ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2553
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
21 พฤษภาคม 2553
 
All Blogs
 
+-+-+-+-+(500) Days of Summer - ก็เวลายังไม่เดินเป็นเส้นตรง แล้วความรักที่มั่นคงจะมีจริงไหม+-+-+-+-+

ประเด็นทั้งหมดในบทความนี้ ถูกรวบรวมเพื่อนำไปพูดในงานฉายหนังเรื่องนี้ ที่สถาบันกวดวิชา Abstract Art Academy เมื่อตอนต้นปี
เนื่องจากผมเสียดายประเด็นที่รวบรวมมา จึงขอนำมาเขียนใหม่เป็นบทความนี้

แม้จะช้าไปบ้าง แต่ถ้ามองในแง่ดี ก็ถือว่า ถึงตอนนี้หลายคนน่าจะได้ชมหนังเรื่องนี้แล้ว จึงน่าจะสะดวกในการแลกเปลี่ยนมากกว่าตอนที่หนังออกแผ่นใหม่ๆ ซึ่งตอนนั้นหลายคนยังไม่ได้ดู

หมายเหตุ - ชื่อบทความ นำมาจากเนื้อเพลง “อุบัติเหตุ” ของ “Greasy Café”



*******************************************


500 Days of Summer
ก็เวลายังไม่เดินเป็นเส้นตรง แล้วความรักที่มั่นคงจะมีจริงไหม*






Nick Horby นักเขียนนิยายชื่อดังของอังกฤษ เคยเขียนไว้ในหนังสือของเขา ว่า น่าแปลกใจที่คนเรามักชอบโทษหนังรุนแรง หนังโป๊ หนังอาชญากรรมว่า เป็นสิ่งที่ไม่ดี ทำให้สังคมเสื่อมลง แต่กลับไม่มีใครเคยโทษหนังหรือเพลงในแนวฟีลกู้ด โรแมนติค ฝันหวานที่หล่อหลอมให้คนบริโภคมองโลกในแง่ดีเกินจริง จนทำให้หลายคนไม่สำนึกว่าโลกที่แท้จริง ชีวิต หรือแม้กระทั่งความรักมันเลยร้ายกว่าที่คิดแค่ไหน จนกระทั่งเขาได้เจอกับตัวเอง *1

นี่เป็นแนวคิดที่ตรงกับสิ่งที่ทอม แฮนเซนพูดสรุปไว้ในช่วงท้าย

ของหนัง ในตอนที่เขาลาออกจากงานเขียนการ์ดอวยพร นั่นคือ บางทีงานเขียนการ์ดของเขาทำให้ทุกอย่างสวยเกินจริง และนั่นทำให้ผู้คนรู้สึกดีกับความรักและความโรแมนติคจนเกินเหตุ จนลืมความเป็นจริงที่ว่า ความรัก ความโรแมนติคและความฝัน ยังมีแง่มุมที่โหดร้ายซ่อนอยู่

หนังเล่าเรื่องของความสัมพันธ์เวลา 500 วันระหว่างทอม แฮนเซน (โจเซฟ กอร์ดอน-ลิววิท)สถาปนิคหนุ่มผู้ผันตัวไปทำงานอยู่ในฝ่ายเขียนคำพูดในบริษัททำการ์ดอวยพร กับซัมเมอร์ ฟินน์ (ซูอี้ เดสชาเนล)เลขาสาวสวยเสน่ห์แรง โดยทอมเป็นหนุ่มขี้อาย เงียบขรึมที่เชื่อมั่นในรักแท้และคิดว่ามีคนที่เกิดมาเพื่อเขา ตรงกันข้ามกับซัมเมอร์ที่เป็นสาวอาร์ทตัวแม่ ผู้ไม่เชื่อในการผูกมัดและความสัมพันธ์ที่ยืนยง

ด้วยความที่ชอบเพลงคล้ายๆกัน ชอบอะไรใกล้เคียงกัน ต่างคนต่างชอบกัน สุดท้ายจึงเกิดเป็นความสัมพันธ์ขึ้น แต่น่าเสียดายที่ความสัมพันธ์ที่ยืนยง จำเป็นจะต้องมีปัจจัยมากกว่านั้น


ตามที่โปสเตอร์หนังบอกเอาไว้ว่า “It is not a love story. It’s a story about love” นี่ไม่ใช่หนังรัก (อันที่จริงน่าจะเรียกหนังเรื่องนี้ว่า หนังเลิกกันซะมากกว่า เพราะหนังถ่ายเทให้ช่วงเลิกรักค่อนข้างเยอะ) แต่เป็นหนังที่สื่อให้เห็นถึงเรื่องราวของความรัก และการเรียนรู้ชีวิต การเติบโต และการเข้าใจความหมายของความสัมพันธ์

หนังเรื่องนี้ไม่ได้พูดถึงความรักที่สวยงาม พระเอกนางเอกเป็นแฟนกันแล้วมีความสุขตลอดชั่วกัลปาวสาน แต่เป็นเรื่องของการเริ่มต้น การพัฒนาและการล่มสลายของความสัมพันธ์ระหว่างคนสองคน





สิ่งที่เป็นจุดเด่นและน่าจดจำในหนังเรื่องนี้ ได้แก่ การนำเสนอที่แปลกตา และความคิดสร้างสรรค์ที่แปลกใหม่ อาจเป็นเพราะผู้กำกับ Marc Webb เคยเป็นผู้กำกับหนังโฆษณามาก่อน ภาพและไอเดียในหนังจึงดูดึงดูด ฉูดฉาด และมีฉากที่น่าจดจำมากมาย เช่น ฉากแนะนำตัวละคร ฉากขาวดำ ฉาก musical ฉากความเป็นจริงปะทะความคาดหวัง และการเล่าเรื่องที่ไม่ลำดับเวลา (แต่คนดูไม่งงเพราะแต่ละวันมีตัวเลขวันกำกับ) โดยเป็นการเป็นการตัดสลับกันระหว่างช่วงรักกันและช่วงเลิกรา

แม้หนังจะมีฉากเวอร์ หรือฟุ้งฝันเกินจริงมากมาย แต่ตัวหนังก็ไม่ได้หลุดลอยจากโลกมนุษย์จนกลายเป็นหนัง Escapist หรือหลบหนีจากโลกแห่งความเป็นจริง (อาทิเช่น หนังอย่างรถไฟฟ้ามาหานะเธอ) แต่เทคนิคต่างๆ ในหนังนำมาใช้เพื่อขับเน้นให้เห็นถึงประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ให้น่าสนใจขึ้น จนหนังเรื่องนี้ไม่ได้เป็นหนังที่ดูขำๆ แล้วจบ แต่ด้วยเนื้อหาของหนังทำให้หนังเรื่องนี้จะกลายเป็นหนังที่จะติดอยู่ในหัวคนดูไปแสนนาน

อีกทั้งการเล่าเรื่องแบบไม่เรียงเวลา ก็ไม่ได้ทำเพื่อเพิ่มความเท่ให้กับหนังแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นสิ่งที่เข้ากับเนื้อหาของหนังเป็นอย่างมาก เพราะเวลาที่เราเลิกกับใครสักคน ความหลังที่วนเวียนอยู่ในหัวมักจะเป็นลักษณะแบบห้วงความคิด ซึ่งเวลาในหัวของเราในตอนนั้นย่อมไม่ได้เดินเป็นเส้นตรง แต่เป็นเวลาจินตกรรม นั่นคือ มีลักษณะเป็นห้วงความคิด สลับไปสลับมา ไม่เรียงลำดับก่อนหลัง เพราะขณะนั้นความเที่ยงตรของเวลาย่อมไม่ได้สิ่งที่สำคัญในหัวเท่ากับชุดเหตุการณ์ที่สำคัญในชีวิตระหว่างคนสองคน

หนังมีการตัดสลับระหว่างฉากบอกรักและฉากบอกเลิกโดยทั้งสองเหตุการณ์มักจะเกิดในสถานที่เดียวกัน ในวันแรกๆ จะเห็นภาพอันแสนสุขและสดใส แต่พอเวลาตัดมาปัจจุบัน สถานการณ์กลับออกมาชวนเศร้า นั้นยิ่งช่วยสร้างความขัดแย้งทางอารมณ์อย่างรุนแรงและสร้างความรู้สึก Irony ต่อผู้ชม เปรียบเหมือนผลักให้ผู้ชมตกเหวทั้งๆ ที่ผู้ชมกำลังยืนมองพระอาทิตย์ตกอยู่





การที่หนังออกมาดูดีขนาดนี้ สิ่งหนึ่งที่ต้องขอบคุณ ก็คือ การแสดงของนักแสดงทั้งสอง อย่างโจเซฟ กอร์ดอน-ลิววิทและซูอี้ เดสชาเนล ซึ่งแบกรับหนังไว้ตลอดทั้งเรื่อง จนถ้าเปลี่ยนเป็นนักแสดงที่ฝีมือน้อยกว่านี้ และหน้ารำคาญกว่านี้ หนังเรื่องนี้อาจจะพังทลายไปเลยก็ได้ ซูอี้ เดสชาเนล เป็นนักแสดงที่มาแรงและน่าสนใจ เธฮสามารถใส่เสน่ห์ลงในตัวละครที่เธอเล่นในหนังทุกเรื่อง แม้ในเรื่อง ซัมเมอร์จะเป็นผู้หญิงเข้าใจยาก และเป็นตัวร้ายกลายๆ ของหนังตัวนี้ แต่เพราะการแสดงของเธอซูอี้ ก็ทำให้ผู้ชมโกรธเธอไม่ลง แถมพร้อมจะเข้าใจในสิ่งที่เธอทำอีกด้วย และคนที่ได้แสดงความสามารถแบบเต็มๆ คือ โจเซฟ กอร์ดอน-ลิววิท ที่เคยแสดงฝีมือมาแล้วใน Mysterious Skins เขามีเสน่ห์และเป็นธรรมชาติมากในบทนี้ มากเสียจนผู้ชมเห็นใจเขาในฉากม้านั่ง และเอาใจช่วยเขาลุ้นในตอนจบของเรื่อง

บวกกับเพลงประกอบที่สุดไพเราะ การถ่ายภาพที่สวยงาม ทำให้ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผู้ชมสามารถหยิบมาดูซ้ำๆ ได้ไม่รู้เบื่อ


นอกจากการนำเสนอที่ดี มีความคิดสร้างสรรค์และน่าจดจำแล้ว เนื้อหาในหนังก็ยังออกมาน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะไม่ได้กลวงโบ๋ เหมือนหนังโรแมนติคคอเมดี้หรือชวนฝันแบบในยุคปัจจุบันทั่วไป ตรงกันข้าม หนังกลับมีเนื้อหาที่หนักแน่นและมีความเป็นจริงสูง สามารถเชื่อมโยงได้กับประสบการณ์ตรงของผู้ชมหลายๆ ท่าน

จริง จนหลายคนที่มีประสบการณ์ตรงคล้ายกับหนังอาจเกิดอาการอินจัดได้ จนมีผู้ชมหลายคนที่นำเอาตัวเองและหญิงสาวที่เป็นความหลังไปทาบทับเงาของตัวละครทอมและซัมเมอร์ ซึ่งลักษณะของหนังเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับหนังอย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind นั่นคือ ภายใต้รูปลักษณ์อันฉูดฉาด กลับแฝงไว้ด้วยเนื้อหาที่ลึกซึ้งกินใจ ซึ่งในยุคที่หนังรักไม่ว่าจะเป็นของชาติไหน ฮอลลีวู้ด เกาหลี หรือไทย กำลังดำเนินไปในทางซ้ำๆ กัน ด้วยองค์ประกอบอย่าง เนื้อเรื่องที่ชวนฝัน ตัวแสดงหน้าตาดีเป็นเทพบุตรอวตารลงมาในโลกมนุษย์ ตัวละครเท่ๆ อย่างผู้กำกับโฆษณาหรือศิลปิน และปล่อยคำคมในแบบที่ไม่เหมือนมนุษย์พูด บวกกับสถานการณ์เท่ๆ ทำให้หนังพวกนี้กลายเป็นหนังแห่งการหลบหนีโลกแห่งความเป็นจริงอย่างสมบูรณ์ จนทำให้คนดูรู้สึกเบื่อหน่าย*2 การใช้กลวิธีดึงคนดูให้กลับมาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง สร้างเนื้อเรื่องที่ลึกซึ้ งและสร้างสถานการณ์ที่เชื่อมโยงกับคนดูได้ง่าย ถือเป็นทางเลือกที่ถูกต้องในการทำให้หนังเรื่องนี้ได้ทั้งเงินและกล่อง


อีกสิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังออกมาน่าสนใจและดูแปลกใหม่ หนังเรื่องนี้ เป็นหนังโรแมนติคที่อีกอย่างในหนังเรื่องนี้ คือ การสลับ strerotype ของเพศชาย-หญิง

ธรรมชาติของหนัง romantic-comedy ที่มักจะฝังหัวผู้สร้าง คือ หนังกลุ่มนี้เป็นหนังของเพศหญิง sมายาคติของหนังเรื่องนี้ มักจะออกมาในรูปแบบซ้ำๆ ถ้าถ่ายทอดออกมาในมุมมองผู้หญิง stereotype ของผู้หญิงคนนั้นมักจะออกมาในรูปแบบ อ่อนไหว ไม่มั่นใจในเรื่องความรัก (แม้บุคลิกภายนอกจะแข็งกร้าวขนาดไหนก็ตาม) ส่วนตัวละครฝ่ายชาย คือ มักจะเป็นที่ยึดเหนี่ยวของผู้หญิง3 หรือถ้าเล่าในมุมมองของผู้ชาย รูปแบบของตัวละครมักจะเป็นหนุ่มกะล่อน เพลย์บอยหรือคนที่มั่นใจในตัวเอง จนกระทั่งมาเจอนางเอกจึงพบว่าเขานั้นมีอะไรที่ขาดไป
แต่ในหนังเรื่องนี้ ตัวละครที่ขาดความมั่นใจแ
ละต้องให้อีกฝ่ายเป็นคนถือหางเสือควบคุมความสัมพันธ์ ก็คือ ทอม ไม่ใช่ซัมเมอร์ โดยเราไม่สามารถคาดเดาใจ หรือพฤติกรรมของซัมเมอร์ที่ไม่เคยแคร์สื่อได้เลย ทำให้หนังเรื่องนี้ กลายเป็นหนังรักในมุมมองผู้ชายที่ยืม stereotype character จากฝ่ายหญิงมาใช้ได้อย่างน่าสนใจ


หากจะให้สรุปหนังทั้งเรื่องด้วยฉากฉากเดียว ฉากนั้นน่าจะเป็นฉากที่ทอมและซัมเมอร์เก้าอี้ในสวน เป็นฉากที่สรุปใจความของหนังทั้งเรื่อง และสร้างความเจ็บปวดให้กับผู้ชมได้ทุกครั้งเวลาที่ดู และสุดท้าย เมื่อความรักของทั้งคู่ถึงบทสรุป ทอมและซัมเมอร์ก็ได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเหมือนถูกสลับขั้วเนื่องจากแต่ละคนได้เรียนรู้นิยามความรักจากอีกฝ่าย ทอมตัดสินใจลาออกจากงานเขียนการ์ดเพราะเลิกเชื่อถือแบบรักในอุดมคติลูกกวาดที่มอมเมาคนในหลงอยู่ในความรัก ส่วนซัมเมอร์กลับซึมชับเรื่องพรหมลิขิตจากทอมจนตัดสินใจแต่งงานกับคนอื่นที่เธอพบในเวลาไม่นาน ช่างน่าเศร้าที่เมื่อถึงเวลาที่ทั้งสองคนเปลี่ยนความคิดไปเป็นเหมือนอีกฝ่าย แต่สุดท้ายอีกฝ่ายกลับเปลี่ยนแปลงความคิดไปเป็นในรูปแบบที่แต่ละคนเคยเป็นมาก่อน ซึ่งเรื่องนี้ คงจะโทษใครไม่ได้เนื่องจากตัวของทั้งคู่เอง และสิ่งนี้แสดงให้เห็นว่า อุดมการณ์ทางความรักไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว สามารถเลื่อนไหลได้ตามเวลาที่ผ่านไป และแม้ความรักของทั้งคู่จะจบไปแล้ว แต่บทเรียนชีวิตและมุมมองของทั้งคู่ต่างก็แทรกอยู่กับอีกคนอย่างถาวร *4


สุดท้าย แม้เรื่องราวของทอมกับซัมเมอร์จะจบลงแค่ 500 วัน แต่ ชีวิตยังคงก้าวต่อไป ส่วนความทรงจำและสิ่งที่ซัมเมอร์ทิ้งไว้ให้ทอมก็คงอยู่เกินจากนั้นไปอีกหลายวันหรือหลายปี ส่วน 500 days of autumn จะลงเอยต่อไปอย่างไร จะเป็นวัฎจักรที่จบเหมือนเดิมอีกไหม ก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับว่า สุดท้าย ระหว่างที่เรารักกัน เราจะประครองความสัมพันธ์ออกมาดีแค่ไหนและอยู่ในรูปแบบใด





*****


เชิงอรรถ

1.คำ ผกา “รักไม่เคยชิน” สำนักพิมพ์ฟรีฟอร์ม ตุลาคม 2552

2.คุณนวพล ธำรงรัตนฤทธิ์พูดถึงลักษณะ stereotype ของหนังไทยเอาใจวัยรุ่น ได้อย่างน่าสนใจใน //visuallyyours2.exteen.com/20100120/entry

3ดังจะเห็นได้จากหนังพวก Twilight, รถไฟฟ้ามาหานะเธอ หรือหนัง (เหมือนจะ) เฟมินิสต์รีเมคใหม่อย่าง The Women ที่สุดท้ายตอนของตัวละครเพศหญิงไม่ใช่ การอยู่ได้ด้วยตัวเอง แต่อยู่ที่การได้อยู่กับผู้ชายสักคนต่อไป

4.อ่านบทความซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ที่น่าสนใจ ได้ใน “Hegel on Love: ในความรัก ฉันค้นพบตัวตนของฉัน ในตัวตนของเธอ, เธอค้นพบตัวตนของเธอ ในตัวตนของฉัน” ของสมศักดิ์ เจียมธีรสกุล //somsakjeam.blogspot.com/2010/01/hegel-on-love.html





Create Date : 21 พฤษภาคม 2553
Last Update : 21 พฤษภาคม 2553 13:52:30 น. 4 comments
Counter : 5077 Pageviews.

 


โดย: chokun123 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:13:17:15 น.  

 
โดนใจสองย่อหน้าสุดท้ายมากครับ

ขอตอบกลับโดยการแปะลิ้งค์ที่เคยเขียนไว้ครับ ^^

//seamsee.exteen.com/20100212/500-days-of-summer


โดย: Seam - C IP: 58.9.220.236 วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:14:18:51 น.  

 
เพิ่งมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้ไปไม่นาน

ชอบมาก

ชอบนักแสดง

ชอบบท

ชอบเพลง

หนังเรื่องนี้ดูแล้วจี๊ด


โดย: เทวิน วันที่: 21 พฤษภาคม 2553 เวลา:19:49:10 น.  

 
คำว่ารักเข้าใจยากจริงๆครับ บางครั้งคนที่เราคิดว่าใช่ อาจไม่ใช่ แต่คนที่ไม่ใช่มันอาจจะใช่


โดย: yoichi IP: 124.120.123.115 วันที่: 11 มิถุนายน 2553 เวลา:16:22:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.