Share experience

kanim
Location :
Orlando, Florida United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Thai boy in Orlando, Florida.
Graduate student in Optics at CREOL/the College of Optics and Photonics, University of Central Florida.
Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2554
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
1 สิงหาคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add kanim's blog to your web]
Links
 

 
เผลอแป๊ปเดียว ก็จะครบหนึ่งปีแล้ว, my 1st anniversary in America :)

ณ เวลาที่เริ่มเขียน blog นี้ อีกหนึ่งอาทิตย์ก็จะครับหนึ่งปีที่ผมมาอยู่ที่อเมริกาแล้ว

หนึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าเป็นปีที่ได้เรียนรู้ ประสบ พบเจออะไรใหม่ๆ หลายอย่าง
มีเรื่องดีๆ เรื่องยุ่งยาก หลายเรื่อง แต่ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่ผมได้พบเจอประสบการณ์ต่างๆ ทั้งหมด
ได้เติบโต ผ่านสิ่งต่างๆ เย้ออออแยะ :)

วันนี้มีเวลาก็เลยจะมาเขียน blog สรุปเรื่องโชคดีต่างๆ ที่ผ่านมาในรอบปีนี้ไว้
(วันครบรอบจริงๆ ท่าทางจะต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบจริงๆ จังๆ อาจจะไม่ได้มาเขียน หะหะหะ)

โชคดีที่ 1 โชคดีที่ตัดสินใจมาที่นี่ ได้เหยียบแผ่นดินอเมริกาเป็นครั้งแรก : ก่อนที่จะมาที่นี่ ตอนแรกคิดว่าอยากไปยุโรปมากกว่า หลังจากรู้ผลทุนและข้อเสนอทั้งสองที่ คิดไปคิดมา คิดว่ามาที่นี่ดีกว่า แล้วก็คิดว่าคิดไม่ผิด ถ้าไปยุโรป ปีที่ผ่านมาคงโดนหิมะหนัก (เบลเยียม-สวีเดน) และหนาวมากมายแน่นอน มาที่นี่ถึงจะร้อนแต่อย่างน้อยก็คล้ายๆ เมืองไทย ไม่ต้องปรับตัวอะไรมาก ถ้าไปที่หนาวๆ คนขี้หนาวอย่างผม คงได้แต่ขลุกอยู่ในบ้านทั้งวัน เฉาแหงๆ -*-
สรุปแล้วเลยได้มาเหยียบแผ่นดินอเมริกา ดินแดนแห่งเสรีภาพ ความเท่าเทียม ที่เค้าว่าทุกคนมีโอกาสทุกอย่างเหมือนๆ กัน มาแล้วก็รู้สึกว่า ถึงมันคงจะไม่มีที่ไหนสามารถทำให้ทุกคนเท่าเทียมกันได้จริง แต่ที่นี่ก็ถือว่าดีมากจริง เช่น คนพิการ ระบบทุกอย่างเค้าออกแบบเอื้อให้คนพิการพึ่งตนเอง ไปไหนมาไหนได้ ไม่เหมือนบ้านเรา คนพิการจะไปไหนมาไหนก็ลำบาก อันนี้เราควรปรับปรุงซะหน่อย

โชคดีที่ 2 ได้เจอเพื่อนดี : เพื่อนที่นี่ทั้งอเมริกัน ยุโรป เอเชีย คุยกันสนุกสนาน มีชวนไปไหนมาไหน ไอ้เรามาแต่ตัว คนที่อยู่ที่นี่ก่อน มีรถมีประสบการณ์ก็ชวนพาไปไหนมาไหน เลยพอได้เที่ยวบ้าง ไม่งั้นจะไปเที่ยวไหนลำบาก เมือง Orlando นี่สถานที่มันห่างๆ กัน รถเมล์ก็มีไม่เยอะ จะไปไหนมาไหนรอนานมาก แม้หลังๆ จะเกรงใจเค้า เลยไม่ค่อยอยากให้เค้ามารับไปไหนมาไหนเท่าไหร่ แต่ก็ถือว่าได้เจอเพื่อนดีๆ มากมายเลยล่ะ :)

โชคดีที่ 3 ได้ทำงานหาเลี้ยงตัวเองสักที : สมัยเรียนมหาวิทยาลัยที่ไทย ผมก็มีสอนพิเศษ ทำงานหาเงินใช้เองนิดๆ หน่อยๆ แต่รายได้หลักก็ยังมาจากการแบมือขอเงินพ่อแม่อยู่ดี (ฮา) พอมาที่นี่ หลังจากอยู่ได้ประมาณหนึ่งเดือน เงินเดือนแรกก็ออก หลังจากนั้นผมก็เริ่มต้นการทำมาหาเลี้ยงตัวเองตั้งแต่นั้นมา :)
แล้วก็ได้รู้จักการระบบธนาคารที่นี่ ต่างกับไทยนิดหน่อย แล้วก็ได้มีบัตรเครดิต (สมัยไทยไม่รู้ว่าใช้ยังไง มาใช้ที่นี่ คาดว่าคงคล้ายๆ กัน) กว่าจะได้บัตรเครดิตนี่ก็โดน reject มาก่อน แล้วก็ไป apply กับที่ที่เค้าแนะนำว่าคนไม่มี credit score ควรลองสมัคร ส่งเรื่อง ทำนู่นนี่ แล้วในที่สุดก็ได้มา
ตอนนี้ก็ได้รู้ว่ามันไม่ง่ายเหมือนกันนะ กับการรับผิดชอบเรื่องเงินๆ ทองๆ ด้วยตัวเองแบบนี้

โชคดีที่ 4 ได้เข้ากลุ่มวิจัยที่ดี ทำงานกับ Prof. ที่ดี : ตัดสินใจเข้า group นี้ ตอนแรกเพราะประทับใจ prof. ดู nice แล้วก็ friendly ดี แถมยังเด็กอยู่ด้วย เข้ามาตอนแรกใน group มีสามคน (ทุกคนก่อนหน้านี้จบไปแล้ว หรือไปทำที่อื่นหมดแล้ว) แล้วประมาณเดือนต่อมา หนึ่งคนก็ได้งาน (เพิ่งจบ PhD เมื่อเทอมก่อนหน้า) แล้วก็ออกไป สรุปว่าเหลือนักเรียนสองคนกับ prof. เป็นกลุ่มที่เล็กมากทีเดียว
จากการที่กลุ่มมันเล็ก แต่ละคนก็เลยต้องทำงานกันเยอะหน่อย หลายๆ กลุ่มเด็กปีหนึ่งที่เพิ่งเข้ามาแทบไม่ต้องทำอะไรเลย เรียนเก็บ coursework ไป แต่ผมต้องทำ(คิดว่า)หนักพอสมควรเลยล่ะ มีหลายคนทักว่าเห็นทำงานเยอะมากเลยนะ ถ้าเทียบกับว่าเพิ่งเข้ามาปีแรก ช่วงแรกก็มีท้อบ้าง เหนื่อย เห็นเพื่อนเข้ามาพร้อมกันหลายคนยังว่างๆ ชิวๆ ก็อยากชิวบ้าง หะหะ แต่ก็ถือเป็นโชคดี ได้เรียนรู้งาน เริ่มทำงานก่อนคนอื่น ปีต่อๆ ไปก็น่าจะไปได้เร็วขึ้น (งานหนักไม่เคยฆ่าคน ^^)
แล้วก็ได้ labmate ที่ดี อายุห่างกันพอสมควร ก็เลยไม่ถึงกัยคุยเป็นเพื่อนเลยซะทีเดียว แต่เค้าใจดี มีอะไรช่วยได้เค้าก็เสนอช่วยตลอด บอกว่าถ้าจะให้ช่วยอะไร เรื่องส่วนตัวก็บอกได้นะ ใจดีจริงๆ :)
แล้ว prof. ก็ดีมากด้วย คนส่วนใหญ่ที่เรียน ป.เอก เวลาเรียนรู้งานน่าจะเป็นการเรียนรู้ต่อจากนักเรียนปีแก่ๆ กว่า แต่ของผมเนื่องจาก group เล็ก นักเรียนก็มีแค่ปีหนึ่งกับปีสอง prof. เลยลงมาสอนงานเอง ถือว่าได้เรียนรู้งานจากระดับเซียนอย่างนั้นเชียว ^^ แล้วก็ประทับใน prof. ที่ดูเอาใจใส่นักเรียน ไม่ใช่แค่ว่าให้ทำงานให้แค่นั้น เคยมีบางช่วง ผมคงอารมณ์ท้อๆ แหละมั้ง แต่ก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองแสดงอะไรออกมา ทำตัวตามปกติ ไปคุยงาน prof. ถามว่าสบายดีมั้ย ดู depress นะ โหย ตอนนั้นรู้สึกเลยว่าเออ เค้าดูออกได้ไงวะ 555

โชคดีที่ 5 ได้เห็นการทำงานด้านวิจัยในมหาวิทยาลัยชั้นนำของด้านที่เรียน : CREOL นี่ถือว่าเป็นสถาบันที่มีชื่อเสียงมากในด้าน Optics ได้เห็นว่าคนใน field เค้าทำงานกันยังไง ถือเป็นประสบการณ์ล้ำค่ามาก ถ้าผมยังจะทำงานด้านการวิจัยต่อหลังจาจบจากที่นี่แล้ว ได้เปิดโลก ได้เห็นถึงความแตกต่างเทียบกับสมัยเรียนอยู่ที่ไทย ต้องยอมรับว่าขนาดที่นี่เป็นเพียงสถาบันหนึ่ง (ถึง CREOL จะดัง แต่ตัวมหาวิทยาลัย University of Central Florida นี้ ชื่อเสียงยังห่างชั้นจากพวก MIT, Stanford, UC Berkeley, etc) ความพร้อม การสนับสนุน งบประมาณนับว่าเยอะกว่าสถาบันชั้นนำ รวมถึงหน่วยงานวิจัยระดับชาติ (ผมฝึกงานที่ Nectec) อยู่มาก ถ้าประเทศไทยต้องการให้มีความก้าวหน้าด้านงานวิจัย คิดค้นอะไรใหม่ๆ ออกมาสู้กับเข้า ต้องเพิ่มการสนับสนุนในด้านนี้อีกเยอะ ไม่งั้นคนที่รัฐส่งมาเรียน จบจากสถาบันชื่อดังต่างๆ มีความรู้ความสามารถ แต่กลับไป ไม่มีการสนับสนุนที่ดี เค้าก็ไม่สามารถใช้ความรู้ความสามารถออกมาเต็มที่ ประเทศเราก็ก้าวตามเขาไม่ทัน แถมโดนทิ้งห่างไปเรื่อยๆ อยู่อย่างนี้

โชคดีที่ 6 เลือกลงวิชาเรียนเรียกว่าถูกต้องทั้งหมด : เวลาลงเรียนที่นี่ แต่ละเทอมที่เค้าสอน อาจารย์ก็สลับกันไป (ในวิชาหลักๆ อาจารย์แต่ละคนก็จะมีวิชาเฉพาะของตัวเอง) พอเรียนแล้วคุยกันกับเพื่อน ก็รู้สึกว่าตัวเองเลือกลำดับลงวิชาได้ต่อเนื่อง เจออาจารย์ที่สอนดีในวิชานั้นๆ ตลอด ก็จะเป็นผลดีกับเวลาไปสอบ Qualifying Exam (สอบวัดผล รวมวิชาหลักทั้งหมด)

โชคดีที่ 7 โชคดีที่ได้มีโอกาสปั่นจักรยานหลงใน Orlando-Winter Park อยู่กว่าสาม สี่ชั่วโมง : จำได้ว่าเป็นช่วงวันปีใหม่ plan จะไปลองเยี่ยมชม Orlando Art Museum ด้วยตัวเอง ขึ้นรถเมล์ + ปั่นจักรยานไป เขียนแผนที่ไปอย่างดี สรุปว่าพอลงรถเมล์แล้วปั่นจักรยานไป หลง ต้องไล่ถามทางคนแถวๆ นั้นไปเรื่อยๆ พอไปถึง Museum เข้าไปดูเสร็จ ออกมา ขากลับ อยากลองเส้นทางใหม่ ที่ลุงที่หยุดถามทางแนะนำให้ลองไป ก็ลองปั่นไป ปั่นไปปั่นมา งง ผมอยู่ที่ไหนนะ จะหาทางกลับยังไงนะ ฮา
ปั่นหลงจนเย็น ก็ถามคนแถวนั้นว่าเออ ผมจะหาทางขึ้นรถเมล์ได้ยังไง (อย่างที่บอก รถเมล์มีน้อย เส้นทางก็น้อย นานๆ มาที จะหาที่ขึ้นยังลำบาก) เค้าก็บอกทาง เราก็สุ่มๆ ปั่นๆ ไป ในที่สุดก็เจอป้าย แล้วก็กลับมาถึงที่พักจนได้ หะหะ
พอกลับมาดูแผนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองไปหลงอยู่ใน Winter Park (ตอนนั้นยังม่รู้จัก) ถือเป็นย่านท่องเที่ยว แต่ตอนที่ไปไม่ได้เที่ยวเลย ปั่นงงอย่างเดียว ได้ไปเที่ยวอีกทีตอนไปกับเพื่อนหลังจากนั้น
ถือว่าโชคดีมากนะ คนที่เกิดโตที่นี่จะมีสักกี่คนได้มีโอกาสปั่นจักรยานหลงอยู่ตั้งนานอย่างนั้น ฮา

โชคดีที่ 8 ได้นิ้วหัก -*- : นิ้วหักจะโชคดีได้ยังไงนะ เอ้า เริ่มเรื่องก็ด้วยไปเตะบอลกับเพื่อนใน CREOL นี่แหละ ตอนเตะบอลก็มีเข้าปะทะ (เรียกแบบกากๆ ก็ผมไปวิ่งชนเค้า) นิ้ววางท่าไม่ดี ไปกระแทกตัวเค้า ข้อนิ้วก้อยน้อยๆ มือซ้ายของผมเลยหักเล็กๆ ตอนแรกไม่ได้ไปตรวจ คิดว่าไม่เป็นอะไรมาก แต่มันเขียวช้ำมาก เลยตัดสินใจไป เค้า X-ray แล้วก็เห็นว่ากระดูกที่ข้อมันแตกออกมานิดหน่อย Health Center ของมหาวิทยาลัยเลยต้อง referred ไปคลีนิกข้างนอก คลีนิกกระดูกใกล้ๆ ที่จะ referred ไปก็ไม่มี ต้องไปนู้น นั่งรถเมล์ไปสองชั่วโมง (ไม่อยากรบกวนให้เพื่อนขับไปให้ก็เลยต้องลำบากหน่อย) ไปนั่งรออีกสามชั่วโมง เข้าไปตรวจครึ่งชั่วโมง นั่งรถกลับอีกสองชั่วโมง (จริงๆ ตกรถขากลับไปเที่ยวนึง ต้องรออีกหนึ่งชั่วโมงอีกต่างหาก) รวมทั้งหมด 8 ชั่วโมง เพื่อตรวจครึ่งชั่วโมง -*- แถมเค้าแค่พันเฝือกเทปบางๆ ให้อีกต่างหาก แต่ก็ถือว่าโชคดีที่ได้รู้ว่าการมาบาดเจ็บที่นี่ ต้องทำยังไงบ้าง มีประสบการณ์เดินทางไปคลีนิก พูดคุยใช้ภาษานอกเหนื่อจาก field งานตัวเองบ้าง แถมระหว่างรอก็เจอคุณป้าใจดี ชวนคุย ชวนเล่นเกมปัญหาเชาว์จากหนังสือที่แกมีติดมาอีกต่างหาก :)
หลังจากรักษา ที่นี้ก็ถึงเวลาที่บิลค่าตรวจกลับมาถึงบ้าน ขอบอกว่าถ้าไม่มีประกัน ผมจะต้องจ่ายร่วม 600 เหรียญ (ประมาณ 18000 บาท เลยทีเดียว สำหรับค่าเงินตอนนี้ ตอนนั้นงงมากว่าผมข้อนิ้วหักหรือแขนผมหักสองข้างกันแน่ -*-) เพียงแค่ไปให้พันเฝือกอ่อนเล็กๆ ไม่ถึงสิบนาที -*- แต่หลังหักประกันทุกอย่าง จ่ายประมาณ 100 เหรียญ (ก็ยังถือว่าแพงอยู่ดี ถ้าเทียบกับที่ไทยแบบไม่มีประกัน) ถือว่าโชคดีที่มหาวิทยาลัยทำประกันอุบัติเหตุให้ :) แล้วก็เป็นบทเรียนว่าบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ที่นี่ ทำคุณจนได้เลยทีเดียว ฉะนั้น รักษาเนื้อรักษาตัวให้ดี ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐที่สุด ^^

โชคดีที่ 9 ถือเป็นโชคดีต่อเนื่องจากอดีต ที่ผมมีเพื่อนที่ดี : คราวนี้พูดถึงเพื่อนสมัยเรียน ทั้งมัธยม และมหาวิทยาลัย แล้วก็ต้องขอบคุณ social network ที่ทำให้โลกมันแคบลง เรายังได้พูดคุยติดต่อกัน โชคดีที่เพื่อนผมมีคำแนะนำ ข้อคิด คำปรึกษาดีๆ ให้เสมอเวลาผมมีเรื่องอะไรยุ่งยากใจ

โชคดีที่ 10 โชคดีที่อกหัก : ปกติไม่ค่อยเขียนเรื่องประมาณนี้ลงที่สาธารณะ แต่ก็ถือว่า blog นี้ เราบันทึกเรื่องดีๆ ที่เกิดขึ้นในรอบปี ก็เลยเขียนถึงสักหน่อย เป็นการอกหักครั้งแรก ได้รู้จักว่าเจ็บเพราะรัก(แบบหนุ่มสาว) มันรู้สึกยังไง ได้รู้ว่าที่เคยคิดว่าตัวเองคงไม่รู้สึกอะไรกับเรื่องแบบนี้นั้นคิดผิดไปเหมือนกัน ช่วงนั้นเจ็บไปพอสมควร หะหะหะ
แต่สุดท้ายก็ผ่านมาได้ด้วยดี ได้เรียนรู้ ได้มีประสบการณ์แบบนี้ติดตัวซะบ้าง
อย่างน้อยอกหักระยะไกลก็คงไม่แย่เท่าอกหักแบบยังต้องเจอหน้ากันทุกวันล่ะมั้งนะ :)

โชคดีที่ 11 โชคดีที่ไม่มีปัญหาอะไรร้ายแรงเกิดขึ้นตลอดปีที่ผ่านมา : ไม่มีอะไรร้ายแรง ขั้นขอขาดบาดตาย แล้วก็แทบไม่ป่วยเลยด้วย มีน้ำมูก เจ็บคอครั้งสองครั้งเท่านั้น สมัยอยู่ไทยรู้สึกเป็นบ่อยกว่านี้อีก โชคดีไม่มีโรคถัยคุกคาม :)
ปัญหาต่างๆ ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน เรื่องเงินๆ ทองๆ ธุรการ ธนาคาร บัตรเครดิต ต่างๆ ที่เกิดขึ้นก็แก้ไขผ่านไปได้ด้วยดี ได้เรียนรู้ เปิดประสบการณ์รับผิดชอบสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเองอย่างเต็มรูปแบบ (อยู่ที่นี่คนเดียวนี่นะ ตนก็ต้องเป็นที่พึ่งแห่งตนนั่นแล หะหะหะ)

โชคดีที่ 12 โชคดีที่มีครอบครัวที่ดี : ผมก็คุยกับที่บ้านประมาณอาทิตย์ละครั้งปีที่ผ่านมาก็ไม่มีอะไรไม่ดีเกิดขึ้น ทุกคนสุขสบายดี ผมก็สบายใจ ไม่ต้องเป็นห่วงอะไร ที่บ้านมีลูกสองคน ก็ดูน่าจะไปกันรอดแล้วล่ะ ไม่น่าเป็นห่วง หวังว่าสักพักก็จะเพลาๆ ทำงานลง เอาเวลาไปเที่ยวพักผ่อน น้องสาวก็เรียนอยู่ คงเหนื่อยแต่ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้ด้วยดีแหละนะ

สรุปเรื่องโชคดีหลักๆ ไปได้สิบสองเรื่อง ครบหนึ่งโหล

จริงๆ แล้วก็เป็นสรุปเรื่องต่างๆ ในรอบปีนั่นแหละ หะหะหะ
ทุกเรื่องถือเป็นเรื่องโชคดี เป็นเรื่องที่เพิ่มประสบกรณ์ และได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ
คิดบวกไว้ ถือคติ สิ่งใดเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดีเสมอ :)

นอกจากนี้ก็มีย่อยๆ เช่น ได้ลองเล่น surf ครั้งแรก, ได้ลอง rock climbing ครั้งแรก, ได้จัดการให้ตัวเองรู้จักเข้ายิมเป็นประจำ (เริ่มเมื่อปีใหม่), ได้รู้จัก ช่วยเหลือน้องนักเรียนแลกเปลี่ยนไต้หวันที่เจอกันระหว่างรอเครื่องจาก LA มา Orlando

อีกหนึ่งเดือนหวังว่าจะได้มีเรื่องโชคดีที่สอบ Qualifying Exam ผ่านออกมานะ สาธุ (>/|<) หะหะ (สอบ 23-24 สิงหา)
หลังจากนั้นก็กะจะไปสอบใบขับขี่จริงสักที (ตอนนี้มี Learner Permit ขับได้ แต่ต้องมีคนมี License จริงๆ นั่งในรถด้วย)
จากนั้นก็จะได้มอง ซื้อรถสักที หลังจากทำงานเก็บเงินมาได้หนึ่งปี :)
ถ้ามีรถแล้วคงได้ไปเที่ยวไหนมาไหนมากขึ้น มีอะไรมาบันทึกลง blog มากขึ้น หะหะหะ



Create Date : 01 สิงหาคม 2554
Last Update : 1 สิงหาคม 2554 10:23:38 น. 3 comments
Counter : 249 Pageviews.

 
เข้ายิมด้วย มาbody buildingกันนะคะ ^^


โดย: nontanjp วันที่: 1 สิงหาคม 2554 เวลา:15:05:26 น.  

 
เห็นหัวบล็อกก่อนคลิ๊กเข้ามา...ยังนึกว่า...ครบรอบแต่งงานซะอีกแน่ะ ขอแสดงความยินดีด้วยกับครบรอบน๊า

ต้องเพิ่มข้อสิบสามค่ะ...ดูแล้วเราว่า จขบ เป็นคนมองโลกในแง่ดีนะคะ


โดย: tuktikmatt วันที่: 1 สิงหาคม 2554 เวลา:16:14:51 น.  

 
อยากโชคดีหลายๆอย่างแบบนี้บ้างอ่าคะ ^^


โดย: Sassy Imp วันที่: 1 สิงหาคม 2554 เวลา:20:36:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.