรือคะแนนข้อเขียน คะแนนสัมภาษณ์ไม่ดี ก็คงไม่ได้ทุน ในขณะที่ถ้าได้เกรดแค่ 3.25 แต่ Study Plan ดีมาก คะแนนรอบข้อเขียนและสัมภาษณ์ดีมาก ก็มีโอกาสได้ทุนมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในรุ่นของพี่ เท่าๆที่ถามกันมา แต่ละคนที่ได้ทุนก็จบเกียรตินิยมอันดับ 1 กันเกือบทุกคน หลายๆคนก็ได้เหรียญทองด้วย (มีคนที่ได้เกียรตินิยมอันดับ 1 แต่สอบมา 3-4 ครั้งแล้วก็ยังไม่ผ่านสักที ก็มีหลายคนเช่นกัน รุ่นที่ได้ทุนปีก่อนพี่ มีน้องที่รู้จักเกรดไม่ถึง 3.25 แต่มีผลคะแนนสอบภาษาญี่ปุ่น)

ในกรณีของน้อง Optpo ถ้าจะยื่นของที่ใดที่หนึ่ง (ที่เกิน 3.25) ก็ควรจะทำ Study Plan เกี่ยวกับเรื่องนั้นครับ แต่จริงๆแล้ว ก็ถือว่าเป็นสายบริหารธุรกิจเหมือนกัน อย่างจบบัญชี จะไปเรียนการตลาด การเงิน ก็ได้ แต่ต้องมี Study Plan และเตรียมตัวตอบคำถามอย่างดีว่าทำไมถึงจะเปลี่ยน major (มีน้องในรุ่นก็จบ BE TU แล้วก็ได้ทุนไปต่อสาขา MBA Marketing โดยที่ยังไม่มีประสปการณ์ทำงาน)

สู้ๆนะครับ มีอะไรสอบถามเพิ่มเติมได้ครับ ขอให้โชคดีทุกคนครับ

โดย: Charlie Man IP: 27.55.38.96 วันที่: 26 พฤษภาคม 2557 เวลา:11:22:47 น.
  
อ่านแล้ว รู้สึกอยากถามนู่นถามนี่เยอะเลยค่ะ แต่ก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่อยากบอกว่า รู้สึกดีที่ได้เห็นคำแนะนำวิธีการเตรียมตัวต่างๆ ซึ่งทำให้คนที่อ่านรู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาได้บ้างค่ะ เพราะจะได้รู้ว่าควรทำอะไรบ้าง ไม่ใช่ตันอยู่แต่กับความรู้สึกว่าเราด้อยกว่าใคร แค่คิดว่าเราต้องทำอย่างไรจึงจะมีคุณสมบัติทีดีพอให้ได้รับการคัดเลือกก็พอ ใช่ไหมคะ

คุณ Charlie Man มีน้ำใจมากเลย ขอบคุณที่มาแชร์เรื่องราวดีๆค่ะ

ถ้ามีขอสงสัย จะขอกลับมาถามนะคะ
โดย: NKNK IP: 203.130.144.222 วันที่: 10 มิถุนายน 2557 เวลา:10:52:33 น.
  
ขอบคุณที่มาแชร์ประสบการณ์ดีๆคะ
เรามีโอกาสไปแลกเปลี่ยนที่โอซาก้า 2 เดือนแล้วรู้สึกประทับใจมาก
อยากกลับไปอีกครั้ง เลยเข้ามาหาข้อมูลทุนดู
เป็นประโยชน์มากๆเลย

ขอบคุณอีกครั้งนะคะ
โดย: Pichaya IP: 125.25.7.132 วันที่: 13 มิถุนายน 2557 เวลา:16:05:31 น.
  
เมื่อวานไปสอบมาแล้วครับผม อยากสอบถามว่าเค้าคัดคนที่ผ่านรอบข้อเขียนไปสัมภาษณ์ประมาณกี่คนหรอครับ แล้วจาก50ข้อ ต้องได้ประมาณกี่ข้อครับถึงจะผ่านสอบข้อเขียนครับ หรือไล่จากมากไปหาน้อยตามลำดับครับ

ขอบคุณครับ
โดย: บอล IP: 61.90.56.132 วันที่: 23 มิถุนายน 2557 เวลา:16:40:37 น.
  
@บอล ต้องดูเป็นสาขาที่สอบนะครับ เพราะว่าถ้า R1A ก็สอบวิชาเดียวคือภาษาอังกฤษ R1B สอบ 2 วิชา คือ ภาษาอังกฤษ กับ คณิตศาสตร์ ดังนั้นโควต้าที่สอบผ่านข้อเขียน ก็แล้วแต่สาขาวิชาครับ แต่โดยเฉลี่ยคะแนนภาษาอังกฤษที่ผ่านเกณฑ์จะอยู่ที่ประมาณ 70 คะแนนครับ โดย R1B จะมีคะแนนเฉลี่ยภาษาอังกฤษของผู้สอบผ่านสูงที่สุด ส่วนจำนวนผู้ผ่านข้อเขียน ทั้ง 3 สาขาวิชารวมกัน ประมาณ 80-90 คน (แต่ก็แบ่งเป็นแต่ละสาขาด้วยครับ)
โดย: Charlie Man IP: 27.55.3.147 วันที่: 30 มิถุนายน 2557 เวลา:8:33:58 น.
  
สอบถามหน่อยค่ะ

หนูเลือก 3 มหาลัยไปค่ะ ตอนนี้ผลสอบสัมภาษณ์เพิ่งออกสำหรับทุนวิจัยค่ะ
หนูต้องติดต่อ /ส่งเอกสาร ไปทั้ง 3 มหาลัยเลยหรือเปล่าคะ

*หมายเหตุ หนูเลือก ม Keio อันดับ 2 แต่ในเวปของมหาลัย
บอกว่า มหาลัยจะไม่ออก letter of acceptance ให้ถ้าเราไม่เลือมหาลัยเค้าเป็นอันดับ 1
อย่างงี้หนูควรจะทำยังไงดีคะ??
โดย: Tomang IP: 118.174.218.166 วันที่: 21 กรกฎาคม 2557 เวลา:16:35:46 น.
  
ยินดีด้วยครับน้อง Tomang

ทิ้งอีเมล์ไว้นะครับ เดี๋ยวพี่ติดต่อไป หรือฝากข้อความมาหาพี่ทาง pantip ก็ได้ครับ

เรื่องรายละเอียด เดี๋ยวทางสถานฑูตจะแจ้งอีกทีวันที่เรียกไปรายงานตัวนะครับ

สำหรับ Keio คือ ต้องเลือกเค้าเป็นอันดับ 1 เท่านั้นครับ ถ้าเลือกเค้าเป็นอันดับ 2 เค้าจะไม่ออก LOA ให้ (หรือปฎิเสธเรานั่นเอง)

แล้วก็อันดับมหาวิทยาลัย 3 อันดับ สามารถเลือกใหม่ได้เลยครับ เปลี่ยนลำดับที่ได้เลย หรือจะเลือกใหม่เลยทั้ง 3 ลำดับก็ได้
โดย: Charlie Man IP: 27.55.33.235 วันที่: 21 กรกฎาคม 2557 เวลา:21:13:10 น.
  
ขอบคุณค่ะ
หนูหลังไมค์ไปทาง pantip แล้วนะคะ
ขอบคุณค่าาาาา
โดย: Tomang IP: 49.230.166.79 วันที่: 22 กรกฎาคม 2557 เวลา:12:06:04 น.
  
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ดีๆนะค่ะ
ถ้ามีอะไรสงสัยหนูจะขอมาถามนะค่ะ
ขอบคุณอีกครั้งค่ะ
โดย: elfinpk IP: 49.237.137.61 วันที่: 18 ตุลาคม 2557 เวลา:23:01:20 น.
  
พี่ครับอยากสอบถามว่าพอดีผมอยู่ปี3 มธ เศรษฐศาสตร์อินเตอร์ครับ แล้วคือถ้ายื่นใบสมัครจะยื่นได้ตอนจบปี3กำลังขึ้นปี4 ซึ่งหมายความว่าระหว่างปี3ผมต้องเขียนstudy plan แล้ว แบบนี้ผมควรอ้างอิงจากอะไรดีครับ พอดีอยากต่อfinance ในสาขาeconomics น่ะครับ อีกคำถามคือ study plan นี้ถ้าผมอยากต่อfinance study plan ผมต้องเกี่ยวกับfinanceโดยตรงไหมครับ หรือเกี่ยวกับeconomics อย่างเดียวก็ได้ พอดีอยากรู้ว่าถ้าหากได้ทุนstudy plan ที่เขียนเราจะต้องนำไปทำต่อที่ญี่ปุ่นไหมหรือเราคือเขียนร่างให้กรรมการดูแต่ไม่ได้นำไปใช้ต่อ ยาวไปนิดนึง ขอบคุณครับ
โดย: Zelxon IP: 192.99.14.34 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2557 เวลา:9:17:54 น.
  
ผมหมายถึงresearch ที่ต้องเขียนตอนส่งใบสมัครน่ะครับ พอดีสับสนนิดหน่อย
โดย: Zelxon IP: 192.99.14.36 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2557 เวลา:9:22:21 น.
  
สวัสดีครับน้อง Zelxon

ผู้ที่สมัครสอบทุกคน จะต้องเขียน Study Plan อยู่แล้วครับ คือ ถ้าสอบผ่านข้อเขียนแล้ว คณะกรรมการก็จะมาดู Study Plan ของเรา รอบข้อเขียนนี้ กรรมการไม่ได้เอา Study Plan มาพิจารณาครับ ดูจากคะแนนสอบล้วนๆ อย่างในกรณีของเศรษฐศาสตร์ ก็จะสอบทั้งหมด 2 วิชา ก็คือ คณิตศาสตร์ กับภาษาอังกฤษ

การที่จะเขียน Study Plan ให้ได้ออกมาดี ก็ต้องมาดูว่า ตัวเรามีความสนใจทางด้านไหน อยากจะมาทำวิจัยด้านไหนต่อ อย่างของน้อง สนใจด้าน Financial Economics ก็เขียนลงใน Study Plan ว่าตัวเรามี background อย่างไร เรียนทางด้านไหนมา สนใจในเรื่องใดของ Financial Economics และอยากทำไมจึงอยากที่จะทำวิจัยต่อ แล้วผลงานวิจัยของเราจะมีประโยชน์อย่างไรในอนาคต

Study Plan ต้องเกี่ยวกับ Finance ไหม? น้องอยากจะต่อทางด้าน Financial Economics ใช่ไหมครับ? น้องก็ต้องเล่า background มีที่มาที่ไป ให้กรรมการทราบว่า ทำไมเราสนใจไปต่อด้านนี้ ลองนึกว่าถ้าเราเป็นคณะกรรมการ เราอยากที่จะให้ทุนคนที่เขียน Study Plan มาว่าเรียนทางด้าน Economics แต่ทำไมเลือกเรียน Finance? คือ ทุกอย่างมันต้องมีที่มาที่ไปอะครับ เพราะยังมีคนอื่นที่เค้าพร้อมกว่าเรามาก ดังนั้น เราก็ต้องทำในส่วนของเราให้ดีที่สุด

หลังจากที่ผ่านรอบสัมภาษณ์แล้ว นั่นแค่ด่านแรกครับ เพราะต้องใช้ Study Plan ที่เราเขียนในการสมัครเข้ามหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่นอีกที ซึ่งสำคัญมาก อาจารย์ในมหาวิทยาลัยที่ญี่ปุ่น เค้าจะรับเราเข้าเป็นนักศึกษาหรือไม่ ก็ขึ้นกับ Study Plan เรานี่ล่ะครับ

ขอให้โชคดีครับ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2557 เวลา:16:48:45 น.
  
ขอบคุณมากครับ อยากสอบถามอีกข้อว่าresearch นี้ควรจะเขียนยังไงดีคือผมอยู่ปี3แต่ไม่มีไอเดียในการเขียนresearchครับ แต่ที่เข้าใจคือresearch เหมือนเขียนเกี่ยวกับสิ่งที่เราสนใจแล้วนำมาวิจัยขยายความตอนเรียนปริญญาโท แล้วอย่างงี้research กะstudy plan ก็ต้องทำแยกกันใช่ไหมครับ ซึ่งresearch กะ study plan ในกรณีของผมก็ต้องเกี่ยวกับfinancial economics ใช่ไหมครับ หรือ reseach สามารถเขียนเกี่ยวกับeconomics ในมุมกว้างๆได้โดยที่ไม่จำเป็นต้องเป็นfinancialครับ เพราะตอนนี้มีปัญหาเรื่อง research มากว่าจะทำอย่างไรดี ขอบคุณครับพี่ Charlie Man
โดย: Zelxon IP: 192.99.14.36 วันที่: 7 พฤศจิกายน 2557 เวลา:1:16:52 น.
  
พี่เคยตอบเกี่ยวกับเรื่องวิธีการเขียน Study Plan ไปแล้วนะครับ comment ข้างบนเคยถาม พี่ขอ copy มาเลยละกันนะครับ

Study Plan นี้ ลองดูหลักการวิธีเขียนได้ที่ //www.dek-d.com/studyabroad/30000/ ครับ แล้วหาดูตัวอย่างได้จากอากู๋เลย เพราะแต่ละคนก็เขียนไม่เหมือนกัน ลองดูจากหลายๆตัวอย่างแล้วมาดัดแปลง แก้ไขให้เข้ากับตัวเรานะครับ ดูตัวอย่างเยอะๆ จะทำให้เราเขียนได้ออกมาดีครับ ^^ แต่ต้องกระชับ และเป็นไปได้อย่ายาวกว่า 1 หน้ากระดาษครึ่ง

ส่วนงานวิจัย จากที่ไหนก็ได้ครับ หรือยิ่งถ้าต่อยอดได้จากที่เราเคยทำมาได้ยิ่งดี เพราะทำให้เห็นว่า เรามีความพร้อมและพื้นฐานที่แน่นในเรื่องที่เราจะทำวิจัย ถ้ายังไม่รู้ว่าจะเขียนยังไง ก็ไปที่ห้องสมุดนะครับ แล้วลองดูงานวิจัยของคนอื่นที่มีหัวข้อที่เราสนใจ แล้วดูว่า เราจะสามารถต่อยอดงานวิจัยของเค้าได้หรือไม่

Research ก็คือหัวข้อวิจัย เป็นส่วนนึงของ Study Plan ครับ ว่าเราจะมีวิธีการทำงานวิจัยอย่างไร ใช้ Methodology อย่างไรบ้าง ลองศึกษาเพิ่มเติมดูนะครับ search ดูจาก google ได้เลยครับ หาข้อมูลเยอะๆ อ่านเยอะๆ แล้วเราก็จะสามารถเขียนออกมาในแบบฉบับของเราได้

ส่วนคำถามที่ว่าจำเป็นจะต้องเกี่ยวกับ financial ไหม? อันนี้ก็แล้วแต่น้องนะครับว่าจะเขียนออกมาอย่างไร ไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่ให้ลองในมุมมองของคณะกรรมการคัดเลือกดู ว่าเค้าควรจะให้ทุนกับผู้สมัครที่มีหัวข้อวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสาขาที่จะไปเรียนต่อ หรือกับผู้สมัครที่สนใจจะไปเรียนสาขานี้ แต่ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับสาขาบอกว่าสนใจจะเรียนต่อเลย ถ้าน้องเป็นคณะกรรมการ น้องอยากที่จะให้ทุนกับผู้สมัครคนไหนครับ?
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 8 พฤศจิกายน 2557 เวลา:11:02:00 น.
  
ทุนนี้น่าสนใจมากคะ แต่หนูจบป.ตรี เกรดไม่ถึงสามคะ จบสายวิทย์ ส่วนจบโทได้เกรด4.00คะ สายสังคม แบบนี้จะมีโอกาสสมัครทุนมงบ้างไหมคะ ชอบญี่ปุ่น เป็นมุสลิมคะ สนใจ Sociology คะ ตอนนี้รับราชการคะ
โดย: TheRcSah IP: 1.179.155.129 วันที่: 6 ธันวาคม 2557 เวลา:11:01:51 น.
  
@TheRcSah ถึงจะจบโทด้วย 4.00 ยังไงก็ต้องจบ ป.ตรี ด้วยเกรด 3.25 ด้วยครับ ถ้าไม่ถึงก็ต้องสอบภาษาญี่ปุ่นให้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด ลองศึกษารายละเอียดการสมัครทุนดูนะครับ

ถ้าเป็นข้าราชการอยู่แล้ว ลองสอบถามเรื่องขอทุนจากทางหน่วยงาน น่าจะง่ายกว่านะครับ

ขอให้โชคดีครับ
โดย: Charlie Man IP: 180.183.99.65 วันที่: 16 ธันวาคม 2557 เวลา:11:19:39 น.
  
พี่ค่ะ หนูสนใจสมัครทุน research students เหมือนกันค่ะ มีข้อสงสัยคือใน Application form จะมีให้เรากรอกมหาลัยกับชื่อ Professor 3 มหาลัย คือเราต้อง contact ไปหาอาจารย์เค้าก่อนว่าเปิดรับนักศึกษาจากทุนนี้มั้ย ใช่มั้ยค่ะ
โดย: ปลาแน้ม IP: 27.55.89.108 วันที่: 10 มกราคม 2558 เวลา:13:55:02 น.
  
ขออีกคำถามน่ะค่ะ ^^ คือ study plan ใช่ที่เค้ามีแบบฟอร์มมาให้แล้วใช่มั้ยค่ะ //www.studyjapan.go.jp/en/toj/toj0307e.html ที่เขียนว่า Field of Study and Study Program คือเราเขียนใน form นี้เลยใช่มั้ยค่ะ ขอบคุณมากๆๆๆค่ะ :)
โดย: ปลาแน้ม IP: 27.55.89.108 วันที่: 10 มกราคม 2558 เวลา:14:04:28 น.
  
@ปลาแน๋ม ขอบคุณที่ติดตามบล็อคครับ

ใน application form ไม่จำเป็นต้องติดต่ออาจารย์ก่อนจนกว่าจะได้ทุนครับ เพราะบางทีติดต่ออาจารย์ไปก่อนที่เราจะได้ทุน อาจารย์ทางนั้นก็จะไม่ติดต่อกลับ หรืออาจจะให้เราสอบได้ทุนก่อน แล้วค่อยติดต่อเค้าไป แต่ถ้าอาจารย์ที่เมืองไทย มี contact กับที่ญี่ปุ่นอยู่แล้ว เรื่องก็จะง่ายขึ้นครับ

สรุปคือ ไม่จำเป็นต้องติดต่อไปก่อน แต่ถ้าติดต่อไว้ได้ก็ดีครับ

Study Plan มีฟอร์มมาให้ครับ ตามที่น้องไปค้นมาเลยครับ แต่ไม่มี format มาให้ คือเราต้องกำหนด format ในการเขียนของเราเอง ว่าจะเขียนแบบไหน

ขอให้โชคดีนะครับ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 16 มกราคม 2558 เวลา:18:28:25 น.
  
ขอบคุณประสบการณ์ดีๆครับ คิดว่าปีนี้จะลองสอบในสาขาพัฒนาวิชาชีพครูดู แต่ไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นเลย เกรดป.ตรี 3.74 รายละเอียดบอกว่าต้องสอบญี่ปุ่นด้วย แต่เอามาเป็นข้อมูล ผมควรจะสอบปีนี้หรือเรียนญี่ปุ่นก่อนค่อยสอบปีหน้าครับ
โดย: เมก้าแมน IP: 1.47.200.81 วันที่: 31 มกราคม 2558 เวลา:19:56:49 น.
  
@เมก้าแมน สาขาพันาวิชาชีพครู เท่าที่ทราบ คือ การแข่งขันไม่ได้สูงครับ คนสมัครเรียกว่าน้อยมาก เหมือนจะไม่ค่อยทราบข่าวกัน เท่าที่ดูจากคนที่ได้ทุนในสาขานี้ ดูเหมือนจะเน้นในการกระจายโอกาสด้วยครับ

ภาษาญี่ปุ่น ไม่ได้ก็ไม่เป็นไรครับ อยากให้ลองสอบปีนี้เลยนะครับ แต่ถ้าเกรดเฉลี่่ยเกินเกณฑ์อยู่แล้ว อยากให้ลองทุนนักศึกษาวิจัยดูนะครับ ถ้าต้องการอยู่ที่ญี่ปุ่นระยะยาว เพราะสำหรับทุนสาขาพัฒนาวิชาชีพครู ถ้าได้ทุนสาขานี้แล้ว อยากสอบทุน Research Student ต้องรอกลับมาไทย 3 ปีก่อน ถึงจะมีสิทธิสมัครได้อีก แต่การคัดเลือกก็ต่างกันมากครับ

ขอให้โชคดีครับ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 2 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:6:33:35 น.
  
เข้ามาอ่านอีกรอบ เก็บรายละเอียด ขอบคุณพี่มากๆน่ะคะ ที่แชร์ทุกอย่างอย่างครบถ้วนขนาดนี้ บทความในบล็อคนี้มีค่ามากสำหรับหนู ที่หาข้อมูล จับต้นตันปลาย ของทุนนี้มานาน อิอิ แล้วก้ออ่านเจอว่าพี่จบ วิศวะลาดกระบัง หนูก้อกำลังจะจบโทและค่ะ ลาดกระบังเหมือนกัน วันนี้ไม่ถามอะไร แต่มาขอบคุณ ขอบคุณมากๆคร้า
โดย: ปลาแน้ม IP: 124.122.79.216 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:14:28:27 น.
  
@ Charlie Man อยากจะสอบถามพี่คะว่า ทุนนักศึกษาวิจัยนี่คือไม่ได้ไปศึกษาวุฒิปริญญาโทใช่ไหมค่ะ เท่าที่ทราบ ถ้าหากเราได้ทุนนักศึกษาวิจัยแล้วจะสามารถขอทุนศึกษาต่อ ปโท ต่อจากทุนมงได้ไหมค่ะ ขอบคุณมากๆค่ะ
โดย: ice IP: 180.183.106.246 วันที่: 17 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:16:33:01 น.
  
@ปลาแน้ม ยินดีครับ ^^ และก็ดีใจมาก ที่บล็อคถ่ายทอดประสปการณ์จะเป็นประโยชน์ต่อคนที่มีความฝัน และความหวัง และความตั้งใจ ครับ

@ice ทุนนักศึกษาวิจัย จริงๆแล้วก็เป็นทุนเพื่อที่จะศึกษาต่อระดับปริญญาโท หรือปริญญาเอกครับ ระบบการศึกษาที่ญี่ปุ่นนั้น ก่อนที่จะเข้าระดับปริญญาโท หรือเอก จะมีการรับเข้าไปเป็นนักศึกษาวิจัยก่อน 1-2 ปี แล้วสอบเข้าปริญญาโทหรือเอก ต่อให้ได้ ทุนนักศึกษาวิจัยของรัฐบาลญี่ปุ่น ก็จะให้ระยะเวลา 2 ปี ในการเรียนภาษา ทำวิจัย และเตรียมตัวเพื่อที่จะสอบเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโท หรือเอกครับ ซึ่งถ้าเราได้รับทุนนักศึกษาวิจัยแล้ว ก็สามารถที่จะเรียนต่อถึงเอกได้ (ถ้าเรียนไหว และผลการเรียนดี) ทางรัฐบาลญี่ปุ่นก็จะต่อทุนให้ครับ โดยไม่มีข้อผูกมัดไดๆ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 18 กุมภาพันธ์ 2558 เวลา:5:46:28 น.
  
ไปสอบมาแล้วครับ ขอบอกว่าข้อสอบยากมากครับ คำศัพท์ก็โหดหิน แกรมม่าร์พอได้ Error นี่หมายมั่นมาก แต่พอไปเจอข้อสอบแล้ว มึนมากครับ มีมาเป็น paragraph 4 - 5 ประโยค แล้วขีดเส้นใต้ทั้งประโยค ... แต่ Reading นี่ไม่ยากเท่าไรครับ ผลออกวันศุกร์นี้... ปีนี้ไม่ได้ ปีหน้าจะพยายามครับ
โดย: ผู้สอบปีนี้ 2558 IP: 202.29.177.174 วันที่: 5 มีนาคม 2558 เวลา:14:36:50 น.
  
@ผู้สอบปีนี้ ผลเป็นอย่างไรบ้างครับ ไม่ได้ปีนี้ ก็ลองพยายามใหม่ปีหน้านะครับ สู้ๆ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 5 เมษายน 2558 เวลา:16:35:55 น.
  
พี่ค้ะ ดูจากเอกสารที่ใช้ในปีที่แล้ว มีทรานสคริปและหนังสือรับรองวุฒิปตรี ตัวจริง (ถ้ามี)
คือถ้าไม่มีสามารถแนบเป็นตัวสำเนาไปได้มั้ยค่ะ
โดย: ปลาแน้ม IP: 27.55.46.140 วันที่: 10 เมษายน 2558 เวลา:9:23:57 น.
  
@ปลาแน้ม คงต้องเป็นตัวจริงครับ ถ้าไม่มีก็ไปขอให้ทางมหาวิทยาลัยออกใหม่เลยครับ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 21 เมษายน 2558 เวลา:6:00:52 น.
  
ถ้าได้ทุนนี้แล้ว ประเภทวิจัย จะต่อโทและเอกต้องสอบที่นั่นให้ได้ใช่ไหม
ถ้าสอบได้ ค่าเทอมกะค่าธรรมเนียมต่างๆก็จะฟรีด้วยใช่ไหมอ่า

ถ้าได้ทุนนี้ก็จะสามารถเลือกม.ในญี่ปุ่นได้เอง หรือเขาเลือกให้ค่ะ
โดยส่วนตัวแล้วอยากเรียนม.โตเกียวมากๆๆ
โดย: ซันนี่ IP: 49.230.175.22 วันที่: 3 พฤษภาคม 2558 เวลา:23:34:51 น.
  
อยากต่อโทหมอที่ญี่ปุ่น ปีนี้เรียนพยาบาล เตรียมซิ่วหมอปีหน้าเลยค่ะ (ช่วงนี้เรียนฝึกภาษาพลางๆ)
ต่อโทหมอมีมหาวิทยาลัยอะไรในญี่ปุ่นรองรับบ้างค่ะ:)
โดย: มุก IP: 49.230.175.22 วันที่: 3 พฤษภาคม 2558 เวลา:23:49:43 น.
  
Thank you so much na krub for this valuable and inspirational article regarding Japan Government Scholarship krub ^_^
โดย: Book IP: 110.168.232.229 วันที่: 5 พฤษภาคม 2558 เวลา:21:46:33 น.
  
@ซันนี่ ทุนประเภทวิจัย หลังจากประกาศผลว่าได้ทุน ก็ต้องสมัครมหาวิทยาลัยให้ได้ครับ จะไปเรียนที่ไหน คณะไหนก็ได้ แล้วแต่ความสนใจและความสามารถว่าจะสอบเข้าที่ไหนได้ รัฐบาลก็ได้ เอกชนก็ได้ ทุนก็ครอบคลุมค่าใช้จ่ายทุกอย่างแล้วครับ ค่าเทอม ค่าใช้จ่ายรายเดือน

@Book ขอบคุณมากๆครับ ^^
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 8 พฤษภาคม 2558 เวลา:17:49:53 น.
  
พี่ครับ อย่างผมจะไปเรียนทางด้านประวัติศาสตร์ สงสัยว่าหัวข้อวิจัยต้องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นหรือไม่ครับ ต้องไปเรียนปวศญป หรือสามารถเรียนปวศที่อื่นได้ แต่ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าทำไมต้องเป็นที่ญป เช่นสมมติผมสนใจปวศตะวันตก แล้วทำไมต้องไปเรียนที่ญป เพราะญปก้าวหน้ามีความรุ้งานวิจัยในด้านนี้มากกว่ามหาลัยในไทย แล้วถ้าเขาถาม ทำไมไม่ไปเรียนเรียนที่ยุโรปเลยละ

ปล. พี่ครับ เวลาเขาคัดเลือก เขาดูเป็นกลุ่มๆ คือให้โควต้าเป็นกลุ่มเช่น กลุ่มที่สอบภาษาอังกฤษ กลุ่มที่สอบเลขด้วย กลุ่มที่สอบวิทย์ ถ้าคนกลุ่มไหนสมัครน้อยเราก้มีสิทธิ์มาก หรือเขาดูรวมทั้งหมดเลยครับ

พี่ครับ ถ้าไม่ได้ภาษาญี่ปุ่น แล้วภาษาอังกฤษก้ไม่ได้ดี ผมนี่แย่speakingเลย (แต่จะเตรียมตัวให้ดีเลยครับ) จะมีโอกาสได้ไหมครับ

และถ้าผมไม่มีผลงานอะไรเลย แบบไม่เคยไปAFS ไปแลกเปลี่ยน เข้ารวมกิจกรรม ได้รางวัล หรือเคยทำงานอะไร มีแต่เกรดอย่างเดียว ตรงนี้เขาให้ความสำคัญมากแค่ไหนครับ

ขอบคุณล่วงหน้าครับ
โดย: Jo IP: 110.168.231.143 วันที่: 13 พฤษภาคม 2558 เวลา:14:35:23 น.
  
@Jo ขอบคุณครับที่ติดตามบล็อค

เรื่องหัวข้อวิจัยนี้ ต้องลองพิจารณาดูเองครับ คือ ถ้าน้องเลือกอะไรที่ไม่เกี่ยวกับญี่ปุ่น แน่นอนว่า ถ้าผ่านข้อเขียน ตอนสัมภาษณ์ต้องมีคำถามอยู่แล้วครับ ว่าทำไมไม่เลือกไปยุโรป หรือที่อื่นที่มีประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจกว่า (พี่เคยโดนคำถามนี้ตอนปีแรกที่ผ่านสัมภาษณ์ ว่าเมืองไทยยังสามารถทำได้ประสปผลสำเร็จกว่าเลย ไม่จำเป็นต้องมาถึงญี่ปุ่นหรอก) คือ ถ้าโดนคณะกรรมการแย้งมา แล้วเราสามารถตอบข้อโต้แย้งได้อย่างมีเหตุมีผล ก็ไม่เป็นไรครับ ไม่ใช่โดนกรรมการแย้งมา แล้วหน้าซีดเป็นไก่ต้ม ตอบไม่ได้ (แบบที่พี่เคยโดน แล้วก็เป็น) ก็ยากที่จะผ่านสัมภาษณ์ อันนี้น้องก็ต้องเตรียมข้อโต้แย้งไปให้มีเหตุผลเพียงพอครับ

เวลาคัดเลือก ก็จะดูเป็นโควต้าของแต่ละกลุ่มเลยครับ ว่าสอบวิชาอะไรบ้าง โดยปรกติแล้ว โควต้าสายวิทยาศาสตร์จะเยอะที่สุดครับ รองลงมาก็สายสังคมศาสตร์ (ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ จัดอยู่ในกลุ่มนี้) และน้อยที่สุดคือสายบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ (สายที่พี่สอบ)

ไม่ได้ภาษาญี่ปุ่น ก็ไม่ต้องกลัวครับ เพราะตอนที่พี่สอบ พี่ก็ไม่ได้ภาษาญี่ปุ่นเช่นกัน

ถ้าไม่มีผลงานอะไรเลย ไม่เคยเป็นเด็กแลกเปลี่ยน ไม่เคยทำกิจกรรม ก็ต้องมีผลงานวิจัย หรือหัวข้อวิจัยที่เด่นชัดครับ การเป็นเด็กกิจกรรม หรือมีโพรไฟล์ที่ดี ก็ไม่ได้เป็นตัวการันตีที่จะทำให้เราได้ทุน วัดกันที่ตอนสัมภาษณ์ครับ ว่าเราสามารถที่จะตอบข้อโต้แย้งของคณะกรรมการได้ดีแค่ไหน ที่เหลือ ถ้าผู้สมัครมีคะแนนที่เท่ากัน แล้วจึงจะมาดูส่วนอื่นเป็นองค์ประกอบเพิ่มเติมในการตัดสินครับ ดังนั้น ไม่ต้องไปกลัวตรงจุดที่เราไม่มี พัฒนาจุดแข็งที่เรามีให้ดีที่สุดดีกว่า

ขอให้โชคดีนะครับ



โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 22 พฤษภาคม 2558 เวลา:12:58:25 น.
  
ขอบคุณมากๆครับพี่^^
โดย: Jo IP: 110.168.232.186 วันที่: 31 พฤษภาคม 2558 เวลา:22:09:55 น.
  
พี่ครับ ขอถามอีกนิดครับ ถ้าสมมติผ่านสอบสัมภาษณ์เนี่ย ถือว่าได้ไปชัวร์ยังครับ คือต้องรอเค้าคอนเฟริ์มอีกทีตอนเดือนมกราใช่ไหมครับ เห็นรุ่นพี่บอกว่าปีที่เกิดสึนามิ มีคนโดนแคนเซิลโค้งสุดท้ายอยู่หลายคนอยู่ แต่มันไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยใช่ไหมครับ ปกติผ่านสอบสัมภาษณ์ก้คือได้ทุนแล้ว?
ผมล่ะกลัวมากครับ เพราะสมัครปอโทเมืองไทยไป เขาประกาศผ่านสอบสัมภาษณ์วันเดียวกับประกาศสอบสัมภาษณ์ทุนมงเลยครับ ถ้าได้ทุนมง ก็ต้องแคนเซิลอันนี้ ซึ่งมันเสียวมากครับ
บางทีผมก็คิดนะว่า ถ้าไม่ได้ทุนมง คงลงตัวเลยครับ เพราะปอโทน่าจะได้แน่ๆ แต่ผมก็อยากได้ทุนมงมากกว่า
โดย: Jo IP: 110.168.232.51 วันที่: 1 มิถุนายน 2558 เวลา:11:48:28 น.
  
@Jo หลังจากประกาศผลว่าผ่านสัมภาษณ์แล้ว เราต้องสมัครมหาวิทยาลัยไป 3 อันดับที่เราเลือกไว้ ให้ได้ใบตอบรับมา แล้วเลือก 1 อันดับที่เราอยากเข้าที่สุด ส่งให้กับสถานฑูต แล้วก็รอคอนเฟิร์มทุนประมาณ ธค-มค ครับ ก็จะทราบว่าได้ชัวร์ๆแน่ๆ ระหว่างนี้ ก็จะใจตุ้มๆต่อมๆว่าจะได้ไหม

มีปีที่รุ่นพี่น้องบอกครับ โดนตัดทุนไปประมาณ 15 คนได้ ซึ่งเกิดจากการลดทุน รุ่นก่อนหน้านั้น จะได้ทุนประมาณ 50 กว่าคน แต่หลังจากรุ่นนั้นที่โดนตัดทุนไป 15 คน ในแต่ละปี ก็จะเหลือประมาณ 35-36 ทุนครับ

โดยปรกติแล้ว ถ้ามีมหาวิทยาลัยตอบรับ ก็ค่อนข้างที่จะมั่นใจว่าได้ไปแน่นอนแล้วครับ แต่ก็เผื่อไว้สัก 0.1% ว่าจะไม่ได้ แต่ถ้าดูจากสถิติ หลังจากปีที่โดน cancel ทุน ก็ได้ทุนทุกคนที่ผ่านสัมภาษณ์ครับสำหรับทุน Research Student แต่ถ้าเป็นทุน Undergrad ก็หลังจากสถานฑูตประกาศผลว่าผ่านสัมภาษณ์ ก็จะมีประมาณแค่ครึ่งเดียวที่ได้รับคอนเฟิร์มทุนจากญี่ปุ่นครับ

ถ้าสอบผ่าน ก็ขอแสดงความยินดีด้วยล่วงหน้านะครับ เพราะเป็นทุนที่มีเกียรติมาก และเป็นทุนที่คุ้มค่ามากๆครับ

ขอให้โชคดีนะครับ
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 1 มิถุนายน 2558 เวลา:21:06:06 น.
  
พี่คะ ทุนนักศึกษาวิจัยอะค่ะ หนูสงสัยว่า คอร์สที่เราเลือกไปเรียน ต้องเป็นคอร์สอินเตอร์ใช่มั้ยคะ เพราะหนูไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลยค่ะ
โดย: หนูนา IP: 171.96.167.184 วันที่: 2 มิถุนายน 2558 เวลา:14:13:01 น.
  
@หนูนา จะเรียนคอร์สอินเตอร์ หรือภาษาญี่ปุ่น ก็ได้ครับ แล้วแต่เราเลือกเลย มหาวิทยาลัยรัฐบาล หรือเอกชนก็ได้
โดย: Charlie Man IP: 157.7.205.214 วันที่: 3 มิถุนายน 2558 เวลา:7:29:08 น.
  
ขอบคุณที่เขียนเล่าเรื่องทุนให้อ่านแบบละเอียดๆนะคะ ทุนนี้เป็นอะไรที่ต้องทำการบ้านเยอะมากในการกรอกใบสมัคร แล้วข้อมูลหายากมาก ดีใจจริงๆที่เจอบล็อกนี้ :)

ตอนนี้กำลังงมกับใบสมัครและ study plan อยู่ค่ะ อยากรบกวนถามพี่ 2-3 ข้อ
1) ชื่อมหาลัยและโปรเฟสเซอร์ 3 ลำดับในใบสมัครนี่ ถ้าสมมุติเราผ่านสัมภาษณ์ขึ้นมาจริงๆ เรามาเปลี่ยนทีหลังได้มั้ยคะ
2) ทุกมหาลัยในญี่ปุ่น มีการรับ research student รึป่าวคะ เห็นบางที่จะมีการพูดถึง research student ในส่วนของ admission แต่บางที่ก็ไม่พูดถึงเลย เลยไม่กล้ากรอกชื่อมหาลัยลงใบสมัคร กลัวว่าเค้าไม่รับนักศึกษาวิจัยขึ้นมาจะยุ่ง
3) หนูไม่มีความรู้ภาษาญี่ปุ่นเลยเหมือนกันค่ะ เลยอยากถามพี่ว่าการรับ research student ของมหาลัยที่นั่น ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นในระดับใช้งานได้จริงจังเลยมั้ย หรือเราต้องเลือกมหาลัยที่มีหลักสูตรอินเตอร์

ขอบคุณค่ะ
โดย: yok IP: 183.89.154.90 วันที่: 3 มิถุนายน 2558 เวลา:8:58:16 น.
  
ขอบคุณอีกครั้งนะครับ^^
โดย: Jo IP: 171.96.167.11 วันที่: 3 มิถุนายน 2558 เวลา:16:03:27 น.
  
@yok ขอบคุณที่ติดตามบล็อคนะครับ

1) อันดับ 1-3 ตอนกรอกใบสมัคร ถ้าผ่านสัมภาษณ์ สามารถเลือกใหม่ได้ทั้งหมดครับ จะไม่เหมือนเดิมทั้ง 3 ลำดับเลยก็ได้
2) ก่อนกรอกใบสมัครไปว่าจะเลือกที่ไหน มีอาจารย์ที่ไหนเป็นที่ปรึกษา ควรจะหาข้อมูลก่อนนะครับ อาจจะมีการเมล์ไปสอบถามก่อน เพราะถ้าแค่กรอกไปโดยที่เราไม่มีข้อมูลอะไร อาจจะโดนสัมภาษณ์ได้ว่าทำไมถึงเลือก Professor ท่านนี้ บางทีอาจจะโดนแย้งว่าถ้าจะไปทำวิจัยเรื่องที่เราสนใจ มีอาจารย์ท่านอื่นมหาวิทยาลัยอื่นเก่งกว่า รู้จักอาจารย์ท่านนี้ไหม? เป็นต้น
3) อันนี้แล้วแต่เงื่อนไขของแต่ละโปรแกรมเลยครับ เพราะแต่ละที่ไม่เหมือนกัน มหาวิทยาลัยเดียวกันแต่คนละคณะ เงื่อนไขก็แตกต่างกันแล้ว ดังนั้น สนใจมหาวิทยาลัยไหน ก็ e-mail ไปสอบถามเค้าได้เลยครับ รุ่นพี่ที่ได้ทุนทุกคนก็ทำอย่างนั้นครับ

ขอให้โชคดีนะครับ
โดย: Charlie Man IP: 218.251.113.57 วันที่: 3 มิถุนายน 2558 เวลา:21:55:16 น.
  
study planเราสามารถพิมพ์ปริ้นสแยกต่างหากได้มั้ยคะ หรือต้องเขียนมือกรอกในใบสมัครแค่นั้นคะรบกวนตอบด้วยค่ะ
โดย: numu IP: 171.99.183.231 วันที่: 7 มิถุนายน 2558 เวลา:20:49:38 น.
  
อยากสอบถามครับว่าในส่วนของ professor ที่เลือกในสามอันดับมหาลัยตอนกรอก จะสามารถใส่ชื่อprofessor ไปก่อนได้ไหมครับแบบว่าศึกษาแล้วว่าเขาอยุ่ในสาขานี้แต่ยังไม่อีเมลแต่พอผ่านสัมภาษณ์หรือข้อเขียนแล้วอีเมลอันนี้จะได้ไหมครับ? แล้วก้อstudy plan ถ้าไม่กรอกใบแต่เขียนเป็น A4 อีกแผ่นไปเลยได้หรืไม่ครับเพราะพื้นที่ที่ให้ไม่เยอะมากครับ ขอบคุณครับ
โดย: Zelxon IP: 110.169.31.135 วันที่: 9 มิถุนายน 2558 เวลา:0:42:15 น.
  
@numu Study Plan สามารถพิมพ์ปริ้นต์แยกต่างหากได้เลยครับ แต่ควรเขียนให้กระชับ ไม่ควรเกินหัวข้อละ 1 หน้ากระดาษครับ

@Zelxon ไม่จำเป็นต้องติดต่อ Professor ไปก่อนครับ แต่เราต้องสามารถที่จะตอบคณะกรรมการให้ได้ด้วย ถ้าเค้ามีคำถาม ว่าทำไมถึงสนใจที่จะไปทำกับ Professor ท่านนี้ ในสาขานี้จริงๆมี Professor ท่านอื่นที่มีงานวิจัยที่เด่นกว่า ตรงกว่า ทำไมถึงไม่ไปทำกับอีกท่าน? เป็นต้น ดังนั้น ต้องพอมีข้อมูลคร่าวๆตรงนี้ด้วยนะครับ ส่วนเรื่อง Study Plan ตอบไปแล้วนะครับ สามารถพิมพ์แยกเป็นแต่ละหัวข้อได้เลยครับ
โดย: Charlie Man IP: 133.130.49.172 วันที่: 11 มิถุนายน 2558 เวลา:16:36:41 น.
  
ขอบคุณมากครับพี่ที่ช่วยเขียนเป็นวิทยาทานให้กับคนอื่นๆ

ตอนนี้ผมกำลังเรียนป.ตรี เภสัชอยู่ครับ จบเมื่อไหร่จะไปสอบแน่ๆ

ปล. อยากให้พี่เขียนเล่าเรื่องหลังจากที่ไปญี่ปุ่นจังครับ แบบว่าปรับตัวยังไง การเรียนภาษา รวมถึงการเตรียมตัวสอบเข้าป.โท
โดย: shiba_ll IP: 125.25.180.48 วันที่: 22 มิถุนายน 2558 เวลา:21:21:20 น.
  
ขอบคุณมากนะคะสำหรับข้อมูลดีๆในการเตรียมสอบ แต่อยากสอบถามเพิ่มเติมอีกนิดนึงเรื่อง portfolio น่ะค่ะ จำเป็นมากไหมคะตอนไปสัมภาษณ์? ถ้าจำเป็นต้องเตรียมเนื้อหาไปแค่ไหนคะ?
ขอขอบคุณไว้ล่วงหน้าค่ะ
โดย: Tukta IP: 202.28.182.5 วันที่: 1 กรกฎาคม 2558 เวลา:21:33:21 น.
  
ขอบคุณมากค่ะสำหรับข้อมูล

มีประโยชน์มากๆ

พอดีอยากถามข้อมูล

กำลังจะไปสัมภาษณ์ทุน YLP

เห็นพี่เขียนว่าเคยสัมภาษณ์ YLP ด้วย

อยากทราบว่า บรรยากาศเป็นไงมั่งคะ
ยากมั้ย
แล้วเค้าพิจารณาจากอะไร

อีเมลหนูนะคะ

littlepooh07@hotmail.com

ขอบพระคุณล่วงหน้าค่า
รบกวนด้วยนะคะ
อยากรู้มากๆเบย
โดย: ยิ้ม IP: 118.175.31.34 วันที่: 15 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:15:27:25 น.
  
ขอบคุณสำหรับคำแนะนำที่ละเอียดและมีประโยชน์มากๆกับพวกเราค่ะ ความตั้งใจจริงในทุกด้าน ไหวพริบ สติปัญญา ที่สะท้อนอยู่ในคำแนะนำของคุณ ทำให้เห็นได้ชัดเจนว่า คุณคือคนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับทุนนี้จริงๆ ขอให้คุณประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจไว้ และเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานนะคะ หวังว่าเราจะได้พบกันค่ะ
โดย: จิสะ IP: 110.168.232.15 วันที่: 12 กรกฎาคม 2559 เวลา:2:10:29 น.
  
ขอบคุณสำหรับประสบการณ์ที่ถ่ายทอดได้ละเอียดมากๆเลยค่ะ
เราเข้ามาอ่านบล็อคของคุณตั้งแต่ครั้งแรกที่สอบจนตอนนี้ครั้งที่3แล้ว
ตอนนี้ผ่านสัมภาษณ์แล้วก่อนสอบอ่านวนไปหลายรอบมาก ขอบคุณมากนะคะที่เขียนบล็อคนี้ขึ้นมา มันเป็นทั้งแรงบันดาลใจ เติมไฟให้คนอย่างเราและเป็นประโยชน์กับการสอบสัมภาษณ์อีกต่างหาก ^^
โดย: ก้อย IP: 203.154.149.228 วันที่: 27 กรกฎาคม 2559 เวลา:8:34:02 น.
  
พี่คะ ตอนนี้อยู่มหาวิทยาลัยปี4 กำลังจะจบเทอมหนึ่ง คิดว่าจะไม่ลงเรียนป.โทต่อ จะสามารถสมัครได้ไหมคะ
โดย: เมย์ IP: 1.46.161.117 วันที่: 6 พฤศจิกายน 2559 เวลา:16:35:47 น.
  
ต้องขอขอบคุณเจ้าของบล็อกที่แบ่งปันความรู้ดีๆมากค่ะ

nawimee111@gmail.com
โดย: Wimeena IP: 49.229.136.27 วันที่: 9 กันยายน 2560 เวลา:10:04:55 น.
  
รบกวนขอทราบเอกสารตัวจริงที่จำเป็นต้องนำติดตัวไปที่ญี่ปุ่นด้วยว่าควรขอเอกสารอะไรไปบ้างค่ะ
โดย: ฟ้าสวย IP: 101.108.174.196 วันที่: 6 ตุลาคม 2560 เวลา:9:18:24 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

CHaRLiE San
Location :
Tokyo  Japan

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 30 คน [?]