ขนมคือชีวิต แคลอรี่คืออุปสรรค ถ้าชีวิตไม่มีอุปสรรคก็คงจืดชืดเหมือนขนมไม่มีแคลอรี่
 
ตุลาคม 2556
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
17 ตุลาคม 2556

ประสบการ์ณการขอ VISA อเมริกา

  สวัสดีค่ะ  หายกันไปร่วมสามปีเลยทีเดียวสำหรับการเขียน blog เนื่องจากตารางชีวิตไม่เอื้ออำนวยอย่างรุนแรง แต่วันนี้ที่ตัดสินใจเขียนเรื่องนี้ เพราะเห็นว่ามันน่าจะมีประโยขน์กับคนที่ต้องการจะสมัครวีซ่าท่องเที่ยวอเมริกาบ้างไม่มากก็น้อยค่ะ ซึ่งการสมัครที่จะเล่าให้ฟังจะเป็นการสมัครวีซ่าประเภท B-2  (วีซ่าท่องเที่ยว)ค่ะ Smiley


แต่ต้องขอเกริ่นซักนิดว่าตัวเองก็เคยมีวีซ่าอยู่แล้วซึ่งทำให้โอกาสในการอนุมัติมีสูงมาก แต่ระหว่างรอสัมภาษณ์ก็ได้เห็น และได้ยินหลายๆกรณีที่ไม่ได้รับการอนุมัติเหมือนกัน (ต้องบอกว่าเวลาสัมภาษณ์นี่ แต่ละแถวห่างกันไม่มาก ทำให้ได้ยินเสียงสัมภาษณ์ได้ง่ายมากค่ะ) ก็ถือว่ามาแชร์ความรู้กันแล้วกันนะคะ Smiley

การกรอกใบสมัคร DS-160 และนัดสัมภาษณ์

จริงๆเรื่องนี้ในเวปของสถานทูตเองก็มีกล่าวไว้เยอะแล้วนะคะ แต่ขอพูดคร่าวๆไว้ว่า ก่อนที่จะกรอก สิ่งที่ต้องมีคือไฟล์รูปถ่าย (ในกรณีที่ไม่แน่ใจจะไปถ่ายที่ไหน ขอแนะนำร้านที่จามจุรีสแควร์ชั้น 3 ใกล้ Daiso นะคะ เขาจะ write CD ให้เราพร้อมอัดรูปให้ด้วย ใช้เวลาไม่เกิน 15 นาทีค่ะ)

และพาสปอร์ตเล่มที่จะไปทำ VISA และในกรณีที่เคยไปอเมริกามาแล้วต้องเตรียมข้อมูลการเข้าอเมริกา 5 ครั้งสุดท้ายแบบคร่าวๆด้วยนะคะ (คือวันอาจจะไม่ต้องเป๊ะมาก ซึ่งจริงๆตรงนี้สามารถดูได้จากตราสแตมป์บนพาสปอร์ต วันที่เข้าอเมริกาค่ะ)

การกรอก DS-160 เหมือนยุ่งยากแต่จริงใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็เสร็จแล้วค่ะ ขอแต่เอกสารข้อมูลครบ 

เมื่อกรอกเสร็จก็ print ใบสมัครออกมาแล้วทำการนัดสัมภาษณ์บนเวป ซึ่งตรงนี้ต้องจ่ายค่าPIN ก่อนถึงจะนัดสัมภาษณ์ได้ การจ่ายค่า PIN สามารถทำได้ online นะคะ ค่าใช้จ่ายไม่เกิน 400 บาทค่ะ

 เมื่อจองเสร็จแล้วก็ให้ print เอกสารนัดสัมภาษณ์เก็บไว้ค่ะแล้วก็ไปทำการจ่ายเงินค่าสมัครจำนวน $160 (ประมาณ 5000 บาท) ที่ไปรษณีย์แล้วอย่าลืมนำมบเสร็จมาด้วยนะคะ

เอกสารที่ใช้ประกอบการสัมภาษณ์
เป็นสิ่งที่คนถามกันบ่อยมากว่าต้องเตรียมเอกสารอะไรไปบ้าง ถ้าไปดูในเวปจองสถานทูตเองก็ไมได้บอกอะไรเยอะ เอาเป็นว่าสิ่งที่ต้องมีแน่ๆคือ
1. ใบสมัคร DS-160 ที่ print ออกมา
2. ใบนัดสัมภาษณ์ที่ print ออกมา
3. ใบเสร็จค่าสมัครจากไปรษณีย์
4. พาสปอร์ตเล่มปัจจุบัน อายุเหลือเกิน 6 เดือน
5. พาสปอร์ตเล่มเก่าที่มีวีซ่าอเมริกา (ถ้ามี)
6. จดหมายรับเชิญจากคนที่อยู่ที่อเมริกาในกรณีที่ไปเยี่ยมญาติ หรือเพื่อน (ถ้ามี)
7. เอกสารรับรองการทำงานจากที่ทำงาน หรือหนังสือรับรองนักเรียน นักศึกษา
8. ใบทะเบียนสมรสตัวจริง (ถ้ามี)
9. ใบเปลี่ยนชื่อ นามสกุล ตัวจริง (ถ้ามี)
10. รูปถ่ายที่เหมือนกับรูปที่เรา upload เข้าไปใน DS-160 ขนาด 2 นิ้ว 1 รูป

นอกจากนี้ยังสามารถนำเอกสารอื่นๆที่อาจจะมีการขอเรียกดู เช่น เอกสาร bank statement, book bankต่างๆ ที่จะไปโชว์ว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะไปท่องเที่ยว หรือเอกสารการวางแผนเที่ยว (ถ้ามี)

ซึ่งถามว่าเอกสารบางอย่างทางสถานทูตเองก็ไม่ได้เรียกดูนะคะ เดี๋๋ยวจะขอเล่าเรื่องเอกสารที่เตรียมไปข้างล่างค่ะ

วันสัมภาษณ์

วันที่นัดสัมภาษณ์ ให้เราไปรอด้านหน้าสถานทูตก่อน แล้วจะมีเจ้าหน้าที่มาตรวจดูเอกสารเราเบื้องต้น จากนั้นก็จะต้องทำการปิดมือถือของเรา แล้วฝากไว้ข้างหน้าพร้อมบัตรประชาชน เราจะสามารถเอาแต่กระเป๋าถือ และเอกสารเข้าไปได้เท่านั้นค่ะ

เมื่่อผ่านเครื่องตรวจโลหะเข้าไปข้างในแล้ว จะมีเจ้าหน้าที่มาช่วยเราจัดเอกสาร โดยเขาจะทำการคั่นหน้าพาสปอร์ต รวมถึงจัดเอกสารเป็นชุดให้ แล้วก็จะเอาเอกสารใบสีฟ้า ซึ่งจะเป็นใบเพื่อแจ้งความประสงค์ว่า จะให้ส่งพาสปอร์ตไปที่บ้านหรือจะไปรับเองที่ ปณ.รองเมือง เพื่อให้เรากรอก แล้วจัดเป็นชุดกับเอกสารของเราใส่ซอง plastic ไว้ ซึ่งเอกสารที่ใส่ซอง plastic ไว้จะเป็นเอกสารที่เราใช้ยืนในขั้นตอนต่อไป เอกสารอื่นๆ ไม่ต้องยื่น นอกจากมีการร้องขอนะคะ

สำหรับเราเอกสารที่เขาจัดเป็นชุดไว้มี เอกสาร DS-160 พาสปอร์ตเล่มปัจจุบัน และเล่มเก่าที่มีวีซ่า และหนังสือรับรองการทำงาน ส่วนเอกสารอื่น สุดท้ายแล้วเขาก็ไม่ได้เรียกดูค่ะ Smiley อย่างรูปถ่าย ถ้าที่ upload เอาไปชัดอยู่แล้ว เขาก็ไม่เอาตัวจริงนะคะ หรืออย่าง book bank เห็นบางคนเอาไปหลายเล่ม หรือแม้แต่ของเราเองเขาก็ไม่ได้เรียกดูค่ะ ทั้งนี้เอกสารก็เตรียมไปเผื่อเถอะค่ะ มีเกินดีกว่าขาด ไม่งั้นอาจจะต้องมีนัดสัมภาษณ์ใหม่นะคะ ถ้าเอกสารไม่ครบ

 ซึ่ง ขอเตื่อนนิดนึงว่า เอกสารที่เขาจัดเป็นชุดไว้ อย่าไปดึงออกนะคะ อย่างกรณีที่่เคยมีวีซ่าในพาสปอร์ตเล่มเก่า แล้วเขาจะคั่นไว้ แล้วเอาหนังสติ๊กรัดไว้กับเล่มที่เราจะไปขอ มีคนสัมภาษณ์คนหนึี่งเผลอไปดึงออก ทางเจ้าหน้าที่เขาถามเลยว่าดึงออกทำไม หรือตั้งใจจะไม่ยื่น เพราะไม่มีทางที่เจ้าหน้าที่ตรวจเอกสารจะไม่คั่นหน้าไว้ ดังนั้น ขอย้ำอีกที ว่า อย่าดึงเอกสารใดๆที่เจ้าหน้าที่จัดไว้เป็นชุดแล้วออก เนื่องจากจะทำให้การทำงานล่าช้า และอาจจะทำให้คุณน่าสงสัยมากขึ้นด้วยค่ะ

คำถามการสัมภาษณ์
อย่างที่เกริ่นไว้ข้างต้นนะคะ เนื่องจากเราเคยได้วีซ่ามาแล้วคำถามจะไม่ได้เยอะมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆค่ะ ที่รวบรวมมาก็มักจะเป็นคำถามที่เราได้ยินบ่อยๆระหว่างยืนรอนะคะ

ซึ่งการสัมภาษณ์จะเริ่มจากเจ้าหน้าชาวไทยทำการตรวจเอกสารก่อน ซึ่งเขาจะถามคล้ายๆกันดังนี้ค่ะ

1. มีการเปลี่ยนชื่อ หรือนามสกุล หรือสมรสแล้วหรือไม่ ถ้าสมรสเจ้าหน้าจะขอดูทะเบียนสมรสตัวจริงค่ะ
2. มีญาติอยู่ที่อเมริกาหรือไม่ ถ้ามี ความสัมพันธ์คืออะไร พี่น้อง พ่อแม่ ป้า ฯลฯ ซึ่งตรงนี้ให้ตอบไปตามที่กรอกไว้ใน DS-160 ค่ะ
3. จะมีใครเดินทางไปด้วยบ้าง กรณีที่เป็นพ่อแม่ผู้ปกครองเจ้าหน้าที่จะถามต่อว่า พ่อแม่ ทำงานอะไร ที่ไหน
4. รูปถ่าย ถ่ายไว้นานแล้วหรือยัง จำได้ไหมว่าสีเสื้้อในรูปถ่ายสีอะไร (อันนี้เราโดนถามไม่แน่ใจว่าคนอื่นโดนถามไหม)
5. เบอร์โทรศัพท์ที่บ้านเบอร์อะไร หรือถ้าไม่มี เบอร์คุณพ่อคุณแม่เบอร์อะไร

ซึ่งการถามโดยเจ้าหน้าที่ชาวไทยตรงนี้ ยังไม่ถือเป็นการสัมภาษณ์นะคะ แต่เป็นการ confirm เอกสารมากกว่า เมือ่เสร็จแล้วเขาจะให้เราพิมพ์ลายนิ้วมือสิบนิ้ว แล้วรอเรียกคิวสัมภาษณ์ค่ะ ระหว่างนั่งรอมีทีวีให้ดูด้วยนะคะ

รอซักพักทางเจ้าหน้าจะประกาศเรียกไปเข้าคิวประมาณ 20 คิวเรียงตามหมายเลข ซึ่งตรงนี้เราคิดว่าเขาน่าจะมีแยกเป็นแถวของคนที่เคยมีวีซ่าแล้วกับยังไม่เคยมี เดาเอาจากคำถามที่ถามนะคะ เพราะในแถวที่เรายืนส่วนมากจะเป็นคนที่เคยไปที่อเมริกามาแล้วทั้งนั้น

ผู้สัมภาษณ์จะเป็นฝรั่งทั้งหมดค่ะ  แต่จะพูดไทยได้นะคะ ถึงอย่างนั้นเขาก็เน้นถามเป็นภาษาอังกฤษก่อนค่ะ ถ้าตอบไม่สะดวกก็จะถามเป็นภาษาไทยค่ะ คำถามที่ได้ยินส่วนมากคือ
1. เคยไปอเมริกามาก่อนหรือไม่ ไปครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ ไปกี่วัน และไปทำไม
2. ครั้งนี้จะไปอเมริกาทำไม แล้วจะไปที่ไหน และไปกี่วัน ช่วงไหน
3. ใครจะเดินทางไปด้วย แล้วใครเป็นคนจ่ายค่าเดินทาง กรณีที่พ่อแม่เป็นคนจ่าย จะถามต่อว่าพ่อแม่ทำงานอะไร
4.ตอนนี้ทำงานอะไร ทำงานที่ไหน
ซึ่งคำถามอื่นๆจะขึ้นกับคำตอบ รวมถึงสิ่งที่คุณกรอกไว้ใน DS-160 ซึ่งขอแนะนำเลยค่ะว่า ให้ตอบตามความจริง โดยเฉพาะเวลาที่เขาถามว่าคุณมีญาติอยู่ที่นั่นหรือ ไม่ 

มีอยู่ท่านนึง โดนถามว่าทำไมคราวที่แล้วถึงอยู่ตั้ง 5 เดือน ซึ่งเขาตอบว่าเพราะไม่หาตั๋วราคาถูกกลับไม่ได้ ซึ่งตรงนี้เป็นคำตอบที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอ เจ้าหน้าที่เลยคืนเอกสาร พร้อมปฎิเสธการออกวีซ่าทันที

เวลาการสัมภาษณ์ส่วนมากไม่เกิน 15 นาที (ของเราน่าจะประมาณไม่เกิน 10 นาทีตั้งแต่คำถามแรก) ถ้าหากว่าได้รับการอนุมัติเขาจะคืนใแต่บสีฟ้าให้คุณ แล้วนำไปยื่นที่ไปรษณีย์ด้านนอกออฟฟิศค่ะ ในกรณีไม่อนุมัติก็จะคืนเอกสารให้คุณทั้งหมดค่ะ 

ในกรณีที่ได้รับใบสีฟ้าคืน แล้วคุณต้องการให้ส่งพาสปอร์ตไปที่บ้าน คุณต้องเสียค่าส่ง 80 บาท แล้วคุณจะได้ซองไปรษณีย์ เพื่อกรอกชื่อที่อยู่ในการนำส่ง แล้วมอบซองให้ไปรษณีย์ ซึ่งเวลาในการจัดการน่าจะไม่เกิน 2 วันค่ะ ในกรณีที่เป็นที่อยู่ภายในกรุงเทพฯ

ถ้าถามว่ามีคนถูกปฎิเสธเยอะไหม ก็มีบ้างแต่ไม่ได้เยอะอย่างที่คิด ส่วนมากจะเป็นเพราะการตอบคำถามที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือเอกสารไม่ครบค่ะ สุดท้ายก็อยากจะฝากไว้จริงๆนะคะว่า การขอวีซ่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิด ขอแต่เตรียมเอกสารให้ครบ และตอบคำถามตามความจริงค่ะ

ขอให้โชคดีนะคะ

ป.ล. ขอแถมนิดนึง สำหรับผู้ที่มีคู่สมรสเป็นชาวอเมริกัน จะมีการแยกสัมภาษณ์นะคะ จะไม่ให้สัมภาษณ์พร้อมคู่สมรส ซึ่งคำถามจะประมาณว่า เจอกันได้อย่างไร  งานแต่งานจัดที่ไหนประมาณนี้ค่ะ





 

Create Date : 17 ตุลาคม 2556
0 comments
Last Update : 17 ตุลาคม 2556 0:10:15 น.
Counter : 2024 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Cake Hunter
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 8 คน [?]




แค่คนกลมๆ ที่ชอบขนมเป็นชีวิตจิตใจ
[Add Cake Hunter's blog to your web]