Group Blog
 
 
มีนาคม 2550
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
29 มีนาคม 2550
 
All Blogs
 
ลาซา ..ศูนย์กลางแห่งอาณาจักรทิเบต

เกอเล่อหมู่ (Golmud) เมืองที่เปรียบเสมือนจุดนัดหมายร่วมของนักท่องเที่ยวที่กำลังจะเดินทางไปทิเบต...ดินแดนที่นักเดินทางทั่วโลกต่างใฝ่ฝันที่จะไปเยือนซักครั้งในชีวิต

ในที่สุด ฉันก็ได้เดินทางมายังเมืองเกอเล่อหมู่แห่งนี้ หลังจากนั่งรถบัสนานกว่า 8 ชั่วโมงมาจากเมืองตุนหวง (Dunhuang) ฉันกำลังเดินอยู่ที่สถานีรถบัสเมืองเกอเล่อหมู่ ท่ามกลางกลุ่มผู้ชายรูปหน้าออกไปทางทิเบตมากกว่าจีน ที่จดจ้องมองมาที่ฉัน หลังจากนั้นหนึ่งในคนกลุ่มนั้นก็เดินเข้ามาถามฉัน “ยู ลาซา โอเค ??” ถามแบบตอบให้เสร็จ

แน่นอนฉันเองก็รอเหยื่อ เอ้ย ผู้ชายในกลุ่มนั้นเข้ามาถามอยู่เหมือนกัน “เฌอโรม” (Jerome) ชายชาวแคนาเดี้ยน ซึ่งเป็น “ฝรั่ง” หัวทองหัวเดียวที่โดยสารรถบัสจากเมืองตุนหวงมาด้วยกัน โดยไม่ต้องเดาเขาก็มีจุดหมายเดียวกับฉัน

“เท่าไหร่” เขาถามฉัน
“600” ฉันตอบไป
“ถือว่าถูก” สีหน้าบอกว่าถูกจริงๆ

ก็ถูกจริง แต่ฉันอยากได้ถูกกว่านี้อีก ฉันหันไปต่อรองเหลือ 500 แต่เขาไม่ยอม ยังไงก็ต้อง 600 ฉันก็ไม่ยอม ยื้อยุดฉุดกระชากราคากันไปมา 500 - 600 – 500 – 600 อยู่นาน สุดท้ายฝ่าย 600 ชนะ

จากนั้นคนขับคนนั้นหันไปคุยกับเฌอโรมต่อ อ้าว! อยู่ดีๆ ทำไมเฌอโรมหงายหลัง ที่แท้คนขับบอกราคาเฌอโรมไป 1,000 หยวน โดยอ้างว่าเป็นฝรั่งหัวทอง เฌอโรมพยายามจะเจรจาต่อรองอย่างเต็มที่ เฌอโรมเห็นท่าว่าคนขับจะไม่ยอมง่ายๆ เลยจะใช้วิธีจะพาพวกนั้นไปเลี้ยงน้ำชา เขาบอกให้ฉันไปหาที่พักก่อน จากนั้นมีชายอีกคนหนึ่งพาฉันไปยังที่พักโดยที่ฉันไม่ต้องไปงมหาเอง

ฉันถูกพามายัง "ตึกร้าง" แห่งหนึ่ง คิดในใจว่าอย่าบอกนะว่านี่ที่พักของฉัน? ฉันถูกพาเดินขึ้นบันไดที่มีสภาพทรุดโทรมพอๆกับตัวตึก ฉันเห็นห้องพักแล้ว ถามย้ำชายคนนั้นว่า “เนี่ยเหรอ ?”

วินาทีนั้นฉันคิดถึงเฌอโรมขึ้นมาทันทีอย่างบอกไม่ถูก คิดในใจว่าเขาจะเป็นยังไงนะ จะต้องมาอยู่ในสภาพเดียวกับฉันหรือเปล่า ฉันเองไม่เต็มใจอย่างยิ่งที่จะพักที่นี่ เนื่องจากเมื่อดูจากสภาพห้องพัก น่าจะบอกว่า “ห้องขัง” ซะมากกว่า

พวกเขาพูดกึ่งบังคับให้ฉันต้องอยู่ที่นี่ บอกว่าฉันไม่สามารถไปหาที่พักที่อื่นเองได้ เขาอ้างว่าเดี๋ยวตำรวจจะสามารถตรวจค้นหาตัวฉันจากโรงแรมที่ฉันไปพักได้ และตำรวจจะต้องเข้ามาซักถามฉันว่าไปทิเบตกับบริษัททัวร์ที่ไหน ซึ่งแน่นอน ฉันไม่ได้ไปกับบริษัททัวร์แบบถูกต้อง นั่นจะทำให้ฉันถูกบังคับให้ต้องเสียค่าอนุญาต (Permit) ในการเดินทางไปทิเบตสำหรับนักท่องเที่ยวในราคาสูงมาก ค่าใช้จ่ายนั้นจะสูงพอๆกับค่าตั๋วเครื่องบินเลยทีเดียว

ตอนนั้นความงกมีมากกว่าความกลัว ฉันเลือกจะเดินทางไปแบบไม่มีใบอนุญาต เพราะราคาจะถูกกว่ากันมาก ฉันเองก็ไม่อยากให้ตำรวจมาเจอฉันด้วย ดังนั้นถ้าจะไม่ให้ตำรวจสืบค้นได้ ฉันก็ต้องยอมอยู่ห้องขัง เอาว่ะ ห้องขังก็ห้องขัง

แต่ฉันก็แอบสงสัยมากว่าแล้วทำไมตำรวจจะไม่เจอฉันที่นี่ อาการหวาดระแวงเริ่มคลุ้งไปทั่วห้อง บรรยากาศร้างๆภายในห้องยิ่งเป็นใจเสริมให้ความหวาดกลัวแทรกกายเข้ามาสมทบอีก

ยังดีที่ฉันไม่ได้ถูกบังคับไม่ให้ไปไหน ฉันขอออกไปสูดอากาศข้างนอก เพื่อลืมภาพในห้องนั้นไปชั่วขณะ ตอนนี้ฉันรู้สึกสถานะของตัวเองระหว่าง “นักเดินทาง” กับ “นักโทษ” คาบเกี่ยวกันโดยมีเพียงเส้นบางๆกั้น เดินเตร่ดูรอบเมืองเกอเล่อหมู่ ซึ่งเป็นเมืองที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลถึง 3,000 เมตร อากาศหนาวเย็นในช่วงพลบค่ำเช่นนี้ ทำเอาฉันรู้สึกหนาวเหน็บไปจนถึงขั้วหัวใจ

การได้มาค้างที่นี่ 1 คืน ก่อนที่จะต้องเดินทางไต่ระดับความสูงที่มากกว่านี้เพื่อไปยังลาซา จะเป็นผลดีต่อร่างกาย เพราะจะมีเวลาปรับสภาพ (Acclimatization) ให้ร่างกายสร้างความเคยชินกับระดับความสูงที่มากขึ้น

ฉันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังเดินไปตามทางที่เต็มไปด้วยตึกร้างเก่าๆ มากมายเกลื่อนเมือง ฉันพยายามคิดปลอบใจตัวเอง หรือว่าตึกร้างที่ฉันพักก็ร้างเป็นเรื่องปกติของเมืองนี้ ฉันเองเดินไปเดินมาอยู่นานทั้งๆที่ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก แต่อีกใจคือฉันไม่อยากกลับห้องขังนั่นเอง

ฉันไม่เจอกับเฌอโรมอีกเลยวันนั้น ฉันคิดในใจอยู่ 2 แง่ แง่ดีคือฉันคิดว่าเขาคงไปพักอีกที่นึง แง่ร้ายคือฉันจินตนาการไปต่างๆนานาตามฉากหนังฆาตกรรมที่ฉันเคยดูมา จริงๆฉันไม่ควรจะวิตกจริตไปเอง แต่ก็อดเป็นห่วงไม่ได้

คืนนั้นฉันล้มตัวลงนอนทันที โดยไม่ได้อาบน้ำ ไม่ได้แปรงฟัน ไม่ได้เปลี่ยนชุดใดๆทั้งสิ้น ในสภาพห้องที่มืดมิด นั่นเพราะตึกที่ฉันอาศัยอยู่นี้ ไม่มีน้ำกับไฟ !?! ในห้วงยามเช่นนี้ฉันรู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วตัว ฉันนับชั่วโมงถอยหลังให้แสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาฆ่าความมืดที่เป็นอยู่นี้ ยามนี้แม้อยากจะหลับ ก็หลับไม่ลง

ช่วงสายๆของวันรุ่งขึ้น เฌอโรมปรากฎตัวขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากที่แยกกันที่สถานีขนส่ง ความรู้สึกเหมือนไม่ได้เจอเขามานานมาก วินาทีนั้นฉันรู้สึกอุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก ฉันเห็นภาพของเฌอโรมเป็นพระเอกที่กำลังขี่ม้าขาวมาช่วยฉัน (ขาดแต่ม้าเท่านั้น) ในสภาวะการณ์เช่นนี้นั้นฉันต้องการเพื่อนซักคน เมื่อได้เห็นเฌอโรม ความรู้สึกเหมือนถูก "กักขัง" ก็หายไปสิ้น วินาทีนั้นฉันเห็นคุณค่าของคำว่า "เพื่อน" ว่ามีค่าเพียงใด แม้จะเป็นเพื่อนที่ร่วมทุกข์แต่ไม่ร่วมสุข แถมรู้จักกันยังไม่ถึง 24 ชั่วโมงเลยก็ตาม

เขาเห็นที่พักฉันแล้วหยอดมุขใส่ฉันแบบไม่ตลกว่า เขาคิดว่าที่พักของเขาที่ว่าแย่แล้วเนี่ย มาที่พักของฉัน ทั้งเก่า ทั้งโทรม แถมไม่มีน้ำกับไฟอีก... “ยูวิน” (ควรจะภูมิใจมั้ยเนี่ย !!!)

สิ่งที่เราทั้งคู่ต่างกระวนกระวายใจในตอนนั้นคือ คนขับพวกนี้ไว้ใจได้แค่ไหน เนื่องด้วยเราได้จ่ายเงินค่ารถไปแล้ว (สุดท้ายเฌอโรมเจรจาได้ในราคา 700 หยวน.. เก่งนะ!) ส่วนคนที่พาเฌอโรมมายังห้องฉันหายไปไหนแล้วก็ไม่รู้ เราทั้งคู่นั่งรอในห้องเก่าๆห้องนั้นโดยไม่อาจล่วงรู้ชะตากรรมของตัวเองได้เลย

แต่แล้ว! ในที่สุด... ราชรถ Land Cruiser ที่พ่วงด้วยผู้โดยสารคนอื่นซึ่งเป็นคนจีนอีก 4 คน ก็มาเกยอยู่ตรงหน้า พวกเราทั้งหมดรวม 6 ชีวิตจึงเริ่มต้นการเดินทางได้ ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินทางขึ้นสวรรค์ยังไงยังงั้น

เส้นทางจากเมืองเกอเล่อหมู่ไปยังเมืองลาซา ถนนถือว่าอยู่ในสภาพที่ดีมาก ทิวทัศน์ 2 ข้างทางก็สวยงาม บางช่วงก็มีหิมะตกลงมา ทำให้ถนนและบริเวณรอบๆเต็มไปด้วยสีขาวโพลนของหิมะ เมื่อนั่งไปได้ซักพัก ฉันก็เริ่มมีอาการปวดหัว และคลื่นไส้เล็กน้อย ซึ่งก็คงเป็นผลมาจากอาการแพ้ความสูง เส้นทางจากเมืองเกอเล่อหมู่ไปลาซา รถต้องเดินทางไต่ระดับความสูงเกินกว่า 3 พันเมตร ซึ่งถือว่าเป็นระดับความสูงที่อาจทำให้บางคนเกิดอาการแพ้ความสูงที่ว่านี้ได้ บางคนที่มีอาการแพ้อย่างหนักจะมีอาการปวดหัวอย่างรุนแรง หายใจไม่ออก อาเจียน และอาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจล้มเหลว และเสียชีวิตในที่สุด

“Please stop the car !!!” อยู่ดีๆเฌอโรมตะโกนเสียงดังลั่นรถ ปรากฎว่า เขาต้องการจะอาเจียน และตอนนี้มันกำลังมาจ่อตรงคอหอยของเขาแล้ว หลังจากหยุดรถ เขาเอามือปิดปากรีบวิ่งออกไปนอกตัวรถ อาเจียนของเขาพุ่งออกมาเฉียดพื้นรถไปอย่างหวุดหวิด อาการของเขาดูน่าเป็นห่วงมาก คงเป็นผลมาจากอาการแพ้ความสูงอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ฉันเองยังโชคดีที่ไม่ได้เป็นรุนแรงเท่าเขา

การเดินทางที่แสนจะทรมาน (กาย) กว่า 20 ชั่วโมงผ่านพ้นไป รถก็เดินทางมาถึงที่ที่หมาย ...เมืองลาซา ในตอนเช้าของอีกวันหนี่ง ฉันอดแปลกใจไม่ได้ว่า ตลอดทางที่เดินทางมา ฉันไม่เห็นจะมีด่านของตำรวจตรวจคนเข้าทิเบตเลย หรือว่าจริงๆแล้ว ชาวต่างชาติสามารถเดินทางในเส้นทางนี้ได้โดยไม่ต้องมีใบอนุญาตหรือ แต่ฉันก็ไม่แน่ใจนักในเรื่องนี้

วันนี้ฉันไม่รู้สึกมีอาการแพ้ความสูงหลงเหลืออยู่เลย อาการปวดหัวแบบเมื่อวานหายเป็นปลิดทิ้ง ฉันคิดว่าเพราะเส้นทางที่เราเดินทางมาต้องผ่านถนนที่ระดับความสูงกว่า 5,000 เมตร ทำให้ร่างกายสามารถปรับตัวตามระดับความสูงที่เพิ่มขึ้นได้แล้ว พอเมื่อเดินทางมาถึงลาซา ซึ่งมีระดับความสูงต่ำกว่าคือ 3,600 เมตร ร่างกายจึงไม่ปรากฎอาการแพ้ความสูง ส่วนเฌอโรมก็เช่นกัน เขาบอกว่าหลังจากได้นอนหลับมาตลอดทั้งคืน เขาก็รู้สึกเป็นปกติ ไม่มีอาการแพ้ความสูงใดๆอีกเลย

ฉันคิดว่าถ้านั่งเครื่องบินจากเมืองที่อยู่บนพื้นราบมายังเมืองลาซาทันที ร่างกายฉันคงต้องใช้เวลาปรับสภาพ คงต้องพักฟื้นร่างกายอยู่หลายวัน เนื่องจากพื้นที่บนระดับความสูงขนาดนี้ จะมีอากาศเบาบาง ความกดอากาศจะต่ำ ซึ่งจะเป็นการเพิ่มภาระให้ปอดของเรา ที่จะต้องปรับตัวทำงานหนักขึ้น ฉันได้ยินมาว่าคนทิเบตเอง ถ้าต้องเดินทางลงไปยังพื้นที่ราบ ร่างกายของพวกเขาก็ต้องใช้เวลาปรับสภาพเช่นกัน เนื่องจากอากาศบนพื้นที่ราบจะมีความกดอากาศสูง บางรายถึงกับทนทุกข์ทรมานจากการเจ็บปวดที่ปอด อันตรายมากกว่าคนที่อยู่บนพื้นราบแล้วขึ้นมายังที่สูงซะอีก

“กีฟ มี ไฟว์” เฌอโรมพูดกับฉัน
“ป้าบบบ” ฉันให้เขาไปเท็นเลย
"เรามาถึงลาซาแล้ว ไชโย”

ดีใจจริงๆ ฉันกับเขาเหมือนผ่านสมรภูมิก่อนมาถึงจุดหมาย คือสวรรค์บนดิน

เรา 2 คนนั่งรถประจำทางเพื่อไปยังที่พักซึ่งอยู่ใจกลางเมือง ขณะที่นั่งรถผ่านฉันก็ได้เห็นพระราชวังโปตาลา (Potala) ตั้งตระหง่านอย่างยิ่งใหญ่ และสามารถมองเห็นได้จากรอบทิศในเมืองลาซา ...มันคือสิ่งที่ตอกย้ำอีกครั้งว่า ฉันได้เดินทางมาถึงเมืองลาซาแล้วจริงๆ !!!

ฉันและเฌอโรมตกลงที่จะไปพักที่ Keirey Guesthouse ตามที่ไกด์บุ๊คยอดนิยมได้แนะนำไว้ และเมื่อได้ไปเห็นห้องพักในแบบดอร์มในอัตราคนละ 25 หยวน ซึ่งในหนึ่งห้องมีเพียง 2 เตียง แถมเมื่อมาจากระเบียงห้องพัก สามารถมองเห็นทิวทัศน์ที่สวยงามยอดเขาหิมะแบบเต็มๆ ฉันกับเฌอโรมก็ตัดสินใจพักที่นี่ทันที

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ ไม่รอช้า ฉันเดินออกไปสำรวจเมืองลาซาทันที ฉันเดินไปตามถนน Beijing Donglu ชื่อถนนที่ย้ำเตือนทุกคนว่าที่นี่คือประเทศจีน ถนนสายนี้เป็นถนนสายหลักของเมืองลาซา ซึ่งจะตัดตรงไปยังพระราชวังโปตาลา ระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรจากที่พัก

ลาซาในแว่บแรกเป็นเมืองใหญ่ ไม่แตกต่างไปจากเมืองใหญ่อื่นๆของจีน มีตึกอาคารสูงๆทันสมัยเกิดขึ้นมากมาย มีห้างสรรพสินค้า ร้านขายของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยว ร้านอาหารที่เป็นแต่ร้านอาหารจีน แม้แต่คาราโอเกะ !! เรดาร์ในตัวฉันที่ตรวจจับผู้คนระหว่างคนจีนและคนทิเบตที่เดินไปมา กำลังทำงานเป็นพัลวัน ทั้ง 2 ฝ่ายเดินปะปนกันไปมา ในสัดส่วนที่น่าตกใจ เมื่อพบว่าคนจีนมีจำนวนมากกว่าคนทิเบตมากๆๆ นี่ถ้าไม่บอกว่าที่นี่คือทิเบต ฉันคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นเมืองปักกิ่งหรือกวางเจาเป็นแน่

ฉันเชื่อมั่นว่าภาพของลาซาในวันนี้คงจะแตกต่างไปจากภาพในอดีตเป็นอย่างมาก


พิธีกรรมภายในวัดทิเบตแห่งหนึ่ง

ขณะที่ฉันกำลังเดินสำรวจเมืองลาซาสมัยใหม่อยู่ ฉันย้อนนึกถึงตอนที่นั่งบนรถที่กำลังเดินทางมายังเมืองลาซา ระหว่างทางฉันได้เห็นการก่อสร้างทางรถไฟ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2007 (ขณะนั้นทางรถไฟกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง) ฉันได้พูดคุยกับเฌอโรมในเรื่องนี้ ฉันได้แสดงมุมมองที่แสนจะอ่อนหัดตามประสานักท่องเที่ยว (มือใหม่) ว่า การสร้างทางรถไฟจากเกอเล่อหมู่มายังลาซา น่าจะสร้างความสะดวกสบายให้กับนักเดินทาง ฉันคิดว่าถ้าฉันได้นั่งรถไฟคงจะสะดวกสบายกว่านั่งรถ Land Cruiser ที่ต้องนั่งเบียดเสียดอยู่ในรถนานกว่า 20 ชั่วโมงเป็นแน่

เฌอโรมแสดงจุดยืนในเรื่องนี้อย่างชัดเจนว่า มันคือ “การทำลายล้าง !?!” เขาให้เหตุผลว่า

…“เมื่อทางรถไฟสร้างเสร็จ ลองจินตนาการว่าจะมี “คนจีน” จำนวนมากที่หลั่งไหลเข้ามาทิเบต โดยเฉพาะนักธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนทำธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว เพราะโอกาสทางธุรกิจในทิเบตที่เปิดกว้างขึ้น แม้ว่าคนจีนเหล่านี้จะนำความเจริญทางเศรษฐกิจเข้ามาในทิเบต ลาซาจะกลายสภาพเป็นเมืองที่ทันสมัยไม่ต่างจากเมืองใหญ่ๆในจีน ภาพของความเป็นทิเบตแบบดั้งเดิม วัฒนธรรมของชาวทิเบตที่เก่าแก่สืบทอดกันมาเป็นพันๆปี จะถูกกลืนกินโดยความเจริญที่ทะลักเข้ามาเหล่านี้ จนในที่สุด เราก็จะไม่สามารถจินตนาการความสวยงามของทิเบตในอดีตได้อีกต่อไป การสร้างทางรถไฟมายังลาซาคือการทำลายล้างอย่างแท้จริง”

....และคำพูดนี้ของเฌอโรม ทำให้ฉันเข้าใจและมองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้น เมื่อได้มายืนอยู่ ณ. ใจกลางเมืองลาซาขณะนี้

แต่ยังไงซะ เรายังไม่ควรตัดสินอะไรจากเพียง “เปลือกนอก” บางทีท่ามกลางความทันสมัยของเมืองลาซาในปัจจุบัน น่าจะยังมีบางด้านบางมุม ที่ยังเผยให้เห็นถึง “เนื้อแท้” หลงเหลืออยู่บ้าง ฉันแอบตั้งความหวังไว้ (ลึกมาก)

ฉันเริ่มต้นเดินสำรวจ โดยจุดหมายแรกคือ Bakhor Square ...เพียงวินาทีแรกที่ฉันได้เห็น ฉันก็อดทึ่งต่อภาพที่เห็นตรงหน้าไม่ได้… ภาพของศาสนสถานที่ตกแต่งด้วยสถาปัตยกรรมแบบทิเบตที่โดดเด่น โดยมีชาวทิเบตจำนวนมากจากทั่วทุกสารทิศ ผู้เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความศรัทธาอันแรงกล้าที่มีต่อพุทธศาสนายังคงมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ฉันรู้สึกทึ่งอยู่ไม่น้อย ที่แม้กระแสของตะวันตกที่ถาโถมไหลบ่าทะลักเข้ามาในเมืองแห่งนี้อย่างบ้าคลั่ง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ “อัตลักษณ์” ของชาวทิเบตเหล่านี้สูญเสียไปแต่อย่างใด

ผู้คนจำนวนมากมายหน้าวัด Jokhang ก้มลงกราบไหว้บูชาแบบอัษฎางคประดิษฐ์ ซึ่งเป็นการกราบไหว้ด้วยการเอาตัวนอนราบเหยียดตรงลากไปกับพื้น แต่ละคนดูมุ่งมั่นที่จะกราบไหว้บูชา ฉันเองเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่เป็นชั่วโมงๆ พวกเขาเหล่านั้นก็ยังคงกราบไหว้บูชาอย่างไม่มีทีท่าว่าจะหยุดง่ายๆ บางคนมีหน้าตาที่ดูโศกเศร้ามาก ก้มลงกราบไป บ่นพึมพำไป บางรายถึงกับร้องไห้คร่ำครวญไปก็มี ฉันเดาว่าพวกเขาเหล่านั้นคงมีปัญหาทุกข์ใจในชีวิตสุดจะทานทน

ฉันไม่อาจหยั่งรู้ความทุกข์ของพวกเขาเหล่านั้นได้ ฉันเชื่อว่าชาวทิเบตที่ยังอยู่ในทิเบตจำนวนมาก คงผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายต่างๆมากมาย นับตั้งแต่ดินแดนแห่งนี้ต้องขาดผู้นำ อันเป็นศูนย์กลางยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวทิเบตเหล่านี้ แต่นั่นคงเป็นเพียงมุมมองแค่ "เปลือก" ฉันคงไม่อาจเข้าใจในระดับ "หยั่งราก" ของความทุกข์ต่างนานาในชีวิตของเขาเหล่านั้นแม้เพียงเศษเสี้ยว

แต่พวกเขายังมีจุดยึดเหนี่ยวทางความเชื่อและความศรัทธาทางจิตวิญญาณอันทรงพลัง นี่อาจเป็นเพียงสิ่งเดียวที่ยังคงเหลืออยู่ของชาวทิเบต ที่เป็นเหมือนทางออกในการปลดเปลื้องทุกขเวทนาจากสารพัดเหตุในชีวิตของพวกเขา

วัดโจคังแห่งนี้จึงเป็นเหมือนสิ่งที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชาวทิเบตทุกคน เป็นหัวใจแห่งจิตวิญญาณของชาวทิเบตอย่างแท้จริง

ฉันคิดว่า "เนื้อแท้" ที่ฉันกำลังค้นหา อยู่ตรงหน้าฉันแล้ว


ผู้แสวงบุญจำนวนมากราบไหว้บูชาอยู่หน้าวัดโจคัง


ท่ากราบแบบอัษฎางคประดิษฐ์

วัดโจคัง (Jokhang Monastery) แห่งนี้ ตั้งอยู่บนใจกลางของ Bakhor Square อาจพูดได้ว่าเป็นวัดที่มีความสำคัญทางจิตวิญญาณของชาวทิเบตมากที่สุดมานานหลายศตวรรษ ชาวทิเบตไม่ว่าจากที่ใดต่างมุ่งหมายที่จะเดินทางมาแสวงบุญที่วัดแห่งนี้ให้ได้ อย่างน้อยสักครั้งหนึ่งในชีวิต วัดโจคังก่อสร้างโดยกษัตริย์ Songtsan Gampo ในปี ค.ศ. 645 เดิมที่วัดนี้มีชื่อว่า Rasa Tulnang Tsuklakang ซึ่งมีความหมายว่า "บ้านศักดิ์สิทธิ์" และยังเป็นที่เก็บภาพของพระพุทธเจ้าซึ่งเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวทิเบต วัดแห่งนี้ถือว่าเป็นวัดที่สำคัญที่สุดในเมืองลาซาตั้งแต่ศตวรรษที่ 11 แต่วัดแห่งนี้ก็เผชิญกับการถูกทำลายหลายครั้ง ทั้งจากยุคที่มองโกลเข้ามายึดครอง และยุคปฏิวัติวัฒนธรรมในสมัยจีนคอมมิวนิสต์ ภายในตัววัดมีทั้งหมด 4 ชั้น โดยรูปแบบสถาปัตยกรรมของวัดได้รับอิทธิพลจากอินเดียในแบบ Vihara และต่อมาได้มีการซ่อมแซมและต่อเติมใหม่ โดยได้รับอิทธิพลทั้งจากเนปาลและจีนในสมัยราชวงศ์ถัง บนหลังคาวัด จะมีวงล้อศักดิสิทธิ์ที่เรียกว่า Dharma Wheel โดยประกบ 2 ข้างด้วยรูปกวาง 2 ตัวที่ทำจากทองคำ ถือเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญของวัดนี้

….ภายในตัวอาคารวัด Jokhang ฉันเดินเข้าไปตามอาคารต่างๆภายในวัด มีพระทิเบตอยู่ไม่มากนัก เมื่อฉันได้เดินขึ้นไปบนหลังคาของวัด ภาพที่อยู่ตรงหน้าฉันคือภูมิทัศน์ของเมืองลาซา ซึ่งมีลักษณะเหมือนเป็นแอ่งกะทะ ที่มีเทือกเขาสลับซับซ้อนและมีหิมะปกคลุมล้อมรอบ คล้ายเป็นขอบกะทะ ตรงกลางคือบริเวณพื้นที่ราบที่มีบ้านเรือนในแบบดั้งเดิมของทิเบตมากมายสร้างติดๆกัน เมื่อมองจากจุดนี้จะมองเห็นบ้านเรือนของชาวทิเบตที่อยู่เรียงติดๆกัน หลังคาบ้านจะมีลักษณะแบนราบสร้างมาจากหิน และจะสามารถมองเห็นพระราชวังโปตาลาซึ่งตั้งตระหง่านอย่างโดดเด่น และเมื่อมองลงมาข้างหน้าตรงบริเวณหน้าวัด Jokhang ก็จะเห็นภาพของกระแสผู้คนมากมาย ที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา ทั้งผู้คนที่กำลังเดินไปมาและที่กำลังกราบไหว้บูชาอยู่หน้าวัด.... มันดูราวกับภาพจากในหนังที่กำลังเคลื่อนไหวไป แบบไม่มีวันจบ


ภายในตัววัดโจคัง


มองจากบนดาดฟ้าวัดโจคัง เห็นพระราชวังโปตาลาอยู่ไกลลิบๆ


พระจำนวนมากหน้าวัดโจคัง


กิจกรรมอีกอย่างของชาวทิเบตบริเวณหน้าวัด Jokhang นอกเหนือจากการมากราบไหว้บูชาบริเวณหน้าวัด นั่นก็คือการเดินทักษิณาวรรตรอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือที่ในภาษาทิเบตเรียกว่า “Kora” เป็นการเดินรอบวัด Jokhang วนตามเข็มนาฬิกา ชาวทิเบตที่มาเดิน จะหมุนวงล้อ หรือนับลูกประคำ และสวดพึมพำไปตลอดการเดิน โดยไม่สนใจต่อสิ่งรอบข้างใดๆ ฉันเองพยายามเดินทำตัวให้กลมกลืนไปกับพวกเขาเหล่านั้น คงไม่มีที่ไหนในโลกกระมัง ที่ฉันจะสัมผัสได้ถึงพลังแห่งความศรัทธาอันแรงกล้าเหล่านั้น

บนพื้นที่สี่เหลี่ยมที่มีชื่อว่า Bakhor แห่งนี้ ยังเป็นแหล่งศูนย์กลางร้านค้าที่ขายสินค้าสำหรับนักท่องเที่ยว จึงเป็นที่รวมของผู้คนจำนวนมากมายทั้งชาวทิเบต และชาวต่างชาติ ใครจะเดินเลือกซื้อสินค้าก็เลือกไป ใครจะมุ่งมั่นอยู่กับการแสวงหาทางจิตวิญญาณก็แสวงไป ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไม่เกี่ยวข้องกัน แรงศรัทธาอันแรงกล้าในใจต่างหาก ที่ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ใดเวลาใดก็ตาม ก็เป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ในใจได้


บรรดาผู้แสวงบุญ


นักแสวงบุญจำนวนมากกำลังเดิน Kora รอบวัดโจคัง


………….

วันนี้ฉันกับเฌอโรมเดินจากโรงแรมเพื่อมาชมพระราชวังโปตาลาด้วยกัน เส้นทางนี้เป็นถนนสายหลักที่เต็มไปด้วยตึกอาคารสมัยใหม่มากมาย ซึ่งจีนได้พัฒนาเมืองจนทันสมัยทัดเทียมเมืองใหญ่เมืองอื่น

บางครั้งสิ่งที่อยู่ตรงหน้าอาจไม่ใช่สิ่งที่เราเลือกมอง ฉันมองเห็นหญิงชราคนหนึ่งที่กำลัง "ลากสังขาร" อยู่ นี่ฉันไม่ได้พูดเพื่อให้ขำ แต่เป็นอาการเช่นนั้นจริงๆ เธอกำลังเดิน (ฉันไม่ได้นับว่ากี่ก้าว) แล้วล้มตัวลงกราบและลากตัวนอนราบไปกับพื้นในท่าอัษฎางคประดิษฐ์แล้วไหว้ จากนั้นก็ยืนขึ้นแล้วล้มตัวลงกราบ ทำสลับกันไปเช่นนี้ไปตลอดเส้นทาง ฉันมองไปในทิศที่เธอกราบไหว้ และพบว่าพระราชวังโปตาลาอันยิ่งใหญ่คือภาพตรงหน้า

พฤติกรรมเช่นนี้พบเห็นได้บ่อยจนเป็นเรื่องปกติสำหรับคนที่นี่ (แต่ไม่เคยปกติสำหรับฉัน) ฉันรู้ซึ้งถึงแก่ใจแล้ว จนบางครั้งย้อนกลับมาดูตัวเอง ฉันกลายเป็นคนบาปหนาห่างไกลศาสนาไปได้ถึงเพียงนั้น

ประเทศแม่อย่างจีน ใครก็ตามที่เดินทางมาปักกิ่ง แล้วไม่ไปพระราชวังต้องห้าม ก็ยังมาไม่ถึงปักกิ่ง เช่นกันประเทศลูกอย่างทิเบต ใครเดินทางมาเมืองลาซา แล้วไม่ไปพระราชวังโปตาลา (Potala) แสดงว่ายังมาไม่ถึงเมืองลาซา วันนี้ฉันคงจะไปพูดกับใครได้เต็มปากแล้ว ว่ามาถึงเมืองลาซาจริงๆซะที พระราชวังโปตาลาแห่งนี้ได้รับการรับรับรองในฐานะของมรดกโลกที่การันตีโดยองค์การยูเนสโก้อีกด้วย

พระราชวังโปตาลาเปรียบเสมือนเป็นหัวใจสำคัญของเมืองลาซา เป็นสถานที่ที่มีความสำคัญที่สุดในเมืองลาซา มีขนาดใหญ่โต อลังการ สร้างด้วยสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ

ฉันกับเฌอโรมเดินชมพระราชวังโปตาลาในลักษณะเดินขึ้นไปเรื่อยๆ เนื่องจากตัวอาคารต่อเชื่อมกันไปตลอด เราเดินเข้าไปชมภายในอาคารย่อยมากมาย เดินขึ้นไปชั้นบนสุดของอาคารนึง ก็จะเชื่อมต่อไปยังชั้นล่างของอีกอาคารนึง ช่างเป็นการออกแบบกลุ่มอาคารที่มีความสลับซับซ้อนเกินกว่าที่จะจินตนาการได้ เราเดินขึ้นไปเช่นนี้เรื่อยๆจนถึงยอดบนสุด

"ผมได้ยินมาว่าท้องฟ้าเหนือลาซาจะมีสีน้ำเงินเข้มมาก ต่างจากสีของท้องฟ้าที่อยู่บนที่ราบ เสียดายวันนี้มีแต่เมฆดำครื้ม" เฌอโรมมองไปบนท้องฟ้าแล้วพรรณา

"คุณเห็นเมฆพวกนั้นมั๊ย มันอยู่ใกล้ซะจนเหมือนจะจับได้เลย ดูสิ"

จริงๆ!! ความรู้สึกมันต่างจากเวลาเราเห็นก้อนเมฆจากกรุงเทพฯเมืองที่อยู่ต่ำที่สุดในโลกเมืองหนึ่ง มันช่างไกลเกินเอื้อมถึง แต่ก้อนเมฆที่เห็นจากที่นี่ มันช่างใกล้เกือบเอื้อมถึง

"I'm flying!!!" เฌอโรมกางแขนขึ้นแล้วตะโกนร้องออกมาอย่างสะใจ
ฉันเห็นแล้วก็เคลิ้มไป
แต่...อ้าว!! งั้นฉันก็ต้องเป็น "แจ๊ค" นะสิ!

....

ที่มาที่ไปของพระราชวังโปตาลาอันยิ่งใหญ่แห่งนี้ คงต้องย้อนพูดไปถึงที่มาที่ไปของ “เมืองลาซา” ซึ่งเป็นศูนย์กลางการปกครองของทิเบตนับตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 7 เป็นต้นมา ในขณะนั้นมีชื่อว่าอาณาจักร Yarlung มีผู้ครองนครคือท่าน Songtsen Gampo ซึ่งถือได้ว่าเป็นผู้สร้างนครลาซา และพระราชวังโปตาลา (Potala) ขึ้นเป็นครั้งแรก จากพงศาวดารจีนที่ถูกบันทึกไว้ที่เมืองตุนหวง (Dunhuang) ได้บรรยายนครลาซาในช่วงเวลานั้นไว้ว่า เป็นเมืองที่มีกำแพงเมืองล้อมรอบ ที่พักอาศัยมีลักษณะเป็นหลังคาแบนราบ แม้แต่พระราชวังของผู้ครองนครในขณะนั้นก็เป็นเพียงกระโจมที่สร้างอย่างง่ายๆ สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งก่อสร้างในช่วงยุคนั้นที่ยังมีความเรียบง่าย ไม่ซับซ้อนเหมือนที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หลังจากที่อาณาจักร Yarlung ล่มสลายลง พุทธศาสนาได้เริ่มเข้ามามีอิทธิพลในทิเบต โดยมีการสร้างวัดที่เป็นศูนย์กลางของพุทธศาสนาอยู่รอบๆเมืองลาซา แต่ในช่วงระยะแรกๆ วัดไม่ได้มีขนาดใหญ่โตเหมือนอย่างในปัจจุบัน การก่อสร้างวัดขนาดใหญ่เริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 13 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกมองโกลได้เข้ามายึดครองและมีอำนาจเหนือทิเบต เนื่องจากชาวมองโกลเป็นผู้ที่มีความศรัทธาในพุทธศาสนา จึงได้สนับสนุนให้มีการก่อสร้างวัดทิเบตที่มีขนาดใหญ่และซับซ้อนขึ้น

นับตั้งแต่พวกมองโกลเข้ามาในทิเบต ศูนย์กลางของทิเบตได้เปลี่ยนจากเมืองลาซา มาเป็นเมือง Nedong ในแคว้น U และเมือง Shigatse ในแคว้น Tsang ทำให้เมืองลาซาในช่วงขณะนั้นถูกลดความสำคัญลงไป ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 15 เมืองลาซาเริ่มกลับมามีความสำคัญมากขึ้น เมื่อมีการสร้างวัด (Monastery) ขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญทางพุทธศาสนา 3 แห่งรอบๆเมืองลาซา ได้แก่ Sera Monastery , Ganden Monastery และ Drepung Monastery ซึ่งเป็นวัดขนาดใหญ่ที่ยังคงมีความสำคัญมาจนถึงทุกวันนี้

จนกระทั่งในช่วงศตวรรษที่ 17 เมื่อองค์ดาไลลามะที่ 5 (Lobsang Gyatso) ได้ครองอำนาจ พระองค์ได้ทรงสร้างเมืองลาซาขึ้นใหม่ ทำให้ลาซากลายมาเป็นศูนย์กลางของทิเบตอีกครั้ง พระองค์ได้ทรงสร้างพระราชวังโปตาลาขึ้นใหม่ โดยการสร้างแทนที่จากของเดิม ที่เคยสร้างขึ้นมาก่อนหน้านี้ตั้งแต่ศตวรรษที่ 7 พระองค์ทรงสร้างพระราชวังโปตาลาขึ้นเพื่อเป็นที่ประทับของพระองค์ โดยได้เริ่มก่อสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี ค.ศ. 1645 และสร้างเสร็จสมบูรณ์ในปี ค.ศ. 1694 ซึ่งเป็นช่วงเวลา 12 ปีหลังจากที่องค์ทะไลลามะที่ 5 สิ้นประชนม์ไปแล้ว หลังจากนั้นมา พระราชวังโปตาลาก็เป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะทุกพระองค์ และพระราชวังโปตาลาก็ยังเป็นศูนย์กลางการบริหารประเทศ เป็นโรงเรียนสำหรับองค์ทะไลลามะทุกพระองค์ได้ศึกษาความรู้ด้านพุทธศาสนา และเป็นที่เก็บพระศพขององค์ทะไลลามะทุกพระองค์


พระราชวังโปตาลา


ตัวอาคารภายในพระราชวังโปตาลา

ภายในพระราชวังโปตาลาประกอบด้วยตัวอาคารหลัก 2 ส่วนคือ พระราชวังสีขาว (White Palace) และ พระราชวังสีแดง (Red Palace) บริเวณพระราชวังสีขาวซึ่งจะอยู่ตรงส่วนล่างของโปตาลา เดิมเคยใช้เป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะ ภายในพระราชวังจะแบ่งเป็นห้องต่างๆ รวมถึงห้องบรรทมขององค์ทะไลลามะ เมื่อเดินขึ้นไปจนถึงหลังคาของพระราชวังในส่วนนี้ ก็จะมีทางเชื่อมต่อไปยังส่วนของพระราชวังสีแดง ซึ่งอยู่ตรงส่วนบนสุดของโปตาลา ซึ่งใช้เป็นที่เก็บรักษาพระศพขององค์ดาไลลามะทุกพระองค์ ภายในจะประกอบด้วยห้องย่อยจำนวนมากมาย ซึ่งแต่ละห้องมีการจัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ตั้งแต่สมัยโบราณ

ในเดือนตุลาคมปี ค.ศ.1950 จีนอ้างสิทธิเหนือดินแดนทิเบต โดยยืนยันว่าประชาชาติทิเบตเป็นส่วนหนึ่งของประเทศแม่ซึ่งก็คือจีน พรรคคอมมิวนิสต์ของจีนเข้ามาเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของทิเบต และเข้ายึดอำนาจการปกครองทาไลลามะองค์ที่ 14 เท็นซิน กยัตโส (ทะไลลามะองค์ปัจจุบัน) พระองค์ต้องถูกจองจำอยู่ในคุกนานถึง 9 ปี ก่อนที่พระองค์จะทรงเสี่ยงอันตรายหลบหนีไปยังเมืองธรรมศาลา ประเทศอินเดียในปี 1959 หลังจากนั้น 2 สัปดาห์ ชาวทิเบต 87,000 คนถูกฆ่าตาย 25,000 คนถูกจำคุก และกว่าแสนคนหนีตามองค์ทะไลลามะออกนอกประเทศ นับตั้งแต่นั้นมาพระราชวังโปตาลาก็ไม่ได้เป็นศูนย์กลางการปกครองและเป็นที่ประทับขององค์ทะไลลามะอีกต่อไป

ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่จีนเข้ามาปกครองทิเบต รัฐบาลจีนยังได้เข้ามาทำลายโบราณสถานหลายแห่งในเมืองลาซา โดยเฉพาะบริเวณเขตเมืองเก่ารอบๆพระราชวังโปตาลา จีนได้สั่งให้มีการรื้อถอนและสร้างตัวอาคารขึ้นมาใหม่ที่มีลักษณะเป็นอาคารสมัยใหม่ แต่ยังโชคดีที่ไม่ได้ทำลายพระราชวังโปตาลา ซึ่งถือเป็นอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวทิเบต

เป็นเวลากว่า 5 ทศวรรษแล้วที่องค์ทะไลลามะต้องเสด็จลี้ภัยทางการเมืองไปประทับต่างประเทศ ในขณะที่จีนยังคงกดขี่ทิเบตต่อไป โดยทำลายล้างวัฒนธรรมและมรดกของทิเบตอย่างเป็นระบบ รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพที่ถวายแด่พระองค์เมื่อปี 1989 ได้กลายเป็นคำประกาศอย่างเป็นทางการในระดับถึงการบำเพ็ญเพียรทางจิตวิญญาณของพระองค์กับเป้าประสงค์ของการปลดปล่อยทิเบตจากการกดขี่ของจีน

…..

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งของนักท่องเที่ยวในลาซา โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาคนเดียวแบบฉัน คือการมองหาเพื่อนร่วมทางคนใหม่ ในการเดินทางไปยังส่วนอื่นๆของทิเบต เนื่องจากการเดินทางในทิเบตจำเป็นต้องเดินทางไปกับบริษัทท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวจำเป็นต้องทำใบอนุญาตในการเดินทาง โดยเฉพาะถ้าคุณจะเดินทางไปยังจุดต่างๆที่อยู่ห่างไกลจากเมืองลาซา ซึ่งนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินทางไปด้วยตัวเองได้ จะต้องเดินทางไปกับคณะทัวร์เท่านั้น และจะต้องเป็นบริษัทท่องเที่ยวเท่านั้นที่จะสามารถออกใบอนุญาตให้กับนักท่องเที่ยวได้ และเมื่อติดต่อไปยังบริษัทท่องเที่ยว การเดินทางส่วนใหญ่ที่ต้องเหมารถ Land Cruiser ไปนั้น จำเป็นต้องมีสมาชิก 4-5 คน เพื่อช่วยกันแชร์ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูง

ฉันก็ไม่ต่าง ต้องใช้วิธีหาเพื่อนร่วมทางที่จะมาช่วยแชร์ค่าใช้จ่ายเช่นกัน และวิธีที่นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่นิยมทำคือการติดประกาศลงบอร์ดไปตามโรงแรม หรือเกสต์เฮาส์ต่างๆ ที่นักท่องเที่ยวสไตล์แบ็คแพ็คเกอร์ส่วนใหญ่นิยมไปพักกัน เพื่อหานักท่องเที่ยวที่มีแผนการเดินทางแบบเดียวกัน โปรแกรมที่เป็นที่นิยมมีทั้งแบบไปใกล้ๆใช้เวลาแค่ 2-3 วันอย่างทะเลสาบนัมโซ (Nam Tso) หรือโปรแกรม Everest Base Camp ที่ต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ ,หรือจะเป็นเทือกเขาไกรลาส (Kailash Mountain) ซึ่งจะเป็นการเดินทางไกลแบบผจญภัย ซึ่งต้องเดินทางรอนแรมนานถึง 3 สัปดาห์

ฉันกับเฌอโรมสนใจอยากจะไปโปรแกรม Everest Base Camp เหมือนกัน แต่ต่างกันตรงที่เฌอโรมจะต้องกลับมาที่ลาซา เพราะเขาจะต้องบินกลับไปฮ่องกงเพื่อบินกลับแคนาดา ส่วนฉันจะเดินทางต่อไปเนปาลเลย ไม่ย้อนกลับมา ทำให้เราทั้งคู่ต้องแยกกันไปหานักท่องเที่ยวคนอื่นเพื่อร่วมแชร์รถ เสียดายที่เราไม่สามารถเดินทางร่วมกันไปในโปรแกรมเดียวกันได้

แถมเฌอโรมจะรีบเดินทางไปพรุ่งนี้แล้ว แต่ฉันยังอยากอยู่ที่นี่ต่ออีก 3-4 วัน เพราะยังไม่ได้ตระเวณดูวัดต่างๆมากมายที่อยู่รอบๆเมืองลาซาเลย

...........


ตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง

มุมเล็กๆ

...บางครั้งเสน่ห์ของการเดินทาง คือการได้เจอกับสิ่งที่เราไม่ได้คาดหวังไว้แต่แรก ความงดงามของเมืองลาซาไม่ได้มีเพียงแค่ภาพนักแสวงบุญบริเวณวัด Jokhang หรือภาพของพระราชาวังโปตาลาที่ยิ่งใหญ่

ฉันพบว่าลาซามีแง่มุมมากกว่านั้นที่รอการค้นหา หลังจากที่ฉันรับรู้ถึงความยิ่งใหญ่อลังการของพระราชวังโปตาลาแล้ว ฉันยังคงรู้สึกแบบเดียวกันเมื่อได้ไปชมวัดต่างๆที่มีอยู่มากมายรอบเมืองลาซาอีกด้วย ปั่นจักรยานออกไปนอกเมืองลาซาไม่กี่กิโลแบบสบายๆ ไม่มีอาการหอบเหนื่อยจากอากาศที่เบาบางแม้แต่น้อย ฉันก็ได้ค้นพบวัดที่น่าสนใจอย่าง Sera Monastery และ Deprung Monatery รูปแบบสถาปัตยกรรมของกลุ่มอาคารภายในวัดทั้งสองแห่ง ยังคงยิ่งใหญ่และศักดิ์สิทธิ์เหมือนเคยตามแบบฉบับของวัดทิเบต และยังคงเข้มข้นไปด้วยพลังแห่งแรงศรัทธาของผู้คน ฉันมีโอกาสได้เห็นพระลามะจำนวนมากมาย ทำกิจวัตรโต้วาทะทางธรรมะต่อกัน พระแต่ละรูปต่างแสดงท่าทางและสีหน้าที่ออกจะแปลกตาไม่น้อยสำหรับฉัน ฉันยืนมองอยู่นานด้วยความตื่นตาตื่นใจ ตามประสาคนที่ไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อนในชีวิต


พระลามะจำนวนมากในวัด Sera Monastery กำลังโต้วาทะทางธรรมกัน

ฉันเป็นพวกชอบหลบอยู่ตามซอกมุมตึก อย่าเข้าใจผิดว่าฉันจะไปดักตีหัวใคร จริงๆฉันมักจะคุ้นเคยที่จะเดินไปตามตรอกออกตามซอย ซึ่งเป็นของถนัดของฉันมาแต่ไหนแต่ไร ได้ไปเดินลับๆล่อๆเล่นซ่อนหากับผู้คนตามตรอกเล็กๆคือความสุขของฉันอย่างหนึ่ง

คำว่า "Unseen Tibet" สามารถใช้กับตรอกเล็กๆที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในเมืองลาซานี่แหละ ฉากชิวิตจริงที่สามารถซึมซับบรรยากาศบ้านเรือนของชาวทิเบต ยังถูกหลบซ่อนและมองข้ามจากสายตาของหลายๆคน

บ้านเรือนในแบบของชาวทิเบตแท้ๆ ที่มักจะสร้างเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยม ผนังเป็นปูนสีขาว หน้าต่างมีลวดลายที่สลักอ่อนช้อย และมีกระถางดอกไม้น่ารักๆตกแต่งอยู่ ทำให้ฉันรู้สึกเหมือนกำลังเดินชมอยู่ในพิพิธภัณฑ์แห่งชีวิตจริง พิพิธภัณฑ์ที่ไม่ได้ถูกจัดแสดงโดย “รัฐบาลจีน” เพื่อใช้รำลึกอดีต แต่ที่นี่คือปัจจุบันที่ยังไม่ต้องให้รำลึก นี่คือชุมชนชาวทิเบตแท้ๆ ที่ยังมีชีวิตอยู่

ฉันอดไม่ได้ที่จะเล็งกล้องไปที่หนูน้อย 2 คนที่กำลังเล่นเป็นพ่อแม่ลูกกันอยู่หน้าบ้าน โดยไม่ให้พวกเขารู้ตัว ฉันเห็นแล้วถึงกับยิ้มออกมาโดยไม่ได้ตั้งใจ นึกถึงตัวเองสมัยเด็กๆ ฉันก็จะเป็นเด็กที่จะชอบไปชวนเพื่อนข้างบ้านมาเล่นกัน สมัยนั้นฉันก็จะชอบเล่นเป็นพ่อแม่ลูกแบบนี้แหละ ฉันยังชอบเล่นกระโดดหนังยาง แถมยังเล่นเก่งแบบหาตัวจับยากด้วยนะ เอ้า! ไม่ได้คุย นึกเสียดายฉันน่าจะถักหนังยางมาแจกเด็กๆพร้อมสาธิตวิธีการเล่นให้เด็กๆดู เด็กๆน่าจะชอบใจที่ได้ดูของแปลก เด็กๆแถวนั้นก็ฉลาดเป็นกรด พอไหวตัวหน่อย รู้ว่าฉันกำลังจะถ่ายรูป ต่างก็วิ่งกรูเข้ามาหาฉันที่กำลังเป็นของเล่นชิ้นใหม่สำหรับพวกเขา แถมเด็กๆก็ยังวิ่งไปเรียกเพื่อนข้างบ้านเกือบครบทุกบ้าน ให้มาสมทบล้อมหน้าล้อมหลังฉัน ฉันโชว์ภาพจากกล้องดิจิตอลที่แอบถ่ายพวกเขาให้ดู พวกเขารู้สึกตื่นเต้นกับภาพของตัวเองที่เห็นจากกล้อง แต่ละคนพยายามจะยื้อยึดเพื่อจะแย่งเอากล้องจากฉันไปอย่างสนุกสนาน

ฉันเดินหันหลังจากพวกเด็กๆไปด้วยรอยยิ้มที่มุมปาก และมันยังคงปรากฎอยู่ทุกครั้ง ยามเมื่อฉันระลึกถึงภาพในวันนั้น ...หนึ่งในมุมเล็กๆอีกมุม ..ที่ฉันไม่เคยลืม

ฉันไม่อาจหยั่งรู้ถึงอนาคตของลาซา ศูนย์กลางอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชาวทิเบต อนาคตของวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของชาวทิเบตเหล่านี้ ...จะ "คงอยู่" หรือ "สูญสิ้น" เหลือไว้แต่เพียงผงธุลี กับความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า นี่คือประเทศจีน ที่ไม่ใช่ทิเบตอีกต่อไป ...ช่างมืดมนซะจนฉันไม่อยากให้มีอนาคตและแม้แต่ปัจจุบัน อยากให้มีแต่เพียงอดีตอันรุ่งโรจน์เท่านั้น!!



ภาษากาย


หน้าต่างเก๋ๆ


อาคารสวยๆในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง


เด็กๆกำลังเล่นกัน น่าเอ็นดู




Create Date : 29 มีนาคม 2550
Last Update : 6 เมษายน 2550 0:05:33 น. 9 comments
Counter : 1938 Pageviews.

 
อยากไปมั่งจังค่ะ


โดย: Complicatedgirl วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:17:05:04 น.  

 
เดี๋ยวขอเอาหัวไปจุ่มน้ำก่อนนะคะ
ตาร้อนจะไฟลุกอยู่แล้วค่ะ
นั่งแอบกรี๊ดจะสลบอยู่แล้ว
สุดยอดมาก...สุดยอดมาก
ข้าน้อยขอคารวะจริงๆเลยค่ะ
คุณแคนดี้เจ๋งอ่ะ
เมื่อกี้แอบไปนั่งอ่านที่คุณแคนดี้ไปคอนเสิร์ตมาดอนน่ามาด้วยค่ะ
(ชอบมาเจ๊เค้าเหมือนกันค่ะ)
กรี๊ด..จากที่โน่นมาแล้วมาเจอธิเบต...อิชั้นตายไปเลย

เดินทางไปส่ะใจอิชั้นมากค่ะ..ขอแอดไปเลยนะค๊า...ขอบคุณค่า...


โดย: จันทร์สวย วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:21:17:23 น.  

 
ขอบคุณที่แวะมาที่บล๊อคเราค่ะ ดีใจจังได้เจอแฟนมาดอนน่าที่นี่ด้วย อิอิ


โดย: candy perfume girl วันที่: 29 มีนาคม 2550 เวลา:23:06:32 น.  

 
ไปรื้อบล๊อคคุณแคนดี้อ่านจนปวดตาแล้วค่ะ...คอแหบด้วย...555
ส่งหลังไมค์ไปหานะค๊า..เช็คด้วยค่า


โดย: จันทร์สวย วันที่: 30 มีนาคม 2550 เวลา:3:22:00 น.  

 
ตามเจ๊จันทร์สวยเค้ามาค่ะ เค้าโฆษณาไว้เยอะ


โดย: ปลาสวย (pp_b23 ) วันที่: 4 เมษายน 2550 เวลา:14:17:28 น.  

 
สวัสดีค่ะ คุณปลาสวย ต๊ายย คุณพี่หญิงไปเมาธ์อะไรเราไว้บ้างค่ะเนี่ย อิอิ


โดย: candy ล๊อคอินไม่ได้ IP: 125.25.144.10 วันที่: 6 เมษายน 2550 เวลา:14:04:50 น.  

 
พี่แคนดี้คะ ภาพก่อนรองสุดท้ายพระเค้าเดินจับมือกับใครอ่ะคะ คงไม่ใช่อย่างที่คิดนะคะ


แต่ว่า ดูแล้วรู้สึกอบอุ่นดีนะคะ


โดย: ซูฉี so close IP: 203.156.69.2 วันที่: 3 สิงหาคม 2550 เวลา:13:43:04 น.  

 
เก่งมากๆ เลย เดินทางเองทุกทริปหรือเปล่าคะ ชีวิตคุ้มค่าจริงๆ ตอนนี้กำลังเตรียมตัวไปเที่ยวภูฎาน เลยแวะเข้ามาดูทิเบต น่าสนใจมากเลย อยากรู้จักผู้เขียนจัง เพราะเป็นคนชอบเที่ยวมากๆ yinsan77@yahoo.com


โดย: nick IP: 202.28.12.71 วันที่: 27 เมษายน 2551 เวลา:8:38:04 น.  

 
Номи ман Ҷувания ДАНИЕВ аст, ки мехоҳам, ки бо шумо таҷрибаи худро нақл кунам, ки шавҳари ман барои якчанд сол пас аз гуфтугӯи хурде, ки мо доштам, хонаи хонаи шавҳарамро тарк карда буд, ӯ ду фарзандашро дар вазифаи ман тарк кардааст. зеро дар айни замон ман кори худро аз даст додам. Ҳамеша дар муҳаббат бо ӯ буд ва мехост, ки ӯро ҳамроҳ бо фарзандони зебои мо ман бо мухтарам доктор Хорембб, ки тамосҳои дар форумҳо пайдо шуда будам. Ба шавҳарам баргаштан 3 рӯз пас аз расмҳо, ки барои ман Доктор Бембик ва ҳоло ҳамаи вазъияти молиявии ман мусбат ба тағйир ёфтанд, ман дигар кор ёфтам ва ба ман хуб супоридам. Барои онҳое, ки бо мушкилоти эҳсосӣ, молиявӣ, саломатӣ ва психологӣ рӯ ба рӯ мешаванд, ба мо муроҷиат намоед. Ин мухотабони ӯ мебошанд:
E-mail: chamberc564@yahoo.com


โดย: JUANIA IP: 212.47.252.101 วันที่: 23 เมษายน 2561 เวลา:17:43:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

candy perfume girl
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add candy perfume girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.