space
space
space
<<
มิถุนายน 2554
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
space
space
22 มิถุนายน 2554
space
space
space

การเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
วันนี้วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๕๔
ได้กลับถึงบ้านก่อนกำหนด เพราะว่าเสร็จจากการอบรมก่อนเวลา เพราะเค้าเปลี่ยนแปลงตารางการอบรมใหม่ เลยทำให้ได้กลับเร็วกว่าเดิม ตอนแรกตามเดิมเค้าเลิกบ่ายโมง แต่เปลี่ยนใหม่เป็นเลิกเที่ยงครึ่ง แต่ก็กินเวลาไปอีกถึงบ่ายโมงกว่าๆ ถึงได้เลิกจากการอบรม แล้วก็เดินทางกลับบ้านของตนเอง แต่ก็กลับมาถึงบ้านเวลาทุ่มหนึ่งพอดี ไม่มืดมาก แต่ว่าเหนื่อยเหมือนกันกับการเดินทางระยะไกลแบบนั้น และก็ร้อนด้วย มาเริ่มต้นกับการเดินทางที่ผ่านมาดีกว่าตั้งแต่ออกจากบ้านไปถึงจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจนกระทั้งเดินทางกลับมาบ้าน ครบรอบการเดินทางออกจากบ้านและกลับเข้าบ้านพอดี

เช้าวันอังคารตื่นตีสามกว่าๆ เพราะนอนไม่หลับ มาเปิดเนตเล่น ออนเอ็มไว้นิดหน่อย แต่ก็มีคนมาทักทายสองสามคน เพราะเค้านอนกันดึก บางคนยังไม่นอนเลยขนาดตีสามกว่าๆ แล้วนะ แต่ผมนอนหลับไปแล้วตื่นหนึ่งแล้วตื่นขึ้นมาใหม่เพราะมาว่านาฬิกาปลุกให้ตื่นขึ้นมา แล้วอีกอย่างนอนไม่หลับ เลยไม่นอนต่อ นั่งเล่นเนตไปมา แปปเดียวเอง รู้สึกว่าเวลาเดินไวมาก ตีสี่ครึ่งกว่าๆ ก็เลยเข้าห้องน้ำ อาบน้ำ อาบน้ำเสร็จตีห้าพอดีมั้ง แม่ตกใจตื่น แม่ถามใครอาบน้ำ ลืมบอกแม่ว่าเช้าวันนี้จะเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แม่เลยตกใจว่าใครอาบน้ำ แม่ตะโกนถามจากที่นอนของแม่

แม่ก็เลยต้องลุกออกจากที่นอน มานั่งคุยเป็นเพื่อน สักพักแม่ก็เข้าห้องน้ำเพราะปวดท้อง แต่งตัวเสร็จก็เกือบจะตีห้าครึ่งแล้ว แม่ออกจากห้องน้ำพอดี แล้วเลยไปส่งกันที่ท่ารถทัวร์ไป กทม ไปกับพ่อแม่ และตัวเอง รวมสามคน ก่อนออกจากบ้านฝนลงปรอยๆ บางๆ แต่ก็หยุดก่อน พอไปถึงในตัวเมืองฝนเริ่มตกมาอีก แต่เม็ดใหญ่กว่าเดิมฝน แปปเดียวก็ถึงท่ารถไป กทม ซื้อตั๋วไป กทม ราคา ๘๓ บาท ได้เที่ยวหกโมงเช้าพอดี ขึ้นไปนั่งรอบนรถแปปเดียวรถก็ออกจากท่าพอดี แต่คราวนี้ไม่ดีอ่ะ ตั๋วเค้าไม่ให้ฟรีแล้ว แต่ก่อนเค้ามีให้แลกตั๋วสิบใบ แลกฟรีหนึ่งเที่ยว แต่เมื่อเช้าที่ซื้อตั๋ว เค้าใช้ปากกาเมจิกขีดแลกเที่ยวฟรีสิบใบ ทิ้งไป เลยรู้ว่าหมดโปรโมชั่นแลกตั๋วฟรีสิบใบแล้ว แต่ก็ถ่ายรูปเก็บไว้ดู เพราะเป็นใบแรกที่ไม่เก็บไว้ เพราะมันแลกฟรีไม่ได้น่าเสียดาย แต่ก็เก็บมาทิ้งที่บ้านนะ เพิ่งจะทิ้งไปเมื่อกี้เองตอนที่เก็บของออกจากกระเป๋าเสื้อผ้า นี่ไงตั๋วรถทัวร์ไป กทม



ฝนไม่ตกนะ คนไม่เต็มรถหรอก ได้เบอร์ที่นั่งเบาะที่ ๑๙ แต่ขึ้นไปเห็นคนนั่งอยู่แล้ว เอ๊ะนี่เบาะที่นั่งของเรานิ แต่ก็ไม่ได้ทักทวงไร แต่ก็นั่งเบาะข้างหลังเค้า เค้ามีกีตาร์ มีกระเป๋าใบใหญ่วางอยู่เบาะข้างๆ เค้า แต่พอสักพักก็มีคนมาเค้าบอกว่าเค้าเบาะ ๒๓ ตรงที่ผมนั่ง ก็เลยต้องขยับมาอีกฝั่งหนึ่ง คิดในใจคนที่มีกีตาร์เค้านั่งตรงเลขที่นั่งของเค้ามั้ย แต่ก็โชคดี เพราะไม่มีมาทวงที่นั่งกับผมอีก เพราะหกโมงรถออกจากท่ารถพอดี เลยโชคดีไป ไม่ต้องขยับที่ใหม่ แต่ก็นั่งคิดตลอดมา กทม ว่าเค้านั่งผิดที่ หรือว่า คนขายตั๋วเค้าเขียนให้นั่งด้วยกันเพราะเป็นเบาะคู่

แต่มันก็ไม่น่าจะใช่นะ เพราะถ้ารถไม่เต็มอ่ะ เค้าจะเขียนให้แต่ละคนนั่งเดียวๆ กันก่อน ถ้าหมดจากเบาะเดียวแล้ว ถึงจับให้นั่งเบาะคู่กับคนอื่น แต่ก็ไม่รู้เพราะมันผ่านมาแล้ว แต่คนที่ลำบากกลับกลายเป็นผม เพราะผมต้องขยับอีกหนึ่งครั้ง แต่ก็ไม่รู้ว่าผิดพลาดมาจากคนขายตั๋ว หรือ คนกีตาร์ที่เค้านั่งอยู่ก่อนแล้ว พอรถวิ่งมาถึงหน้าขนส่งสายใต้ตลิ่งชันเจ็ดโมงกว่าๆ รถติดยาวเหยียดเลย ค่อยๆ ขยับต่อท้ายกันทีละนิด ทีละหน่อย ปวดฉี่มาก เลยไม่ต้องไปฉี่ในสุขาบนรถทัวร์ ถ้าลงมาจากรถแล้วคงอีกนาน เพราะต้องนั่งรถเมลล์มาอีกต่อหนึ่ง คงไม่ไหว ฉี่ราดก่อนแน่เลย ดีนะที่ตัดสินใจฉี่ในสุขาบนรถทัวร์ก่อน อยากบอกว่าการที่ฉี่ในสุขาบนรถทัวร์อ่ะ มันลำบากมากเลย

ถ้ารถหยุดนิ่งไม่วิ่งก็ไม่มีไรหรอก แต่ถ้ากำลังฉี่แล้วรถวิ่งไปดิ เซอยู่ในห้องสุขานั่นล่ะ แบบว่าหลังพิงห้องน้ำเลยนะ เพราะแรงกระชากของรถตอนที่ออกตัวใหม่ๆ เรียกว่าฉี่กระจายห้องน้ำเลยอ่ะ ปกติก็ไม่ฉี่เท่าไหร่นะบนรถ เพราะห้องน้ำมันมีกลิ่นเหม็นฉี่มาก แล้วก็ฉี่ลำบาก แต่ถ้าไม่ไหวจริงๆ ถึงจะฉี่เพราะว่าอั้นต่อไปไม่ไหวแล้ว ฉี่จะราดอ่ะ ถ้าอั้นต่อไป

ไม่ต้องขำนะ มันเรื่องจริงฉี่บนทัวร์อ่ะ ถ้าใครเคยฉี่แล้วจะรู้ว่ามันลำบากอย่างที่พูด หายปวดฉี่แล้วก็กลับมานั่งรถต่ออีกนิดหนึ่งก็ต้องปิ่นเกล้า ได้ลงป้ายเลยตึกกระทรวงวัฒนธรรม มานิดเดียว คนเยอะมาก ที่เค้ารอรถเมลล์กัน อากาศก็ครึ้มๆ ไม่มีแดดเลย กลัวว่าฝนจะตกด้วยแต่ไม่ตก รอรถเมลล์สักพักใหญ่ก็นั่งสาย ๒๘ มาลงที่โรงพยาบาลเด็ก เพราะว่าต้องไปทำธุระที่โรงพยาบาลทันตกรรม รถก็ติดอีกนั่นล่ะ มีแต่นักศึกษามาเรียนกัน พอถึงมหาวิทยาลัย ก็ลงกันเกือบหมดรถเมลล์ เหลือไม่กี่ที่นั่งต่อไปจนถึงอนุเสาวรีย์รวมทั้งตัวผมเด้วย นั่งมาเจอรถไฟวิ่งผ่านอีก หยุดติดไฟแดง ให้รถไฟวิ่งผ่านไปก่อน ข้ามทางรถไฟได้มาติดอีกไปแดงแยกตึกชัย

พ้นแยกตึกชัยก็มาติดอีกแถว รพ.พระมงกุฎ เลยตัดสินใจลงจากรถเมลล์เดินนิดหน่อย ข้ามทางม้าลาย เข้า รพ.สุขภาพเด็กพอดี เดินไปเดินมาไม่รู้หรอกว่ามันอยู่ตรงไหน รพ.ทันตกรรม เดินเข้าไปใน รพ.ราชวิถีอีก เดินไปเดินมาสุดท้ายเดินผ่านห้องรอรับศพ อยู่ด้านหลัง รพ.ราชวิถี ไม่รู้ว่าโชคดีหรือโชคร้าย มันร้างๆ คน แล้วก็มึดๆ กลางคืนจะน่ากลัวมากเลยตรงนี่อ่ะ นี่ขนาดเดินผ่านตอนเช้านะ บรรยากาศยังวังเวงเลยอ่ะ แต่ก็เดินผ่านไปไม่มีไร เจอ รปภ. เลยถามทางไป รพ.ทันตกรรม เค้าเลยบอกทางไปให้ จริงๆ อยู่ติดกันนั่นล่ะ แต่ว่ารั้วมันกั้นไว้ ต้องเดินออกจาก รพ.ราชวิถี ออกมา ถึงจะเข้าไป รพ.ทันตกรรมได้ คราวนี้ก็ไปถูกแล้ว เพราะมีป้ายบอกตลอดทาง

ไปที่เวชระเบียน เพราะต้องทำบัตรประวัติผู้ป่วยใหม่ เพราะมาเป็นครั้งแรก น่าจะประมาณสามโมงเช้าได้มั้ง คนก็เยอะอยู่นะที่ รพ.ทันตกรรม เสียค่าทำบัตรผู้ป่วยใหม่ ๒๐ บาท แบบพกพาเคลือบพลาสติกอย่างดี แล้วก็นั่งรอใช้บริการ เพราะต้องผ่านการตรวจคัดกรองอีก นานพอสมควรกับการนั่งรอเป็นชั่วโมงที่นั่งรอหน้าห้องตรวจ แล้วก็ได้เข้าตรวจ ตรวจเสร็จก็ประมาณเที่ยงกว่าๆ พอดี ไม่มีรายการนัด เค้าบอกให้กลับได้ ไว้ให้มาใช้บริการใหม่

ก็เลยเดินตามรั้วออกมาถนนโยธี มีรถตู้จอดเต็มไปหมดเลย รถตู้ไปรังสิตเกือบยี่สิบคันได้ เดินออกมาประมาณสามร้อยเมตรได้มั้งก็มาขึ้นบีทีเอสสถานีอนุเสาวรีย์พอดี กดเลือกสถานไปหมอชิต ราคา ๒๕ บาท ยอดเหรียญรับตั๋วหนึ่งใบ เลือกทางขึ้นไปฝั่งหมอชิต เพราะมีสองแยกไปอ่อนนุชอีกฝั่งหนึ่ง เดี๋ยวจะผิดสถานี ขึ้นไปรอบนชานชาลา แปปเดียวไม่ถึงห้าที รถไฟฟ้าบีทีเอสก็วิ่งมาเทียบชานชาลา คนลงเยอะมาก ขึ้นไปบนรถคนเพียบเลย ไม่มีที่นั่งต้องยืนมาถึงสถานีสะพายควายถึงได้นั่ง เพราะมีที่ว่าง แต่นั่งได้แปปเดียวก็ต้องลงจากรถไฟฟ้าบีทีเอสแล้ว เพราะถึงสถานีปลายทางหมอชิตแล้ว เพราะต้องไปต่อรถไฟฟ้ามหานคร หรือรถไฟใด้ตินไปบางซื่ออีก

ลงจากบีทีเอสหมอชิตแล้วก็เดินทางมาตามป้ายบอกทางไปรถไฟฟ้ามหานคร เดินมาลงอุโมงค์ตรงสวนจตุจักร ไม่มีใครเดินลงไปด้วยเลย ลงบันไดเลื่อนลำพังเพียงคนเดียวแบบเงียบเหงามาก เดินลงไปผ่านประตูตรวจจับอาวุธ ไม่มีเสียงดัง เพราะไม่มีอาวุธ เดินไปซื้อตั๋วไปสถานีบางซื่อราคา ๑๘ บาท ได้เหรียญสีดำมาหนึ่งเหรียญ มันคือตั๋วรถไฟฟ้ามหานคร เดินผ่านทางเข้าเครื่องตรวจตั๋ว แล้วก็ลงไปบันเลื่อนไปอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งลึกกว่าเดิม เห็นชานชาลา มีสองฝั่งเหมือนกัน ถ้าลงจากบันไดเลื่อน ฝั่งซ้ายมือจะไปหัวลำโพง ฝั่งขวามือจะไปบางซื่อ เหมือนกันถ้าไม่ดูก็จะไปผิดสถานี ยังไม่ทันคิดไรเลย แค่หยุดเดิน รถไฟฟ้ามหานครวิ่งเข้ามาเทียบชานชาลาแล้ว ไม่ต้องรอเลย แสดงว่าลงมาทันขบวนรถจะมาถึงพอดี คนออกมาน้อยมากไม่ถึงสิบคน เข้าไปในรถไฟฟ้ามหานคร ทำไมมันเงียบเหงากันแบบนี้นะ ไม่มีคนเลย นั่งกันมาในตู้เดียวกันแต่สี่คน ตู้อื่นๆ ก็คนสองคน หรือว่ามันจะสุดสายปลายทางแล้ว คนเลยน้อย กะว่าจะถ่ายรูปมาเก็บไว้สักหน่อย

แต่ก็ไม่ได้ถ่ายเพราะกลัวคนอื่นจะคิดว่าในใจ ในข้อหาหมั่นไส้ เลยไม่ถ่ายดีกว่า นั่งดูรถวิ่งไปลายตาดีจากสว่างก็เข้าสู่ที่มืด แล้วก็มาหยุดที่สถานีกำแพงเพชร แล้วก็ไปต่ออีกสถานีบางซื่อ เป็นสถานีสุดท้าย รถจอดก็เดินขึ้นมาชั้นสอง ผ่านเครื่องตรวจตั๋ว คราวนี้หยอดเหรียญไป เครื่องเก็บเหรียญไว้เลย เดินมาเรื่อยๆ หลายร้อยเมตรอยู่เหมือนกัน กว่าจะถึงอุโมงค์ทางขึ้นบนดิน พอขึ้นมาบนดินก็เจอสถานีรถไฟชุมทางบางซื่อ ๒ เป็นขบวนรถไฟไปสายใต้ ก็ต้องเดินกลับลงไปลงอีกไปที่สถานีรถไฟชุมบางบางซื่อ ๑ เป็นขบวนรถไฟไปสายอีสานกับสายเหนือ นายสถานีรถไฟประกาศให้รับตั๋วเดินทาง ก็เลยไปขบวนที่ ๒๑๑ นั่งจากสถานีชุมทางบางซื่อ ๑ ไปลงสถานีอยุธยา นั่งรถไฟมาเทียบชานชาลา ฝนเริ่มตกปรอยๆ ดีนะที่มาถึงสถานีรถไฟก่อน ไม่งั้นต้องวิ่งหนีฝนอีกตามเคย นี่ไงหน้าตาตั๋วรถไฟ



เป็นตั๋วฟรี เพราะเป็นรถไฟขบวนชานเมืองไปตะพานหิน สถานีปลายทางมีคนนั่งมาเยอะเหมือนกันนะ เจอลุงคนหนึ่ง เก้าอี้ตรงข้ามว่างก็เลยนั่งคุยกับลุงเค้ามาเรื่อยๆ ลุงเค้าชวนคุย ลุงเค้าบอกจะไปลงที่นครสวรรค์ เค้าบอกถึงประมาณหกโมงเย็นล่ะ เค้าก็ถามผมว่าไปลงไหน บอกว่าลงอยุธยา แก่บอกว่าแค่นี้เองแปปเดียวก็ถึง พอไปถึงรังสิตก็มีคนมานั่งคู่กับผม เค้าบอกขอนั่งด้วยครับ คนนี้เค้าไปพิษณุโลก แต่ก็ไม่ได้คุยกันหรอก ต่างคนต่างเงียบแต่คนนี้คงง่วงนอนหลับเห็นหลับหัวผงกๆ อยู่บ่อยๆ บางก็ตัวเอียงมาทับแขนผมเลยก็มี ดีนะน้ำลายไม่ไหล คนง่วงก็ต้องเข้าใจเนอะ กว่าจะถึงพิษณุโลกเค้าคงหลับได้อีกหลายตื่นเพราะผมลงที่อยุธยา เค้าก็นั่งคนเดียวได้แล้ว นอนได้สบายเลย ถึงอยุธยาบ่ายสามโมงนิดหน่อยเพราะรถไฟออกมาช้าครึ่งชั่วโมง

ลงจากรถไฟ ก็ต่อด้วยวินมอไซด์ ให้พาไปส่งโรงแรมที่พัก ออกจากไปประมาณกิโลกว่าๆ ได้ แค่วินมอไซด์ ๔๐ บาท ตอนจ่ายเงินก็เลยขอเบอร์โทรเค้าไว้ บอกว่าพรุ่งนี้เช้าวันพุธให้มารับที่นี่ตอนสองโมง แล้วจะโทรบอกเค้าก็บอกให้เบอร์ ไม่งั้นไม่มีรถออกไปสถานที่ประชุมแน่นอน เพราะออกมาชานเมืองนิดหน่อย หาที่พักจากเนต ไม่เต็มเลยห้องพักเค้า มีแบบให้คนเช่าอยู่แบบรายเดือนก็มี ได้พักที่ชั้นสอง ห้อง สองศูนย์หก มีไวเลสให้ใช้ฟรี แต่ต้องขอรหัสผู้ใช้กับรหัสผ่าน ติดต่อเข้าที่พัก จ่ายตังค์ เก็บค่ามัดจำกุญแจสองร้อย ได้คืนแต่คืนห้อง แล้วก็รับกุญแจขึ้นไปบนห้อง และแล้วก็ลืมไรรู้มั้ย ลืมขอรหัสใช้ไวเลส หน้าเคาเตอร์เค้าก็ลืมเขียนให้ผมด้วย ต่างคนต่างลืม เพราะผมถามสถานที่ท่องเที่ยว ถามรถที่จะออกไปข้างนอก เลยลืมไวเลสไปเลย นึกขึ้นได้ตอนอาบน้ำเสร็จแล้วเกือบครึ่งชั่วโมงได้มั้ยที่นอนพักอยู่บนห้องกับแอร์เย็นๆ นี่ไงหน้าตาห้องพัก















พอเปิดม่านออกก็จะมีระเบียงออกมานอกห้องตากอากาศลมเย็นๆ ได้อย่างสบายอารมณ์ มองออกไปก็จะเจอทุ่งนาเขียวๆ มีทางรถไฟวิ่งผ่านด้วย เวลารถไฟวิ่งมานี่จะรู้เลย เพราะเสียงดังเข้ามาในห้องเลยล่ะ ทุกขบวนที่วิ่งผ่านแต่ถ้าดึกๆ ก็หลับไม่รู้เรื่อง ไม่ได้ยินเสียงเหมือนกัน ขนาดเปิดทีวีด้วยยังได้ยินเสียงรถไฟชัดเชนเลย แสดงว่ารถไฟเสียงดังพอสมควร พื้นห้องเค้าเหมือนแม่บ้านไม่ได้กวาดกับถูอ่ะ เพราะว่าเดินเท้าเปล่าในห้องรู้สึกเท้าหนาๆ เหมือนเท้าติดฝุ่น อาจจะเป็นไปได้ว่า คนเข้าพักน้อย เลยไม่ค่อยได้ทำความสะอาดห้องพัก ฝุ่นเลยเกาะที่พื้น อาบน้ำ นอนดูทีวี กินน้ำ สักพักก็รู้สึกหิวแล้วล่ะเพราะตั้งแต่เช้ายังไม่ได้กินไรเลยนะ กินน้ำแก้วเดียวจาก รพ.ทันตกรรม แค่นั้นจริงๆ เพราะไม่มีเวลานั่งกินอย่างอื่น กลัวจะไม่ทันรถไฟมาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เลยไม่แวะกิน กะว่ามาถึงที่พักแล้วค่อยกิน ก็เลยลงมาข้างล่าง เข้าร้านอาหารซึ่งเป็นญาติกับเจ้าของโรงแรมนั่นล่ะ

ด้วยความหิวก็สั่งต้มจึดเต้าหู้อ่อนใส่หมูสับหนึ่งถ้วยกับข้าวผัดกุ้งและน้ำเปล่าหนึ่งขวด หมดไป ๑๑๐ บาท เป็นอาหารมื้อที่กินแพงที่สุดที่เคยกินมา คนเดียวนะ แต่ก็กินไม่หมด ต้มจืดเหลือ เสียดาย สั่งมากินแต่ก็กินไม่หมด คนที่เค้าไม่มีจะกิน เค้าหิวแทบตาย แต่เค้าไม่มีไรให้กิน แต่เรามีกิน เรากับกินทิ้งกินขว้าง แต่ก็พยามยามกินให้หมดนะ เพราะรู้ว่ามันมีค่า เสียดายเงิน แต่ก็กินไม่หมดจริงๆ ละลายแก่ใจเหมือนกันที่กินล้างกินผลาญ กินไม่หมด แต่ต่อไปจะสั่งพอกินแล้วล่ะ ไม่ทิ้งไม่ขว้างแล้ว จะไม่กินบนความหิวโหยของคนอื่นอีกแล้วล่ะ ตอนแรกก็กะว่าจะสั่งอาหารจานเดียวกิน แต่ก็อยากกินต้มจืดจะได้กินน้ำซุปด้วย ก็เลยสั่งมาแบบนั้น แต่น้ำกินไม่หมดก็ถือติดมาไว้กินต่อที่ห้องพักได้อีก เพราะในห้องพักเค้ามีน้ำฟรีให้สองขวดสิงห์ แต่ก็กินหมดสองขวด นี่ไงหน้าตาข้าวผัดกุ้ง กับ ต้มจีดเต้าหู้อ่อนใส่หมูสับ ที่ชัดๆ อ่ะ ถ่ายจากโนเกีย ที่ไม่ชัดถ่ายจาก เอหกหก อันนี้ฝีมือพ่อครัวนะ แต่เป็นลุงแก่แล้วล่ะที่ทำอาหารให้ผมกิน บรรยากาศร้านก็โล่งๆ โปร่งๆ ดี ลมพัดโชยเย็นสบาย นั่งกินอยู่นานเหมือนกัน เพราะจะกินต้มจืดให้หมด แต่ก็ไม่หมด





ข้าวผัดกุ้งหลายตัวเหมือนกันเกินห้าตัวอ่ะ เพราะนับอยู่ อันนี้ถ่ายจากเอหกหก เวลคัม





ความชัดของกล้องโนเกียจะชัดกว่า เพราะมีความละเอียดกว่าเอหกหก เยอะพอสมควร ไปไหนมาไหนก็จะติดเจ้าโนเกียตัวนี้ไปไว้สำหรับถ่ายรูปตลอด เหมือนกล้องประจำตัวเลย ถูกใจดี กินเสร็จก็เดินกลับเข้าไปขอรหัสไวเลส ขึ้นไปบนห้องพักก็เลยเล่นเฟสบุค คอมเม้นท์นิดหน่อย แต่ไม่ได้เขียนบล็อกในพันทิพหรอก แชทออนเอ็ม มีเพื่อนคุยด้วยสองคน รู้สึกเหมือนแบตจะหมดก็เลยต้องเสียบชาทร์แบต แต่สายก็สั้น ปลั๊กไฟก็ห่างจากเตียงนอนเลยต้องขยับตัวไปหาปลั๊กไฟ นอนเล่นเนตบนเดียง แล้วก็ดูทีวีไปด้วย ดูรายการเพลง กินอิ่มใหม่ นอนฟังเพลงจะหลับให้ได้เลย พอทุ่มหนึ่งก็อาบน้ำนอนดูข่าวหาเสียงของ ส.ส. รู้สึกว่าแอร์เย็นเกินไป ปรับลดอุณหภูมิใหม่ แต่พอนอนๆ ไปกลับร้อนในผ้าห่มอีก เค้าติดแอร์ไม่ดีเลย ติดปลายเตียงนอน เวลาเปิดแอร์แล้วแอร์จะมาตกใส่คนนอนบนเดียง ทำให้เย็นข้างนอก แต่ในผ้าห่มร้อน ต้องนอนแบบถ้าร้อนต้องคลลี่ผ้าห่มออก พอเย็นก็ห่มใหม่ อยุ่แบบนี้อ่ะเมื่อคืน เดี๋ยวร้อนเดี๋ยวเย็น แล้วแอร์ก็เสียงดังแกร๊กๆๆ ดังเป็นระยะเวลาตัวแอร์ทำงาน ตลอด เหมือนแอร์ไม่ได้ล้างอ่ะ

นอนไม่มีความสุขเท่าไหร่หรอก แต่ก็หลับด้วยเพราะความเพลียจากการเดินทางไกล เมื่อย ร้อน ตื่นมาอีกทีนาฬิกาปลุก กดปิดแล้วนอนต่ออีก ตื่นมาอีกทีเจ็ดโมง เข้าห้องน้ำ ออกมาดูทีวี ข่าวเช้านี้ ข่าวเกี่ยวกับหมอมุก ไม่รู้เป็นไร ฟังไม่ทันเพราะเพิ่งออกมาจากห้องน้ำ แต่รู้ว่าอาการสาหัส แล้วก็ได้เวลาอาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปอบรม โทรบอกวินมอไซด์ให้มารับที่โรงแรมเค้าก็มารับในห้านาที และแล้วก็มาที่ใหม่ เป็นโรงแรมที่อบรมหรูหราเชียว แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมาหรอก เพราะคนในห้องประชุมเยอะ เดี๋ยวเจอข้อหาหมั่นไส้อีก ไม่ถ่ายดีกว่า แต่ก็ถ่ายอาหารว่างมาเก็บไว้ดูเล่น เค้ามีชากับกาแฟ ผมเลือกกินชา เพราะกาแฟไม่ชอบกิน แล้วผมก็ไม่ใส่น้ำตาล เพราะไม่กินหวาน ไม่ใส่ครีม กินชาแบบที่เค้าชงเทน้ำชาให้ก็กินได้เลย แต่ต้องรอให้อุ่นๆ ก่อนนะไม่งั้นลวกปาก ปากพองกันหมดพอดี

นี่ไงหน้าตาอาหารว่างของโรงแรมนี้ ได้กินอาหารว่างมื้อเดียว เพราะตอนบ่ายไม่มีเลิกก่อนเวลา เค้ามาเสริฟให้ถึงที่นั่งประชุมเลยนะ ขนมสีเขียวๆ อ่ะ อร่อยมากโดยเฉพาะหน้าสีเขียวอ่อนใบตองนะ หวานหอม เนื้อขนมปังก็นุ่ม แต่อันที่เป็นพายอ่ะ ไม่อยากบอกเลย ไปที่ไหนก็เจอ แล้วก็เหนียว แต่ไม่แข็งนะ มันเหนียวเพราะซ้อนตัดไม่ขาด เหนียวมาก บอกเลยถ้าเจอพายไม่อยากกินเลย กินลำบากมากสำหรับคนจัดฟัน จะใช้มือหยิบขึ้นมากินก็คนอื่นจะว่าได้ไม่มีมารยาท หลายครั้งแล้วที่ไม่กินพาย เพราะช้อนตักไม่ขาด แป้งขนมปังเหนียวเกินไป พายมันคงจะเสียใจ ที่ผมไม่ยอมกิน ถ้าพายไม่เหนียวผมจะกิน แล้วก็เห็นคนข้างเคียงนั่งใกล้ๆ กันเค้าก็ไม่กินพาย คงเหมือนกันล่ะเพราะความเหนียวช้อนตักไม่ขาด เลยไม่มีใครกิน ส่วนใครที่กินก็ต้องใช้มือจับ แต่ผมไม่อ่ะ กินลำบากจะไม่กินเลย











เห็นแล้วน่ากินดีขนมสีเขียวสวยงามกับชาอุ่นๆ เค้าบอกจะเลิกอบรมตอนเที่ยงครึ่งให้กินข้าวแล้วก็กลับได้ แต่ไปๆ มาๆ เค้าพูดเพลินเกินเวลาไปถึงบ่ายโมงกว่าๆ ถึงได้จบการอบรม ทุกคนหิวกันมาก ปล่อยออกมานี่มีแต่คนเดินเข้าห้องอาหารกันทั้งน้าน เพราะด้วยความหิวไงล่ะ อยากจะถ่ายรูปมานะอาหารมือเที่ยงอ่ะ แต่ก็มีคนนั่งกินด้วย จะถ่ายเค้าก็คงจะคิดว่าเราในใจว่า ไม่เคยถ่ายรูปหรือไง เลยไม่ถ่าย กลางวันกินข้าวผัด ไก่ทอด ผัดปลา ต้มจืดเต้าหู้อ่อน สลัดผัก ชูซิหลายชิ้นเหมือนกัน มีขนมเค้กกับผลไม้ด้วยแต่ไม่ได้กิน เห็นเค้าทำสวยๆ ทั้งน้านเลยอาหาร ขนม ผลไม้ ยยากถ่ายเก็บไว้ดู แต่ก็อดถ่าย เพราะเชื่อยังไงก็ต้องเจอคนหมั่นไส้ถ้าหยิบโทรศัพท์มาถ่ายรูปอาหารที่ตักมากินอ่ะ เพราะไม่อยากได้ยินคำพูดให้เช้ามาในหูไง ถึงไม่ถ่าย ได้แต่กินด้วยความอร่อย แล้วก็จดจำภาพเหล่านี้ไว้ในความจำ

ตอนขากลับ
กินเสร็จก็ต้องเดินออกจากโรงแรมมาสถานีรถไฟอยุธยา ไม่ไกลกันมาก เดินแค่ห้าร้อยเมตรได้มั้ง แปปเดียวห้าทีก็ถึงแล้ว นั่งรถไฟกลับมาบางซื่อ โทรถามพี่เค้าให้พี่เค้าช่วยดูให้ว่ามีขบวนไหนบ้าง เพราะมาถึงสถานีอยุธยาตอนบ่ายโมงครึ่ง พี่เค้าก็ช่วยดูให้ จริงๆ แล้วขบวนบ่ายโมงกว่าๆ อ่ะ มันยังวิ่งมาไม่ถึง แต่ผมก็ไม่รู้ นึกว่าขบวนนั้นไปแล้ว แต่แล้วรถไฟก็วิ่งเข้ามาที่ชานชาลา แต่ก็ไปรับตั๋วไม่ทันแล้วเพราะแปปเดียวรถไฟก็ออกจากชานชาลา ประมาณหนึ่งนาทีได้มั้ง ไม่ทันแล้ว รถไฟไปแล้ว แต่แปปเดียวที่รถไฟขบวนนั้นออกไป นายสถานีก็ประกาศจะมีรถขบวนธรรมดาเข้าชานชาลาที่สาม ให้ปลายทางสถานีกรุงเทพ บอกให้รับตั๋ว ดีใจมากเลยไม่ทันถึงห้านาทีที่ขบวนนั้นออกไป เพราะไม่ต้องนั่งรออีกนาน ก็เลยได้กลับตอนบ่ายสองโมงจากสถานีอยุธยา ได้ตั๋วใบนี้มา เป็นตัวฟรี จากอยุธยา ถึงบางซื่อ



มาถึงสถานีบางซื่อ ๑ ตอนบ่ายสามโมงครึ่ง ก็เลยเดินมาที่สถานีบางซื่อ ๒ เพื่อจะมารับตั๋วเดินกลับบ้านเป็นทางสุดท้าย บอกคนออกตั๋วว่าจะไปราชบุรี มีขบวนไหนบ้างที่ออกก่อนขบวน ๑๗๓ เค้าก็บอกมา เป็นขบวน ๑๖๙ กรุงเทพปลายทางยะลา ก็เลยตกลงรับตั๋ว คราวนี้ไม่ฟรี เสียตังค์ ๔๐ บาทค่าตั๋วกลับบ้าน คนออกตั๋วเค้าคงเห็นผมจดขบวนรถไฟมา เค้าเลยถามจะเอาตารางเดินรถไว้ดูมั้ย ผมก็เลยบอกก็ได้ เค้าก็เลยแนะนำว่าขบวนนี้ขึ้นได้ เค้าทำเครื่องไว้ให้เลย ดีใจกับการแนะนำของเค้า ช่วยทำให้เราเดินทางสะดวกและเร็วขึ้น ไม่งั้นผมต้องรอจนถึงหกโมงเย็นถึงได้ขึ้นรถไฟกลับ ถ้าไม่ถามนายสถานีว่ามีขบวนไหนเข้ามาก่อน รถไฟเข้าชานชาลาตอนสี่โมงเย็นกว่าๆ นั่งดูวิวข้างทางรถไฟ ถ่ายรูปมา มีที่ว่างด้านหน้า ด้านข้างว่างเยอะแยะเลย
คนน้อยตู้โดยสารนี้นั่งมาคนเดียวตลอดทาง มีคนเดินขายของบ้างเรื่อยๆ
นี่ไงหน้าตารถไฟ มันอาจจะไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่มันก็พาผมมาถึงบ้านได้อย่างปลอดภัยนะ นั่งไปก็ได้ยินเสียงรถไฟบ่นไป ถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่าง แต่ไม่ได้นะต้องถึงนะ ถ้าไม่ถึงผมไม่ยอมเด็ดขาด สุดท้ายก็ถึงสถานีราชบุรีเวลา ๑๘.๓๐ พอดี พี่มารับกลับบ้านที่สถานรถไฟ





















ผมเป็นคนที่ชอบนั่งรถไฟนะ เป็นอะไรที่นั่งแล้วมีความสุขดี เหมือนกันชาวบ้านคนหนึ่ง ที่เดินทางแบบเรียบง่าย มันวิ่งผ่านท้องทุ่งนา ไร่ สวน ดูแล้วมีความสุข แต่ไม่ค่อยได้นั่งบ่อยนะ เพราะส่วนมากก็นั่งแต่รถทัวร์ แล้วอีกอย่างไม่ได้เดินทางไปไหนด้วย ว่าจะแวะไหว้พระก็เลยไม่ได้แวะไหว้ เพราะวันอังคารไปถึงเย็นแล้ววัดเค้าปิดกันหมดแล้ว เลยอดไป ที่โรงแรมเค้ามีจักรยานให้เช่าวันล่ะ ๕๐ บาท ถ้ามีเวลามากพอ คงได้เช่าขี่เที่ยววัดแถวนั่นล่ะ แต่นี่เย็นแล้ว วัดก็ปิดหมด เหนื่อย เมื่อย เพลีย เลยขอนอนพักในห้องดีกว่า เขียนมายาวเหยียดเลยกับการเดินทางตั้งแต่เช้าวัดมืดวันอาคาร จนถึงวันพุธตะวันลับฟ้าไปแล้วถึงได้กลับมาบ้าน อย่างปลอดภัยและมีความสุขกับการเดินทางไปจังหวัดพระนครศรีอยุธยาในครั้งนี้ สองวันหนึ่งคืน ไว้เจอกันใหม่ กลับมาแล้วนะครับทุกคน คิดถึงครับ มารายงานตัวแล้ว ไว้เจอกันใหม่


Create Date : 22 มิถุนายน 2554
Last Update : 23 มิถุนายน 2554 0:24:41 น. 0 comments
Counter : 812 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ
space

Valentine's Month
space
space
bothlitle
Location :
ราชบุรี Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]





กอดผมไว้


space
space
space
space
[Add bothlitle's blog to your web]
space
space
space
space
space