"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
28 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
หลวงปู่เกษม แสดงธรรม ตอบปัญหาชุด สอนคณะหมอพงษ์ ตอน 1-6 (จบ)

ชุดที่ ๐๘๒ แสดงธรรม "สอนคณะหมอพงษ์" (๒ มกราคม ๒๕๕๓)
เนื้อหาบางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
     ๑. ชนะตนเป็นยอดในศาสนานี้
     ๒. ความแตกต่างระหว่างผลทาน
     ๓. เศรษบกิจพอเพียงในธรรมวินัยนี้คือ
     ๔. ผู้เป็นครู... ต้องเรียนคำสอนพระพุทธเจ้า
     ๕. บอกให้พ่อแม่ถึงพุทธ ธรรม สงฆ์… จึงเป็นตอบแทนคุณ

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 1/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 2/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 3/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 4/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 5/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 6/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 7/8

หลวงปู่เกษม สอนคณะหมอพงษ์ 8/8


ฟังธรรมเป็นเอนกแสนกัปจึงจะเข้าใจ(เรื่องอุบาสก5คน)เล่ม43หน้า44บรรทัด17
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๔ - หน้าที่ 44


ผู้บอกฤกษ์สิ้น  ๕๐๐ ชาติโดยลำดับ, ถึงบัดนี้  แม้ในวันนี้ก็ยังแหงน
(หน้า)  ดูอากาศอยู่  ด้วยสามารถแห่งความประพฤติที่ตนได้เคยประพฤติ
มาแล้ว   ในกาลก่อนนั่นเทียว.   เสียงของเราย่อมไม่เข้าหูของเขา.
ส่วนพราหมณ์ผู้ฟังธรรมโดยความเคารพนั่น เกิดเป็นพราหมณ์ผู้
ท่องมนต์๑   ถึงฝั่งแห่งเวท  ๓  สิ้น  ๕๐๐  ชาติโดยลำดับ, ถึงบัดนี้ ก็ย่อมฟัง
ธรรมโดยเคารพ   เป็นดังเทียบเคียงมนต์อยู่.
อานนท์.    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    พระธรรมเทศนาของพระองค์
ย่อมแทรกอวัยวะทั้งหลาย       มีผิวเป็นต้น  (เข้า) ไปจดเยื่อกระดูกตั้งอยู่;
เพราะเหตุไร  อุบาสกเหล่านี้แม้เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่   จึงไม่ฟัง
โดยเคารพ ?
พระศาสดา.   อานนท์  เธอเห็นจะทำความสำคัญว่า   ' ธรรมของเรา
อันบุคคลพึงฟังได้โดยง่ายกระมัง ? '
อานนท์.    ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ    ก็ธรรม (ของพระองค์)    อัน
บุคคลพึงฟังได้โดยยากหรือ ?
พระศาสดา.   ถูกแล้ว   อานนท์.
อานนท์.   เพราะเหตุไร ?   พระเจ้าข้า.
พระศาสดา.   อานนท์  บทว่า  ' พุทฺโธ '  ก็ดี  ' ธมฺโม '  ก็ดี  ' สงฺโฆ '
ก็ดี  อันสัตว์เหล่านั้นไม่เคยสดับแล้ว   ในแสนกัลป์   แม้เป็นอเนก:   เพราะ-
ฉะนั้น    สัตว์เหล่านั้นจึงไม่สามารถฟังธรรมนี้ได้:    แต่ในสงสารมีที่สุดอัน
ใคร  ๆ ตามรู้ไม่ได้    สัตว์เหล่านั้นฟังดิรัจฉานกถามีอย่างต่าง ๆ นั่นแล มา
๑.  มนฺตชฺฌายกพฺราหฺณโณ.


บอกให้พ่ิอแม่ถึงพุทธ ธรรม สงฆ์ ให้ถูกต้องถือได้ว่่า ตอบแทนบุญคุณท่าน(สูตร2)เล่ม33หน้า358บรรทัด2
สูตรที่ ๒
บุคคล  ๒  พวกที่กระทำตอบแทนไม่ได้ง่าย
[๒๗๘]  ๓๒. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   เรากล่าวการกระทำตอบแทน
ไม่ได้ง่ายแก่ท่านทั้งสอง   ทั้งสองท่านคือใคร    คือ   มารดา   ๑   บิดา   ๑
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  บุตรพึงประคับประคองมารดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง  พึ่ง
ประดับประคองบิดาด้วยบ่าข้างหนึ่ง  เขามีอายุ  มีชีวิต  อยู่ตลอด  ๑๐๐  ปี
และเขาพึงปฏิบัติท่านทั้งสองนั้นด้วยการอบกลิ่น   การนวด  การให้อาบน้ำ
และการดัด    และท่านทั้งสองนั้น    พึงถ่ายอุจจาระปัสสาวะบนบ่าทั้งสอง
ของเขานั่นแหละ    ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย     การกระทำอย่างนั้นยังไม่ชื่อว่า
อันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
อนึ่ง    บุตรพึงสถาปนาบิดามารดาในราชสมบัติ        อันเป็นอิสราธิปัตย์
ในแผ่นดินใหญ่อันมีรตนะ  ๗  ประการมากหลายนี้   การการทำกิจอย่างนั้น
ยังไม่ชื่อว่าอันบุตรทำแล้วหรือทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดาเลย     ข้อนั้น
พระสุตตันตปิฎก เอกนิบาต-ทุกนิบาต เล่ม ๑ ภาค ๒ - หน้าที่ 358
เพราะเหตุไร   เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก    บำรุงเลี้ยง    แสดงโลกนี้
แก่บุตรทั้งหลาย   ส่วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู้ไม่มีศรัทธา   ให้สมาทาน
ตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา    ยังมารดาบิดาผู้ทุศีล   ให้สมาทานตั้งมั่นในศีล-
สัมปทา  ยังมารดาบิดาผู้มีความตระหนี่   ให้สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา
ยังมารดาบิดาผู้ทรามปัญญา    ให้สมาทานตั้งมั่นในปัญญาสัมปทา   ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย  ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล   การกระทำอย่างนั้นย่อมชื่อว่า
อันบุตรนั้นทำแล้วและทำตอบแทนแล้วแก่มารดาบิดา.
จบสูตรที่ ๒


ยึดอาจารย์เป็นหลักพาให้เสื่อม......ต้องถือตามคำสอนพุทธเจ้า(ปุคคลปสาทสูตร)เล่ม36หน้า501บรรทัด17
พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต เล่ม ๓ - หน้าที่ 501


เพราะเขาเป็นที่อยู่ของสิ่งร้าย ป่าช้าเป็นที่อยู่ของมนุษย์ร้าย  แม้ฉันใด  เรา
กล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
เพื่อนพรหมจรรย์ผู้มีศีลเป็นที่รัก  เห็นเขาผู้ประกอบด้วยกายกรรมอัน
ไม่สะอาด  ด้วยวจีกรรมอันไม่สะอาด    ด้วยมโนกรรมอันไม่สะอาด  แล้วย่อม
รำพันทุกข์ว่า  โอ  เป็นทุกข์ของพวกเราผู้อยู่ร่วมกับบุคคลเห็นปานนี้  เรา
กล่าวข้อนี้เพราะเขาเป็นที่รำพันทุกข์  ป่าช้าเป็นที่รำพันทุกข์ของชนหมู่มาก
แม้ฉันใด  เรากล่าวบุคคลนี้เปรียบฉันนั้น.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โทษในบุคคลผู้เปรียบด้วยป่าช้า  ๕  ประการนี้แล.
จบสีวถิกาสูตรที่  ๙
อรรถกถาสีวถิกาสูตร
พึงทราบวินิจฉัยในสีวถิกาสูตรที่ ๙  ดังต่อไปนี้ :-
บทว่า  สีวถิกาย  คือ  ในป่าช้า.  บทว่า  อาโรทนา  คือสถานที่
ร่ำไห้.  บทว่า  อสุจินา  คือ  น่าเกลียดชัง.
จบอรรถกถาสีวถิกาสูตรที่  ๙

๑๐. ปุคคลปสาทสูตร

ว่าด้วยโทษของการเลื่อมในที่เกิดขึ้น
[๒๕๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  โทษในความเลื่อมใสที่เกิดขึ้นในบุคคล
๕   ประการนี้   ๕ ประการเป็นไฉน ?  คือ บุคคลใดย่อมเลื่อมใสในบุคคลใด
บุคคลนั้นต้องอาบัติอันเป็นเหตุให้สงฆ์ยกวัตร   เขาจึงคิดอย่างนี้ว่า   บุคคลผู้
เป็นที่รักที่ชอบใจของเรานี้   ถูกสงฆ์ยกวัตรเสียแล้ว  เขาจึงเป็นผู้ไม่มีความเลื่อม
ใสมากในพวกภิกษุ   เมื่อไม่มีความเลื่อมใสมากในพวกภิกษุ  จึงไม่คบหาภิกษุ


การชนะตนเป็นยอดในศาสนานี้ (เรื่องอนันถปุจฉกพราหมณ์) เล่ม41หน้า447บรรทัด15
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่ม ๑ ภาค ๒ ตอน ๒ - หน้าที่ 447


ผู้อื่น  พราหมณ์  ท่านจงเสพกรรม ๖ อย่าง   นี้เถิด,
สิ่งมิใช่ประโยชน์  [ความฉิบหาย]  จักมีแก่ท่าน."
พราหมณ์ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว  ได้ให้สาธุการว่า  "ดีละ
ดีละ  ท่านผู้เป็นอาจารย์ของคณะ   ท่านผู้เป็นใหญ่ในคณะ,  พระองค์เทียว
ย่อมทรงทราบทั้งสิ่งที่เป็นประโยชน์  ทั้งสิ่งที่มิใช่ประโยชน์."
พระศาสดา.   อย่างนั้น  พราหมณ์,   ขึ้นชื่อว่าผู้รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์
และสิ่งมิใช่ประโยชน์   เช่นกับด้วยเราไม่มี.
ลำดับนั้น  พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของพราหมณ์นั้นแล้ว
จึงตรัสถามว่า "พราหมณ์  ท่านเป็นอยู่  (เลี้ยงชีพ) ด้วยการงานอะไร ?"
พราหมณ์.  ด้วยการงานคือเล่นสกา (การพนัน) พระโคดมผู้เจริญ
พระศาสดา.  ก็ท่านชนะหรือแพ้เล่า ?
ชนะตนเป็นการชนะประเสริฐ
เมื่อพราหมณ์นั้นทูลว่า   "ชนะบ้าง  แพ้บ้าง"  ดังนี้แล้ว  พระ-
ศาสดาจึงตรัสว่า "พราหมณ์ นั่นยังมีประมาณน้อย.  ขึ้นชื่อว่าความ
ชนะของบุคคลผู้ชนะผู้อื่นไม่ประเสริฐ;  ส่วนผู้ใดชนะตนได้ ด้วยชนะ
กิเลส, ความชนะของผู้นั้นประเสริฐ;  เพราะว่าใคร ๆ ไม่อาจทำความ
ชนะนั้นให้กลับพ่ายแพ้ได้"


ปิดบาป ปิดนรก ได้ด้วยบุญ (เทวฑูตสูตร)เล่ม23หน้า205บรรทัด19
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 205


ถามว่า ใคร จะได้ประโยชน์ของเทวทูตนี้ ใครไม่ได้. ตอบว่า
ผู้ใดทำกรรมมาก  ผู้นั้นไปเกิดในนรก. ผู้ใดทำบาปกรรมนิดหนึ่ง  ผู้นั้นย่อมได้.
ชนทั้งหลายจับโจรพร้อมด้วยภัณฑะย่อมกระทำสิ่งที่ควรทำ ไม่วินิจฉัย แต่
นำโจรที่ถูกสอบสวนจับไว้ไปสู่โรงศาล เขาได้การตัดสินฉันใด  ข้อเปรียบเทียบก็
ฉันนั้น   ก็ผู้มีบาปกรรมนิดหนึ่ง  ย่อมระลึกได้ตามธรรมดาของตน แม้ถูกเขา
ให้ระลึกได้.  ในข้อนั้น  มีทมิฬชื่อ ฑีฆทันตะ ระลึกได้ตามธรรมดา
ของคน. ได้ยินว่า ทมิฬนั้นเอาผ้าสีแดงบูชาอากาศเจดีย์ในสุมนคีริวิหาร.
ครั้งนั้น เขาเกิดใกล้อุสสุทนรก ได้ยินเสียงเปลวไฟ   ระลึกถึงผ้าที่คนบูชาไว้.
เขาจึงไปเกิดบนสวรรค์.  อีกคนหนึ่ง ถวายผ้าสาฏกเนื้อหยาบแก่ภิกษุหนุ่ม
เป็นบุตรวางไว้ใกล้เท้า.  ในเวลาใกล้ตาย เขาถือนิมิตในเสียงว่า ปฏะ  ปฏะ  แม้
เขาเกิดใกล้อุสสุทนรก ก็ระลึกถึงผ้านั้น เพราะเสียงเปลวไฟจึงไปเกิดบนสวรรค์.
เขาระลึกถึงกุศลกรรมตามธรรมดาของคนก่อนอย่างนี้ จึงบังเกิดบนสวรรค์.
สู่เมื่อระลึกตามธรรมดาของคนไม่ได้  จึงถามเทวทูตทั้ง ๕. ในเทวทูต ทั้ง ๕
นั้น บางคนระลึกได้ด้วยเทวทูตที่หนึ่ง. บางคน   ระลึกได้ด้วยเทวทูตที่สอง
เป็นต้น.  ส่วนผู้ใด  ย่อมระลึกไม่ได้ด้วยเทวทูตทั้ง  ๕  พญายมให้ผู้นั้น    ระลึก
ได้เอง. ได้ยินว่า   อำมาตย์คนหนึ่ง บูชาหาเจดีย์ด้วยหม้อดอกมะลิ  ได้ให้
ส่วนบุญแก่พญายม. นายนิรยบาล นำอำมาตย์นั้นผู้เกิดในนรกเพราะอกุศลกรรม
ไปหาพญายม.  เมื่ออำมาตย์นั้น  ระลึกไม่ได้   ด้วยเทวทูตทั้ง ๕ พญายมตรวจ
ดูเองเห็นแล้วให้ระลึกว่าท่านบูชามหาเจดีย์ด้วยหม้อดอกมะลิแล้ว  แผ่ส่วนบุญ
ไห้เรามิใช่หรือ.   เขาระลึกได้ในเวลานั้นแล้ว  ไปสู่เทวโลก  ก็แต่ว่า พญายม
แม้ตรวจดูเองก็ไม่เห็น  ดำริว่า  สัตว์ผู้นี้จักเสวยทุกข์ให้  จึงนิ่งเสีย.
บทว่า  มหานิรเย ได้แก่  อเวจีมหานรก  ถามว่า  อเวจีมหานรกนั้น
ประมาณภายในเท่าไร. ตอบว่า แผ่นดินโลหะหลังคาโลหะโดยยาว และโดยกวาง

ที่มา: //www.samyaek.com




Create Date : 28 มิถุนายน 2554
Last Update : 6 เมษายน 2556 20:06:41 น. 0 comments
Counter : 878 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.