"ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้หรือในโลกอื่น หรือรัตนะใดอันประณีตในสวรรค์ ทรัพย์และรัตนะนั้นเสมอด้วยพระตถาคตย่อมไม่มี พระพุทธเจ้าแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยการกล่าวคำจริงนี้ ขอความสวัสดีจงมี....." "พระไตรปิฏก เป็นตาที่วิเศษยิ่ง, เป็นหูที่วิเศษยิ่ง, เป็นจมูกที่วิเศษยิ่ง, เป็นลิ้นที่วิเศษยิ่ง, เป็นกายที่วิเศษยิ่ง, เป็นใจที่วิเศษยิ่ง, เป็นครู-อาจารย์ที่วิเศษยิ่ง, เป็นพ่อ-แม่ที่วิเศษยิ่ง, เป็นมิตรและเข็มทิศที่วิเศษยิ่ง, เป็นแผนที่และป้ายบอกทางที่วิเศษยิ่ง, เป็นแสงสว่างส่องทางสู่นิพพานที่วิเศษยิ่ง"จากวัดสามแยก
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
 
20 มิถุนายน 2554
 
All Blogs
 
หลวงปู่เกษม แสดงธรรม ตอบปัญหาชุด"ศาสนานี้พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ" 1-8(จบ)๙ - ๑๐ เมษายน ๒๕๕๔

หลวงปู่เกษม แสดงธรรม ตอบปัญหาชุด ศาสนานี้พระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของ 1-8(จบ)
เนื้อหา บางส่วนจากการแสดงธรรมชุดนี้
     ๑. นายเวรบันดาลให้ฝัน
     ๒. มนุษย์คือเจ้าที่ ไม่ใช่เทวดา
     ๓. คุณสมบัติผู้จะรอดจากภัยพิบัติ
     ๔. ภิกษุผู้ไร้ความสามารถ ไม่พึงสอนใคร
     ๕. ภิกษุรับใช้คฤหัสถ์คือผู้ประทุษร้ายสกุล

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 1/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 2/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 3/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 4/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 5/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 6/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 7/8

หลวงปู่เกษม ศาสนานี้เป็นของพุทธะ 8/8



-ภิกษุรับใช้คฤหัสถ์ คือผู้ประทุษร้ายสกุล (สังฆาทิเสสข้อที่13)เล่ม3หน้า624บรรทัดที่3

ที่ชื่อว่า  สกุล หมายสกุล ๔ คือ สกุลกษัตริย์ สกุลพราหมณ์
สกุลแพศย์   สกุลศูทร.
บทว่า   เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล  คือ ประจบสกุลด้วยดอกไม้ก็ดี
ผลไม้ก็ดี แป้งก็ดี  ดินก็ดี  ไม้สีฟันก็ดี ไม้ไผ่ก็ดี  การแพทย์ก็ดี
การสื่อสารก็ดี.
บทว่า มีความประพฤติเลวทราม    คือ ปลูกไม้ดอกเองบ้าง
ใช้ให้ผู้อื่นปลูกบ้าง  รดน้ำเองบ้าง   ใช้ผู้อื่นรดบ้าง เก็บดอกไม้เองบ้าง
ใช้ผู้อื่นเก็บบ้าง   ร้อยกรองดอกไม้เองบ้าง   ใช้ผู้อื่นร้อยกรองบ้าง.
[๖๒๓]  บทว่า  เขาได้เห็นอยู่ด้วย   เขาได้ยินอยู่ด้วย คือ ชน
เหล่าใดอยู่เฉพาะหน้า  ชนเหล่านั้น ชื่อว่าได้เห็นอยู่  ชนเหล่าใดอยู่ลับหลัง
ชนเหล่านั้นชื่อว่าได้ยินอยู่.
บทว่า  และสกุลทั้งหลาย  อันเธอประทุษร้ายแล้ว   คือ ชน
ทั้งหลายเมื่อก่อนมีศรัทธา  อาศัยภิกษุนั้นกลับเป็นคนไม่มีศรัทธา เมื่อก่อน
เป็นคนเลื่อมใสอาศัยภิกษุนั้นกลับเป็นคนไม่เลื่อมใส.
บทว่า    เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย  คือ ชนเหล่าใด
อยู่เฉพาะหน้า ชนเหล่านั้น ชื่อว่าได้เห็นอยู่ ชนเหล่าใดอยู่ลับหลัง  ชน
เหล่านั้นชื่อว่าได้ยินอยู่.
[๖๒๔]  บทว่า   ภิกษุนั้น ได้แก่  ภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลรูปนั้น.
บทว่า  อันภิกษุทั้งหลาย  ได้แก่   ภิกษุเหล่าอื่น  อธิบายว่า ภิกษุ
พวกที่ได้เห็นได้ยินเหล่านั้น พึงกล่าวภิกษุผู้ประทุษร้ายสกุลรูปนั้นว่า
ท่านแล  เป็นผู้ประทุษร้ายสกุล  มีความประพฤติเลวทราม  ความประพฤติ
เลวทรามของท่านแล เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย และสกุล
ทั้งหลาย   อันท่านประทุษร้ายแล้ว  เขาได้เห็นอยู่ด้วย เขาได้ยินอยู่ด้วย

-ให้ทานในสัตว์เดียรัจฉานหวังผลได้ 100เท่า ให้แก่คนทุศีลหวังผล1,000เท่า(ทักขิณาวิภังคสูตร)เล่ม23หน้า394บรรทัด1
พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 394


[๗๑๑]  ดูก่อนอานนท์  ใน ๑๔ ประการนั้น บุคคลให้ทานในสัตว์
เดียรัจฉาน  พึงหวังผลทักษิณาได้ร้อยเท่า  ให้ทานในปุถุชนผู้ทุศีล  พึงหวังผล
ทักษิณาได้พันเท่า ให้ทานในปุถุชนผู้มีศีล พึงหวังผลทักษิณาได้แสนเท่า.
ให้ทานในบุคคลภายนอกผู้ปราศจากความกำหนัดในกาม   พึงหวังผลทักษิณาได้
แสนโกฏิเท่า.ให้ทานในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำโสดาปัตติผลให้แจ้ง พึงหวังผล
ทักษิณาจะนับไม่ได้ จะประมาณไม่ได้ จะป่วยกล่าวไปไยในพระโสดาบัน
ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำสกทาคามิผลให้แจ้ง ในพระสกทาคามี   ในท่านผู้ปฏิบัติ
เพื่อทำอนาคามิผลให้แจ้ง    ในพระอนาคามี ในท่านผู้ปฏิบัติเพื่อทำอรหัตผล
ให้แจ้ง   ในสาวกของตถาคตผู้เป็นพระอรหันต์    ในปัจเจกสัมพุทธะ    และใน
ตถาคตอรหันต์  สัมมาสัมพุทธเจ้า.
[๗๑๒]  ดูก่อนอานนท์  ก็ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์มี ๗ อย่าง คือ  ให้
ทานในสงฆ์ ๒ ฝ่าย  มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์
ประการที่  ๑.ให้ทานในสงฆ์ ๒  ฝ่าย  ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว เป็น
ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ทั้ง ๒ ฝ่าย ในเมื่อตถาคตปรินิพพานแล้ว นี้เป็น
ทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๒.ให้ทานในภิกษุสงฆ์ นี้เป็นทักษิณาที่
ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๓.ให้ทานในภิกษุณีสงฆ์  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้ว
ในสงฆ์ประการที่ ๔. เผดียงสงฆ์ว่า   ขอได้โปรดจัดภิกษุและภิกษุณีจำนวน
เท่านี้ ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้าแล้วให้ทาน  นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์
ประการที่ ๕.เผดียงสงฆ์ว่า ขอได้โปรดจัดภิกษุจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่
ข้าพเจ้า  แล้วให้ทาน   นี้เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่ ๖.เผดียงสงฆ์
ว่า  ขอได้โปรดจัดภิกษุณีจำนวนเท่านี้ขึ้นเป็นสงฆ์แก่ข้าพเจ้า   แล้วให้ทาน
เป็นทักษิณาที่ถึงแล้วในสงฆ์ประการที่  ๗
.


ที่มา: www.samyaek.com




Create Date : 20 มิถุนายน 2554
Last Update : 6 เมษายน 2556 19:24:03 น. 0 comments
Counter : 700 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Budratsa
Location :
พิจิตร Switzerland

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 11 คน [?]




สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับทุกๆคนค่ะ
"ดูก่อนอานนท์ บางทีพวกเธอจะพึงมีความคิดอย่างนี้ว่า ปาพจน์ (พุทธพจน์) มีพระศาสดาล่วงแล้ว พระศาสดาของพวกเราไม่มี ข้อนี้พวกเธอไม่พึงเห็นอย่างนั้น ธรรมก็ดี วินัยก็ดีอันใดอันเราแสดงแล้ว ได้บัญญัติไว้แล้วแก่พวกเธอ ธรรมและวินัยอันนั้น จักเป็นศาสดาแห่งพวกเธอ โดยกาลล่วงไปแห่งเรา" เล่มที่ ๑๓ : พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๑ หน้าที่ ๓๒๐
Friends' blogs
[Add Budratsa's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.