ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2554
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728 
 
24 กุมภาพันธ์ 2554
 
All Blogs
 
Burma VJ : Reporting From A Closed Country: ประชาธิปไตยบนกล้องวีดิโอ

เนื่องในโอกาสที่กระแสการล้มล้างผู้ปกครองเผด็จการกำลังแพร่กระจายไปทั่วโลกอย่างในตอนนี้

ทำให้คิดว่า น่าจะเป็นโอกาสดีที่จะเผยแพร่บทความของข้าพเจ้าซึ่งเกี่ยวกับหนังเรื่อง Burma VJ และการเีรียกร้องประชาธิปไตย Saffron Rebellion ในพม่าลงในเฟสบุ๊ค ให้ทุกท่านได้อ่านกัน ซึ่งน่าเศร้าที่สุดท้ายแล้ว การเรียกร้องดังกล่าว ไม่ได้จบลงอย่าง happy ending แบบในอีิยิปต์ แต่กลับจบลงด้วยความล้มเหลวและโอกาสที่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นในพม่ากลับมืดหม่นอีกครั้ง

บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ปักษ์หลังพฤศจิกายน 2553
ทางผู้เขียนขอขอบคุณทางกองบก.นิตยสาร Starpics ผู้เอื้อเฟื้อพื้นที่ให้บทความนี้ด้วยนะครับ


**************************

Burma VJ : Reporting From A Closed Country
ประชาธิปไตยบนกล้องวีดิโอ

โดย ฟ้าดิน



หากจะพูดถึงเหตุการณ์ซึ่งกำลัง “อินเทรนด์” เป็นที่ถูกจับตามองและกล่าวขวัญถึงไปทั่วโลกอยู่ในขณะนี้ คงหนีไม่พ้นเหตุการณ์การปล่อยตัวนางอองซานซูจีจากการถูกกักบริเวณและการเลือกตั้งในพม่าครั้งแรกในรอบ 20 ปี แม้จะมีหลายฝ่ายมองว่านี่อาจเป็นเพียงการผ่อนคลายความกดดันจากต่างชาติและซักฟอกตัวเองให้ดูดีขึ้นของรัฐบาลทหารเนื่องจากการเลือกตั้งในพม่าครั้งล่าสุดที่มีใช้อำนาจห้ามฝ่ายค้านหาเสียง และใช้อำนาจบีบให้ประชาชนเลือกพรรคตัวเองนั้น (หลังจากที่เมื่อ 2 ปีก่อน รัฐบาลทหารก็เคยบีบให้ประชาชนลงประชามติเลือกรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจทหารมาแล้ว) ดูจะห่างไกลจากคำว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ไปหลายปีแสง

ในขณะที่เรารู้ว่าแฟชั่นช่วงซัมเมอร์ปีหน้าของปารีสหรืออันดับหนังทำเงินของอเมริกาสัปดาห์ล่าสุดว่าเป็นอย่างไร แต่น่าแปลกใจที่เรากลับรู้เรื่องประเทศเพื่อนบ้านเราน้อยเหลือเกิน จะมีใครสักกี่คนที่ตอบถูกว่านายกรัฐมนตรีของลาวชื่ออะไรหรือศิลปินคนไหนดังที่สุดในเขมรอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะพม่าซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีอาณาเขตติดกับประเทศไทยยาวที่สุด แต่ภาพของพม่าที่ปรากฏอยู่ในหนังหรือละครไทยยุคนี้กลับหนีไม่พ้นภาพของพม่าสมัยกรุงศรีอยุธยา (หรือพูดตามหลักวิชาการคือ สมัยที่ยังไม่มีสิ่งประดิษฐ์ที่เรียกว่าชาติเกิดขึ้นเลย) มายาคติที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ คือ ชาวพม่าเป็นราชธานีที่ยิ่งใหญ่ชอบมารังแกกรุงสยาม แถมยังชอบเข้ามาขโมยทองและจับคนไปเป็นเชลย ส่วนชาวสยามที่จิตใจดีแต่อยู่ในสถานภาพด้วยกว่าต้องรวมใจกันเอาชนะให้ได้ ซึ่งน่าทึ่งว่าขณะที่มีหนังไทยแนวประวัติศาสตร์ถูกสร้างออกมาเป็น 100 เรื่อง แต่กลับไม่มีหนังไทยเรื่องไหนก้าวพ้นผ่านมายาคติในเชิงส่งเสริม “ชาตินิยม” ได้เลย ยังคงวนเป็นหนัง 100 เนื้อทำนองเดียวอยู่เช่นเดิม นั่นทำให้ชะตากรรมของชาวพม่า ปัญหาชนกลุ่มน้อย หรือปัญหาอื่นๆ ในปัจจุบันซึ่งไม่ก่อให้เกิดการส่งเสริมชาตินิยมจึงถูกทอดทิ้งจนแทบไม่ถูกกล่าวถึงในภาพยนตร์ไทยกระแสหลักเลย จะมีบ้างก็ถูกนำมาเป็นตัวตลกให้ผู้ชมขบขัน หรือนำมาเป็นส่วนประกอบของเรื่องเพียงผิวเผิน เท่าที่ผมนึกออก จะมีก็แต่หนังอย่าง คนผีปีศาจ หรือ สุดเสน่หา ที่พูดถึงแง่มุมความเป็นคนชายขอบในประเทศไทยของพวกเขาอย่างลึกซึ้ง

หากจะพูดถึงหนังที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์การเมืองของพม่าในยุคหลังได้ดีที่สุด แน่นอนว่า หนังเรื่อง Burma VJ เป็นชื่ออันดับต้นๆ ที่หลายคนคิดถึง ด้วยความที่หนังเรื่องนี้เคยกวาดรางวัลมาจากหลายสถาบัน เช่น Sandance, National Board of Review และ Berlin International Film Festival เป็นต้น อีกทั้งยังเคยเข้าชิงออสการ์สาขาสารคดียอดเยี่ยมเมื่อปีที่ผ่านมาอีกด้วย ส่วนคนไทยเราเคยได้สัมผัสกับหนังเรื่องนี้เมื่อครั้งงาน Bangkok International Film Festival 2009 ยังไม่นับงานฉายหนังพร้อมเสวนาวิชาการเกี่ยวกับหนังเรื่องนี้ในมหาวิทยาลัยเป็นสิบๆ ครั้ง จึงเกิดเป็นความรู้สึก irony ไม่ได้ว่า หนังซึ่งพูดถึงเรื่องการเมืองพม่าที่โด่งดังที่สุดไม่ได้เป็นหนังที่มาจากพม่าหรือประเทศใกล้เคียง แต่กลับมาจากบริษัทผู้สร้างและผู้กำกับจากยุโรป ถึงแม้ฟุตเตจในหนังส่วนใหญ่กว่า 80% จะมาจากผู้สื่อข่าวประชาชนในประเทศพม่าก็ตาม แต่การเรียบเรียงฟุตเตจเหล่านั้นให้เป็นเรื่องเป็นราวและการถ่ายบางฉากเพิ่มเติมไปนั้น (ซึ่งถ่ายทำในจังหวัดเชียงใหม่ มีคุณแซม-สิทธิพงษ์ กัลยาณีนักทำสารคดีผู้ต่อสู้เพื่อชาวพม่าที่เพิ่งล่วงลับไปไม่นานเป็น co-producer ในการถ่ายทำ) เป็นมุมมองของผู้กำกับชาวเดนมาร์คอย่างแอนเดอร์ส ออสเตอร์การ์ดซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าทำให้หนังมีมุมมองของผู้สังเกตการณ์จากข้างนอกปะปนเข้ามาอยู่ในเรื่องอย่างเห็นได้ชัด



เหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในพม่า เมื่อครั้งเหตุการณ์ “ปฏิวัติชายจีวร” หรือ “Saffron Rebellion” ปลายปีกันยายน ปี 2007 เมื่อรัฐบาลเผด็จการทหารที่กำลังประสบภาวะถังแตกตัดสินใจขึ้นราคาน้ำมันและแก๊ซขึ้น 5 เท่าภายในคืนเดียว ส่งผลให้ราคาข้าวของและรถโดยสารถีบตัวขึ้นอย่างเฉียบพลัน สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก สร้างความไม่พอใจและเกิดการประท้วงไปทั่วประเทศ ซึ่งนำทีมประท้วงโดยกลุ่มพระสงฆ์ (นี่อาจเป็นตัวอย่างให้เห็นว่า พระสงฆ์ก็สามารถยุ่งกับการเมืองได้) โดยเริ่มจากการสวดมนต์ขอความเมตตาจากทหารพม่าไม่ให้ใช้กำลังรุนแรง ก่อนที่จะต่อเนื่องไปเป็นการเดินขบวนประท้วงและชุมนุมเรียกร้องให้ทหารพม่าปล่อยนักโทษทางการเมือง โดยมีประชาชนและนักศึกษาเข้าร่วมด้วยมากมาย จากสถานการณ์ตอนแรกที่ทหารไม่กล้าใช้กำลังรุนแรงกับพระเนื่องจากชาวพม่ามีความเคารพในศาสนาพุทธและพระสงฆ์อย่างมาก (ซึ่งนั่นทำให้ทหารพม่ายุคหลังพยายามผูกมิตรกับกลุ่มพระวงฆ์และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทหารพม่ายังสามารถครองอำนาจได้จบจนถึงทุกวันนี้ เนื่องจากชาวพม่าหลายคนเชื่อว่า สาเหตุของการถูกกดขี่เกิดจากเวรกรรมของตัวเองที่ทำไว้ชาติก่อน จึงไม่ยอมลุกขึ้นมาประท้วงความอยุติธรรมที่เขาได้รับจากผู้กระทำ) แต่หลังจากเหตุการณ์ประท้วงเริ่มลุกลามใหญ่โตไปทั่วประเทศจนอาจเรียกว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ที่สุดนับตั้งแต่เหตุการณ์เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม 1988 หรือที่เรียกกันว่าเหตุการณ์ 8888 ในเวลาไม่นานทางฝั่งรัฐบาลทหารที่ไม่แคร์ประชาชนและสายตาชาวโลกก็ไฟเขียวให้ทหาร ตำรวจลับ และม็อบจัดตั้งใช้ความรุนแรงกับประชาชนได้ มีผู้คนล้มเจ็บมากมายหลายพันคนจากเหตุการณ์นี้อีกทั้งยังมีที่สาบสูญและเสียชีวิตอีกนับไม่ถ้วน มีนักข่าวต่างชาติถูกยิงเสียชีวิต จนสุดท้ายนักศึกษา พระสงฆ์และประชาชนผู้ประท้วงก็เลยจำเป็นต้องปรองดองกับรัฐบาลทหารพม่าต่อไปจวบจนทุกวันนี้ แต่ถึงกระนั้นเรื่องดังกล่าวก็ใช่ว่าจะถูกฝังกลบไว้ใต้พรมแล้วถูกทำให้ลืมๆ ไปเหมือนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งต้องขอบคุณเหล่า Burma VJ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เหตุการณ์เหล่านี้ยังคงเป็นที่ถูกพูดถึงอยู่จนถึงทุกวันนี้

พม่าเป็นประเทศที่มีการปกครองแบบเผด็จการเบ็ดเสร็จซึ่งมีเหลืออยู่เพียงไม่กี่ประเทศจนถึงตอนนี้ การคาดหวังเสรีภาพทางสื่อของพม่าจึงไม่จากฝันกลางวัน ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจที่เหตุการณ์ปฏิวัติชายผ้าเหลืองจึงไม่ได้รับการรายงานจากสื่อกระแสหลักของพม่าที่วันๆ เอาแต่รายงานข่าวนายพลพม่าใส่บาตร อย่าว่าแต่รายงานข่าวเลย แม้กระทั่งการที่นักข่าวต่างชาติหรือคนธรรมดาเล็งกล้องกำลังจะถ่ายเหตุการณ์จลาจล ตำรวจลับหรือทหารก็พร้อมที่จะเข้าทำลายกล้องของคุณและส่งคุณไปกินข้าวเย็นฟรีที่คุกอินเส่ง คุกขังนักโทษการเมืองที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายทารุณที่สุดของพม่าได้ไม่ยาก แต่ถือว่าโชคดีที่เทคโนโลยีทางด้านการติดต่อสื่อสารพัฒนาขึ้นทุกวันจนไม่มีเผด็จการที่ไหนสามารถหยุดโลกที่กำลังหมุนเร็วใบนี้ได้ ด้วยเวบไซต์อย่าง youtube, บลอก, facebook บวกกับอุปกรณ์อย่างกล้องแฮนดิแคมขนาดเล็กและดาวเทียมสื่อสารทำให้โลกได้รู้จักกับกลุ่มคนอีกประเภทหนึ่งนั่นคือ VJ ซึ่งไม่ได้หมายถึงหนุ่มสาวหน้าตาดีที่คอยประกาศชื่อเพลงในแชนแนลวี แต่หมายถึง video journalist หรือผู้สื่อข่าวด้วยกล้องวีดิโอซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของ Citizen journalist หรือนักข่าวพลเมืองนั่นเอง เขียนให้เข้าใจง่ายๆ คือ การที่ประชาชนลุกขึ้นมาเป็นนักข่าวด้วยกล้องวีดิโอที่ตัวเองมีอยู่ ซึ่งการนำคลิปมาเป็นเครื่องมือในการต่อสู้ทางด้านข้อมูลข่าวสาร กำลังเป็นปรากฏการณ์ที่กำลังแพร่หลายไปทั่วโลกในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไม่ได้ถูกผูกขาดไว้กับสื่อยักษ์ใหญ่หรือโฆษกรัฐบาลอีกต่อไปแต่กลายเป็นว่าอำนาจทางข้อมูลข่าวสารอยู่ในมือของทุกคน

ในช่วงต้นเรื่อง ผู้ชมจะได้รับการแนะนำให้รู้จักกับผู้บรรยายสารคดีเรื่องนี้อย่าง โจชัว ชายหนุ่มวัย 27 ปีซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ประสานงานกลุ่ม DVB - Democratic Voice of Burma ซึ่งเราจะได้เห็นเขาแต่ในเงามืด (เอาเข้าจริงๆ แล้ว เราแทบไม่เห็นโฉมหน้าของวีเจสักคนในเรื่อง ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย) เขาลี้ภัยมาอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยคอยประสานงานกับเหล่า VJ ทั้งหลายทั้งเรื่องสถานที่ถ่ายทำ การทำงานเป็นทีม การซ่อนกล้องและการหลบหนี แล้วรวบรวมภาพเหตุการณ์ที่เหล่าวีเจแอบส่งมาให้เขาด้วยวิธีต่างๆ นำมาเรียบเรียงให้เห็นถึงภาพใหญ่ของสถานการณ์ แล้วส่งมันไปที่กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ จากนั้นก็ให้สถานีข่าวที่นั่นส่งข่าวไปให้สำนักข่าวต่างๆ เช่น CNN, BBC เป็นต้น ซึ่งแน่นอนว่าภาพข่าวเหล่านั้นถูกตอบโต้จากรัฐบาลทหารพม่าอย่างรุนแรงว่าเป็นข้อมูลที่ผิดพลาดและ DVB กับสถานีข่าวต่างชาติร่วมมือกันใส่ร้ายรัฐบาล

ตัวละครอีกคนที่น่าสนใจอีกคน ได้แก่ Ko Maung ทีมงานอาวุโสผู้เป็นแบบอย่างให้กับโจชัว เขาเป็นนักข่าวที่ทุ่มเทให้กับภารกิจนี้มากถึงแม้ว่าจะต้องพบกับชะตากรรมที่ยากลำบากอย่างเช่น ติดคุก 12 ปี และต้องใช้ชีวิตอย่างหลบซ่อน เขาเป็นตัวแทนของอุดมคติที่เชื่อในความเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าและตอกย้ำถึงความสำคัญของงานนี้ว่า ถ้าไม่มีเหล่า VJ ก็ยากที่จะให้โลกภายนอกเห็นถึงเรื่องราวในพม่าได้ แต่สุดท้ายความฝันของเขาก็สลายลงไปเมื่อพบว่า การประท้วงจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของประชาชนเช่นเดียวกับเมื่อเหตุการณ์ 8888 ที่เขาเคยเป็นประจักษ์พยานเมื่อคราวก่อนนั้น

นอกจากหนังจะแสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญของเหล่าผู้ประท้วงที่ไม่กลัวกระบอกปืนทั้งที่รู้ว่าชะตากรรมต่อไปของคนกล้าขัดขืนรัฐบาลทหารจะเป็นอย่างไรแล้ว ยังแสดงให้เห็นถึงความกล้าและอุปสรรคของเหล่า VJ ทั้งหลายอีกด้วย ทั้งเรื่องการติดต่อและการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันที่ทำได้ยากลำบากเนื่องจากระบบมือถือและอินเตอร์เน็ทในพม่าไม่อำนวย การไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ที่ถูกถ่าย และมีความเสี่ยงที่จะถูกจับกุมหรือถูกยิงทิ้งหากถูกทหารจับได้ เหตุการณ์ในหนังชวนให้ตื่นตะลึงจนต้องมาเห็นเองถึงจะเชื่อ ฉากกลุ่มพระและประชาชนหลายพันคนยืนประท้วง ฉากพระสงฆ์สวดมนต์กลางสายฝน ฉากทหารรุมทำร้ายประชาชนที่ไม่มีอาวุธ ฉากประชาชนนับพันปรบมือหรือยืนนอกอาคารเพื่อให้กำลังใจผู้ประท้วง ฉากนักข่าวโดนยิง ฉากทหารพม่าไล่เช็คบิลเหล่า VJ ทั้งหมด และการปรากฏตัวของนางอองซานซูจี ภาพที่เห็นในหนังส่วนใหญ่ออกมาดิบ ทั้งสั่นและหลุดโฟกัส (เนื่องจากเหล่า VJ ต้องแอบถ่ายโดยไม่ให้ใครเห็น) ภาพเหล่านี้มีความทรงพลังอีกทั้งสร้างความตื่นเต้นและสะเทือนใจให้กับผู้ชมได้เหนือกว่าหนังสยองขวัญที่พยายามจะเป็นสารคดีอย่าง Paranormal Activity หรือ Cloverfield หลายเท่าตัว ด้วยผู้ชมได้ระลึกอยู่เสมอว่าภาพที่เห็นนั้นล้วนแต่เป็นเรื่องจริงผ่านจอ นั่นคือ เจ็บจริงตายจริง จึงอาจเรียกได้ว่า เหล่า VJ ทั้งหลายที่ไม่มีใครเห็นหน้าคือพระเอกตัวจริงของหนังเรื่องนี้

แต่สิ่งที่ทำให้พลังของฟุตเตจของ VJ จากพม่าถูกลดทอนพลังไปอย่างน่าเสียดายคือ การที่ทางผู้สร้างตัดสินใจแทรกฟุตเตจของเหล่า VJ ดังกล่าวด้วยฉากที่ถูกเซ็ทขึ้นมาใหม่หลายๆ ฉาก เช่น ฉากการเดินขบวนของพระ เป็นต้น เพื่อให้คนดูเห็นภาพที่ไม่มีในฟุตเตจ แทนที่จะใช้วิธีเล่าเรื่องด้วยปากเปล่าเหมือนสารคดีปกติ ซึ่งนั่นก่อให้เกิดเป็นประเด็นถกเถียง (Controversial) มากมาย บ้างก็บอกว่า ฉากที่ถูกเซ็ทขึ้นมาทีหลังหลายฉากทำให้หนังสามารถเล่าเรื่องได้ไหลลื่น สนุก ได้อารมณ์มากขึ้นและทำให้ผู้ชมสามารถเห็นถึงภาพเหตุการณ์จริงได้ทันทีโดยไม่ต้องเสียเวลาไปจินตนาการ แต่อีกฝ่ายหนึ่งก็แย้งว่า ฉากที่ถูกเซ็ทขึ้นมานั้นดูไม่แนบเนียนเป็นเนื้อเดียวกับหนัง (ในสายตาคนต่างชาติอาจพอกล้อมแกล้มได้ แต่สำหรับผู้ชมชาวไทยและพม่าแล้ว คงอดตะขิดตะขวงใจไม่ได้เวลาเห็นป้ายภาษาไทยในฉากประเทศพม่าสมมติ) ซึ่งก็เหมือนว่าทางผู้สร้างได้รู้ตัวถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว จึงเปิดเรื่องด้วยเหตุการณ์ที่มีคนถือกล้องวีดิโอแบบหลอกๆ เหมือนเป็นการบอกกับผู้ชมกลายๆ ตั้งแต่ตอนเรื่องว่า ฟุตเตจในหนังไม่ใช่เรื่องจริงทั้งหมด แต่นั่นก็ทำให้ฟุตเตจของเหล่าซึ่งมีจุดเด่นอยู่ที่ “ความจริง” หมดพลังไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งสิ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของสารคดียุคใหม่ นั่นคือ ยุคที่สารคดีหยิบยืมสไตล์ของหนังเล่าเรื่องและหนังเล่าเรื่องก็หยิบยืมสไตล์ของหนังสารคดีมาใช้ หากจะให้กล่าวโดยสรุปก็คือยุคที่เส้นแบ่งของความจริงและความไม่จริงเริ่มเลือนลางและยากที่จะยึดถือเป็นสรณะได้อีกต่อไป

ถ้ากฎเกณฑ์หนึ่งของสารคดีคือความเป็นกลาง หนังที่มีลักษณะโน้มน้าวและบีบคั้นผู้ชมอย่างเห็นได้ชัดเรื่องนี้ก็อาจเรียกได้ว่าโยนความเป็นกลางทิ้งไปอย่างไม่ไยดี จริงอยู่ที่ว่ามีผู้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศหลายท่านมองว่า ความวุ่นวายในพม่าลึกๆ แล้วมีความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐแฝงอยู่ เนื่องจากทหารพม่ามีจีนหนุนหลัง ส่วนชนกลุ่มน้อยและกลุ่มผู้ต่อต้านรัฐบาลทหารพม่ามีสหรัฐหนุนหลังอยู่ แต่ถ้ามองอีกด้านหนึ่ง คือ ถ้าเราแคร์เรื่องสิทธิมนุษยชนพม่าและเห็นว่าการใช้อำนาจของทหารพม่านั้นดิบและโหดร้ายเกินกว่าที่จะสนับสนุน การเลือกข้างประชาชนพม่าของผู้สร้างสารคดีนี้ก็อาจไม่ใช่เรื่องที่ควรตำหนิอะไรมากมาย

แม้ตอนจบของหนังเรื่องนี้ เหมือนว่าจะมีแต่ความมืดมิดที่ปลายอุโมงค์ แต่อย่างน้อยก็ยังพอเห็นแสงสว่างรำไรสำหรับการฟื้นคืนประชาธิปไตยในพม่า เพราะอย่างน้อยผู้ชมอย่างเราก็เห็นความกล้าหาญของคนพม่าที่ลุกขึ้นมาต่อสู้กับอำนาจมิชอบธรรมอย่างไม่กลัวกระบอกปืนและได้เห็นถึงการที่เหล่า VJ เสี่ยงถ่ายทำภาพเหตุการณ์จริงเพื่อที่จะนำความจริงเหล่านั้นไปต่อสู้กับสื่อ propaganda และข่าวลวงๆ ที่รัฐบาลทหารพม่าเฝ้ากล่อมให้ชาวพม่าและชาวโลกหลงเชื่อ ที่บอกว่าเป็นสัญญาณที่ดี เป็นเพราะตราบใดที่ประชาชนเห็นความสำคัญของความจริงมากกว่ากว่าทุกสิ่ง สังคมนั้นย่อมมีความหวังมากกว่าสังคมบางที่ที่ยอมก้มหัวให้อำนาจจนไม่ยอมรับความจริงถึงยอมเอานิ้วจิ้มตาตัวเองให้บอดเพื่อจะได้ไม่เห็นมัน มันทำให้ผมแอบคิดเล่นๆ ตามประสาคนเพ้อเจ้อไม่ได้ว่า ถ้าสังคมที่มีลักษณะเกิดขึ้นในพม่าแล้ว ต่อไปเราอาจจะได้เห็นเหตุการณ์แปลกๆ อย่าง VJ ที่ปล่อยคลิปถูกด่าหรือถูกฟ้องร้องเนื่องจากไปดูหมิ่นสถาบันทหารพม่า มีคนอ้างว่าคลิปนั้นถูกตัดต่อ หรือไม่ก็ให้เหตุผลว่านางอองซานซูจีใช้เงินในการจัดฉากทั้งหมดก็เป็นได้ ใครจะรู้

หมายเหตุ – ท่านสามารถชมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ทางเวบไซต์ youtube โดยค้นหาจากคำว่า Burma VJ

กำกับ – แอนเดอร์ส ออสเตอร์การ์ด สคริปต์ - แอนเดอร์ส ออสเตอร์การ์ด แจน ครอกสการ์ด อำนวยการสร้าง – ไลส์ เลนส์ โมลเลอร์ ถ่ายภาพ – ไซมอน พลัม ฟุตเตจจาก Burma VJ ตัดต่อ – ยานุส บิลเลสโคว์ แจนเซ่น โธมัส ปาปาเปโทรส ดนตรีประกอบ คอนนี่ ซีเอ มัลควิสต์ ความยาว 83 นาที



Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2554
Last Update : 24 กุมภาพันธ์ 2554 2:12:27 น. 1 comments
Counter : 3284 Pageviews.

 
สวัสดีค่ะ.
แวะมาทักทาย-

ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนบ่อย
อย่าลืมดูแลสุขภาพ+
ด้วยนะค่ะ.


โดย: enjoydvd วันที่: 3 เมษายน 2554 เวลา:22:09:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.