"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2555
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
28293031 
 
14 ตุลาคม 2555
 
All Blogs
 
ทุกคนสามารถเลือกเกิดได้ โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล 21 ก.ค. 2555

เนื้อหา บางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
      ๑. องค์ประกอบที่ทำให้"ปาณาติบาต" สำเร็จ
      ๒. ทุกคนสามารถ"เลือกเกิด" ได้
      ๓. เกิดในที่ไม่ดีเพราะทำชั่ว เกิดในที่ดีเพราะทำดี
      ๔. พระสุสิมะคิดจะมาขโมยธรรม แต่กลับได้เป็นอรหัต
      ๕. กรรมฐาน 5 คือ กรรมฐานเริ่มแรกของนักบวช
     ฯลฯ

องค์ประกอบที่ทำให้"ปาณาติบาต" สำเร็จ (พรรณาสิกาบท) เล่ม39หน้า36
ปาณาติบาต มีองค์ ๕ คือ (ฆ่าสัตว์)
๑. สัตว์มีชีวิต
๒. สำคัญว่า สัตว์มีชีวิต
๓. จิตคิดจะฆ่า
๔. พยายาม
๕. สัตว์ตายด้วยความพยายามนั้น

แม้อทินนาทาน ก็มีองค์ ๕ เหมือนกัน คือ (ลักทรัพย์)
๑. ของมีเจ้าของหวงแหน
๒. สำคัญว่าของมีเจ้าของหวงแหน
๓. มีจิตคิดจะจะลัก
๔. พยายาม
๕. ลักของได้มาด้วยความพยายามนั้น

มิจฉาจารนั้นมี องค์ ๔ คือ (เล่ม 75 หน้า 291) ประพฤติผิดในการร่วมเพศ
๑. สิ่งที่ไม่ควรเกี่ยวข้อง
๒. มีจิตคิดเสพในสิ่งที่ไม่ควรเกี่ยวข้องนั้น
๓. พยายามเสพ
๔. การยังอวัยวะเพศให้ถึงอวัยวะเพศ

มุสาวาท ก็มีองค์ ๔ เหมือนกัน คือ (โกหก)
๑. เรื่องเท็จ
๒. จิตคิดจะพูดเท็จ
๓. พยายามเกิดแต่จิตนั้น
๔. พูดเท็จต่อคนอื่นและเขารู้เรื่องเท็จ

สุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน ก็มีองค์ ๔ คือ (ดื่มน้ำเมา)
๑. ของมึนเมามีสุราเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง
๒. จิตคิดอยากจะดื่มของมึนเมา
๓. ความพยายามเกิดแต่จิตนั้น
๔. ดื่มเข้าไปในลำคอ

ยินดีในบาปผู้อื่นเป็นบาปมาก(อ.พุทธาปทาน) เล่ม70หน้า231

อาพาธที่ศีรษะ  คือเวทนาที่ศีรษะ  ชื่อว่า สีสทุกขะ ทุกข์ที่ศีรษะ.
ได้ยินว่า ในอดีตกาล  พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นชาวประมง  ในหมู่บ้านชาวประมง. วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้นกับพวกบุรุษชาวประมง ไปยังที่ที่ฆ่าปลา เห็นปลาทั้งหลายตาย ได้ทำโสมนัสให้เกิดขึ้นในข้อที่ปลาตายนั้น  แม้บุรุษชาวประมงที่ไปด้วยกัน ก็ทำความโสมนัสให้เกิดขึ้นอย่างนั้นเหมือนกัน. ด้วยอกุศลกรรมนั้น  พระโพธิสัตว์ได้เสวยทุกข์ในอบายทั้ง ๔ ในอัตภาพหลังสุดนี้ ได้บังเกิดขึ้นตระกูลศากยราช พร้อมกับบุรุษเหล่านั้นแม้จะได้บรรลุความเป็นพระพุทธเจ้าโดยลำดับแล้ว ก็ยังได้เสวยความเจ็บป่วยที่ศีรษะด้วยตนเอง และเจ้าศากยะเหล่านั้น  ถึงความพินาศกันหมดในสงความของเจ้าวิฑูฑภะ  โดยนัยดังกล่าวไว้ในอรรถกถาธรรมบท. ด้วยเหตุนั้น  ท่านจึงกล่าวว่า

เราเป็นลูกชาวประมงในหมู่บ้านชาวประมง เห็นปลาทั้งหลายถูกฆ่า ได้ยังความโสมนัสดีใจให้เกิดขึ้น.
เพราะวิบากของกรรมนั้น ความทุกข์ที่ศีรษะได้มีแก่เราแล้ว ในคราวที่เจ้าวิฑูฑภะฆ่าสัตว์ทั้งหมด (คือเจ้าศากยะ) แล้ว.

ทุกคนสามารถ"เลือกเกิด" ได้ (สังขารูปปัตติสูตร) เล่ม22หน้า402

   พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสดังนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ! เราเมื่อตายไปแล้วพึงเข้าถึงความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาลเถิด...เทวดาชั้นดาวดึงส์เถิด...สหัสสพรหมเถิด...ดังนี้ก็มี

เธอจึงตั้งจิตนั้น อธิษฐานจิตนั้น เจริญจิตนั้น ความปรารถนาและวิหารธรรมเหล่านัน อันเธอเจริญแล้วอย่างนี้ ทำให้มากแล้วอย่างนี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความสำเร็จในภาวะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้มรรค นี้ปฏิปทา เป็นไปเพื่อความสำเร็จในความเป็นสหายแห่งกษัตริย์มหาศาล...

...ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีกคือ ภิกษุเป็นผู้ประกอบด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา. เธอมีความปรารถนาอย่างนี้ว่า ไฉนหนอ ! เราพึงเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเอง ในปัจจุบันอยู่. เธอจึงเข้าถึงเจโตวิมุตติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้เพราะอาสวะทั้งหลายสิ้นไป ทำให้แจ้งเพราะรู้ยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบันอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ย่อมไม่เกิดในที่ไหนๆ.

เกิดในที่ไม่ดีเพราะทำชั่ว เกิดในที่ดีเพราะทำดี (ยถาภตสูตร)เล่ม38หน้า459

 ว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม  ๑๐  ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรกหรือได้รับเชิญมาไว้ในสวรรค์

   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ประการ เป็นผู้ถูกทอดทิ้งไว้ในนรก เหมือนสิ่งของที่เขานำมาทอดทิ้งไว้

  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือชุ่มด้วยโลหิต ตั้งอยู่ในการฆ่าและการทุบตี  ไม่มีความเอ็นดูในสัตว์ที่มีชีวิตทั้งปวง ๑ -เป็นคนลักทรัพย์  ถือเอาวัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรือในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ด้วยจิตเป็นขโมย ๑
-เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม คือ เป็นผู้ถึงความประพฤติล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดารักษาพี่ชายน้องชายรักษา พี่สาวน้องสาวรักษา  ญาติรักษา  ธรรมรักษา ผู้มีสามี ผู้มีอาชญาโดยรอบ โดยที่สุดแม้สตรีผู้ที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย  ๑ 
-เป็นผู้พูดเท็จ คือ เขาอยู่ในสภา ในบริษัท ในท่ามกลางญาติในท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล ถูกผู้อื่นนำไปเป็นพยานซักถามว่า  มาเถิดบุรุษผู้เจริญ ท่านรู้สิ่งใดจงพูดสิ่งนั้น  ดังนี้ บุคคลผู้นั้นเมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ หรือเมื่อรู้ก็กล่าวว่าไม่รู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็นหรือเห็นก็กล่าวว่าไม่เห็น เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตนบ้าง ๑.
-เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง  เพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง  ด้วยประการดังนี้  เป็นผู้พูดส่อเสียด  คือ ฟังข้างนี้แล้วไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมูนี้ หรือฟังข้างโน้นมาบอกข้างนี้   เพื่อทำลายคนหมู่โน้น ยุยงคนทั้งหลายผู้สามัคคีกันให้แตกกัน หรือส่งเสริมคนผู้แตกกันแล้ว  ชอบความแยกกัน ยินดีความแยกกัน  เพลิดเพลินในความแยกกัน กล่าวแต่คำที่ทำให้แยกกัน  ๑ 
-เป็นผู้พูดคำหยาบ คือ กล่าววาจาหยาบช้า กล้าแข็งเดือดร้อนผู้อื่น  เสียดสีผู้อื่น  ใกล้ต่อความโกรธ ไม่เป็นไปเพื่อสมาธิ  ๑
-เป็นผู้เพ้อเจ้อ คือ  กล่าวไม่ถูกกาล กล่าวไม่จริง   กล่าวไม่อิงธรรมกล่าวไม่อิงวินัย กล่าววาจาที่ไม่มีหลักฐาน ไม่มีที่อ้างอิง ไม่มีที่สิ้นหลุดไม่ประกอบด้วยประโยชน์ โดยกาลอันไม่ควร ๑
-เป็นผู้อยากได้ของผู้อื่นคือ อยากได้วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่า  ไฉนหนอ วัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นพึงเป็นของเรา ดังนี้ ๑ เป็นผู้มีจิตคิดปองร้าย  คือ มีความดำริในใจอันชั่วร้ายว่า  ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า  จงถูกทำลาย  จงขาดสูญ  จงพินาศ  หรืออย่าได้เป็นแล้ว   ดังนี้ ๑ 
-เป็นผู้มีความเห็นผิด   คือ มีความเห็นวิปริตว่า  ทานที่ให้แล้วไม่มีผล การเซ่นสรวงไม่มีผล การบูชาไม่มีผล  ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วไม่มี โลกนี้ไม่มี โลกหน้าไม่มีมารดาไม่มี  บิดาไม่มี สัตว์ผู้เป็นอุปปาติกะไม่มี  สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ   ผู้ปฏิบัติชอบ   ผู้ทำโลกนี้และปรโลกให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง แล้วสอนผู้อื่นให้รู้ตาม ย่อมไม่มีในโลกนี้ ดังนี้   ๑ 

    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๑๐ ประการ เป็นผู้ได้รับเชิญมาประดิษฐานไว้ในสวรรค์เหมือนสิ่งของที่เขานำมาประดิษฐานไว้ 

      ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้  ละการฆ่าสัตว์  เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ วางทัณฑะ  วางศัสตรามีความละอาย  มีความเอ็นดู มีความกรุณาหวังประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์ทั้งปวงอยู่  ๑ 
-ละการลักทรัพย์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ไม่ถือเอาวัตถุเป็นอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่น ซึ่งอยู่ในบ้านหรืออยู่ในป่า ที่เจ้าของมิได้ให้ด้วยจิตเป็นขโมย ๑ 
-ละการประพฤติผิดในกามเว้นขาดจากการประพฤติผิดในกาม คือไม่ถึงความประพฤติล่วงในสตรีที่มารดารักษา บิดารักษา  พี่ชายน้องชายรักษา พี่สาวน้องสาวรักษา  ญาติรักษา ธรรมรักษา มีสามี มีอาชญาโดยรอบ โดยที่สุดแม้สตรีที่บุรุษคล้องแล้วด้วยพวงมาลัย ๑
-ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ คืออยู่ในสภา ในบริษัท ในท่ามกลางญาติ   ในท่ามกลางเสนา หรือในท่ามกลางราชสกุล  ถูกผู้อื่นนำไปเป็นพยานซักถามว่า  มาเถิดบุรุษผู้เจริญท่านรู้สิ่งใดจงพูดสิ่งนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้ก็บอกว่าไม่รู้  หรือเมื่อรู้ก็บอกว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็บอกว่าไม่เห็น หรือเมื่อเห็นก็บอกว่าเห็น ไม่เป็นผู้กล่าวเท็จทั้งรู้ เพราะเหตุแห่งตนบ้าง  เพราะเหตุแห่งผู้อื่นบ้าง   หรือเพราะเหตุเห็นแก่อามิสเล็กน้อยบ้าง ด้วยประการฉะนี้  ๑
-ละคำส่อเสียด  เว้นขาดจากคำส่อเสียอด คือฟังข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อทำลายคนหมู่นี้  หรือฟังจากข้างโน้นแล้วไม่มาบอกข้างนี้ เพื่อทำลายคนหมู่โน้นสมานคนที่แตกร้าวกันบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันบ้าง  ชอบคนผู้พร้อมเพรียงกัน  ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้พร้อมเพรียงกัน  กล่าววาจาที่ทำให้คนพร้อมเพรียงกัน  ด้วยประการฉะนี้ ๑
-ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าววาจาที่ไม่มีโทษ เพราะหู ชวนให้รักจับใจ เป็นของชาวเมือง คนส่วนมากรักใคร่  พอใจ ๑ 
-ละคำเพ้อเจ้อเว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ  พูดถูกกาล  พูดแต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถพูดอิงธรรม พูดอิงวินัย   พูดแต่คำที่มีหลักฐาน มีที่อ้างอิง  มีที่กำหนดประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร ๑
-ไม่อยากได้ของผู้อื่น คือไม่อยากได้วัตถุเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นว่าไฉนหนอ วัตถุที่เป็นเครื่องอุปกรณ์เก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแห่งผู้อื่นของบุคคลอื่นพึงเป็นของเรา ดังนี้ ๑ 
-เป็นผู้ไม่มีจิตคิดปองร้าย คือไม่มีความดำริในใจอันชั่วร้ายว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงเป็นผู้ไม่มีเวร ไม่มีความมุ่งร้ายกันไม่มีทุกข์  มีสุขรักษาคนเถิด ดังนี้  ๑ 
-เป็นผู้มีความเห็นชอบ  คือมีความเห็นไม่วิปริตว่า  ทานที่บุคคลให้แล้วมีผล  การเซ่นสรวงมีผล  การบูชามีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่บุคคลทำดีทำชั่วมีอยู่  โลกนี้มี โลกหน้ามี มารดามี  บิดามี  สัตว์ทั้งหลายผู้เป็นอุปปาติกะมี  สมณพราหมณ์ผู้ดำเนินไปโดยชอบ  ผู้ปฏิบัติชอบ ผู้ทำโลกนี้และโลกหน้าให้แจ้งชัดด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว  สอนผู้อื่นให้รู้ตามมีอยู่ ดังนี้ ๑ 

พระสุสิมะคิดจะมาขโมยธรรม แต่กลับได้เป็นอรหัต(สุสิมะสูตร)เล่ม26หน้า367

        ลำดับนั้นเอง ท่านสุสิมะหมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าพระพุทธเจ้าข้า โทษได้ตกถึงข้าพระองค์ เท่าที่โง่ เท่าที่หลง เท่าที่ไม่ฉลาด ข้าพระองค์บวชขโมยธรรมในธรรมวินัยที่พระองค์ตรัสดีแล้วอย่างนี้ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงรับโทษไว้โดยความเป็นโทษ  เพื่อความสำรวมต่อไปของข้าพระองค์ด้วยเถิด พระเจ้าข้า.

พ.  เอาเถิดสุสิมะ โทษได้ตกถึงเธอ เท่าที่โง่ เท่าที่หลงเท่าที่ไม่ฉลาด เธอบวชขโมยธรรมในธรรมวินัยที่เรากล่าวดีแล้วอย่างนี้เปรียบเหมือนเจ้าหน้าที่จับโจรผู้ประพฤติผิดมาแสดงตัวแก่พระราชา  แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ โจรคนนี้ ประพฤติผิดแด่พระองค์ขอพระองค์จงทรงลงอาชญาตามที่พระองค์ทรงพระประสงค์แก่โจรคนนี้เถิด พระราชาพึงรับสั่งให้ลงโทษโจรนั้นอย่างนี้ว่า   ท่านทั้งหลายจงไปมัดบุรุษนี้ไพล่หลังให้ด้วยเชือกที่เหนียว แล้วเอามีดโกนหัวเสีย พาเที่ยวตระเวนตามถนน ตามทางสี่แยก ด้วยฆ้อง ด้วยกลองเล็ก ๆ ให้ออกทางประตูด้านทักษิณ  แล้วจงตัดศีรษะเสียข้างด้านทักษิณของเมือง ราชบุรุษมัดโจรนั้นไพล่หลังอย่างมั่นคง ด้วยเชือกที่เหนียวแล้วเอามีดโกนโกนหัวพาเที่ยวตระเวนตามถนน ตามทางสี่แยก ด้วยฆ้อง ด้วยกลองเล็ก ๆ พาออกทางประตูด้านทักษิณพึงตัดศีรษะเสียข้างด้านทักษิณของเมือง สุสิมะเธอจะสำคัญความข้อนั้นเห็นไฉน   บุรุษนั้นต้องเสวยทุกข์และโทมนัสอันมีกรรมนั้นเป็นเหตุหรือหนอ.

สุ.  อย่างนั้น  พระเจ้าข้า.

พระพุทธเจ้าักับพระอริยสาวกต่างกันที่ความรู้(อ.มูลปริยายสูตร) เล่ม17หน้า122

อันที่จริง พระพุทธเจ้าทั้งหลายกับเหล่าพระสาวกไม่มีความแตกต่างกันในการละกิเลสด้วยมรรคนั้น ๆ ก็จริง ถึงกระนั้นก็ยังมีความแตกต่างกัน อยู่ในเรื่องปริญญา (ความรอบรู้) เพราะว่า เหล่าพระสาวกพิจารณาธาตุ ๔ เพียงบางส่วนเท่านั้นก็บรรลุนิพพานได้ แต่สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สังขารแม้มีประมาณน้อย ที่ยังมิได้เห็น ยังมิได้ไตร่ตรองยังมิได้พิจารณา ยังมิได้ทำให้แจ้งด้วยพระญาณ ย่อมไม่มี.

ตายจากมเหสีของพระราชา แล้วเกิดเป็นหนอน(อ.อัสสกชาดก) เล่ม57หน้า306

ครั้งนั้นมาณพพราหมณ์ชาวนครพาราณสีคนหนึ่ง  ไปพระอุทยานเห็นพระโพธิสัตว์จึงนั่งลงไหว้.
พระโพธิสัตว์กระทำปฏิสันถารกับมาณพนั้นแล้วถามว่า มาณพพระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรมหรือ.  
มาณพตอบว่า  ขอรับพระคุณเจ้า  พระราชาทรงตั้งอยู่ในธรรม แต่พระมเหสีของพระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้วพระองค์เชิญพระศพของพระนางไว้ในรางแล้วทรงบรรทมพร่ำเพ้อรำพันวันนี้เป็นวันที่ ๗   พระคุณเจ้าจะไม่ช่วยพระราชาให้พ้นจากทุกข์บ้างหรือ เมื่อมีผู้มีศีล  เช่นท่านสมควรจะให้
พระราชาเสวยทุกข์เช่นนั้นหรือ.    
พระโพธิสัตว์กล่าวว่า  ดูก่อนมาณพ  เราไม่รู้จักพระราชา หากพระราชาจะเสด็จมาถามเราเรานี่แหละจะทูลบอกที่ที่พระมเหสีไปเกิด จะให้พระนางตรัสสนทนากับพระราชาทีเดียว. 
มาณพนั้นกล่าวว่า  ข้าแต่พระคุณเจ้าถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้านั่งรออยู่ที่นี้ จนกว่ากระผมจะทูลเชิญ
พระราชาเสด็จมา มาณพรับปฏิญญาของพระโพธิสัตว์แล้ว ไปเฝ้าพระราชา กราบทูลความนั้น   แล้วทูลพระองค์ควรเสด็จไปยังสำนักของท่านผู้มีจักษุทิพย์.  พระราชาทรงดีพระทัยที่จะได้ทรงเห็นพระนางอุพพรี. เสด็จขึ้นรถไปอุทยาน ไหว้พระโพธิสัตว์แล้วนั่ง ณ ส่วนหนึ่งถามว่า ได้ยินว่าท่านรู้ที่เกิดของพระเทวีจริงหรือ.  พระโพธิสัตว์ทูลว่า จริงพระเจ้าข้า. 

ตรัสถามว่า  เกิดที่ไหน. ทูลว่า  ข้าแต่มหาราช พระนางทรงมัวเมาในรูป อาศัยความเมาไม่ทรงทำกรรมดี  จึงไปเกิดในกำเนิดหนอนมูลโค. ตรัสว่า ข้าพเจ้าไม่เชื่อ. ทูลว่า ถ้าเช่นนั้น อาตมาจะแสดงแก่พระองค์แล้วให้พูด. ตรัสว่า ดีแล้ว  จงให้พระนางพูดเถิด. พระโพธิสัตว์ได้ทำให้หนอนสองตัวมาด้วยอานุภาพของตน  โดยอธิษฐานว่าขอให้หนอนสองตัวจงชำแรกก้อนโคมัยออกมาเบื้องพระพักตร์
ของพระราชา.  หนอนสองตัวก็ออกมาตามนั้น. พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงพระเทวี จึงกราบทูลว่า  ข้าแต่มหาราช  พระเทวีอุพพรีนี้จากพระองค์ไปแล้ว เดินตามหลังหนอนโคมัยมา ขอพระองค์จงทอดพระเนตรเถิด.  พระราชาตรัสว่า พระคุณเจ้าข้าพเจ้าไม่เชื่อว่า  สัตว์ที่เกิดในกำเนิดหนอนโคมัยชื่ออุพพรี.

พระโพธิสัตว์ทูลว่า  มหาบพิตร อาตมาภาพจะให้หนอนนั้นพูด.
ตรัสว่า ให้พูดเถิดพระคุณเจ้า.
พระโพธิสัตว์เมื่อจะให้หนอนพูดด้วยอานุภาพของตน จึงเรียกว่า แน่ะนางอุพพรี.  นางหนอนพูดเป็นภาษามนุษย์ว่า  อะไรเจ้าคะ. พระโพธิสัตว์ถามว่า ในอัตภาพที่ล่วงแล้วท่านเป็นอะไร.
ตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของพระเจ้าอัสสกะ  ชื่ออุพพรีเจ้าคะ.
ถามว่า  ก็เดี๋ยวนี้พระราชาอัสสกะยังเป็นที่รักของเจ้าหรือว่า หนอนโคมัยเป็นที่รักของเจ้า. 
ตอบว่า   ท่านเจ้าขา พระราชาเป็นพระสวามีของข้าพเจ้าในชาติก่อน ครั้งนั้นข้าพเจ้าเที่ยวชื่นชมรูป เสียง กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะกับพระราชานั้นในอุทยานนี้  แต่เดี๋ยวนี้ตั้งแต่ข้าพเจ้าไปต่างภพกันแล้ว  พระราชาอัสสกะจะเป็นอะไรกับข้าพเจ้าเล่า บัดนี้ข้าพเจ้าจะสังหารพระเจ้าอัสสกะ เอาพระโลหิตในพระศอของพระองค์มาล้างเท้าของหนอนโคมัยผัวของข้าพเจ้าเสีย.

 บุคคลไม่ควรสละชีวิตเป็นทาน(นอกจากพุทธภูมิ) (กามสูตร) เล่ม24หน้า312

เทวดาทูลถามว่า :
กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ไม่ควรให้สิ่งอะไร คนไม่ควรสละอะไร อะไรหนอที่เป็นส่วนดีงามควรปล่อย แต่ที่เป็นส่วนลามกไม่ควรปล่อย.

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า :
บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน ไม่พึงสละซึ่งตน วาจาที่ดีควรปล่อย แต่วาจาที่ลามกไม่ควรปล่อย.

 อรรถกถากามสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในกามสูตรที่  ๘  ต่อไป :-
บทว่า ไม่พึงให้ซึ่งตน นี้ ท่านอธิบายว่า ยกเว้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายแล้ว บุคคลไม่พึงให้ซึ่งตนโดยการทำตนให้เป็นทาสของผู้อื่น. บทว่าน  ปริจฺจเช  อธิบายว่า  ยกเว้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ  บุคคลไม่พึงสละซึ่งตนให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีสีหะและพยัคฆ์ร้ายเป็นต้น.   

กรรมฐาน5  คือ กรรมฐานเริ่มแรกของนักบวช(อ.บรรพชาวินิจฉัย) เล่ม6หน้า79

ผู้มีอายุ เธอจงใคร่ครวญดูให้ดี จงคุมสติ แล้วพึงสอนตจปัญจกกัมมัฏฐาน(ผม.  ขน.  เล็บ.  ฟัน. หนัง.) ให้และเมื่อบอก พึงชี้แจงให้ชัดเจนถึงข้อที่ส่วนทั้ง ๕ นั้น เป็นของไม่สะอาดน่าเกลียด ปฏิกูล ด้วยอำนาจสี  สัณฐาน กลิ่น ที่อาศัย  และโอกาส  หรือข้อที่ส่วนทั้ง ๕ นั้น ไม่ใช่ผู้เป็นอยู่ ไม่ใช่สัตว์ ก็ถ้าในกาลก่อน เขาเป็นผู้เคยพิจารณาสังขาร เจริญภาวนามา เป็นเหมือนผีที่แก่เต็มที่คอยรอการบ่งด้วยหนาม และเป็นเหมือนดอกปทุมที่แก่ คอยรอพระอาทิตย์ขึ้น ทีนั้นเมื่อการพิจารณากัมมัฏฐาน สักว่าเขาปรารภแล้ว ญาณที่จะบดกิเลสเพียงดังภูเขาให้แหลกไปนั่นแล ย่อมเป็นไป ราวกะอาวุธของพระอินทร์แล่งภูเขาให้แหลกละเอียดไปฉะนั้น.เขาย่อมบรรลุพระอรหัตในเวลาปลงผมเสร็จทีเดียว. จริงอยู่ แต่แรกทีเดียว กุลบุตรเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ได้สำเร็จพระอรหัต ในขณะปลงผมเสร็จกุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมด ได้การฟังเห็นปานนี้ อาศัยนัยซึ่งอาจารย์ผู้เป็นกัลยาถมิตรให้ จึงได้สำเร็จ ไม่ได้อาศัยแล้วหาสำเร็จไม่ เพราะเหตุนั้น อุปัชฌาย์จึงควรกล่าวถ้อยคำเช่นนั้นแก่เขา..

ไม่ว่าผู้ใด เมื่อทำบาป ก็ต้องเป็นบาปทั้งนั้น(สาเลยยกสูตร) เล่ม19หน้า248

๑. พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย บุคคลลางคนในโลกนี้เป็นคนชอบพูดเท็จไม่ว่าอยู่ในที่ประชุม อยู่ในบริษัท อยู่กลางญาติ อยู่กลางพรรคพวก หรืออยู่กลางราชตระกูลก็ตาม เมื่อถูกนำมาซักเป็นพยานว่า ''มานี่ซินาย ขอให้คุณจงพูดสิ่งที่คุณรู้." เขาไม่รู้ก็พูดว่า "ผมรู้"  หรือรู้อยู่ก็กลับพูดว่า " ผมไม่รู้ " ไม่เห็นก็พูดว่า " ผมเห็น " หรือเห็นอยู่ก็ไพล่พูดไปว่า " ผมไม่เห็น " ทั้งนี้เพราะเหตุแห่งตน เพราะเหตุแห่งคนอื่น หรือ เพราะเหตุแห่งอามิสลางสิ่งลางอย่าง จึงเป็นกล่าวเท็จทั้งๆ ที่รู้อยู่.

๒.  และก็เป็นคนพูดส่อเสียด คือ ได้ฟังจากทางนี้แล้วไปบอกทางโน้น เพื่อทำลายพวกเหล่านี้ หรือได้ฟังจากทางโน้นแล้วก็มาบอกพวกนี้เพื่อทำลายพวกโน้น ดังนี้ก็เป็นอันว่า ทำผู้ที่พร้อมเพรียงกันอยู่แล้วให้แตกกัน หรือส่งเสริมให้คนที่แตกกันอยู่แล้วแตกกันยิ่งขึ้น พอใจผู้ที่แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก ยินดีกับที่แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก ชอบผู้ที่แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก เป็นผู้พูดวาจาที่ทำให้แตกกันเป็นพรรคเป็นพวก

๓.  ทั้งเป็นคนพูดคำหยาบ  คือ เป็นผู้พูดคำชนิดที่ค่อนขอด หยาบช้าต่อคนอื่น เผ็ดร้อน คนอื่นเหน็บความเจ็บใจ ใกล้ต่อความโกรธ  ไม่เป็นไม่เพื่อให้จิตใจตั้งมั่นเห็นปานนั้น.

๔.  อีกทั้งเป็นผู้ชอบพูดสำรากเพ้อเจ้อ  ชอบพูดไม่ถูกเวลา ชอบพูดไม่จริง ( พูดไม่เป็น) ชอบพูดไร้ประโยชน์ ชอบพูดไม่เป็นธรรม ชอบพูดไม่เป็นวินัย เป็นผู้พูดไม่มีหลักฐาน ไม่เป็นเวลา ไม่มีที่อ้างอิง ไม่มีที่สิ้นสุดไม่ประกอบด้วยประโยชน์...

" พราหมณ์และคฤหบดีทั้งหลาย เพราะความประพฤติไม่เป็นธรรมและความประพฤติที่ไม่สม่ำเสมอ เป็นเหตุอย่างนี้แล  เหล่าสัตว์บางพวกในโลกนี้ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตกจึงย่อมเข้าถึงอบาย  ทุคติ  วินิบาต นรก."

อนาถบิณฑิกเศรษฐีไล่เทวดาออกจากบ้านตน(เรื่องอนาถบิณฑิกเศรษฐี) เล่ม42หน้า19

ขณะนั้น  เศรษฐีเห็นเทวดานั้นแล้วถามว่า  " นั่นใคร ? "
เทวดา.  มหาเศรษฐี  ข้าพเจ้าเป็นเทวดาสถิตอยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๔  ของท่าน มาเพื่อต้องการเตือนท่าน.
เศรษฐี.  เทวดา  ถ้าเช่นนั้น  เชิญท่านพูดเถิด.
เทวดา.  มหาเศรษฐี ท่านไม่เหลียวแลถึงกาลภายหลังเลย จ่ายทรัพย์เป็นอันมากในศาสนาของพระสมณโคคม.  บัดนี้ ท่านแม้เป็นผู้ยากจนแล้ว ก็ยังไม่ละการจ่ายทรัพย์อีก. เมื่อท่านประพฤติอย่างนี้ จักไม่ได้แม้วัตถุสักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม โดย ๒-๓ วันแน่แท้; ท่านจะต้องการอะไรด้วยพระสมณโคคม ท่านจงเลิกจากการบริจาคเกิน (กำลัง) เสียแล้วประกอบการงานทั้งหลาย  รวบรวมสมบัติไว้เถิด.
เศรษฐี.  นี้เป็นโอวาทที่ท่านให้แก่ข้าพเจ้าหรือ ?
เทวดา.  จ้ะ มหาเศรษฐี.
เศรษฐี.  ไปเถิดท่าน. ข้าพเจ้า อันบุคคลผู้เช่นท่าน แม้ตั้งร้อยตั้งพัน ตั้งแสนคน ก็ไม่อาจให้หวั่นไหวได้. ท่านกล่าวคำไม่สมควร จะต้องการอะไรด้วยท่านผู้อยู่ในเรือนของข้าพเจ้า. ท่านจงออกไปจากเรือนของข้าพเจ้าเร็ว ๆ.

เทวดาถูกเศรษฐีขับไล่ไม่มีที่อาศัย เทวดานั้น ฟังคำของเศรษฐีผู้เป็นโสดาบันอริยสาวกแล้ว ไม่อาจดำรงอยู่ได้ จึงพาทารกทั้งหลายออกไป, ก็แล ครั้นออกไปแล้วไม่ได้ที่อยู่ในที่อื่น จึงคิดว่า " เราจักให้ท่านเศรษฐีอดโทษแล้วอยู่ในที่เดิมนั้นเข้าไปหาเทพบุตรผู้รักษาพระนคร แจ้งความผิดที่ตนทำแล้ว กล่าวว่า " เชิญมาเถิดท่าน, ขอท่านจงนำข้าพเจ้าไปยังสำนักของท่านเศรษฐี ให้ท่านเศรษฐีอดโทษแล้วให้ที่อยู่ (แก่ข้าพเจ้า). "

เทพบุตรห้ามเทวดานั้นว่า " ท่านกล่าวคำไม่สมควร,  ข้าพเจ้าไม่อาจไปยังสำนักของเศรษฐีนั้นได้. "

เทวดานั้นจึงไปสู่สำนักของท้าวมหาราชทั้ง ๔  ก็ถูกท่านเหล่านั้นห้ามไว้   จึงเข้าไปเฝ้าท้าวสักกเทวราช  กราบทูลเรื่องนั้น (ให้ทรงทราบ)แล้ว ทูลวิงวอนอย่างน่าสงสารว่า " ข้าแต่เทพเจ้า  ข้าพระองค์ไม่ได้ที่อยู่ต้องจูงพวกทารกเที่ยวระหกระเหิน หาที่พึ่งมิได้. ขอได้โปรดให้เศรษฐีให้ที่อยู่แก่ข้าพระองค์เถิด."

ท้าวสักกะทรงแนะนำอุบายให้เทวดาคราวนั้น ท้าวสักกะ  ตรัสกะเทวดานั้นว่า " ถึงเราก็จักไม่อาจกล่าวกะเศรษฐีเพราะเหตุแห่งท่านได้  (เช่นเดียวกัน). แต่จักบอกอุบายให้แก่ท่านสักอย่างหนึ่ง. "

เทวดา.  ดีละ  เทพเจ้า ขอพระองค์ทรงพระกรุณาตรัสบอกเถิด.
ท้าวสักกะ. ไปเถิดท่าน. จงแปลงเพศเป็นเสมียนของเศรษฐี ให้ใครนำหนังสือ (สัญญากู้เงิน) จากมือเศรษฐีมาแล้ว  (นำไป) ให้เขาชำระทรัพย์ ๑๘ โกฏิ  ที่พวกค้าขายถือเอาไป ด้วยอานุภาพของตนแล้ว   บรรจุไว้ให้เต็มในห้องเปล่า. ทรัพย์ ๑๘ โกฏิ ที่จมลงยังมหาสมุทรมีอยู่ก็ดี.ทรัพย์  ๘ โกฏิ ส่วนอื่น ซึ่งหาเจ้าของมิได้  มีอยู่ในที่โน้นก็ดี. จงรวบรวมทรัพย์ทั้งหมดนั้น บรรจุไว้ให้เต็มในห้องเปล่าของเศรษฐี  ครั้นทำกรรมชื่อนี้ให้เป็นทัณฑกรรมแล้ว  จึงขอขมาโทษเศรษฐี.

-วัดป่าสามแยก ศึกษาพระธรรมวินัย เบิกบุญ โอนบุญ อกหัก โดนของ ธรรมะ ธรรมทาน คลายเครียด เจริญรุ่งเรือง //www.samyaek.com 

-เวบพี่ดาบต้น //www.piyavat.com

-Facebook พุทธพจน์ //www.facebook.com/login.php?next=http%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Fgroups%2FBuddhaspeech




Create Date : 14 ตุลาคม 2555
Last Update : 3 พฤศจิกายน 2555 17:52:33 น. 2 comments
Counter : 1155 Pageviews.

 
ทุกๆ วันเสาร์เวลาประเทศไทย โดยประมาณ 20:30 น.มีการถ่ายทอดสดไปทั่วโลก เทศน์โดยหลวงปู่เกษม อาจิณณสีโล จากสำนักสงฆ์ป่าสามแยก

รับชมได้ที่
ดูวีดีโอช่องที่ 1 (สำหรับผู้ที่อินเตอร์เน็ทช้า: 56k)
www.samyaek.com

ดูวีดีโอช่องที่ 2 (สำหรับผู้ที่อินเตอร์เน็ทเร็ว: 212k)
www.samyaek.com/?channel=2

สำหรับท่านที่มีปัญหาดูถ่ายทอดสดไม่ได้
www.samyaek.com/board2/index.php?topic=2303.0

การใช้ iPad, iPhone, iPod touch ดูถ่ายทอดสด
www.samyaek.com/board2/index.php?topic=5531.0

วิธีใช้ Tablet ตระกูล Android ดูถ่ายทอดสด
www.samyaek.com/board2/index.php?topic=5512.0

สมาชิกท่านใดมีปัญหาในการรับชม
(ปัญหาอันเกิดจากคอมพิวเตอร์ของท่านเอง)

หากได้แก้ไขตามลิงค์ต่างๆ ข้างต้นแล้ว ก็ยังไม่สามารถรับชมได้
ให้ท่านติดต่อสอบถามได้ที่ คุณชัยณรงค์ รัตนเกษมสุข (เม้ง)
Dtac : 081-554-1699 , AIS 081-935-1651
e-mail : macmagic99@hotmail.com


โดย: Budratsa วันที่: 14 ตุลาคม 2555 เวลา:1:43:33 น.  

 


โดย: wildbirds วันที่: 14 ตุลาคม 2555 เวลา:9:08:58 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.