"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
25 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
หลวงปู่เกษม แสดงธรรม ตอบปัญหาชุด คืนปวารณาออกพรรษา ปี 53 23ตุลาคม 2553

หลวงปู่เกษม แสดงธรรม ตอบปัญหาชุด คืนปวารณาออกพรรษา ปี 53 ตอน 1-4 (จบ)
เนื้อหาบางส่วน
1.พระพุทธเจ้าก็ฉันเนื้อสัตว์
2.กฐิน ผ้าป่าคือผ้า...ไม่ใช่เงิน
3.ภิกษุหรือสงฆ์  รับที่ดินไม่ได้
4.ทำกรรมฐานผิด  มารย่อมได้ช่อง
5.เปรตที่เป็นญาติของแต่ละคน....มีมาก

หลวงปู่เกษม คืนปวารณาออกพรรษาปี53 1/4

หลวงปู่เกษม คืนปวารณาออกพรรษาปี53 2/4

หลวงปู่เกษม คืนปวารณาออกพรรษาปี53 3/4

หลวงปู่เกษม คืนปวารณาออกพรรษาปี53 4/4


ทำกรรมฐานผิด....มารย่อมได้ช่อง(สกุลณัคฆีสูตร)เล่ม30หน้า387บรรทัด10
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค เล่ม ๕ ภาค ๑ - หน้าที่ 387


[๖๙๙]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เพราะเหตุนั้นแหละ  เธอทั้งหลายอย่า
เที่ยวไปในอารมณ์อื่น  อันมิใช่โคจร.   เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์อื่น
อันมิใช่โคจร  มารจักได้ช่อง   มารจักได้อารมณ์.   ก็อารมณ์อื่นอันมิใช้โคจร
ของภิกษุ  คืออะไร.  คือ  กามคุณ  ๕.  กามคุณ ๕  เป็นไฉน.  คือ  รูปอัน
พึงรู้ด้วยจักษุ  อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  น่ารัก   ชักให้ใคร่  ชวน
ให้กำหนัด เสียงที่พึงรู้ด้วยโสต...กลิ่นที่พึงรู้ด้วยฆานะ...รสที่พึงรู้ด้วยชิวหา.
โผฏฐัพพะที่พึงรู้ด้วยกาย   อันน่าปรารถนา  น่าใคร่  น่าพอใจ  น่ารัก   ชักให้
ใคร่  ชวนให้กำหนัด.  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   นี้  คือ  อารมณ์อื่น  มิใช่โคจร
ของภิกษุ.
[๗๐๐]  ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  เธอทั้งหลายจงเที่ยวไปในอารมณ์  ซึ่ง
เป็นของบิดาตน  อันเป็นโคจร  เมื่อเธอทั้งหลายเที่ยวไปในอารมณ์   ซึ่งเป็น
ของบิดาตน  อันเป็นโคจร  มารจักไม่ได้ช่อง  มารจักไม่ได้อารมณ์.  ก็อารมณ์
อันเป็นของบิดา  อันเป็นโคจร  คืออะไร.  คือสติปัฏฐาน  ๔. สติปัฏฐาน  ๔
เป็นไฉน.  ภิกษุในธรรมวินัย    ย่อมพิจารณาเห็นกายในกายอยู่  มีความเพียร
มีสัมปชัญญะ   มีสติ   กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสีย  ย่อมพิจารณาเห็น
เวทนาในเวทนาอยู่ ...  ย่อมพิจารณาเห็นในจิตอยู่ ...  ย่อมพิจารณาเห็น
ธรรมในธรรมอยู่  มีความเพียร  มีสัมปชัญญะ  มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัส
ในโลกเสีย   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้คือ  อารมณ์ซึ่งเป็นของบิดาตน   อันเป็น
โคจรของภิกษุ.
จบสกุณัคฆีสูตรที่  ๖


เมื่อถวายเงินให้พระ..เณร...ด้วยวิธีใดๆ...ก็ผิด(มณิจูฬกสูตร) เล่ม29หน้า213บรรทัด9

ห้ามแก้วและทอง ปราศจากทองและเงิน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์
ไม่อาจให้บริษัทนั้นยินยอมได้     เมื่อข้าพระองค์พยากรณ์อย่างนี้    เป็นอัน
กล่าวตามคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว  จะไม่กล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ด้วยคำไม่จริง    และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม     และสหธรรมิกไร ๆ
คล้อยตามวาทะ  จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้แลหรือ  พระเจ้าข้า.
[๖๒๖]   พระผู้มีพระภาค จ้าตรัสว่า  ดีละ  นายคามณี   เมื่อท่าน
พยากรณ์อย่างนี้   เป็นอันกล่าวตามคำที่เรากล่าวแล้ว  ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำ
ไม่จริง   และพยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม    และสหธรรมิกไร ๆ   คล้อย
ตามวาทะ    จะไม่ถึงฐานะอันวิญญูชนพึงติเตียนได้.   เพราะว่าทองและเงิน
ไม่ควรแก่สมณศากยบุตร   สมณศากยบุตรย่อมไม่ยินดีทองและเงิน   สมณ
ศากยบุตรห้ามแก้วและทอง     ปราศจากทองและเงิน.      ดูก่อนนายคามณี
ทองและเงินควรแก่ผู้ใด    เบญจกามคุณก็ควรแก่ผู้นั้น    เบญจกามคุณควร
แก่ผู้ใด   ทองและเงินก็ควรแก่ผู้นั้น   ดูก่อนนายคามณีท่านพึงทรงจำความ
ที่ควรแก่เบญจกามคุณนั้นโดยส่วนเดียวว่า  ไม่ใช่ธรรมของสมณะ   ไม่ใช่
ธรรมของศากยบุตร อนึ่งเล่า   เรากล่าวอย่างนี้ว่า    ผู้ต้องการหญ้าพึงแสวง
หาหญ้า     ผู้ต้องการไม้พึงแสวงหาไม้    ผู้ต้องการเกวียนพึงแสวงหาเกวียน
ผู้ต้องการบุรุษพึงแสวงหาบุรุษ    เรามิได้กล่าวว่า    สมณศากยบุตรพึงยินดี
พึงแสวงหาทองและเงินโดยปริยายอะไรเลย.
จบ  มณิจูฬกสูตรที่ ๑๐


ภิกษุไม่พึงหาเงินทอง....โดยประการทั้งปวง(สัตตสติกขันธกะ)เล่ม9หน้า536บรรทัด18
พระวินัยปิฎก จุลวรรค เล่ม ๗ ภาค ๒ - หน้าที่ 536


พระศากยบุตร  พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน  พระสมณะ
เชื้อสายพระศากยบุตรไม่รับทองและเงิน     พระสมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมี
แก้วและทองอันวางเสียแล้ว    ปราศจากทองและเงิน    ข้าพระพุทธเจ้าสามารถ
ชี้แจงให้บริษัทนั้นเข้าใจได้  เมื่อข้าพระพุทธเจ้าพยากรณ์อย่างนี้  ชื่อว่ากล่าว
คล้อยตามพระผู้มีพระภาคเจ้า  ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคำเท็จ
ชื่อว่าพยากรณ์ธรรมอันสมควรแก่ธรรม  และสหธรรมิกบางรูป  ผู้กล่าวตาม
วาทะ   ย่อมไม่ถึงฐานะที่ควรติเตียนหรือ  พระพุทธเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า    เอาละนายบ้าน เธอพยากรณ์อย่างนี้
ชื่อว่ากล่าวคล้อยตามเรา  ชื่อว่าไม่กล่าวตู่เราด้วยคำเท็จ  ชื่อว่า  พยากรณ์ธรรม
สมควรแก่ธรรม  และสหธรรมิกบางรูปผู้กล่าวตามวาทะย่อมไม่ถึงฐานะที่ควร
ติเตียน  ดูก่อนนายบ้าน  ทองและเงินไม่ควรแก่สมณะเชื้อสายพระศากยบุตร
โดยแท้  สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรไม่ยินดีทองและเงิน  สมณะเชื้อสายพระ
ศากยบุตรไม่รับทองและเงิน  สมณะเชื้อสายพระศากยบุตรมีแก้วและทองอันวาง
เสียแล้ว   ปราศจากทองและเงิน   ทองและเงินควรแก่ผู้ใด   แม้กามคุณทั้งห้าก็
ควรแก่ผู้นั้น    กามคุณทั้งห้าควรแก่ผู้ใด    เธอพึงจำผู้นั้นไว้โดยส่วน  เดียวว่า   มี
ปกติมิใช่สมณะ  มีปกติมิใช่เชื้อสายพระศากยบุตร   เราจะกล่าวอย่างนี้ว่า  ผู้ต้อง
การหญ้า   พึงแสวงหาหญ้า    ผู้ต้องการไม้  พึงแสวงหาไม้  ผู้ต้องการเกวียน  พึง
แสวงหาเกวียน  ผู้ต้องการบุรุษ  พึงแสวงหาบุรุษ  แต่เราไม่กล่าวโดยปริยาย
ไร ๆ ว่า   สมณะพึงยินดี  พึงแสวงหาทองและเงิน.
ข้าพเจ้าผู้มีวาทะอย่างนี้  กล่าวสิ่งไม่เป็นธรรม  ว่าไม่เป็นธรรม  สิ่ง
เป็นธรรมว่าเป็นธรรม  สิ่งไม่เป็นวินัย  ว่าไม่เป็นวินัย  สิ่งเป็นวินัย  ว่าเป็นวินัย
เขาหาว่า   ด่า   บริภาษอุบาสกอุบาสิกา   ผู้มีศรัทธาเลื่อมใสทำให้ไม่เลื่อมใส


ตำหนิธรรมของพระพุทธเจ้า...ตกวโรรุวนรกตลอดกาล(ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร)เล่ม24หน้า230บรรทัด19
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่ม ๑ ภาค ๑ - หน้าที่ 230


๙.  ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร
คาถาของธิดาท้าวปัชชุนนะ
[๑๓๑]   ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง     พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่   ณ   กูฎาคารศาลาในป่า
มหาวัน กรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล  เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ
ชื่อโกกนทา    มีวรรณะงาม    ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง    เข้าไปเฝ้าพระผู้มี
พระภาคเจ้า    ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท    แล้วยืนอยู่   ณ  ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๑๓๒]   ธิดาของท้าวปัชชุนนะ  ชื่อโกกนทา  ครั้นยืนอยู่   ณ  ที่ควร
ส่วนข้างหนึ่งแล้ว  ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
หม่อมฉันชื่อว่าโกกนทา   เป็นธิดา
ของท้าวปัชชุนนะ    ย่อมไหว้เฉพาะพระ-
สัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์  ผู้เสด็จอยู่ในป่า
กรุงเวสาลี  สุนทรพจน์ว่า   ธรรมอันพระ-
สัมพุทธเจ้า  ผู้มีพระปัญญาจักษุ  ตาม
ตรัสรู้แล้วดังนี้     หม่อมฉันได้ยินแล้วใน
กาลก่อน   แท้จริง   หม่อมฉันนั้น   เมื่อ
พระสุคตผู้เป็นมุนีทรงแสดงอยู่  ย่อมรู้
ประจักษ์ในกาลนี้   ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งมี
ปัญญาทราม  ติเตียนธรรมอันประเสริฐ
เที่ยวไปอยู่  ชนเหล่านั้น  ย่อมเข้าถึงโรรุว-
นรกอันร้ายกาจ    ประสบทุกข์ตลอดกาล-
นาน ส่วนชนทั้งหลายเหล่าใดแล ประกอบ
ด้วยความอดทนและความสงบในธรรมอัน
ประเสริฐ   ชนทั้งหลายเหล่านั้น  ละร่างกาย
อันเป็นของมนุษย์   แล้วจักยังหมู่เทวดาให้
บริบูรณ์


ศาสนานี้ต้ิองเรียนตามลำดับ...ไม่มีลัดขั้นตอน(กีฏาคิริสูตร)เล่ม20หน้า428บรรทัด13
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์ เล่ม ๒ ภาค ๑ - หน้าที่ 428


สมาบัติ   ล่วงรูปสมาบัติด้วยกายอยู่   แต่อาสวะบางเหล่าของผู้นั้นสิ้นไป เพราะ
เห็นอริยสัจนั้น ด้วยปัญญา อนึ่ง  ผู้นั้นมีแต่เพียงความเชื่อความรักในพระ-
ตถาคต  อีกประการหนึ่ง ธรรมเหล่านี้คือ  สัทธินทรีย์  วิริยินทรีย์  สตินทรีย์
สมาธินทรีย์  ปัญญินทรีย์  ย่อมมีแก่ผู้นั้น  บุคคลนี้เรากล่าวว่า สัทธานุสารี-
บุคคล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวว่า กิจที่ควรทำด้วยความไม่ประมาท
ย่อมเกิดแก่ภิกษุแม้นี้ ข้อนั้นเพราะเหตุไร  เพราะเราเห็นผลแห่งความไม่ประ-
มาทของภิกษุนี้เช่นนี้ว่า ไฉนท่านผู้นี้เสพเสนาสนะที่สมควร  คบหากัลยาณมิตร
ทำอินทรีย์ให้เสมออยู่   พึงทำให้แจ้งซึ่งที่สุดพรหมจรรย์  อันไม่มีธรรมอื่นยิ่ง
กว่า   ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบต้องการ ด้วย
ปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองในปัจจุบัน   แล้วเข้าถึงอยู่  ดังนี้   จึงกล่าวว่า กิจที่ควร
ทำด้วยความประมาท   ย่อมมีแก่ภิกษุนี้.
การตั้งอยู่ในอรหัตผล
[๒๓๘]   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย    เราย่อมกล่าวการตั้งอยู่ในอรหัตผล
ด้วยการไปครั้งแรกเท่านั้นหามิได้  แต่การตั้งอยู่ในอรหัตผลนั้น  ย่อมมีได้ด้วย
การศึกษาโดยลำดับ ด้วยการทำโดยลำดับ   ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับ  ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย   ก็การตั้งอยู่ในอรหัตผลย่อมมีได้. ด้วยการศึกษาโดยลำดับ   ด้วย
การทำโดยลำดับ  ด้วยความปฏิบัติโดยลำดับอย่างไร   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย   กุล-
บุตรในธรรมวินัยนี้  เกิดศรัทธาแล้วย่อมเข้าไปใกล้   เมื่อเข้าไปใกล้ย่อมนั่งใกล้
เมื่อนั่งใกล้ย่อมเงี่ยโสตลง  เมื่อเงี่ยโสตลงแล้วย่อมฟังธรรม   ครั้นฟังธรรมย่อม
ทรงธรรมไว้     ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมที่ทรงไว้แล้ว  เมื่อพิจารณา
เนื้อความอยู่   ธรรมทั้งหลายย่อมทนได้ซึ่งความพินิจ   เมื่อธรรมทนความพินิจ


ที่มา: //www.samyaek.com 




Create Date : 25 มิถุนายน 2554
Last Update : 6 เมษายน 2556 19:50:13 น. 0 comments
Counter : 757 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.