CBprinciple : หลักการของชีวิตในชีวิตที่ดูไม่มีหลักการ
ดรีมทีม...ดรีมไทย ฝันให้ไกล ไปให้ถึง(ล่ะ) [หนังไทยฉายโรง]

ดรีมทีม ฮีโร่ฟันน้ำนม (2008)
ภาพยนตร์โดย กิตติกร เลียวศิริกุล
3 ดาวครึ่ง จาก 5 ดาว




สัปดาห์ก่อนเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ มีหนังที่น่าสนใจเข้าฉายพร้อมกันหลายเรื่อง ไม่ทราบกะจะให้คนดูหนังหมดตูดหรืออย่างไร ที่แน่ๆ แค่ซื้อปืนฉีดน้ำเล่นสักกระบอกหนึ่ง ผมยังต้องคิดหนักเลยครับ (ก็ตอนตีตั๋วดูหนัง ทำไมเอ็งไม่คิดล่ะ! ทีเรื่องสนุกๆ หนึ่งปีมีหนล่ะคิดจัง)

พูดไปพูดมาเหตุที่ผมต้องดูหนังมากกว่าปกติก็เพราะ

1) ก็หนังมันเข้าเยอะเอง ช่วยไม่ได้
(เสียงกระซิบ: อ้าวงั้นก็เลือกหนังดูซี ไม่เห็นจะยาก)
2) อีกอย่างต้องเป็นกรรมการเฉลิมไทยอวอร์ด ครั้งที่ 6 นะ ฉะนั้นถ้าพลาดหนังดีๆ ไปล่ะก็ถือเป็นกรรมการได้ไง
(เสียงกระซิบ: เหอะๆ งั้นช่วยไม่ได้ หาเงินมาจ่ายค่าหนังเองแล้วกัน)
3) แล้วก็ว่างขนาดนี้ จะให้ไปทำอะไร
(เสียงกระซิบ: เอ่อ ว่างเหรอ ดูหนังสำหรับฉันนี่ priority ต่ำนะ ไปเข้าวัดเข้าวาเสียบ้างจิตใจจะได้แจ่มใส หรือไม่ก็อ่านหนังสือ ทำงานทำการบ้างไป ประเทศชาติจะได้เจริญ)
4) ทำอย่างอื่นมันไม่คุ้มค่า ไปงานสัปดาห์หนังสือก็จ่ายหนักกว่านี้อีก
(เสียงกระซิบ: แต่ว่าซื้อหนังสือได้ผลประโยชน์ระยะยาวเธอ)
5) โว้ย! แล้วใครบอกดูหนังไม่ได้ประโยชน์ ออกจะสนุกมีสาระ พัฒนายกระดับจิตเหมือนกัน
(เสียงกระซิบ: เออๆ ไม่เถียงแล้ว อยากไปดูก็ดูเถอะพ่อคุณ ฉันก็มิได้นำพาอะไร)
6) เออรำคาญ รีบไปดูนางทาสได้แล้ว ที่แท้เธอก็เสียเวลาพอกันกับที่ฉันไปดูหนังนั่นล่ะ
(เสียงกระซิบ: ...)

...เพราะฉะนั้น เวลาเลือกดูหนังนอกจากจะต้องเลือกตามรายการหนังที่รับผิดชอบเป็นกรรมการแล้ว ก็ต้องกอบโกยสาระจากหนังให้ได้มากเท่าที่ปัญญาน้อยๆ ของผมจะอำนวยด้วย มิฉะนั้นคงมีเสียงกระซิบมารังควาญอยู่เรื่อยๆ เวลาไม่ได้ดูนางทาส

...เรื่องที่ดูไปแล้วใน 2 สัปดาห์นี้ คือ Always 2, American Gangster (แผ่น), Sweeney Todd (แผ่น), Atonement (แผ่น หลังจากดูในโรงมาแล้ว 2 รอบ), My Blueberry Nigth และดรีมทีม ฮีโร่ฟันน้ำนม

เรื่องที่อยากเขียนถึงมากที่สุด คือเรื่องท้ายสุดครับ ไม่ใช่ว่ามันเป็นหนังที่ดีที่สุดในกลุ่มนี้หรอกนะ (อืม ถ้าดรีมทีมดีกว่า Atonement คงได้ออสการ์แหงๆ) แต่เพราะมันกระแทกใจมากที่สุดในกลุ่มมากกว่า

หนังลำดับต่อมาของเรียว กิตติกร จากเมล์นรกหมวยยกล้อ ยังคงความ

1) วุ่นวายของตัวละคร ตัวละครเยอะๆ แถมยังใช้ชุดนักแสดงรุ่นใหญ่จากเมล์นรกเหมือนจะให้ดูต่อเนื่อง (ในรายป้าจิ๊ก เนาวรัตน์ และพี่คมสัน นันทจิตคงไม่ใช่ แต่แม่อ้นศรีพรรณนี่สิ เห็นอุ้มท้องในรถเมล์อยู่ดีๆ มามีลูกโตระดับอนุบาล แถมนั่งรถเก๋งแทนเมล์ และยังมีพี่ซ้งเป็นสามีคนเดิม) ร่วมกับเด็กรุ่นเล็กมากมายปวดกะโหลกกะลายิ่งนัก แต่ก็เรียกว่าคุมเกมได้อยู่หมัด สงสัยว่าผู้กำกับไม่ชอบทำงานกับคนน้อยๆ

2) วุ่นวายของบทสนทนา ฟังกันแทบไม่ทัน เหมือนเมล์นรกฯ ไม่มีผิด ดูกึ่งขัน แต่ก็กึ่งจริง ผลิตมุกซึ่งดูได้ และแหล่มมาก

3) แหล่มของบทภาพยนตร์* ตลกหน้าตาย แต่ตบหน้าคนดูให้ซ้ายหันขวาหันได้ตลอดเวลา ดูแล้วอึดอัดอยากตะโกนร้องออกมาว่า "กูไม่ไหวแล้วโว้ย!!!"

...เพราะความในข้อ 3) นี่เองที่ต้องมาเขียนถึง

...สมัยคุณเป็นเด็กอนุบาล 3 มีความคิดจะลงแข่งชักเย่อกีฬาอนุบาลแห่งชาติหรือไม่ หรือว่าคิดจะเล่นไปวันๆ หรือจำว่าไม่ได้ว่าเคยเรียนอนุบาล

...พ่อแม่สมัยที่คุณเป็นเด็กอนุบาล คอยมารับมาส่งทั้งที่ติดงานเพื่อพาคุณไปเรียนพิเศษ และจ้ำจี้จำไชครูอนุบาลเกี่ยวกับตัวคุณหรือไม่ หรือไม่แยแสเท่าไหร่ รู้ว่าคุณไม่ได้ชกต่อยกับใคร จิกแย่งขนมใคร และเรียนดีมีความสุขก็พอ

...พ่อแม่สมัยที่คุณเป็นเด็กอนุบาล คอยมาเป็นเจ๊ดันแทนคุณหรือเป็นเดือดเป็นร้อนแทนคุณหรือไม่หากคุณไม่ได้เป็นหัวหน้ากลุ่มกิจกรรม

...สมัยคุณเป็นเด็กอนุบาล มีพ่อแม่คนไหนมาสอนให้คุณเป็นผู้นำหรือไม่ หรือตั้งความคาดหวังไว้ว่าสักวันคุณต้องเป็นนายก

ทั้งหมดทั้งมวลนี้เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดกับผมผู้ซึ่งเคยเป็นเด็กอนุบาลในสมัยรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ และนายอานันท์ ปัญญารชุนเลย ผมรู้สึกดีมากที่เป็นเช่นนั้น

เด็กๆ มักมีความฝันครับ เป็นความฝันที่ดูจินตนาการสุดขอบโลกบ้าง หรือเป็นความฝันจริงจังบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ที่แน่ๆ เราฝันอยู่ของเราคนเดียว บางทีพ่อแม่ก็มารู้ความฝันของเราด้วย พ่อแม่อาจจะบ้าฝันไปกับเราด้วย ถ้าฝันแบบพอหอมปากหอมคอก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าฝันแบบ "เอาใหญ่" พ่อแม่ฝันกันเองทั้งที่เด็กไม่ฝันด้วย แต่คอยมาบังคับบงการการเรียนรู้การเติบโตของลูก ที่บางทีก็ทำโดยไม่รู้ตัว ประเภทพ่อแม่ฝันให้ไกล และอยากไปให้ถึงเสียเอง เป็นการสร้างความกดดันรากฐานทางสังคมมากเลยครับ และจะกระทบต่อวัฒนธรรมทางความคิดของ "ผู้ใหญ่" ยุคต่อๆ ไปด้วย

ในหนังใช้การแข่งขันชักเย่อ (Tug of War) เป็นหลักของเรื่องที่จะนำเสนอ กีฬานี้เป็นกีฬาที่เมื่อคุณเป็นเด็กต้องเคยเล่น ผมก็เคยเล่นอยู่บ่อยๆ แต่ไม่เคยเรียนรู้เทคนิคจากโค้ชเป็นการเป็นงานอย่างเด็กๆ ในเรื่องหรอกครับ ผมเคยเล่นเพราะทั้งถูกบังคับเล่นและเพราะอยากเอาชนะเพื่อนในวัยเดียวกันไม่เคยต้องลงแข่งกีฬาระดับอนุบาล ไม่เคยต้องการการชนะอย่างที่สะกดคำว่าแพ้ไม่ได้ และไม่เคยมีใครมาตั้งความหวังกับเรามากมาย ตอนนั้นผมคิดไปเองโดยอัตโนมัติครับ แต่พอมาถึงตรงจุดนี้ที่เป็นผมเป็น "นาย" ไม่ใช่ "เด็กชาย" มานานปีดีดักแล้ว มีชีวิตอยู่ท่ามกลางการแข่งกันที่เอา "ชนะอย่างที่สะกดคำว่าแพ้ไม่ได้ และไม่เคยมีใครมาตั้งความหวังกับเรามากมาย" จึงรู้สึกว่าสิ่งที่คิดไปโดยอัตโนมัติตอนเป็นเด็กเป็นเรื่องที่มนุษย์ทำแล้วมีความสุข ทำแล้วไม่รุ่มร้อนใจ และเด็กทุกคนควรที่จะโดขึ้นมาด้วยความสุข ความไม่รุ่มร้อนใจใช่ไหมครับ?

พ่อแม่เดี๋ยวนี้หลายๆ คนเอาความคิดตัวเองมาใส่ให้เด็ก ตัวเองรุ่มร้อนใจไม่พอ เด็กๆ ลูกของท่านก็ต้องมานั่งรุ่มร้อนใจไปด้วย

ผู้ปกครองกับเด็กในเรื่องนี้มีหลายความสัมพันธ์ มีหลายเรื่องราวย่อยแตกต่างกันไป แต่ทั้งหมดกลับดูเหมือนเป็นตัวอย่างชีวิตพ่อแม่กับลูกในปัจจุบันบางแบบได้อย่างดี และกลมกลืนกันมากเมื่อต้องตกอยู่ในสถานการณ์ปัญหา "ชักเย่อ" เดียวกัน เด็กก็ต้องแข่งชักเย่อ พ่อแม่ก็ต้องแข่งชักเย่อกับพ่อแม่คนอื่น และแข่งชักเย่อกับลูกตัวเอง

ต่อไปนี้มีการเปิดเผยบางส่วนของเนื้อเรื่อง กรุณาไปชมภาพยนตร์ก่อนแล้วจึงอ่าน จะไม่เสียอรรถรสในการชมครับ



ฝันที่ 1 พ่อขวดกับน้องหัวแก้ว : ฝันอยากมีโอกาสเท่ากับคนอื่น

พ่อชื่อ "ขวด" อนุมานได้กับพ่อลุยๆ ไฟท์เพื่อลูก ไม่ไว้หน้า เอาขวดไปตีหัวโค้ชชนิดมองหน้ากันไม่ติดก็ทำ เพื่อให้ลูก "หัวแก้ว" ผู้เป็นหัวแก้วหัวแหวนมีความสุข

รายนี้ถ้าสนับสนุนลูกในทางที่ไม่ดีก็เรียบร้อยเข้าโรงเรียนหมูแฮม แต่พอดีในเรื่องน้องหัวแก้วเป็นเด็กฉลาดเลือกทำใหนสิ่งที่ถูก จริงเป็นเรื่องดีไปเสีย
น้องหัวแก้วเป็นตัวตั้งทีมชักเย่อ แต่เพราะความที่น้องป่วยเป็นโรคหอบหืด ต้องสูดยาขยายหลอดลมอยู่ตลอด
(เพิ่มเติมความรู้ - สังเกตว่าน้องสูดผิดวิธีนะครับ สูดแบบนี้ไม่ได้ยาเข้าถึง bronchi - bronchioles แน่ ยาจะอยู่ในปากหรือลำคอเท่านั้น การสูดต้องใช้แรงสูดมากในเฮือกเดียว หรือถ้าในเด็กนิยมใช้ spacer จะทำให้ได้ตัวยามากยิ่งขึ้น)
โค้ชเลยจะตัดน้องออกจากทีม เป็นการฉลาดในการสร้างปมปัญหาใหญ่ของบทภาพยนตร์ที่ดีทีเดียว และทำให้กลายเป็นว่าน้องหัวแก้วต้องกลายเป็น "ผู้แพ้" ในกลุ่มโดยที่ "ไม่มีโอกาสได้แสดงตน" ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของตัวหัวแก้วเลย

มีอยู่ฉากหนึ่งที่พ่อขวดบอกกับหัวแก้วก่อนที่จะแข่งรอบชิงว่า
"ไปกลับกันเถอะลูก อยู่ที่นี่ไปก็ไม่มีประโยชน์ เดี๋ยวรถติด"
(ในใจพ่อแทบร้าวรานที่ลูกไม่ได้ลงแข่ง แต่ต้องอ้างเหตุผลอื่นบังหน้า ไม่ให้ลูกเสียใจกว่านี้)
หัวแก้วตอบว่า "ไม่ไป อยู่ก่อนเผื่อได้แข่ง..." "ไม่ได้แข่งก็ไม่เป็นไร...หัวแก้วเป็นเด็กอนุบาล 3 ต่ออีกปีก็ได้ เผื่อปีหน้าจะได้แข่ง"

จบฉากนี้ผมแทบร้องไห้ "ไม่เป็นไร เผื่อ(โอกาสหน้า)จะได้...." นี่หรือคือความเท่าเทียมกันของคนในสังคม คงเป็นคำถามแรกที่ผุดขึ้นมาด้วยโทสะ

จริงๆ แล้วประชาธิปไตยไม่ใช่ว่าทุกคนจะเท่าเทียมกันหมดทุกอย่างหรอกครับ เรามีสิทธิและเสรีภาพเท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญก็จริง แต่เราไม่ได้มี "ฐานะ" ทางสังคมที่เท่ากัน เรายังมีคนรวย คนจน คนมีโอกาส คนไม่มีโอกาส คนมีอำนาจ คนไม่มีอำนาจ สิ่งเหล่านี้ที่ไหนๆ ก็มี ไม่ใช่ประเทศประชาธิปไตยก็มี โลกนี้หรือโลกหน้าก็มี เห็นได้ว่าสมัยนี้มีคนต้องร้องคำว่า "ไม่เป็นไร เผื่อจะได้..." อีกมากมายครับ แม้คนที่มีโอกาส แต่ถ้าไม่พอใจกับโอกาสที่มี ก็ต้องร้อง "ไม่เป็นไร เผื่อจะได้..." เหมือนกัน (หากแต่คำพูดจะสบถกว่านีั้มากด้วยแรงกิเลสที่มากกว่าคนที่ไม่มีอะไรจริงๆ)

ไม่ได้ต่างกับยุคกรุงศรีอยุธยาที่มีศักดินาชนชั้นเลยสักนิด คนไม่มีโอกาสทางสังคมยังต้องทำงานงกๆ ได้เงินก็น้อย เหมือนไพร่หลวง ไพร่สม หรือคนที่หลงผิด ทำงานในสิ่งเป็นอัปมงคลแก่ตัวเอง ถูกกระทำทารุณกรรมก็หาได้ต่างกับข้าทาสในเรือนเบี้ยไม่

เราจึงควรพอครับ เวลาเจอกับการพลาดโอกาส เสมือนพบในสิ่งไม่ชอบใจ ก็ให้รู้เสีย ไม่ควรกระพือกิเลสให้ทุกข์ใจไม่สิ้นสุด

แม้แต่เด็กก็ยังรู้สึกเช่นนี้ เราคนเป็นพ่อแม่จึงควรทราบว่าจะมีวิธีการเลี้ยงลูกอย่างไรให้แก้ปัญหาจากการผิดหวังนั้นได้อย่างมีปัญญา โดยไม่ต้องมีวิธีแก้แบบ "โชคช่วย" อย่างในหนัง
(เสียงกระซิบ: เหอะๆ พ่อแม่อีกหลายล้านคน ไปแก้ปัญหาหนักอกของตัวเองให้ได้ก่อนเถอะ ถึงค่อยมาเลี้ยงลูกให้ดี แต่เชื่อฉันกี่ล้านปีก็ทำไม่ได้ ไม่มีสังคม ideal จริงๆ หรอก เธอก็ได้แต่ทำใจซะ ลดความฝันอยากเห็นสังคมเราดีเลิศเลอเสีย ฟังพระราชดำรัสในหลวงเสียบ้าง)
...นี่เป็นครั้งแรกที่ผมว่าเสียงกระซิบไม่ระคายหูเท่าไหร่

การแสดงของคุณอ่ำ อมรินทร์ ดีเป็นธรรมชาติครับ ส่วนน้องหัวแก้วบางฉากทำได้ดี แต่หลายฉากก็น่ารักง๊องแง๊งเกินเหตุ หมั่นไส้ ฮ่าๆ
(เสียงกระซิบ: ก็น้องเขาน่ารักกว่าเธอตอนเป็นเด็กละซิ)
...เสียงกระซิบมักรู้ทันผมเสมอ

ฝันที่ 2 คุณแม่ดารารายกับน้องเป๊ะ (และ sometimes โค้ชเบิร์ด) : ฝันอยากมีพ่อ มีแม่ที่มีเวลาให้ มีแม่ที่เล่นด้วยกับเราอย่างมีความสุข

ตั้งชื่อ subhead เลียนชื่อหนัง Tokyo Tower: Me, Mom, and sometimes Dad เลยครับ

บทนี้ไม่ได้เน้นเรื่องชักเย่อนัก แต่กลับไปสร้างปมปัญหาภายในครอบครัวแทน แถมเกลี่ยเฉลี่ยได้เท่าเทียมกับปมในครอบครัวอื่น ไม่มากไปไม่น้อยไป และหาทางออกให้กับปัญหาที่สมเหตุสมผลไม่เว่อร์เกินไปได้ดีครับ

น้องเป๊ะเป็นเพื่อนสนิทกับน้องหัวแก้ว แม่น้องเป๊ะเป็นหญิงสาวสวย แต่ทำงานหนักไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก "ในส่วนที่ลูกต้องการ" นัก แถมเป๊ะก็ไม่มีพ่อมาดูแลเอาใจใส่ เมื่อเป๊ะมาเจอโค้ช ความผูกพันบางประการก็เกิดขึ้นอย่างที่เห็นในเรื่อง
...plot มันสุดจะสามารถสะเทือนอารมณ์ได้อย่างยิ่ง
...เด็กที่มีแม่คอยดูแล แต่จริงๆ แล้วขาด
...ความขาดจึงเป็นแรงที่ผลักดันให้เกิดความอยาก ความฝันขึ้นมา

หนังสามารถเล่นกับประเด็นตรงนี้ได้มากถึงมากที่สุด อาจจะกลายเป็น subplot ที่ใหญ่มากที่สุดของเรื่องเลยก็ได้แต่หนังไม่เลือกทำ
...หนังเลือกให้ตัวละครคลี่คลายปัญหาด้วยเพียง มีแม่ที่เข้าใจ เอาใจใส่ลูกขนาดมาดูลูกแข่งชักเย่อ หรือปลอบประโลมลูกในยามที่ทุกข์สาหัสก็เพียงพอ แม้ไม่สามารถหาพ่อในฝันของลูกได้อย่างที่ควรเติมเต็ม
...ทั้งนี้เกิดจากการที่ผู้กำกับเลือกให้น้องเป๊ะเป็นเด็กที่มี "ความเป็นผู้ใหญ่" มากเพียงพอ มากเสียจนเป็นผู้ให้กับน้องหัวแก้วได้เสมอ

ขณะที่ดูผมเคยคิดว่าอยากให้โค้ชลงเอยกับคุณแม่ดารารายเสียเหลือเกินครับ แต่คิดแล้วก็เป็นไปไม่ได้ และมันก็เป็นไปไม่ได้จริงๆ นั่นล่ะ

ประเด็นการแข่งขัน แม่น้องเป๊ะไม่ได้คาดหวังกับลูกออกทางคำพูดมากนัก แต่ในใจก็คิดไม่ต่างกับพ่อแม่คู่อื่นๆ ครับว่าอยากเห็นลูกชนะแข่ง
วันจริงก็มาดูลูกโดยควงผู้ชายมาหนึ่งคนเป็นฝรั่งผมทอง ซึ่งผมคิดว่าเป็นแฟนใหม่ของคุณแม่ ไม่ใช่พ่อน้องเป๊ะแน่
(เสียงกระซิบ: น้องเป๊ะหน้าตาฝรั่งมากกกกกกกกกกก (ประชด))
ฉากก่อนแข่งรอบชิง คุณแม่ก็ให้กำลังน้องเป๊ะดีว่าไม่ชนะก็ไม่เป็นไร
...ครับแม่ ไม่ชนะก็ไม่เป็นไร แค่แม่เข้าใจผมก็พอ

เนื้อหาของเป๊ะและหัวแก้วที่ยังสื่อให้เห็นมิตรภาพแบบเด็ก (ไม่เล็ก) อีกหลายฉากด้วยนั้น น่ารักและสะท้อนตัวตนของเป๊ะได้ดีมาก
...ผมกลับมานั่งคิดว่าตัวเอาไม่เคยมีมิตรภาพแบบนี้ในวัยเด็กสักเท่าไหร่ คงเพราะไม่มีใครเป็นผู้ใหญ่ในร่างเด็กเท่าไหร่กระมัง

การแสดงของคุณเมย์พลิกจากบทดารารายในบอดี้ ศพ#19 อย่างหน้ามือเป็นหลังตีน แต่ก็ทำได้ดีในเวลาที่เอื้อเพียงเล็กน้อย ที่ต้องชมมากคือน้องเป๊ะครับ ในความคิดของผม น้องเขาเล่นดีที่สุดในเรื่องแล้ว รับความกดด้นมาก และเล่นได้เป็นธรรมชาติเหมือนเด็กขาดพ่อจริงๆ ในฉากโค้ชเบิร์ดพาเป๊ะไปส่งบ้าน

ความฝันนี้ยังมีอยู่ในเด็กอีกหลายล้านคนครับ ทั้งเด็กกำพร้าตัวจริง และตัวปลอมที่พ่อแม่มีปัญหาทั้งแบบที่รู้ว่ามีปัญหาหรือแบบที่ไม่รู้ว่ามี เช่นในครอบครัวน้องเป๊ะนี้

ฝันที่ 3 คุณพ่อด็อกเตอร์กับน้องเซน 2 : ฝันอยากให้เป็นผู้ชนะและผู้นำ 1

คาแรกเตอร์ของคุณคมสันในเรื่องนี้ดูค่อนข้างแบนครับ คือเป็นนักฟิสิกส์ หรือนักเศรษฐศาสตร์ก็ไม่รู้ดูไม่ออก เพียงแต่คุณพ่ออยากเอาชนะลูกเดียว มีการถามโค้ชว่า "โค้ชจะรับประกันได้หรือไม่ว่า การแข่งครั้งนี้จะชนะ ถ้าไม่ชนะก็ไม่ต้องแข่ง" คงเป็นคนสติดีมากที่พูดออกมาเช่นนี้

การแข่งขันต้องมีแพ้ต้องมีชนะเป็นธรรมดา ไม่มีหลักวิทยาศาสตร์ใดที่จะทำนายการเกิดขึ้นได้ 100% ย่อมมีความผิดพลาดด้วย "ความบังเอิญ"
(เสียงกระซิบ: แต่ขอโทษ พระพุทธศาสนาไม่มีเรื่องบังเอิญนะ)
...อันนี้ผมเห็นด้วยครับว่าไม่บังเอิญ แต่ต้องมีสาเหตุมาทำให้เกิด

การปลูกฝังให้ลูกตัวเอง หรือลูกคนอื่น หรือผู้ใหญ่ด้วยกันคิดว่าต้องชนะๆๆๆๆ โดยเอาหลักนั้นหลักนี้มาอ้าง แค่นี้ก็ไม่ชนะใจตัวเองแล้วครับ ไม่ชนะความเชื่อมั่นของตัวเองว่าจะชนะได้ด้วยการกระทำหาใช่หลักวิชาไม่ หลักวิชาจะถูกบ้างผิดบ้างว่ากันไป แต่เวลาเราทำอะไรจริงๆ ไม่ได้ใช้หลักวิชาหรอกครับ เราใช้ใจทำต่างหาก

เรื่องความเป็นผู้ชนะ หรือความเป็นผู้นำที่พูดให้กับลูกทุกฉากนั้น เป็นการยัดความคิดแบบผู้ใหญ่ในตัวเด็กอย่างแจ่มแจ้ง ผู้ใหญ่เป็นคนฝัน ไม่ใช่เด็กฝัน "ผู้ชนะส่วนหนึ่งได้เป็นผู้นำ" คงไม่ถูกนัก เพราะหนังได้แก้ให้แล้วว่า "ผู้นำคือผู้ที่ตั้งใจจริง และเป็นนักสู้" ต่างหาก

สังคมนี้ บ้านเมืองนี้มีแต่คนอยากเป็นผู้ชนะ แต่มีใครบ้างที่อยากเป็นผู้แพ้ ผู้แพ้เกมทางโลกเป็นผู้ชนะใจตนเองที่มองเห็นผู้อื่นมีความสุขแล้วเราก็มีความสุข ลองคิดแบบนี้บ้างซีครับ ถ้านี่เป็นความฝันของคุณ สังคมในวันข้างหน้าอาจมีคนที่เอื้ออาทรต่อกันมากขึ้น ไม่ใช่สังคมที่แย่งกันรับสิ่งของเอื้ออาทรจากรัฐบาลเช่นนี้

อ้อมีอีกประเด็กหนึ่ง คือ การที่คุณพ่อด็อกเตอร์ไม่มีเวลาต้องรับลูกไปเรียนพิเศษภาษาอังกฤษ แต่โดนคุณพ่อขวดสวนกลับว่า "เอาภาษาไทยให้รอดก่อนเถอะ" นั้น ผมว่าถูกต้องทีเดียวครับ เด็กๆ ควรเรียนในภาษาแม่ที่ใช้สื่อสารก่อนเป็นอันดับแรก ภาษาที่สองค่อยตามมาไม่สาย และเด็กอนุบาลก็ไม่ควรบ้าต้องเรียนเนื้อหาวิชาการมากมาย แค่การเรียนรู้ในระหว่างวันก็หมดกำลังแล้ว การเรียนแบบเข้มข้นควรเสริมในช่วงที่เด็กโตแล้วจะดีกว่า
...แต่ผมคิดว่าภาษาไทยควรส่งเสริมจริงจัง ไม่เช่นนั้น มันจะกลายเปงพาสาวิบัดหมดในอนาโค้ด...

เคยมีอยู่ครั้งหนึ่งผมไปเข้าประชุมผู้ปกครองที่จะส่งเด็กมัธยมไปแลกเปลี่ยน ณ ต่างประเทศ มีคุณแม่ท่านหนึ่งถามอาจารย์ผู้เป็นวิทยากรว่า
"อาจารย์แน่ใจได้อย่างไรคะ ว่าลูกดิฉันถ้าได้เข้าโครงการนี้ ไปต่างประเทศ 1 ปี แล้วจะสามารถเอนทรานซ์เข้ามหาวิทยาลัย ในคณะที่ดีได้"
ผมอยากเข้าไปเขกหัวคุณแม้ท่านนั้นจริงๆ ว่าไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศนะครับ ไม่ใช่ติวเอนทรานซ์ของอาจารย์อุ๊ หรืออาจารย์ปิง ดาวองซ์
แต่ดีที่อาจารย์วิทยากรท่านนั้นแย้งอย่างมีกึ๋นว่า
"ถึงจะเอนทรานซ็ได้คณะดีๆ ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าลูกคุณจะประสบความสำเร็จในชีวิตหรอกนะครับ การไปแลกเปลี่ยน ณ ต่างประเทศเราให้ประสบการณ์ ไม่ได้เน้นความรู้ทางวิชาการอย่างที่เข้าใจ"
...ผมปรบมือในใจ 300 ที

ฝันที่ 4 คุณแม่จิ๊กกับน้องเซน 1 : ฝันอยากให้เป็นผู้ชนะและผู้นำ 2



"ดิฉันว่าน้องเซน 1 ลูกดิฉันเหมาะสมที่สุดที่เป็นหัวหน้านะคะโค้ช เพราะหัวหน้าทีมชักเย่อต้องเป็นคนตัวใหญ่ มีกำลังมาก ลูกดิฉันนี่ล่ะค่ะ เหมาะสุด"

สิ้นเสียงเนาวรัตน์ ยุกตนันทน์ ผมอยากจะเขาไปเขกหัวคุณแม่เสียทีว่าคุณแม่เอาหัวอะไรมาคิดครับ ถ้าแม่ผมเป็นแบบนี้ผมไม่อยู่ด้วยนะครับ ดีที่คุณพ่อด็อกเตอร์สวนกลับด้วยหลักคณิตศาสตร์พื้นๆ (ที่จริงๆ แล้วผิด) จนคุณแม่จิ๊กผู้ไม่ออกเลย ฮ่าๆ

เรื่องที่อยากให้ลูกเด่นเด้งได้หน้า เจอกันบ่อยในพ่อแม่สมัยปัจจุบันจนน่าตกใจ แถมทำไปด้วยความไม่รู้เนื้อรู้ตัวด้วย เรามักเจอพ่อแม่แบบนี้ในละครหลังข่าวเป็นส่วนใหญ่ครับ แล้วผลที่ออกมาลูกก็จะโดน spoiled เสียมาก มักเป็นคาแรกเตอร์คุณแม่ของนางร้าย ถ้าเป็นชีวิตจริง คงเป็นที่น่ารำคาญของคุณครูโรงเรียนที่ท่านพาไปฝากและฝังไว้มากๆ

แต่ครั้งนี้ถือว่าบทคุณเนาวรัตน์กลมขึ้นมาหน่อย เมื่อต้องมีการโต้เถียงและทุกครั้งก็ต้องอับจนด้วยคำพูด จนในสุดท้ายตอนไปเชียร์ลูกแข่งชักกะเย่อ เธอถึงทำในสิ่งที่แม่ควรทำออกมาด้วยการไปซื้อรองเท้าชักเย่อให้ (ทั้งที่ไม่รู้ว่ามีรองเท้าชักเย่อจริงหรือเปล่า) แถมบอกว่าถึงแพ้แม่ก็ไม่เอาคืนหรอก อย่างนี้สิครับถ้าเป็นแม่ผม ผมรักตายเลย
ฝันนี้ต้องชมน้องเซน 2 ว่าเล่นได้น่ารักมาก...โดยเฉพาะฉากเดี๋ยวปั๊ดเหนี่ยว และผู้นำเขาเล่นกอล์ฟกัน

...สุดท้ายแล้วฝันนี้ก็คลายลงอย่างง่ายๆ เมื่อคุณแม่ไม่ได้ฝันแรงนัก บทภาพยนตร์เลือกที่ไม่มุ่งประเด็นให้สุดโต่งแบบคุณพ่อด็อกเตอร์ สร้างแนวคิดจากประเด็นที่ใกล้เคียงกันมากออกเป็น 2 แบบ ไม่ซ้ำซ้อนกัน

ฝันที่ 5 คุณแม่อ้น คุณพ่อซ้ง และน้องภูมิ : ฝันอยากหายจากโรคเอดส์

เป็นมุขที่ตลกมากที่สุดในเรื่องครับ น้องภูมิหนอเชื่อน้องดีจังเจ้าไปได้ว่าที่ตัวเองป่วยคือโรคเอดส์ แล้วพอตอนหลังดีจังป่วยบ้างก็มาปลอบว่าที่ดีจังป่วยคือเอดส์และหายได้ "เอดส์หายได้นะ เห็นไหม เรายังหายเลย" ...ดีจังได้ยินคงเครียด และอยากไปผูกคอตายว่าฉันไม่น่าไปหลอกมันเลย
...เด็กๆ ถูกเพื่อนหลอกกันง่ายครับ ผมก็เคยโดนหลอกและก็เคยหลอกเพื่อนประจำ

บทสร้างอย่างฉลาดให้น้องภูมิเครียดแบบเด็กๆ นึกว่าตัวเองเป็นเอดส์ และใกล้ตาย พ่อแม่เถียงกันในรถก็ไม่สนใจ มัวแต่ละเลาะเรื่อง 2 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ สุดท้ายมาพูดอธิบายอยู่ 3 วินาที น้องภูมิไม่ฟังและตัดพ้อว่า "ไม่ต้องมาพูดให้กำลังใจหรอก ภูมิรู้ว่ากำลังจะตาย" น้อยใจได้ที่อย่างแรงกล้า คุณแม่ก็ไม่สนใจกลับไปเถียงกับพ่อต่อ

ประเด็นเล็กๆ นี้ก็แยบคายครับ ว่าจริงๆ ทั้งคุณแม่และคุณพ่อที่ดูตลกเว่อร์ๆ สนใจลูกตัวเองขนาดไหน ที่ดูเหมือนสนใจ สนใจตรงจุดหรือไม่ เช่น

...การเป็นเดือดเป็นร้อนเรื่องมีเพื่อนลูกมาหลอกว่าเป็นเอดส์ ถึงขนาดจะไปเหนี่ยวที่โรงเรียน นี่เรียกว่าสนใจ??
...เรื่องนี้ต้องแก้ที่ความเชื่อของเด็กอย่างเดียวว่ามันไม่ใช่เอดส์ และทำให้เด็กเรียนรู้ไปเองได้ว่าสิ่งที่เพื่อนพูดนั้นไม่จริง ถึงแม้เด็กจะมีพฤติกรรมที่เชื่อเพื่อนในวัยเดียวกันได้ง่ายก็ตาม ...ค่อยๆ ให้เรียนรู้ไป

...หรือใช้ไสยศาสตร์เข้าช่วยในการแข่งขัน นี่ก็สนใจ??
...การใช้เครื่องรางนี่สะท้อนคติทางสังคมไทยได้ทีเดียวครับ ว่ายังมีเรื่องแบบนี้อยู่ทุกหมู่บ้าน
แหม...แข่งยิงปืนยาวท่านอนทีมหญิงเอเชียนเกมส์เขายังเอายันต์ปลุกเสกไปวางไว้หน้าแท่นยิง และได้เหรียญทองกันมาแล้ว พ่อมีจตุคามช่วงที่กำลังฟีเว่อร์ในไทยก็เอากับเขาบ้าง แต่สุดท้ายจตุคามก็จตุคามเถอะ ช่วยอะไรได้บ้าง ตรงนี้กัดจิกสังคมแสบนัก

ฝันที่ 5 คุณครูหนูเล็ก : ฝันพาลูกศิษย์ได้ทำตามฝัน

เห็นอยู่บ่อยในหนังหลายๆ เรื่องที่เล่าเกี่ยวกับครูและส่งศิษย์ให้ถึงฝัน เรื่องนี้เป็นครูเด็กอนุบาลมุมมองเรื่องการส่งเสริมจึงเป็นแบบเด็กๆ ครูเองก็เด็ก ไม่ได้ช่วยอะไรอย่างจริงๆ เลย เอาสีข้างเข้าถูไปหลายๆ สถานการณ์ จริงๆ บทนี้ให้คุณอิมมาเล่นก็ยังได้ครับ แต่จะฮาแตกกว่านี้ และหลุดโลกไปเลยได้

ครูหนูเล็กเป็นหนึ่งในตัวละครที่อยู่ตรงกลาง ปัญหาสำคัญในตัวหนูเล็กเอง คือ การต่อสู้กับการแข่งขันที่ไม่มีหลักประกันเลยว่าจะชนะ โรงเรียนครับเป็นผู้ฝัน และเป็นเดือดเป็นร้อนว่าถ้าไม่ชนะก็ไม่ต้องส่งแข่ง ผมไม่รู้ว่าโรงเรียนกลัวเสียชื่อ หรือกลัวเสียงบประมาณ หรือต้องการสมานฉันท์ผู้ปกครองหรืออย่างไร จึงมีการพูดคุยประเด็นนี้หลายๆ รอบ แต่สุดท้ายครูใหญ่เสรีก็เอากับเขาด้วย ถือว่าเป็นเรื่องที่หาได้ยาก และสมกับเป็น "ครู" เพื่อศิษย์ตัวจริงเสียงจริงครับ เห็นครูใหญ่มาเต้นแร้งเต้นกาเชียร์กับเขาด้วย รู้สึกน้ำตารื้นนึกถึงครูตัวเองอย่างไรไม่รู้

โฟร์แสดงอยู่ในระดับดีพอใช้ครับสำหรับหนังเรื่องแรก ส่วนมากจะโอเว่อร์แอคติ้ง แต่นานๆ ไปก็ทำให้ชินว่าเป็นบุคลิกของหนูเล็กเอง อีกอย่างดูตอนแรกนึกว่าวิว เยาวภา มาเล่นหนังเสียอีก...

ฝันที่ 6 โค้ชเบิร์ด : ฝันเป็นผู้ชายที่มีความสุข

โค้ชเบิร์ดเป็นนักแสดงนำในเรื่องนี้ เป็นตัวละครที่มีมิติสูงที่สุด แต่น่าเห็นใจที่สุดครับ

เบิร์ดเป็นโค้ชฟุตบอลแต่ต้องจำใจมาเป็นโค้ชชักเย่อเด็กอนุบาลด้วยคำสั่งประกาศิตของ "แม่" เบิร์ดมักจะบอกกับหนูเล็กว่า "อย่าไปยุ่งกับแม่ฉัน ปล่อยแกไว้บนหิ้งดีแล้ว" เพราะ "แม่" มักรบกวนเบิร์ดให้ทำในสิ่งต่างๆ ทั้งที่เบิร์ดไม่มีเวลา เหมือนจะไร้เหตุผล แต่เมื่อได้ฟังคำลำเลิกบุญคุณอันใหญ่หลวงว่า "ทีเมื่อก่อนตอนเป็นเด็กแกก็ไม่มีเหตุผลเหมือนกัน" คำพูดนี้ถ้ายังมีความเป็นผู้เป็นคนอยู่ก็ต้องทำ แต่จะทำอย่างมีกุศโลบายอย่างไรก็แล้วแต่บุคคล

ตรงนี้ทำให้ผมเชื่อมโยงกับหลายๆ ฉากในเรื่องครับที่ เด็กๆ งอแง ไม่มีเหตุผล ฉี่แตกอึราดแบบควบคุมไม่ได้ ต้องการความอบอุ่นที่อาจจะขาดหายโดยไม่สนใจใคร และต้องการการปลอบประโลมจากผู้ใหญ่ในเวลาที่เกิดความน้อยเนื้อต่ำใจ ผมพบว่าความ "งอแง ไม่มีเหตุผล ฉี่แตกอึราดแบบควบคุมไม่ได้ ต้องการความอบอุ่นที่อาจจะขาดหายโดยไม่สนใจใคร และต้องการการปลอบประโลมใจ" จะกลับมาหาเราอีกเมื่อเราชราครับ ดังนั้นเวลาคุณแม่คุณพ่อคุณทำให้คุณรำคาญ ให้นึกถึงสิ่งที่เราเคยทำให้ท่านรำคาญบ้าง ชีวิตจะมีความสุขครับ

อย่างไรก็ตาม การเป็นโค้ชฟุตบอลของเบิร์ดดูเป็นหน้าที่มากกว่างานที่ทำแล้วมีความสุข ผมไม่รู้ว่าเขามีความสุขหรือเปล่าเพราะหนังไม่ได้บอกเล่าไว้ ดูเหมือนเบิร์ดจะไม่มีเวลาให้ใคร แม้กระทั่งตัวเอง แต่ความสุขของเบิร์ดกลับมาปรากฏให้เห็นเมื่อเขามาเป็นครูฝึกให้กับเด็กอนุบาลเหล่านี้ แม้วันสองวันแรกเกือบจะถอนตัวเพราะความขัดแย้งเรื่องการฝึกซ้อม และการวางตัวผู้เล่น แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดี และสร้างประสบการณ์ชีวิตใหม่ให้เบิร์ด ให้เบิร์ดพบกับความสุขในชีวิตที่ไม่ได้เคยสัมผัส และทำให้เขาอยากมีความสุขเป็นของตัวเอง คือการมีครอบครัว และอยู่กับเด็กๆ คือลูก นั่นเอง

ช่วงที่เบิร์ดมาเจอคุณแม่ดารารายและเป๊ะ เป็นเหตุการณ์การเรียนรู้ที่สำคัญที่บทภาพยนตร์ใส่มาอย่างกลมกล่อม

คุณกิ๊ก เกียรติ กิจเจริญ ถือว่าทำได้ดีมากครับ แม้บทค่อนข้างเล่นง่ายกว่าตอนเมล์นรกหมวยยกล้อ (ซึ่งไกลตัว และไม่น่าจะเกิดขึ้นจริงบ่อยๆ ในสังคมไทย) แต่ก็ทำให้เชื่อได้ว่าเป็นโค้ชกีฬาจริง เห็นมิติความคิด ความกดดันที่เกิดขึ้นทุกช่วงเวลา และความสุขสุดท้ายที่เกิดขึ้นในท้ายเรื่อง คิดว่าถ้าสาขานักแสดงนำชายปีนี้ไม่แข็งนัก อาจพอมีชื่อหลุดเข้าชิงในบางสถาบัน (แน่นอน ไม่รวมสุพรรณหงส์)

ฝันที่ 7, 8, 9, ...x ของคุณทุกคน : ฝัน...(ผมจะไปรู้ของคุณหรือ)

มีตัวละครอีกหลายตัวที่ไม่ได้กล่าวถึงไว้ อาจเป็นความฝันเล็กๆ ที่ยิ่งใหญ่ได้
...การเป็นเชียร์ลีดเดอร์ของเด็กๆ ที่เห็นแล้วไม่น่ารักเลยในความคิดของผม อาจเป็นแรงบันดาลใจให้กลายเป็นเชียร์ลีดเดอร์สุดสวยรุ่นใหญ่ก็ได้
...ความฝันของคุณเอกราชที่เชียร์ลูกออกนอกหน้าขณะพากษ์การแข่งขัน ไม่ต่างอะไรกับพ่อแม่คู่อื่นๆ น้องอะตอมมีกางเกงสีแดงเป็นความภูมิใจและเป็นเครื่องยืนยันในความรักลูกและครอบครัวของคุณเอกราชได้ดี (หนังไม่ได้ลงลึกไปในตรงนี้ แต่เพียงแค่ยกเข้ามาก็ทำให้คนดูอุ่นใจได้)
...หรือความฝันเด็กอีกหลายๆ คนที่อยากทำอย่างนั้นอยากทำอย่างนี้ บางคนก็พยายามจนถึงที่สุด และหลายคนก็ไม่ได้พยายามต่อ ไม่ว่าจะฝันแบบไหน ถ้าเป็นสิ่งที่ดีก็ขอให้ทำตามฝัน พ่อแม่เป็นคนที่ช่วยสนับสนุนลูก แต่อย่าเป็นคนที่ฝันเสียเอง ไม่เช่นนั้นแล้วฝันคงไปไม่ถึง เพราะคนฝันไม่ใช่คนลงมือทำ




เด็กในวันนี่้จะโตเป็นผู้ใหญ่ในวันหน้า...
...ประเทศชาติต้องการผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพครับ คุณภาพในที่นี้ไม่ใช่หมายถึงผู้นำ ไม่ใช่หมายถึงผู้ชนะ แต่หมายถึงคนดีมีความสุขและช่วยกันจรรโลงสังคมให้เจริญก้าวหน้า การมีแต่ผู้นำและผู้ชนะ ไม่ใช่สิ่งที่ดีเลยสักนิดเดียว เพราะรังแต่จะแก่งแย่งชิงดีไม่มีที่สิ่งสุด
...คนเป็นพ่อแม่ต้องเลี้ยงลูกให้เป็นคนดีและมีความสุขนะครับ อย่าไปเอาชนะคะคานในเรื่องไม่เป็นสาระของความเป็นมนุษย์เลย ปุถุชนมีกิเลสเป็นเครื่องกั้นก็จริง แต่ถ้าเราไม่รู้จักใช้ปัญญาในการดำเนินชีวิต หลงตามกิเลสจนกู่ไม่กลับ ประเทศชาติก็ไม่รู้จะเอาผู้ใหญ่ในวันหน้าที่ไหนมาทำให้บ้านเมืองธำรงอยู่ได้

"...ในบ้านเมืองนั้น มีทั้งคนดีและคนไม่ดี
ไม่มีใครจะทำให้คนทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด
การทำให้บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย
จึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี
หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ปกครองบ้านเมือง
และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ
ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้..."

ขอน้อมนำพระราชดำรัสนี้มาปิดท้ายครับ ผมเคยได้ยินมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก ล้วนมีความหมายเป็นสัจจนิรันดร์และไม่ขึ้นกับกาล ไม่ว่าวันนี้หรือวันไหนๆ ผู้ที่กระทำอย่างนี้บ้านเมืองของคนผู้นั้นย่อมมีความสุขอย่างแท้จริง

ผมฝันว่าคงจะเห็นบ้านเมืองมีความสุขเช่นนั้นบ้าง
(เสียงกระซิบ: ...บอกแล้วไม่ฟังเลิกฝันให้บ้านเมืองเลอเลิศเสียที ตราบใดที่บ้านเมืองเรามีแต่คนไม่ดี มันก็ไม่มีทางเจริญขึ้นมาได้หรอก...)

...ขอบคุณครับเสียงกระซิบ แต่ผมก็ยังขอเก็บฝันนี้ไว้ ฝันให้ไกล แล้วคงจะไปให้ถึงสักวัน ไม่ชาตินี้ ก็ชาติต่อๆ ไป...

...สรุปแล้ว ก็แนะนำให้ไปดูหนังเรื่องนี้นะครับ หนังอาจจะโดนใจใครหลายคน แต่ก็อาจไม่โดนใจคนอีกหลายคน ขึ้นอยู่กับว่าประสบการณ์ของท่านทั้งหลายเข้าใกล้กับความอึดอั้นตันใจของตัวละครในเรื่องมากแค่ไหน
...ไม่ควรคาดหวังอะไรมากนักครับ เพราะจะทำให้เราเอาความอยากของเราไปใส่ในตัวภาพยนตร์มากเกินไป จนอยากให้ "ความเป็นภาพยนตร์" เรื่องนี้เป็นไปในทางที่เราต้องการ
...เหมือนกันคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องที่เอาความคิดและความอยากเข้าไปใส่ให้เด็กมากเกินไปนั่นแหละครับ ควรจะเข้าใจภาพยนตร์ เหมือนเข้าใจลูกของคุณจะดีที่สุด


ขอขอบคุณทุกท่านที่ตามอ่านจนจบนะครับ ผมเพิ่งมีโอกาสได้ฝึกเขียนบทความเชิงสร้างสรรค์และจินตนาการอะไรยาวๆ บ้าง พบว่ามันเสียเวลามากกว่าการเขียนบทความเชิงวิชาการเสียอีก บทนี้มีข้อบกพร่องอยู่มาก ความคิดยังกระจัดกระจาย ไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเท่าที่ควร

สุดท้ายนี้ผมคิดว่าการใช้บล็อกให้เป็นประโยชน์ฝึกฝนการเขียนก็เป็นสิ่งดีครับ และหวังว่าโอกาสหน้าจะได้รับความกรุณาจากเพื่อนๆ ใหม่

ด้วยใจมีฝัน
รังสีไอฟ่า



Create Date : 07 เมษายน 2551
Last Update : 13 เมษายน 2551 23:45:18 น. 18 comments
Counter : 1768 Pageviews.

 
แวะมาอ่าน..

อ่านหมดแหละ ยกเว้น ช่วงที่คุณบอกให้ข้าม หนูก็ข้ามไปก่อน.. แหะๆ

ตอนนี้ รู้สึกว่า ความอยากดูระหว่าง เรื่องนี้ กับเรื่อง ปิดเทอมใหญ่..

รู้สึกว่า จะอยากดูเรื่องนี้ มากกว่าแล้วนะเนี่ย


โดย: จูริง วันที่: 10 เมษายน 2551 เวลา:20:28:00 น.  

 
ผมก็แนะนำให้ไปดูเรื่องนี้มากกว่าครับ ถ้าเป็นแบบต้องเลือกเรื่องเดียวนะ (เพราะผมว่ายังไงพี่ก็ต้องดูทั้งสองเรื่องแน่นอนอะ)

ปิดเทอมใหญ่... ตีประเด็นเรื่องความรักในหลากหลายวัย ดูจะน่าสนใจ แต่ทำออกมาได้ไม่โดนคนวัยควรจะมีความรักอย่างผมเท่าไหร่
...หรือเพราะประสบการณ์เราไม่เอื้อให้คิดตามก็ไม่รู้ครับ ชีวิตนี้ยังไม่เคยมีอะไรเฉียดใกล้ในหนังเลยสักอย่าง

ส่วนดรีมทีม...ตีประเด็นเล็กกว่า แต่ลึกกว่ามาก และในประเด็นนั้นๆ ต่อยอดได้ดี เตะตาต้องใจ กระแทกความคิดพอประมาณที่จะทำให้เราคิดต่อได้จนสมบูรณ์ตามที่ประสบการณ์เราจะเอื้อให้คิด ผมว่าเป็นเสน่ห์หนังของพี่เรียวอย่างมากครับ ถูกใจมาตั้งแต่เมล์นรกฯ แล้ว

...อีกอย่างประสบการณ์เกี่ยวกับตัวเราในวัยเด็ก และการเลี้ยงดูจากพ่อแม่ ครูอาจารย์ เป็นอะไรที่ใกล้ตัวคนทุกคนมากกว่า ทุกคนต้องเคยผ่านวันเวลานั้น ความคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้จึงแจ่มชัด ผลที่กระทบต่อผมจากหนังเรื่องหลังจึงมากกว่าเรื่องแรกแบบชนะกันใสๆ

แต่สำหรับพี่จูริง ผมไม่กล้าเดาใจอะครับ เพราะอาจมีอะไรโดนสุดๆ กับพี่ในหนังเรื่องปิดเทอมใหญ่ก็ได้


โดย: รังสีไอฟ่า วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:2:37:44 น.  

 
ก็คงดูทั้งสองเรื่องแหละค่ะ

แผ่นจะออกเมื่อไหร่น้า


โดย: จูริง วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:20:18:13 น.  

 


อยากให้ลูกรู้ว่าเรารัก และเป็นห่วง แค่นั้นเอง
สงกรานต์นี้ก็ไม่ได้กลับไปเยี่ยม "แม่" เหมือนกัน
คิดถึงแม่มาก ยิ่งตอนลูกดื้อยิ่งปวดใจค่ะ

แล้วเราเองก็เคยพูดไม่ได้กับแม่ไว้เหมือนกันค่ะ

ยินดีที่ได้รู้จัก อดีตเด็กดื้อค่ะ


โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:21:41:34 น.  

 
ดูโฆษณาทางทีวีแล้วก็รู้สึกอยากไปดูค่ะ เด็ก ๆ น่ารักมากเลย


โดย: กระจิบหญ้าสีเรียบ วันที่: 11 เมษายน 2551 เวลา:23:17:35 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: จูริง วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:10:31:58 น.  

 
ความฝันของพี่คงเหมือน ความฝันที่ 1 มั๊งค่ะ ฝันอยากมีโอกาสเท่าเทียมคนอื่น...เห้อ ดูมันเหลื่อมล้ำยังไงชอบกลเนอะ..

ด้วยความที่เป็น single mom พี่จึงพยายามทำให้ลูกไม่ได้รู้สึกขาด พยายามทำให้ลูกได้รับ..เท่าเทียมคนอื่น
"จนกลายเป็นการพยายามมากไป ในบางครั้ง"

ขออนุญาต add คืนนะคะ ขอเรียกตัวเองเป็นพี่เลยละกัน
เพราะเราน่าจะโตกว่า แต่ถ้าไม่ใช่ก็ขออภัย อิ อิ แวะเข้าไปเฉลยอายุด้วยล่ะกัน


โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:10:55:48 น.  

 


โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:13:35:31 น.  

 
โอ้โฮ เขียนได้ยาวมากๆ

แต่ผมข้ามช่วงที่คุณบอกนะครับ เพราะอยากดูหนังเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วผลงานของคุณเรียวเท่าที่ผมเคยผ่านตามามันมักจะออกมา "ขาด" เสมอ (มี "อหิงสาฯ" เรื่องเดียวที่เกิน) คือโดยพล็อตที่แกคิดได้นี่ส่วนใหญ่จะน่าสนใจมาก (อย่างเช่น "พรางชมพู") แต่พอใส่รายละเอียดเป็นหนังออกมาแล้วมันกระพร่องกระแพร่งตลอดเลย ขนาดเมล์นรกฯที่ฮิตที่สุดแล้วผมว่ามันก็ยังไม่สมบูรณ์อยู่ดี แต่ยังไงผมว่าแกก็เป็นผู้กำกับที่น่าสนใจใช้ได้ (ถึงยังไงแกก็ยังไม่เคยทำหนังเลว มีแต่ดีมากดีน้อยแค่นั้นเอง)

อ้อ ขอบคุณที่แวะไปเมนท์บล็อคผมนะคร้าบ


โดย: แฟนผมตัวดำ วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:23:02:43 น.  

 
ฮะ หนังมีส่วนที่ขาดจริงๆ

คุณเรียวชอบมีบทภาพยนตร์ที่ "กระตุกให้เกิด" ประเด็นมากเกินไป มากเสียจนไม่สามารถเก็บประเด็นทั้งหมดนั้นมาตบแต่งและเล่นกับมันให้ถึงได้ครบทุกอย่าง
...นี่เลยเป็นความขาดยังไงครับ

ถ้าลองไปดูแล้วจะเห็นว่ามันไม่ได้ลื่นไหล มีสะดุดๆ และมีหลายตอนที่ดำเนินไปไม่สมใจ จนกระตุ้นโทสะของคนดูว่า "เอ้ย ทำไมเป็นแบบนี้" แล้วเห็นตรงนั้นเป็นข้อพร่องได้เรื่อยๆ

หนังก็เลย "ขาด" "บกพร่อง" "ไม่ถึงที่สุด" ในความเห็นของคนหลายคน
...แต่สำหรับผมมันกระตุกความคิดผมมากไปจนเติมส่วนที่ขาด ผมจึงไม่ค่อยนำพาความขาดนั้นเท่าไหร่
...พูดง่ายๆ คือ ความคิดและความชอบมันบังตา ครับ

อย่างบล็อกที่ผมเขียนนี้ ก็ขาดๆ เกินๆ ประเด็นแตกกระจาย ไม่สมบูรณ์ใน "ความเป็นงานเขียนที่ดี" ก็เพราะหนังเรื่องนี้มันกระตุ้นความคิดผมอย่างนั้น นึกถึงแต่ละฉากก็มีความคิดแวบเข้ามาหลากหลาย หลายเรื่องก็เป็นประสบการณ์ตรง หลายเรื่องก็เป็นประสบการณ้อ้อมที่ได้เรียนรู้ พอจะเขียนก็ไม่รู้จะเลือกหัวข้อไหนมาเขียนดีที่จะเห็นภาพรวมของแต่ละความสัมพันธ์ได้ครบ
...ผลคือ ไม่มีสักหัวข้อที่อธิบายได้ครบ

ตอนดูหนังเรื่องอื่นของคุณเรียวไม่ได้เป็นถึงขนาดนี้ ทั้งที่ตัวหนังเรื่องอื่นมันดีกว่าเรื่องนี้อีก คงเป็นเพราะเรื่องนี้มันตรงกับความคิดผมอยู่มากล่ะครับ เลยทำให้มองแบบนั้น

สุดท้าย ขอบคุณมากที่มาเม้นครับ


โดย: รังสีไอฟ่า วันที่: 12 เมษายน 2551 เวลา:23:31:00 น.  

 
แวะมาบอกว่า เรียก "พี่กุ้ง" ก็ได้นะครับ

เอ่อแล้ววันนี้ก็เป็นวันเกิดของลูกชายด้วยค่ะ 14 เมษา
11 ขวบแล้วหล่ะ..

มาชมว่าเขียนอะไรยาวๆ ได้ดีนะ
ตบซ้าย ตบขวาหน่อยเดี๋ยวก็ "เจ๋งโคด" ขออนุญาต ใช้ภาษาลูกนะคะ

จะแวะมาอ่านทุกครั้งที่อัพนั่นแหล่ะ
ทำไงได้เนอะ ชะตาต้องกันซะแล้วนิ



โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 14 เมษายน 2551 เวลา:0:26:50 น.  

 
โอ้ ยาวจริงๆ เรานั่งอ่านตั้งแต่ตีหนึ่งสิบนาที
ตอนนี้เพิ่งอ่านจบ 55

หนังเรื่องนี้ยังไม่ได้ดูค่ะ
แต่คงไม่มีโครงการเข้าโรงหนังอีกเป็นเดือนเลย หมดสงกรานต์ก็เข้าช่วงงานชุมเป็นยุงลายอีกแล้ว


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 14 เมษายน 2551 เวลา:1:29:26 น.  

 
คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


อยากดูดรีมทีมมากๆเลยค่ะ


โดย: ระเบียงดอกไม้ วันที่: 17 เมษายน 2551 เวลา:4:09:04 น.  

 
พี่สบายดีค่ะ
สงกรานต์ปีนี้ไม่โดนน้ำเลยสักหยด ฮ่า...เรตติ้งตก
เอาหวานเย็นมาฝากแก้ร้อนค่ะ





โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 18 เมษายน 2551 เวลา:17:06:44 น.  

 
มาส่งจุ๊บๆ

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...


โดย: จูริง วันที่: 20 เมษายน 2551 เวลา:7:04:13 น.  

 
สวัสดีเช้าวันใหม่ค่ะ
ยังไม่อัพบล็อกเหรอเนี่ย

อย่าปล่อยให้ความคิดตกผลึกนานนักเน้อ
เดี๋ยวจะขึ้นรา กลายเป็นความคิดหมดอายุ 555+

ตื่นแต่เช้า..มีความสุขในวันแรกของสัปดาห์นะคะ (ไม่นับวันอาทิตย์นะ อิ อิ)


โดย: กลีบดอกโมก วันที่: 21 เมษายน 2551 เวลา:0:09:45 น.  

 
แจ้งข่าวกันตรงนี้เลยแล้วกัน

The Diving Bell and the Butterfly จะเข้าฉายในเทศกาลหนังฝรั่งเศส

พยายามหาทางไปดูให้ได้นะ

//www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A6543966/A6543966.html


โดย: จูริง วันที่: 24 เมษายน 2551 เวลา:5:59:04 น.  

 
ดูแล้วครับ 3รอบเลย นับว่าคุ้มค่ากับเงินที่เสียไปครับ

น้องเป๊ะ เล่นได้อารมมาก
นับว่าเป็นเด็กที่เเสดงหนังได้เก่งมากเลยทีเดียว
ผมอยากให้น้องเป๊ะมีผลงานอีกมากๆ
เพราะเป็นเด็กที่เก่งครับ
เล่นได้สบายในบทที่ผมว่ายาก

ส่วนน้องคาร์บิวก็เล่นได้ใสเรื่องสีหน้า
ส่วนน้ำเสียงยังถือว่าแข็ง ถ้าเทียบกับน้องเป๊ะ

เด็กคนอื่นๆก็แสดงได้สมบทบาทดีครับ

ตอนนี้หนังก็น่าจะออกแล้ว
ยังไงคนที่พลาดหนังก็
ยังมี DVD/CDครับ
แต่คงต้องรอหน่อย
ผมอยากให้ทุกคนได้ดูครับ

(โปรดซื้อของแท้นะครับ)


โดย: MR.Daa IP: 61.91.172.246 วันที่: 28 เมษายน 2551 เวลา:12:05:00 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
รังสีไอฟ่า
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
เมษายน 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
7 เมษายน 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add รังสีไอฟ่า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.