Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2548
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
3 ตุลาคม 2548
 
All Blogs
 

ศิลปินหญิงดาวเด่นในวงการเพลง ในรอบ 5 ทศวรรษ

ยุค 60


ยุคแรกๆ ของดนตรีในแบบร๊อคแอนด์โรล จริงๆแล้วเดี๊ยนไม่ได้หมายความถึงศิลปินผู้หญิงที่ทำดนตรีในแบบร๊อคๆเหมือนเอลวิสหรือวงสี่เต่าทองอ่ะนะค่ะ แต่หมายความถึง Scope ของดนตรีที่นอกเหนือไปจากแนวเพลงแบบคลาสสิค เนื่องจากดนตรีในยุคก่อนหน้านั้น แนวดนตรีที่เป็นที่นิยมยังคงเป็นดนตรีในแนวคลาสสิคอยู่ แต่เมื่อเข้าสู่ยุค 60 ถือได้ว่า เป็นยุคแรกๆของความแพร่หลายของดนตรีในแนวร๊อคแอนด์โรล ดังจะเห็นได้จากความยิ่งใหญ่ของ The Beatles และ Elvis Presley แต่ถ้าเป็นศิลปินหญิง ยังไม่ค่อยเห็นผู้หญิงทำเพลงในแนวร๊อคแอนด์โรลซักเท่าไหร่ ในยุค 60 นี้ ศิลปินหญิงที่โดดเด่นมีชื่อเสียงมากๆ มักจะเป็นศิลปินผิวดำ ซึ่งทำดนตรีในแนว Black Music ซึ่งก็ถือเป็นอีกแนวดนตรีหนึ่งที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในยุค 60 ไม่แพ้ดนตรีในแนวร๊อคเลย โดยค่ายที่ก่อตั้งและเน้นทำเพลงในแนวของ Black Music อย่างค่าย Motown Record ซึ่งศิลปินในสังกัดแทบทั้งหมดจะเป็นศิลปินผิวดำและเป็นค่ายที่มีนักร้องในสังกัดที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในแวดวงของดนตรีผิวสี


จึงถือได้ว่าดนตรีในแบบของคนผิวดำและดนตรีในแนวร๊อคแอนด์โรล คือแนวดนตรีที่มีอิทธิพลมากที่สุดในยุค 60 แทนที่ดนตรีในแบบคลาสสิคที่เป็นที่นิยมในยุค 50 และยุคก่อนหน้านี้


ในยุคนั้นศิลปินหญิงที่โด่งดัง ส่วนใหญ่จะเป็นนักร้องผิวดำแทบทั้งสิ้น ซึ่งนั่นเป็นเครื่องยืนยันว่าดนตรีที่มีอิทธิพลอย่างมากของศิลปินหญิงในช่วงยุค 60 คือดนตรีในแนวอาร์แอนด์บี โซล ฟังกี้ ซึ่งจัดว่าเป็นแนวดนตรีหลักของดนตรีในแบบ Black Music ซึ่งศิลปินหญิงหัวหอกของยุคนี้ ก็ไล่มาตั้งแต่ Dionne Warwick (เจ้าของเพลงฮิตอย่าง I say a little prayer) , Aretha Franklin , Gladys Knight , Tina Turner (ในยุคนั้น ป้าทีน่ายังอยู่ในวงศิลปินหญิงผิวดำ ทำเพลงในแบบโซลร่วมกับสามีคือ ไอค์ เทอร์เนอร์ มีเพลงฮิตคือ River Deep Mountain High) โดยเฉพาะ Aretha Franklin ถือเป็นเจ้าแม่เพลงโซลอย่างแท้จริง หลายเพลงของเธอ มีศิลปินรุ่นหลังๆหลายคนนำไปร้องคัฟเวอร์ จนเป็นเพลงฮิตติดหูหลายเพลง เพลงเด่นที่สุดของ Aretha คือ Respect นอกจากนั้นก็มี You make me feel like a natural woman , Baby , I love you , I Never Loved A Man (The Way I Love You)


และที่เป็นศิลปินกลุ่มอย่างวง Labelle ที่มีนักร้องนำหญิงที่โดดเด่นมากคือ Patti Labelle และวง The Supremes ที่มีนักร้องนำหญิงอย่าง Diana Ross ถือเป็นวงหัวหอกของศิลปินกลุ่มหญิงที่ทำเพลงในแนวโซล ที่เป็นที่นิยมเป็นอย่างมากในช่วงยุค 60 ดังจะเห็นได้จากวง The Supremes ที่มีเพลงฮิตขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกามากถึง 12 เพลงทีเดียว


เมื่อเปรียบเทียบแนวเพลงอาร์แอนด์บี โซล ในยุคนั้นกับยุคปัจจับัน เครื่องดนตรีที่ใช้ในยุคนั้นยังเรียบง่าย ไม่มีเทคนิคอะไรซับซ้อนเหมือนเพลงอาร์แอนด์บีในยุคสมัยนี้ ดนตรีมีความเรียบง่าย ซึ่งเดี๊ยนเห็นว่า ดนตรีลักษณะอย่างนั้นจะให้อารมณ์เพลงที่ดิบและสดกว่า เข้าถึงวิญญาณเพลงมากกว่า และเพลงในยุคนั้นจะเน้นการร้องที่ถ่ายทอดอารมณ์เพลงออกมาได้อย่างสุดยอด ดนตรีอาร์แอนด์บีในยุค 60 ถือเป็นต้นแบบของดนตรีอาร์แอนด์บีและฮิบฮอบในยุคปัจจุบัน




ยุค 70


เมื่อย่างเข้าสู่ยุค 70 กลุ่มศิลปินหญิงผิวดำ ที่ทำเพลงในแนวอาร์แอนด์บี โซล เริ่มแยกสลายกลายเป็นศิลปินหญิงเดี่ยวๆกันค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็น Diana Ross ที่แยกตัวออกมาจากวง The Supremes หรือ Patti Labelle ที่แยกตัวออกมาจากวง Labelle หรือ Tina Turner ที่ออกงานเดี่ยวในชื่อ Tina Turner (แม้ว่าจะหย่ากับผัว Ike Turner แล้ว แต่เธอก็ยังใช้ชื่อนี้ นามสกุลนี้ ชื่อจริงๆของป้าทีน่าคือ Anna แต่ทุกคนจะรู้จักเธอในชื่อ Tina Turner มากกว่า ซึ่งเป็นชื่อสมมติและเป็นนามสกุลของอดีตผัว)


แต่ในยุคนี้ดนตรีในแบบร๊อคแอนด์โรลค่อยๆเริ่มลดความนิยมลงไป เดี๊ยนมองว่า แนวดนตรีในแนวนี้เสื่อมสลายไปตามการสลายตัวของวง The Beatles วงดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่มีอิทธิพลต่อศิลปินร๊อคแอนด์โรลในช่วงยุค 60 พอเมื่อเข้าสู่ยุค 70 แนวดนตรีที่เริ่มเป็นที่นิยมคือแนวร๊อค เมทัล พังก์ โฟล์ค โดยเนื้อหาเพลงจะเน้นแนวคิดต่อสิ่งต่างๆรอบตัว ความคิดที่เป็นปัจเจกบุคคล หรือพูดง่ายๆ ก็คือแนวเพลงเพื่อชีวิต อาจกล่าวได้ว่าเป็นยุคของบุปผาชน หรือคำที่เราคุ้นเคยกันก็คือ “ฮิปปี้” ศิลปินในยุคนี้จะเน้นการใช้เนื้อร้องที่แสดงถึงแนวคิดที่เฉียบคมและเนื้อหาเพลงที่สร้างสรรค์สังคม เราจะเห็นศิลปินหญิงส่วนใหญ่ มาในลุคเซอร์ๆแบบฮิปปี้ ร้องเพลงไปเล่นกีต้าร์ไป ประมาณภาพจากหนังเรื่อง Forrest Gump ที่มีนังแรดแก่แดดนางหนึ่ง เดินเปลือยขึ้นไปบนเวทีเอากีต้าร์มาบังนมกับ.. ไว้ แล้วดีดกีตาร์ไปร้องเพลงไป ต๊ายย สุดจะเก๋ จนพระเอกทอม แฮงค์เห็นแล้วทนไม่ไหว เดินขึ้นไปอุ้มนังแรดนั่นลงมาจากเวทีทั้งๆที่ยังอยู่ในท่าดีดกีตาร์อยู่ โฮะๆๆๆ ยกตัวอย่างแบบมนุษย์ทั่วไปบ้างนะค่ะ เช่น Carol King เจ้าของอัลบั้มคลาสสิคอย่าง Tapestry ซึ่งเป็นอัลบั้มที่ขายดีมากกๆๆ และมีเพลงฮิตอมตะอย่าง You’ve got a friend เธอโด่งดังมากในช่วงต้นยุค 70 นอกจากนั้นยังมีศิลปินที่โดดเด่นอย่าง Joni Mitchell , Janis Joplin (เสียชีวิตไปแล้ว) เหล่านี้ถือเป็นศิลปินที่ได้รับการยกย่องในความเป็นอัจฉริยะของการแต่งเนื้อหาเพลงที่เฉียบคม


นอกจากศิลปินเด่นๆในแนวโฟล์คแล้ว ศิลปินอีกคนที่เรียกได้ว่าเป็นเจ้าแม่ของวงการเพลงแนวพังก์ (Punk) ตัวจริงอย่าง Patti Smith ก็โด่งดังถึงขีดสุด ดนตรีพังก์ที่เน้นเสียงกีตาร์ที่ดิบและเกรี้ยวกราด คือสิ่งที่แสดงถึงขบถทางความคิดของ Patti Smith แนวดนตรีพังก์ได้แทรกซึมเข้าไปในวัฒนธรรมการแต่งกายของหนุ่มสาวในยุคนั้น เป็นยุคที่เน้นแต่งตัวแบบแต่งหน้าทำผม แรงๆ จัดๆ เน้นสีฉูดฉาด เจาะไอ้นั่นเจาะไอ้นี่กันอุตลุด เป็นที่หวาดเสียวยิ่งนัก โฮะๆๆๆ ช่วงนั้นอาจารย์ในโรงเรียนหรือมหาลัยคงต้องกุมขมับ เพราะนักเรียนแต่งตัวกันแรงเหลือเกิน


นอกจากนั้นก็ยังมีศิลปินผิวขาวอีกหลายคนที่เริ่มมีชื่อเสียง เกินหน้าเกินตาศิลปินผิวดำจากยุค 60 อย่าง Barbra Streisand (เจ้าแม่รางวัลแกรมมี่ กวาดมาได้รวมกันถึง 10 รางวัล) , Karen Carpenter ศิลปินเจ้าของผลงานเพลงป๊อปหวานๆ ที่คนไทยคุ้นหูหลายเพลง หรือศิลปินกลุ่มที่ทำเพลงในแนวยูโรป๊อปอย่างวง Abba ก็โด่งดังขึ้นมา มีเพลงฮิตอย่าง Dancing Queen , Mama Mia


และปลายยุค 70 แนวดนตรีแบบดิสโก้ เริ่มเข้ามามีบทบาท เป็นที่นิยมในคลับต่างๆ เพลงในแนวดิสโก้ที่เด่นๆ อย่างเพลง Lady Marmalade ของ Labelle ซึ่งเป็นเพลงขวัญใจกะเทยและเป็นเพลงฮิตขึ้นอันดับ 1 ของอเมริกาในปี 1975 และยังเป็นเพลงที่ถูกนำเอากลับมาใช้เป็นเพลงประกอบหนัง Moulan Rouge ที่โด่งดังมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่าน


เพลงดิสโก้อย่าง I Will Survive ของ Gloria Gaynor ในปี 1977 ถือเป็นเพลงคลาสสิคไปแล้ว เป็นตัวแทนเพลงดิสโก้ของช่วงเวลานั้นได้เป็นอย่างดี จะว่าไปแล้วเพลงที่บรรดาเกย์นิยมชมชอบทั้งหลาย ก็มาจากยุคดิสโก้กันทั้งนั้นเลยแหละ ตอนนั้นบ้านเราที่ฮิตมากๆ ก็ The Palace เป็นดิสโก้เธค ที่ดังมากๆๆๆ คุณแม่ของเดี๊ยนเล่าให้ฟังว่า ทุกคนต้องไปเต้นดิสโก้กันที่นี่ ไม่อย่างนั้นเชยมากๆ


อย่างไรก็ตามเจ้าแม่เพลงแนวดิสโก้ตัวจริง คงหนีไม่พ้น Donna Summer ที่เธอเกิดอย่างเต็มตัวจากแนวเพลงดิสโก้ เพลงฮิตของเธอคือ Last Dance , Hot Stuff ซึ่งได้ทั้งเงินทั้งกล่อง ศิลปินผิวดำในยุคนั้นหลายนาง ต้องปรับเปลี่ยนเพลงจากแนวจากอาร์แอนด์บีโซล มาทำเพลงในจังหวะแบบดิสโก้กันใหญ่ ยุคนั้นดิสโก้เป็นอะไรที่อินเทรนด์มากกก






ยุค 80


เริ่มต้นยุคนี้ ด้วยแนวเพลงที่กิ๊บเก๋ ยูเรก้าสุดๆในช่วงเวลานั้น นั่นคือแนวเพลงแบบ New Wave ซึ่งเป็นแนวเพลงที่พัฒนามาจากแนวเพลงแบบพังก์ซึ่งเป็นการพัฒนาแนวดนตรีไปจากพังก์ซึ่งเป็นดนตรีแบบแรงๆดิบๆ ใช้กีตาร์ดิบๆ มาผสมผสานกับการใช้ดนตรีสังเคราะห์ Synthesizer ซึ่งเป็นแนวที่เป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงยุค 70 และวิวัฒนาการต่อมาเป็น New Wave ซึ่งเป็นที่นิยมในช่วงต้นๆยุค 80 ในช่วงยุคนั้นภาพลักษณ์ในแบบพังก์และนิวเวฟก็กำลังมาแรง ถ้านึกภาพไม่ออก ลองนึกถึงภาพอีป้า บอย จอร์จ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นนักร้องนำที่เป็นกะเทยอยู่วง Culture Club ซึ่งเป็นวงที่ทำเพลงแนวนิวเวฟ อินเทรนด์มั่กๆๆๆๆ เค้าแต่งตัวกันบ้าประมาณนั้นเลยล่ะ (ต๊ายย ลืมไป กำลังพูดถึงศิลปินหญิง แต่ยกให้ป้าอยู่ด้วยก็แล้วกัน โฮะๆๆ) เพลงฮิตของวง Culture Club ก็มี Karma Chameleon กับ Do you really want to love me นอกจากนั้นยังมีวง Blondie ที่ทำดนตรีในแนว New Wave ซึ่งนักร้องนำหญิงของวงคือ Debbie Harry ก็โดดเด่นมากๆในช่วงปลายๆยุค 70 ถึงต้นๆยุค 80 เพลงเด่นๆของวงก็อย่างเช่น One way and another


และแล้ว ปรากฎการณ์ที่ทุกคนรอคอยก็มาถึง ชื่อของผู้หญิงคนนี้ Madonna ก็ปรากฏตัวในปี 1983 สร้างปรากฏการณ์ที่ยิ่งใหญ่ ชนิดที่ใครก็ไม่สามารถละสายตาไปจากเธอได้ ถ้าเพื่อนสาวอย่าง Michael Jackson คือนักร้องอันดับ 1 ของฝ่ายชาย (King Of Pop) มาดอนน่าก็คือนักร้องอันดับ 1 ของฝ่ายหญิง (Queen Of Pop) ทั้งคู่ถือได้ว่ามีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปโฉมของดนตรีในยุคนั้นเป็นอย่างมาก เป็นศิลปินที่ทำผลงานออกมาในแนว Pop Dance เน้นภาพลักษณ์และการเต้นประกอบไปกับเพลง ทั้งคู่ถือได้ว่าเป็นศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงสุดของยุค 80 โดยเฉพาะแนวเพลงป๊อปแดนซ์ของมาดอนน่า ถือได้ว่ามีอิทธิพลต่อนักร้องหญิงเพลงป๊อปที่เป็นขวัญใจวัยรุ่นในยุคนั้นเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Debbie Gibson , Tiffany , Kylie Minoque เป็นต้น เพลงฮิตอันดับ 1 มากมายของเธอ คือเพลงจากยุค 80 แทบทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น Like a virgin , Papa don’t preach , Live to tell , Like a prayer และเพลงฮิตอีกจำนวนมากมาย


หลังจากนั้น แนวเพลงในแบบอิเลคโทรนิคส์ เริ่มเข้ามาแทนที่ดนตรีดิบๆแบบพังก์หรือนิวเวฟ ดนตรีแนวป๊อป แดนซ์ เริ่มเป็นที่นิยมอย่างมาก ดนตรีในคลับจากเดิมที่แนวเพลงแบบดิสโก้แทบจะผูกขาด ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นแนวเพลงในแบบ Club Dance หรือ Techno ที่เน้นเสียงดนตรีสังเคราะห์ล้วนๆ


นอกจาก Madonna แล้ว ศิลปินที่เด่นๆ ในยุคนั้นก็มี Tina Turner ซึ่งเธอพลิกโฉมมาออกอัลบั้มเดี่ยว ทำเพลงในแนวป๊อปร๊อค หลังจากที่ต้องเผชิญกับมรสุมชีวิต ถูกทารุณกรรมจากสามี จนในที่สุดก็หย่าขาดจากกัน ชีวิตเธอตกต่ำลงในช่วงยุค 70 แต่ก็สามารถกลับมามีเพลงฮิตอันดับ 1 อย่าง What’s love got to do with it ในปี 1984


Whitney Houston ศิลปินผิวดำ พลังเสียงอลังการที่ทำงานเพลงในแบบเพลงป๊อปเน้นโชว์พลังเสียง มีเพลงฮิตอันดับ 1 มากมาย ทำสถิติมีเพลงฮิตขึ้นอันดับ 1 ทั้งหมด 7 เพลงติดต่อกันจากอัลบั้ม 2 ชุดแรก เธอมีเพลงที่ขึ้นหิ้งเป็นเพลงคลาสิคอยู่หลายเพลงอย่างเช่น Saving all my love for you , Greatest love of all หรือเพลงที่เน้นโชว์พลังเสียงอลังการอย่าง Didn’t we almost have it all ซึ่งเป็นที่นิยมในหมู่กะเทยที่ชอบเอาเพลงนี้มาลิปซิงค์ เพลงเหล่านี้คือสิ่งที่พิสูจน์ถึงเสียงอันทรงพลังของเธอ ที่คงหานักร้องหญิงนางใดมาเทียบชั้นได้ยาก ศิลปินที่เด่นมากๆอีกคนหนึ่งคือ Cyndi Lauper เป็นศิลปินจากฝั่งอังกฤษ ที่มักจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับมาดอนน่า เพราะมีแนวเพลงและภาพลักษณ์ที่คล้ายๆกัน มีเพลงฮิตอย่าง Girl just want to have fun ซึ่งเหมือนเป็นเพลงคู่แข่งกับเพลง Like a virgin ของมาดอนน่า


ศิลปินที่เด่นมากๆ และออกมาในสไตล์เน้นการเต้นคือ Janet Jackson (น้องสาวของ Michael Jackson) และ Paula Abdul ซึ่งทำเพลงในแนวป๊อปแดนซ์ และเน้นการเต้นแบบพร้อมเพรียงทะมัดทแมงเหมือนทหาร โดย Paula Abdul คือผู้สอนการเต้นให้ Janet นั่นเอง ทำให้สไตล์การเต้นของทั้งคู่เหมือนกันมาทั้งกะบิ Janet Jackson มีเพลงฮิตขึ้นอันดับ 1 อย่าง Nasty , When I think of you , Miss you much และ Paula Abdul ก็ไม่ใช่ธรรมดามีเพลงฮิตอันดับ 1 ในอเมริกาถึง 4 เพลงจากอัลบั้มชุด Forever girl ความดังของทั้ง Madonna , Janet Jackson , Paula Abdul ถือได้ว่าไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ถือเป็นศิลปินหญิงในแนวป๊อปแดนซ์ที่โดดเด่น ครองความยิ่งใหญ่ในช่วงกลางถึงปลายยุค 80 อย่างแท้จริง




ยุค 90


ยุคนี้ถือเป็นยุคที่มีความหลากหลายในแง่ของแนวเพลง เป็นยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของเพลงที่แตกต่างไปจากยุค 80 อย่างมาก แนวเพลงป๊อปยังคงเป็นที่นิยมต่อเนื่องมาจากยุค 80 แต่พอมาในช่วงกลางๆยุค 90 แนวเพลงแบบอาร์แอนด์บีและฮิบฮอบเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนแนวเพลงป๊อปก็เริ่มลดกระแสความนิยมลงเรื่อยๆเช่นกัน ในขณะเดียวกันแนวเพลงในแบบร๊อคก็มีความโดดเด่น และยังมีรูปแบบที่แตกต่างไปจากแนวร๊อคจากยุค 70 – 80 ในยุค 90 นี้ถือเป็นยุคที่มีแนวเพลงใหม่ๆ ถือกำเนิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เช่น Alternative , Grunge , Indy และเป็นยุคมีศิลปินหญิงหน้าใหม่ๆเกิดขึ้นมาประดับวงการเพลงอยู่เป็นจำนวนมาก และโด่งดังแซงหน้าศิลปินหญิงรุ่นเก่าๆจากยุคที่ผ่านๆมาได้อย่างชัดเจน


ศิลปินคนแรกที่เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จสูงสุดของยุคนี้ คงต้องยกให้ Mariah Carey หรือมีมี่ของเรานั่นเอง มารายห์คือศิลปินหญิงที่ออกมาในแนวที่เหมือนกับ Whitney Houston นั่นคือเน้นการร้องโดยใช้พลังเสียงและใช้เสียงสูงๆ เธอที่มีเพลงฮิตอันดับมากมายนับไม่ถ้วน อย่างเช่น Vision of love , Hero , My All ซึ่งเชื่อว่าอย่างน้อยทุกคนคงไม่มีใครไม่เคยฟังงานเพลงของมารายห์ เพียงแค่อัลบั้มชุดแรกในปี 1990 มารายห์ก็ทำสถิติมีเพลงขึ้นอันดับ 1 ในอเมริกาได้แบบ 4 เพลงติดต่อกัน เรียกได้ว่าประกาศศักดาตั้งแต่อัลบั้มชุดแรกเลยทีเดียว และเป็นศิลปินหญิงที่มียอดขายของอัลบั้มทุกชุดและมีจำนวนเพลงอันดับ 1 ในอเมริกา มากกว่าศิลปินหญิงนางอื่นๆ อย่างเห็นชัด มารายห์คือราชินีเพลงป๊อปของยุค 90 อย่างแท้จริง นอกจากแม่มารายห์ สายสมรแล้ว ศิลปินหญิงที่มีผลงานเพลงในแนวที่ใกล้เคียงกัน ก็มี Celine Dion ซึ่งมีเพลงฮิตอันดับ 1 อย่าง Power Of Love , Because you loved me , My heart will go on เพลงรักคลาสสิคจากหนังคลาสสิคเรื่องชู้รักเรือล่ม ถือเป็นศิลปินหญิงที่ประสบความสำเร็จมียอดขายของแต่ละอัลบั้มที่สูงมาก โดยเฉพาะอัลบั้มชุด Falling into you กับ Let’s talk about love มียอดขายรวมกันถึง 60 ล้านชุด ถือเป็นช่วงที่เธอพีคสุดๆ


และยังมีศิลปินกลุ่มอย่างวง Spice Girls ที่โด่งดังเป็นพลุแตกจากเพลง Wannabe ในปี 1997 การปรากฏตัวของวง Spice Girls ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของวงการเพลงป๊อป แต่น่าเสียดายที่แตกวงกันไปแล้ว อย่างนี้แหละค่ะ ศิลปินที่เป็นกลุ่มก็มักจะมีอายุไม่ค่อยยาวนาน รวมกลุ่มกันได้ไม่นานวงก็แตก แต่ละคนก็จะไปออกอัลบั้มเดี๋ยวๆกัน ซึ่ง Spice Girls ก็เช่นกัน แต่ดูเหมือนจะเข้าทำนอง รวมกันเราอยู่ แยกกันเราตาย เพราะแต่ละคนที่ออกอัลบั้มเดี๋ยวก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่ากับตอนที่รวมตัวกันอยู่ในวง Spice Girls


ในช่วงยุค 90 แนวเพลงในแบบ Black Music อย่างอาร์แอนด์บีเริ่มเป็นที่นิยมมากขึ้น จึงได้มีศิลปินหญิงผิวดำหน้าใหม่มาประดับวงการเพลงเป็นจำนวนมาก อย่างเช่น Toni Braxton ซึ่งเป็นศิลปินหญิงผิวดำที่ปลุกปั้นโดยป๋าดันของวงการอย่าง Babyface ถือว่ามีพลังเสียงที่โดดเด่นเทียบเคียงป้าวิทนี่ย์ กับ แม่มารายห์ ได้สบายๆ แต่เธอจะมีความแตกต่างตรงที่เสียงร้องจะต่ำ และมีแนวดนตรีที่ออกไปทาง Black Music มากกว่า ซึ่งผิดกับคู่ป้าวิทกับแม่มาลัย ที่จะแบบว่าแข่งกันขึ้นสูงสูง แต่โทนี่คงไม่กล้าท้าชนรุ่นพี่ทั้งคู่แบบตรงๆ เสียงที่ต่ำและทรงพลังของเธอถือว่าเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครดี เพลงฮิตติดอันดับของโทนี่ก็มีเพลง Breath Again , Another sad love song , Unbreak my heart นอกจากนั้นก็มีศิลปินกลุ่มผิวดำที่ประสบความสำเร็จอย่าง En Vogue ที่มีเพลงฮิตอย่าง My loving (you never gonna get it) และ TLC ที่มีเพลงฮิตอย่าง Waterfall ก็เป็นศิลปินที่ทำงานเพลงในแนวอาร์แอนด์บี / ฮิบฮอบที่ประสบความสำเร็จอย่างสูง


จะเห็นได้ว่า กระแสความแรงของแนวเพลงอาร์แอนด์บี / ฮิบฮอบ ที่ฮิตแบบถล่มทลายในยุคปัจจุบัน เริ่มก่อกระแสความนิยมมาตั้งแต่กลางยุค 90 แล้ว ทำให้ศิลปินหญิงในแนวป๊อปอย่าง Madonna , Whitney , Mariah , Janet ต่างก็พากันปรับเปลี่ยนแนวดนตรีของตัวเอง ทำเพลงออกมาในแนวอาร์แอนด์บี แต่ศิลปินที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในการเปลี่ยนแปลงแนวดนตรีของตัวเองจากป๊อปมาเป็นอาร์แอนด์บี ในมุมมองของเดี๊ยน คงต้องยกให้ป้าวิทนี่ย์ เดี๊ยนว่าเสียงทรงพลังของป้าวิทเหมาะกับเพลงอาร์แอนด์บีมากกว่าป๊อปซะอีก ป้าร้องออกมาได้เข้าถึงอารมณ์เพลงดีมากๆๆๆ แม้ว่าป้าจะออกผลงานมาน้อย แต่อัลบั้มที่ออกมาในยุค 90 ก็ประสบความสำเร็จมีเพลงฮิตติดอันดับได้ตลอด มีเพลงฮิตอมตะนิรันดร์กาลอย่าง I will always love you เพลงจากอัลบั้มซาวแทร๊กของหนังเรื่อง The Bodyguard ที่ป้าร้องได้ลึกซึ้งกินใจ เข้ากับอารมณ์ของหนังมากๆๆ อัลบัมชุดนี้ขายดีมากๆๆ ติดอันดับ 1 ใน 10 อัลบั้มที่ขายดีที่สุดในโลก ช่วงนั้นป้าวิทดังสุดๆ ทั้งในฐานะนักร้องและนักแสดง ป้ายังมีเพลงจากอัลบั้มชุดนี้ที่ดังไม่แพ้เพลงแรกอย่าง I have nothing ซึ่งกลายเป็นเพลงอกหักรันทด เพลงที่กะเทยแสนจะปลื้มอีกเพลง และเพลงในแบบอาร์แอนด์บีอย่าง Exhale (shoop shoop song) ป้าก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน


ในช่วงเวลาเดียวกัน ดนตรีทางฝั่งร๊อค ก็ได้รับความนิยมไม่แพ้แนว Black Music ศิลปินหญิงในแนวร๊อคที่โดดเด่นที่สุดของยุค 90 คงต้องยกให้ 2 สาวดอกไม้เหล็กอย่าง Alanis Morissette และ Sheryl Crow ที่เป็นศิลปินร๊อคหญิงในแนวเมนต์สตรีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุด ในขณะเดียวกันก็มีกระแสแนวเพลง Alternative ที่ได้รับความนิยมมากขึ้น ทำให้มีศิลปินหญิงหน้าใหม่ๆที่ทำดนตรีในแนว Alternative ที่โดดเด่น อย่าง Bjork , Tori Amos , PJ Harvey เกิดขึ้นมาประดับวงการเพลง ศิลปินเหล่านี้สร้างความแปลกใหม่ทางดนตรีให้เกิดขึ้นกับวงการเพลงในช่วงยุค 90 เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะ Bjork เธอเกิดมาเพื่อคนที่ชื่นชอบของแปลก เรียกได้ว่าแปลกทั้งแนวดนตรีและภาพลักษณ์ (ภาพลักษณ์แบบคนเสียสติ) ทำให้ยุคนี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคที่มีแนวเพลงใหม่ๆและของแปลกๆเกิดขึ้นมามากมาย เราจะได้ยินชื่อแนวเพลงใหม่ๆเกิดขึ้น และเป็นแนวเพลงที่เก๋และอินเทรนด์มากๆๆในช่วงเวลานั้น อย่างเช่น Trip Hop , Ambient , Drum & Bass , Electronica etc ซึ่งแม้แต่ศิลปินเมนต์สตรีมอย่างมาดอนน่า ยังหันมาตามกระแสแนวเพลงใหม่ๆที่อินเทรนด์เหล่านี้เลย ดังจะเห็นได้จากอัลบั้ม Ray Of Light ที่เธอเอาแนวเพลง Electronica มาประยุกต์ใช้ในงานเพลงของเธอ และทำให้เธอกลับมาประสบความสำเร็จ อย่างสูงได้อีกครั้ง

ยุค 2000


ยุคนี้คือยุคทองของดนตรีแบบ Black Music อย่างแท้จริง โดยเฉพาะฮิบฮอบซึ่งเป็นแนวดนตรีที่เป็นนิยมอย่างมากในอเมริกา เรียกได้ว่าเป็นวัฒนธรรมทางดนตรีที่แทรกซึมลงไปในวิถีชีวิตแบบอเมริกันเลยก็ว่าได้ ดังจะเห็นได้จากชาร์ตบิลบอร์ด ที่ท๊อปเท็นแทบจะเป็นเพลงในแนวฮิบฮอบเกือบทั้งหมด ไม่เปิดโอกาสให้เพลงในแนวอื่นขึ้นมายิ่งใหญ่ได้เลย และวัฒนธรรมทางดนตรีนี้ก็ยังแพร่ระบาดออกไปทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นที่ใด ประเทศใด แนวดนตรีฮิบฮอบคือกระแสความนิยมที่รุนแรงอย่างมาก รัศมีความรุนแรงนี้ได้กลบแนวดนตรีอื่นๆ ให้ถูกมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย


ไม่เว้นแม่แต่ศิลปินหญิง จะเห็นได้ว่าศิลปินหญิงที่สามารถประสบความสำเร็จ มีเพลงฮิตติดชาร์ตได้นั้น แทบจะมีแต่ศิลปินในแนวอาร์แอนด์บี / ฮิบฮอบแทบทั้งสิ้น ศิลปินหญิงที่มาแรงที่สุดในยุค 2000 นี้คงต้องยกให้ Beyonce นักร้องนำวง Destiny’s Child ที่ออกอัลบั้มเดี่ยว และประสบความสำเร็จอย่างมาก จากเพลง Crazy In Love นอกจากนั้นยังมีศิลปินหน้าใหม่อย่าง Alicia Keys ที่อายุน้อย แต่ฝีมือการร้องเพลงในแบบโซล การแต่งเพลง และการเล่นเปียโนของเธอ โดดเด่นแซงหน้ารุ่นพี่ไปไกลหลายขุม จนได้รับการยกย่องให้เป็น Princess Of Soul มาประดับบารมี และอนาคตเธอจะกลายเป็น Queen Of Soul เทียบชั้นกับนักร้องรุ่นคุณย่าอย่าง Aretha Franklin ได้อย่างแน่นอน ศิลปินหญิงผิวดำอีกคน ในแนวฮิบฮอบที่โดดเด่นและมีความสามารถในการโปรดิวซ์และแต่งเพลงคือ Missy Elliot เป็นศิลปินที่เป็นโปรดิวเซอร์ อยู่เบื้องหลังการผลิตให้กับศิลปินชื่อดังเป็นจำนวนมาก ความอัจฉริยะในตัวเธอได้สร้างสรรค์ผลงานเพลงในแนวฮิบฮอบที่โดดเด่นอย่างมีชั้นเชิงและมีความสร้างสรรค์ ทำให้เธอคือศิลปินในแนวฮิบฮอบที่ศิลปินหญิงคนอื่นๆอยากร่วมงานด้วยมากที่สุด


อย่างไรก็ตาม แม้ว่ากระแสฮิบฮอบจะกลบรัศมีของแนวเพลงอื่นๆ แต่ก็ยังมีศิลปินเพลงป๊อปหน้าใหม่ ที่แจ้งเกิดได้อย่างเต็มตัว โดยผู้ที่ทำให้วงการเพลงป๊อปวัยรุ่น กลับมาเป็นที่นิยมได้อีกครั้งคือ Britney Spears สร้างปรากฏการณ์จากเพลงฮิตถล่มทลายอย่าง Baby one more time เพลงนี้ทำให้เธอกลายเป็นป๊อปไอดอลของยุคนี้เลยทีเดียว และนักร้องหญิงอีกคนที่เป็นเสมือนคู่กัดตลอดกาลของ Britney อย่าง Christina Aguilera ก็โด่งดังตามหลัง Britney มาแบบติดๆ เพลงเด่นๆของ Christina ได้แก่ Genie in the bottle , Beautiful ซึ่งเป็นเพลงที่มีเนื้อหาที่แสดงถึงความเป็นตัวเธอได้อย่างชัดเจนมาก ทั้ง Britney และ Christina ต่างก็เป็นนักร้องหญิงที่เป็นป๊อปไอดอลของยุค 2000 อย่างแท้จริง มีแฟนเพลงที่เป็นวัยรุ่นทั่วโลกมากมาย นอกจากคู่นี้แล้ว ศิลปินเพลงป๊อปที่โดดเด่นอีกคนก็คือ Dido ที่เพียงแค่อัลบั้มชุดแรก ก็มียอดขายทั่วโลกสูงมากๆๆและมีเพลงฮิตอย่าง Thank You ซี่งโด่งดังได้จากการที่ Eminem เอาแซมเปิลเพลงนี้ไปใช้ในเพลง Stan อีกเพลงที่ฮิตมากๆของ Dido คือ White Flag ซิงเกิลจากอัลบั้มชุดที่ 2 ซึ่งเป็นเพลงที่เธอแต่งขึ้นขณะกำลังมาเที่ยวในเมืองไทย ศิลปินอีกคนที่โดดเด่นมากๆๆได้แก่ Gwen Stefani ซึ่งเดิมเป็นนักร้องนำวง No Doubt และมาออกโซโล่อัลบั้มที่มีแนวดนตรีในแบบป๊อป/อาร์แอนด์บี โดยเปลี่ยนแนวดนตรีไปจากเดิมที่อยู่กับวง No Doubt ซึ่งมีแนวดนตรีในแบบสการ๊อค และเกว็นก็ประสบความสำเร็จมีเพลงขึ้นอันดับ 1 อย่าง Hollaback Girl


ศิลปินหญิงหน้าเก่าจากยุค 90 และก่อนหน้านั้น ที่สามารถกลับมาประสบความสำเร็จในยุค 2000 ได้อีกครั้ง ก็ยังคงเป็นคู่รักคู่แค้นรุ่นเก่าอย่าง Madonna (Queen Of Pop, Artist of the millenium) และ Mariah Carey (The biggest selling female artist) ทั้งคู่ต่างก็มีตำแหน่งสุดยอดของนักร้องฝ่ายหญิง โดยมารายห์กลับมามีเพลงฮิตถล่มทลายได้อีกครั้งจากเพลง We belong together เพลงอันดับ 1 บิลบอร์ดเพลงที่ 16 ทำให้มารายห์ยังคงเป็นศิลปินหญิงที่มีจำนวนเพลงอันดับ 1 บิลบอร์ดได้มากที่สุด ส่วนเจ๊แม่มาดอนน่าก็ไม่น้อยหน้ามีเพลงแดนซ์คลาสสิค ที่ขึ้นอันดับ 1 อย่าง Music และล่าสุดกับการกลับมาครั้งยิ่งใหญ่จากอัลบั้ม Confession on a dancefloor ที่ซิงเกิลแรก Hung Up ก็กลับมาทวงตำแหน่งอันดับ 1 บิลบอร์ดชาร์ตได้อีกครั้ง


ยุค 2000 ก็ผ่านมาแล้วครึ่งทาง และเดี๊ยนยังเชื่อว่าอีกครึ่งทางที่เหลือ เพลงฮิบฮอบก็ยังคงยึดครองความยิ่งใหญ่ได้ต่อไป น่าลุ้นนะค่ะว่าจะมีกระแสของแนวเพลงใหม่ๆที่จะสามารถมาแทนที่ฮิบฮอบได้หรือไม่ ซึ่งก็คงต้องรอดูกันต่อไป








 

Create Date : 03 ตุลาคม 2548
4 comments
Last Update : 3 ตุลาคม 2548 15:24:00 น.
Counter : 2916 Pageviews.

 

แวะมาอ่านครับ เหอะๆ
ชอบครับ วิจารณ์ดีครับ ชอบอ่าน

 

โดย: monsternb IP: 58.10.234.146 11 กุมภาพันธ์ 2549 2:26:52 น.  

 

 

โดย: วิภาพร IP: 125.24.140.133 17 กุมภาพันธ์ 2550 10:36:59 น.  

 

ขอบคุณคุณน้อง monsternb ที่มาเยี่ยมนะค่ะ ไว้จะไปเยี่ยมที่บล๊อคคุณน้องนะค่ะ

 

โดย: candy (candy perfume girl ) 21 กุมภาพันธ์ 2550 0:54:29 น.  

 

 

โดย: ธิกดาพร วงษ์ทชาดา IP: 222.123.89.68 2 เมษายน 2550 14:47:47 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


candy perfume girl
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




Friends' blogs
[Add candy perfume girl's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.