ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
<<
กุมภาพันธ์ 2552
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
 
22 กุมภาพันธ์ 2552
 
All Blogs
 
+-+-+-+-+รวมสุดยอดแห่งปีของทุกสาขา ในทัศนะของข้าพเจ้า+-+-+-+-+

update 22/02/52


ที่สุดแห่งปี 2551 ในทัศนะของข้าพเจ้า


แม้จะล่วงเข้าสู่ปีใหม่จวนจะครบ 2 เดือนแล้ว
ถึงชาวบ้านเขาจะสรุปรายงานชาร์ทแห่งปีไปเกือบทุกที่ จนเขาเลิกฮิตกันแล้วเราก็บ่ยั่น ยังจะขอยืนยันยืนยันที่จะเสนอ ที่สุดแห่งปี ในทัศนะของข้าพเจ้าต่อไป


ความจริงเขียนเสร็จตั้งแต่ช่วงปีใหม่แล้วล่ะครับ แต่กว่าจะว่างเขียนเหตุผลประกอบจนครบทุกข้อ ก็ปาเข้าไปป่านนี้
(ตอนแรกว่าจะประชดชีวิตด้วยการไม่เขียนเหตุผลประกอบ พร้อมเขียนลงไปว่า ก็ตูชอบอย่างนี้ ใครจะทำไม แต่ดูจะฮาร์ดคอร์เกินไปหน่อย เลยไม่ทำ)
ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่า ถึงแม้จะช้า แต่อย่างน้อยก็เร็วกว่า nanoguy award ล่ะน่า (ขออนุญาตแซวข้ามช็อต ฮ่าๆๆ)


เพื่อเป็นการแก้ตัวที่มาช้าไป (ไม่) หน่อย ผมก็เลยเขียนมาให้เพื่อนๆ อ่านซะเยอะเลย (ทนๆ อ่านให้จบกันหน่อยนะครับ อุตส่าห์เขียนมา ฮ่าๆๆ)
รางวัลฟ้าดินอวอร์ดนี้ จะมอบให้หลายสาขามาก ทั้งทางด้านภาพยนตร์ เพลง หนังสือ การเมือง บุคคล ความงาม
เยอะจนถ้าให้เป็นรางวัลจริงๆ ล่ะก็ คงหมดรางวัลไปหลายกระบุง


ว่าแล้วก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง มาดูกันดีกว่าครับว่า อันดับแห่งปีของผมมีอะไรบ้าง


หมายเหตุ – ขอออกตัวเช่นเดิมว่า เป็นความคิดเห็นส่วนตัว ซึ่งอาจจะไม่เหมือนคนอื่น ถ้าใครเห็นขัดแย้ง มาถกเถียงกันอย่างสร้างสรรค์ได้ครับ
บางถ้อยคำเสียดสี มีไว้เพื่อให้เกิดความขบขันและความฝันที่อยากเห็นอะไรๆดีขึ้น


************************************************


10 หนังแห่งปี


หมายเหตุ-เพิ่งสังเกตว่าส่วนใหญ่มีแต่หนังต้นปี ความจริงอยากเกลี่ยกระจายให้หนังปลายปีให้มากกว่านี้ แต่ดูจากคุณภาพหนังปลายปีแล้ว หาทำยายากจริงๆ ครับ


Vicky Cristina Barcelona





ต้องขอยอมรับว่า Woody Allen เป็นผู้กำกับที่ทำหนังถูกจริตกับผมมากครับ


ผมดูหนังทุกเรื่องของเขาเกือบทุกเรื่องที่มีวางขายอยู่ในประเทศไทย (Purple Rose of Cairo ของคุณอัลเลนเป็นหนังในดวงใจเรื่องหนึ่งของผม)
ซึ่งถือว่าเป็นสถิติที่ผมแอบภูมิใจ พอๆ กับอ่านเพชรพระอุมาจบทุกเล่ม เพราะลุงแกเล่นทำหนังทุกปี จนหนังที่คุณอัลเลนกำกับปาไปจะ 30 เรื่องเข้าไปแล้ว
(เมื่อกี้ผมเข้าไปค้น imdb พบสถิติที่น่าสนใจว่า นับจาก Annie Hall ปี 1977 แล้ว คุณอัลเลนแกทำหนังทุกปีจริงๆ ครับ บางปีเบิ้ลไปสองเรื่องก็มี มี 1981 เพียงปีเดียวที่ไม่มีหนังแกออกฉาย)
แถมลุงแกชอบเหมาเป็นพระเอกเล่นคู่กับนางเอกวัยเอ๊าะเองเสียอีก ซึ่งข้อหลังเป็นสาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยชอบดูหนังแกเท่าไร ฮ่าๆๆ
แต่ไม่ว่าหนังเขาจะดีหรือห่วยอย่างไร (ซึ่งช่วงหลังๆ มานี้ งานของเขาจะออกไปทางทางหลังมากกว่า) หนังของเขาก็ยังมีบทสนทนาที่เฉียบคมเสมอ ได้แง่คิด มีมุมมองที่น่าสนใจ และดูเพลิน (มาก) ในสายตาของผมเสมอ


หลังจากที่คุณอัลเลนคืนฟอร์มใน Match Point ทำให้ผมแอบดีใจว่า ต่อไปคงได้ดูหนังดีๆ จากเขาซะที หลังจากที่หลังๆ ผมเริ่มดูหนังของเขาไม่จบเรื่อง (แต่แล้ว Scoop กับ Cassandra’s Dream ก็ทำให้ผมฝันสลาย เพราะหนังเริ่มกลับไปคุณภาพแย่เหมือนเดิม)


แต่ Vicky Cristina Barcelona ผลงานเรื่องล่าสุดเรื่องนี้ ก็ทำให้ผมกลับมาคาดหวังในตัวลุงได้อีกครั้ง เพราะหนังเฉียบคมไม่แพ้หนังยุคแรกๆ ของเขาเลย
หนังเสียดสีเรื่องความรัก เซ็กซ์ เพศ ครอบครัว เลสเบี้ยน นักท่องเที่ยวและศิลปินได้อย่างขบขันและมีระดับ เนื้อเรื่องที่ชวนให้ติดตาม และตัวละครที่มีเสน่ห์ (แบบแปลกๆ) ทุกตัว
แม้ผมจะชอบน้องสการ์เลตต์ โจแฮนสันขนาดไหน แต่ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เธอโดนขโมยซีนกระจาย ทั้งจาก ฮาเวียร์ บาร์เดม ผู้แปลงร่างจากนักฆ่าโรคจิตใน No Country for Old Men มาเป็นเพลย์บอยศิลปินในเรื่องนี้ได้อย่างน่าเชื่อถือ, รีเบคก้า ฮอลล์ผู้เล่นบทผู้หญิงจอมกระอักกระอ่วนได้อย่างน่ารัก และที่สำคัญคือ เพเนโลปี้ ครูซ ที่เล่นได้วินาศสันตะโรดีแท้


เป็นหนังคุณอัลเลนที่ผมชอบมากเป็นอันดับต้นๆ ครับ ทำให้อยากหยิบ Annie Hall หรือไม่ก็ Manhattan ของเขาขึ้นมาดูอีกครั้ง


***************


Eastern Promises



แม้จะทำใจไว้ก่อนดูแล้วว่า หนังเรื่องนี้น่าจะโหดเหี้ยม ป่าเถื่อน เลือดสาดตามสไตล์หนังของคุณเดวิด โครเนนเบิร์ก (หนังของคุณโครเนนเบิร์กทำผมฝันร้ายหลายเรื่องแล้ว)


ซึ่งพอได้ดูหนังจริงๆ แล้ว ตัวหนังก็เป็นอย่างที่ผมบอกไว้นั่นแหละ


แต่สิ่งที่เกินคาดหมายสำหรับผม คือ ท่ามกลางฉากและบรรยากาศหนังอันรุนแรง แต่หนังก็ยังมีบรรยากาศของความอบอุ่นอบอวนไปตลอดทั้งเรื่อง (เหมาะสำหรับคนซาดิสต์เปิดดูตอนช่วงคริสต์มาสหรือปีใหม่มากๆ  


ทั้งความรักระหว่างแม่ลูก พ่อลูก ชายหญิงและเอ่อ...ชายกับชาย   


ส่วนหนึ่งต้องขอบคุณการแสดงของของคุณวิกโก้ มอร์เทนเซ่น บทภาพยนตร์ และฝีมือการกำกับของโครเนนเบิร์ก


ความเจ๋งของหนังอีกอย่าง คือ หนังสามารถรวมส่วนของดราม่า แอคชั่น ทริลเลอร์ โรแมนติกและหนังสะท้อนสังคมไว้อยู่ในเรื่องเดียวกันได้อย่างลงตัว (เป็นความทึ่งแบบเดียวกับตอนดู Slumdog Millionaire)


อีกทั้งเนื้อเรื่องที่สะท้อนสังคม จุดหักมุมกลางเรื่อง และตอนจบที่ผมชอบมาก (จบชวนให้ตีความดี) ทำให้หนังเรื่องนี้ติดเข้ามาใน top ten ของผมได้ไม่ยาก


ข้อแนะนำสำหรับหนังเรืองนี้ คือ คุณควรดูฉบับ Uncensor เพื่อที่ฉากเด็ดๆ ของหนังเรื่องนี้จะได้อยู่ครบถ้วน (ขอย้ำว่าเด็ดจริงๆ ครับ อะแฮ่ม)


*************** 


Cloverfield



ไม่รู้ว่าเป็นโชคดีหรือโชคร้ายของผม ที่พลาดการชมหนังเรื่องนี้ในโรง แต่ได้ดูทางดีวีดีแทน เลยทำให้ขณะดู ผมรู้สึกไม่ “เมาหนัง” มาก (เทียบกันแล้ว ผมยังมึนหัวกับ Speed Racer มากกว่าหนังเรื่องนี้อีก) และได้รับสาส์นที่คนทำต้องการจะสื่อได้เต็มที่ ขณะที่เพื่อนของผมที่ไปดูที่โรง ด่าหนังเรื่องนี้กันทุกคน หลายคนบอกว่า ออกมาแล้วยังจับใจความอะไรหนังไม่ได้ เพราะมัวแต่กลั้นไม่ให้อ้วกแตกคาโรง (ไม่แน่ถ้าผมไปดูหนังเรื่องนี้ในโรง อาจจะเกิดอาการเหมือนเพื่อนผมก็ได้)


หมายเหตุ – JJ Abrams ผู้อำนวยการสร้างเคยให้สัมภาษณ์ตอนดีวีดี Cloverfield ออกว่า หนัง Cloverfield เหมาะที่จะดูผ่านทางทีวีหรือไม่ก็จอคอมพิวเตอร์มากกว่าทางโรงหนัง (แล้วทำไมไม่บอกตั้งแต่ตอนหนังเข้าฉายที่โรงล่ะพี่...)


พอได้ดูหนังแบบไม่ปวดหัว ความรู้สึกของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้คือ หนังเจ๋งมาก!


หนังไม่ได้เด่นที่เนื้อเรื่อง เพราะเนื้อเรื่องซ้ำซากโบราณเหมือนดูหนังกอสซิลล่าญี่ปุ่นยังไงยังงั้น (ซึ่งคนทำหนังก็น่าจะรู้ดี เพราะเหมือนเขาจะ tribute ให้หนังสัตว์ประหลาดโบราณกลายๆ ด้วย) แต่หนังเรื่องนี้เด่นตรงที่วิธีนำเสนอ  


ในยุคของยูทูป 3Gและมือถือถ่ายคลิปได้ คนทำหนังเลือกที่จะเอาแง่มุมแบบนี้มายั่วล้อ (ดังจะเห็นได้จากฉากที่เหล่าฝรั่งมุงต่างเอามือถือมาถ่ายคลิปสัตว์ประหลาดแทนที่จะวิ่งหนี)


หนังฉลาดตรงเลือกที่จะเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านกล้องวีดีโอตัวเดียว ที่ถ้าตัดความไม่สมจริงหลายอย่างออกไป (อย่างพี่ตากล้องแกเกิดมาเพื่อเป็นตากล้องจริงๆ ขนาดหนีสัตว์ประหลาดสมบุกสมบันทั้งเรื่องก็ยังไม่ยอมทิ้งกล้อง) ก็จะพบว่า วิธีนี้ทำให้หนังดูสมจริง มีช่องว่างให้คนดูกลับไปจินตนาการมากมาย (จนเกิด side story ในเน็ทมากมาย) และภาพฟิล์มที่ถูกอัดทับ ก็สื่อถึงความรักของตัวเอกทั้งสองได้อย่างดี


แม้คุณภาพอาจจะไม่ถึงสู้หนังเรื่องอื่นๆ ใน List ไม่ได้ แต่หนัง Cloverfield ทำให้ผมตื่นเต้นกับความแปลกใหม่ของการดูหนังอีกครั้ง หลังจากความรู้สึกนี้หายไปนาน และหวังว่าความน่าตื่นเต้นของหนังเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจ ให้กับคนทำหนังท่านอื่น กล้าที่จะนำเสนอไอเดียแปลกๆ และความคิดสร้างสรรค์ออกมา เพื่อที่ว่าวงการหนังจะไม่ตายภายในเร็ววันนี้ เหมือนที่นักวิเคราะห์บางท่านได้บอกเอาไว้


***************


Once



หนังเรียบง่ายจนหลายคนคิดว่า ตูก็ทำได้วะ (รวมทั้งผมด้วย แหะๆๆ)


เรียบง่ายขนาดไหน คิดดูสิว่า ดูจนจบแล้วพระเอกกับนางเอกชื่ออะไรบ้างยังไม่รู้เลย


แต่หนังเรื่องนี้ทำให้เรารู้ว่า ถึงองค์ประกอบจะเรียบง่าย แต่ถ้าทำออกมาดี สุดท้าย ความประทับใจที่เกิดขึ้นมานั้นอาจจะมากยิ่งกว่าหนังฟอร์มใหญ่หรือหนังบีบคั้นอารมณ์ทั้งหลายเสียอีก


บางที ในโลกของภาพยนตร์ที่นับวันยิ่งล้ำยุคซะจนน่าปวดหัว การได้ดูหนังเรียบง่ายแบบนี้บ้าง ก็รู้สึกดีไปอีกแบบ เปรียบบางทีดูภาพวาดที่ลงสีเยอะๆ ใส่ไอเดียลงไปในภาพซะจนดูแล้วปวดตา ลองเปลี่ยนมาดูภาพวาดแบบเซนบ้างก็ถือเปลี่ยนการเปลี่ยนบรรยากาศที่รื่นรมย์ไม่น้อย


นักแสดงทั้งสองเล่นคู่กันได้อย่างเข้าขา (โดยเฉพาะนางเอกที่น่ารักได้โดยไม่ต้องทำอะไรมาก) บทเพลงที่ดำเนินคู่ไปกับเนื้อเรื่องได้อย่างพอดี และบทสรุปที่ลงเอยอย่างที่มันควรจะเป็น ทำให้หนังเรื่องนี้ออกมาลงตัว


เช่นเดียวกับตัวหนัง บทเพลงประกอบในเรื่องก็แสนเรียบง่าย ไม่ใส่เอฟเฟกต์ ไม่หวือหวา ใช้แค่เปียโนกับกีตาร์ แต่ผลที่ได้คือ เพลงประกอบที่ดูจริงใจ เหมาะกับหนังเหลือเกิน


ใครที่ฟังเพลง Falling Slowly แล้วงง (เหมือนผมตอนแรก) ว่าได้ออสการ์มาได้อย่างไร แนะนำว่าให้ไปหาหนังมาดูครับ แล้วจะพบความงดงามของบทเพลงนี้  


***************


Atonement



ภายใต้เปลือกนอกเหมือนหนังย้อนยุคในสไตล์ Merchant-Ivory ที่ส่วนใหญ่เนื้อเรื่องแม้จะลุ่มลึก แต่การดำเนินเรื่องมักจะเรียบนิ่งจนกลายเป็นยานอนหลับชั้นดีสำหรับคนดู


แต่ Atonement ไม่เหมือนหนังย้อนยุคเรื่องอื่นที่ผ่านมา Atonement ซ่อนความหวือหวาไว้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นด้วยวิธีการเล่าเรื่องที่ตัดไปตัดมา ตัวเนื้อเรื่องเอง แม้กระทั่งดนตรีประกอบที่ทำเป็นเสียงพิมพ์ดีดก็ได้ใจผมไปเต็มๆ


ขอสารภาพว่า ผมดูหนังเรื่องนี้แล้ว หัวใจผมเต้นแรงยิ่งกว่าดู Transformers เสียอีก (ซึ่งเรื่องหลัง นอกจากเอฟเฟคต์ภาพอันหวือหวาแล้ว การดำเนินเรื่องกลับเช้ย เชย)


อีกทั้งจุดหักมุมที่ทำให้คนดูเกิดอาการหัวใจสลาย เรียกได้ว่า ถึงดูจบแล้วแต่หนังจะค้างอยู่ในใจคุณไปอีกนาน เข้าทำนองหนังจบ คนไม่จบ


นักแสดงก็เล่นดีทุกคน โดยเฉพาะน้องไบรโอนี่ย์ที่หน้าตาแสนจะน่ารัก ผมขอยกให้เธอเป็นผู้ร้ายแห่งปี คู่กับคุณโจ๊กเกอร์ และนักฆ่าผมสวยใน No Country for Old Men ไปเลย  (จะสังเกตว่า ทั้งสามคนนี้ ล้วนแต่มีทรงผมที่สลวยสวยเก๋ หรือว่านี่จะเป็นเทรนด์ของตัวร้ายยุคใหม่ ฮ่าๆๆ)


***************


หมายเหตุ - อีก 5 เรื่อง ไว้มาต่อพรุ่งนี้นะครับ


หนังไทยแห่งปี


Wonderful Town



ปีนี้ ผมขอบันทึกไว้ว่า เป็นปีที่คุณภาพเฉลี่ยของหนังไทยทุกเรื่องน้อยกว่าทุกปีที่ผ่านมา


น้อยจนผมแทบจะนับหนังไทยที่ผมดูแล้วชอบได้ภายในนิ้วมือเดียว (แต่หนังประเภทดูไปส่ายหัวไปนี่ ต้องยืมทั้งนิ้วมือนิ้วเท้าของคนข้างๆ มานับจึงจะครบ)


แต่ท่ามกลางหนังไทยคุณภาพเลวร้าย ยังมีหนังไทยคุณภาพดีมากเรื่องหนึ่งที่โผล่ขึ้นมาดึงค่าเฉลี่ยให้สูงขึ้น ทำให้วงการหนังไทยปีนี้ยังมีอะไรที่น่าจดจำบ้าง และทำให้อนาคตของวงการหนังไทยดูไม่เลวร้ายเกินไปนัก


และหนังที่เป็นเหมือนโอเอซิสในทะเลทรายสำหรับผม คือ หนังที่ว่าด้วยเหตุการณ์หลังสึนามิในเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งเรื่อง Wonderful Town ครับ


หนังมีกลิ่นอายของคุณเจ้ย แต่ไม่เหวอเท่า (เรียกว่าเป็น Light version ก็ได้) แต่ก็ทำให้ผู้ชมที่ไม่ชอบหนังสไตล์นี้ ถอยห่างจากหนังไปได้ง่ายๆแต่ถึงกระนั้นหนังก็มีจังหวะการดำเนินเรื่องที่น่าสนใจ คือดำเนินเรื่องไปเรื่อยๆ  ฉายแต่เหตุการณ์ปกติซ้ำๆ (เช่น ฉากตากผ้า) แต่สุดท้าย หนังก็จู่โจมคนดูอย่างฉับพลันโดยที่ไม่มีใครคาดคิด


เหมือนดั่งทะเลที่สงบราบเรียบ ไม่มีวี่แววของหายนะภัย แต่พอคลื่นยักษ์โผล่ขึ้นมาเมื่อไรความเสียหายก็ยากเกินควบคุม หากจะเปรียบหนังเรื่องนี้แทนอะไรสักอย่าง สิ่งนั้นก็น่าจะเปรียบได้กับสึนามินี่แหละครับ


หนังยังมีการสื่อความหมายทางการเมืองมากมาย ทั้งมุมมองของคนนอก คนใน การเข้ามาวุ่นวายของคนนอก และการโต้ตอบของคนใน


ตอนดูจบใหม่ๆ คุณอาจจะไม่รู้สึกอะไรกับหนังมาก แต่ถ้าหลังจากดูจบไปสักพัก คุณลองปล่อยใจให้จมลึกไปกับหนัง เมื่อนั้น มันจะยากที่จะสลัดหนังเรื่องนี้ออกจากหัวคุณได้ และมันทำให้คุณอยากกลับไปดูมันอีกรอบ และอีกรอบ


เสียดายที่หนังไม่มีขายในรูปแบบ DVD (และม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้ออกหรือไม่) จนทำให้ป่านนี้ผมยังไม่มีโอกาสหาหนังเรื่องนี้มาดูเป็นรอบที่ 2 ได้สักที


***************


หนังสั้นแห่งปี



"ไม่มีอะไรให้ดู" - สุชาติ สวัสดิ์ศรี


"แพรว" - พัชระ เอี่ยมตระกูล


"I'm Fine สบายดีค่ะ" - ธัญญ์วาริน สุขะพิสิษฐ์


ต้องขอขอบคุณนิตยสาร fuse showcase ที่ทำให้ผมมีโอกาสได้ดูหนังสั้นมากขึ้น (หลังจากช่วงหลังๆ ลาขาดวงการนี้เพราะขี้เกียจตามไปดู ฮ่าๆๆ) นอกจากใน fuse showcase แล้ว ก็มีหนังสั้นบางเรื่องที่ผมได้ดูตามงานเทศกาลต่างๆ บ้าง แม้จะได้ดูไม่มากนัก แต่ด้วยนิสัยที่เป็นคนชอบกั๊ก ทำให้เวลาคัดหนังสั้นแห่งปี ดันเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องขึ้นมา


สุดท้าย ขอคัดมา 3 เรื่องที่ได้ดูในปีนี้แล้วกันนะครับ (บางเรื่องฉายตั้งแต่ปี 2007 แต่จขบ.เพิ่งได้ดู ก็จะขอเอามารวมด้วยเลยแล้วกัน)


เรื่องแรก ไม่มีอะไรให้ดู หนังที่คอนเซปต์เหมือนไม่มีอะไร แค่เอาคลิปเก่าๆ มาใส่เพลง แต่คลิปกับเพลงที่เอามาใส่ มันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตัวหนังจริงๆ จึงไม่สำคัญเท่ากับความหมายระหว่างบรรทัดของมัน และความชอบของแต่ละคน ก็ขึ้นกับว่า คุณรู้เรื่องระหว่างบรรทัดของเหตุการณ์การเมืองเหล่านั้นแค่ไหน


ตอนดู อารมณ์ของผมพลุ่งพล่าน เหมือนถูกบีบหัวใจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฉากเพลงหนักแผ่นดิน) แต่พอดูจบแล้ว หัวใจกลับห่อเหี่ยว ด้วยความสลดว่า ผ่านมา 76 ปี แล้ว บางสิ่งนอกจากจะไม่ก้าวไปข้างหน้าแล้ว มันยังถอยหลังลงคลองยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย ถ้าปรีดี พนมยงค์ ได้มีโอกาสชมหนังเรื่องนี้ คงเกิดอาการหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้


เรื่องที่สอง I'm Fine สบายดีค่ะ นี่ก็ดูเหมือนไม่มีอะไร (หลายคนก็คงแอบนึกว่า ถ่ายง่ายๆ แบบนี้แบบนี้ตูก็ทำได้) แต่มุมมองของเธอไม่ธรรมดาเลย แต่ตอนดูหนังความยาว 3 นาทีกว่าเรื่องนี้ จำนวนเสียงหัวเราะของผมมันกลับมากยิ่งกว่าตอนดูหนังพี่เท่ง 2 ความยาว 90กว่านาทีรวมกันเสียอีก หนังเสียดสีการเมืองได้เจ็บแสบสุดๆ ไม่อยากเล่ามาก แนะนำว่า รีบไปหามาดูโดยพลัน (ไม่น่าหาดูยาก)


เรื่องที่สาม แพรว  เดี๋ยวผู้อ่านจะนึกว่า ชอบแต่หนังการเมือง เปลี่ยนแนวมาพูดถึงหนังแนวส่วนตัวบ้างดีกว่า หนังสั้นเรื่องนี้เป็นการถ่ายภาพผู้หญิงคนนึง (คิดว่า น่าจะเป็นแพรว) ประกอบเข้ากับเสียงโทรศัพท์ระหว่างผู้ชาย (น่าจะเป็นผกก.) กับเพื่อนผู้ให้คำปรึกษา หนังดูเรียบง่ายแต่งดงาม เหมือนไม่ได้ทำอะไรแต่กลับกระทบใจอย่างรุนแรง เหมือนจะเป็นหนังส่วนตัว แต่คนดูทุกคนเหมือนเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ (เว้นแต่คุณไม่เคยแอบหลงรักเพื่อนของคุณเอง) เป็นหนังสั้นที่ดูจบแล้ว บางทีมันอาจทำให้คุณจมกับหนังนานกว่าความยาวของหนังเรื่องนี้อีก ตามสไตล์หนังจบ คนไม่จบ!


***************


คอนเสิร์ตแห่งปี


คอนเสิร์ต เพลงแบบประภาส



ปีนี้ เป็นปีที่ผมได้ดูคอนเสิร์ตมากที่สุดในชีวิต (ซึ่งความจริงก็ไม่เยอะเท่าไรหรอก พูดให้เวอร์ไปอย่างนั้นเองแหละ ฮ่าๆๆ) ทั้งแบบดูฟรีและไม่ฟรี (ส่วนใหญ่จะเป็นแบบแรกซะมากกว่า)


ในจำนวนคอนเสิร์ตที่ผมดู เรียกได้ว่า มีคอนเสิร์ตที่เข้าขั้นสุดยอดอยู่หลายคอนเสิร์ต


ทั้งคอนเสิร์ต Everybdy Slam (ที่ดูแล้วเหนื่อยแทนพี่ตูน)



ETC. Bring It Back Concert (เล่นดีแต่แขกรับเชิญประเภท “มาทำไม” เยอะมาก ความจริงเหลือแค่ 2-3 คนก็พอ )


Last Call for GR 007 ของ Groove Raiders (ที่ยอมทุ่มทุนสร้างไปดู เพราะมีใครไม่รู้บอกว่า มันจะเป็นคอนเสิร์ตครั้งสุดท้าย แต่ทุกวันนี้ พวกพี่แกก็ยังเดินสายไม่เลิก ฮึ่มส์!)


Tattoo Colour (คิดถูกที่ไปดู เพราะข่าวออกมาว่า จะไม่มี DVD คอนเสิร์ตออกขาย)


และอีกมากมาย



ถ้าเป็นปีอื่น คอนเสิร์ตเหล่านั้นมีสิทธิ์เป็นคอนเสิร์ตแห่งปีได้ไม่ยาก แต่เสียดายที่ปีนี้มีก้างขวางคอชิ้นโตอย่าง .


“คอนเสิร์ตเพลงแบบประภาส” ทั้งตัวเพลงฝีมือคุณประภาส ชลศรานนท์ที่ดีอยู่แล้ว ดนตรีบรรเลงดี นักร้องร้องดี ฉากดี แสงสีดี ครีเอทีฟดี (ดีหมดยกเว้นพิธีกร ที่ติดขัดไปหน่อย)


 



ที่ชอบมากอีกอย่าง คือ คอนเสิร์ตนี้ไม่ได้สักแต่ให้นักร้องมาร้องจบเป็นเพลงๆ แล้วลงเวทีไปเลย แต่ทุกเพลงที่นำมาเล่นล้วนแต่มีเนื้อเรื่อง มีลูกเล่น มีองค์ประกอบเกื้อหนุนไม่ซ้ำกันเลย จนทำให้รู้สึกว่า ฟังเพลงจบหนึ่งเพลงเหมือนดูหนังสั้นดีๆ หนึ่งเรื่อง อีกอย่างที่ขอเพิ่มคะแนนพิศวาสให้ คือผมเป็นแฟนคลับเฉลียงอยู่แล้ว การได้เห็นเฉลียงขึ้นเวทีอีกครั้ง (หลังจากเพิ่งเห็นไปเมื่อปีก่อนโน้น) จึงอดทำให้ผมยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ไม่ได้ (แต่ปรากฏเฉลียงโดนสามโทนขโมยซีน ฮ่าๆๆ)


 



คอนเสิร์ตนี้ เป็นคอนเสิร์ตเดียวตั้งแต่ผมดูคอนเสิร์ตมาที่เข้าใกล้คำว่า สมบูรณ์แบบ!


โปรดติดตามต่อไปนี้เร็วๆ ครับ


ใครคิดเห็นเหมือนต่างกันอย่างไร คอมเมนต์ทิ้งไว้ได้นะครับ


ขอบคุณครับ



 Free TextEditor


 


 


 


 


 


 


 



 



 


 





Create Date : 22 กุมภาพันธ์ 2552
Last Update : 23 มีนาคม 2552 3:32:23 น. 10 comments
Counter : 1000 Pageviews.

 
ตามมาอ่านเรื่องสุดยอดค่ะ อิอิ


โดย: โยเกิตมะนาว วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:19:44 น.  

 
คุณฟ้าดินมาอยู่เชียงใหม่แบบนี้ก็คงจะไม่ได้ดูอะไรเยอะแยะเหมือนกัน คล้ายกับผมแน่นอน อิอิ


โดย: I will see U in the next life. วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:10:46:58 น.  

 

สวัสดีคะ แวะมาทักทายในวันหยุดที่อากาศร้อนมาก ๆ



โดย: หน่อยอิง วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:13:44:02 น.  

 
เป็นคนชอบดูหนังมากแต่หนังของคุณนิยังไม่ได้ดูสักเรื่องเลยค่ะนอกจากCloverfield ที่ได้ดูแล้วน่ะต้องอับ youtube มาดูเลยค่ะ


โดย: ni (ชีวิตจริง ) วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:14:31:05 น.  

 
clover ฯ นี่มันชวนวิงเวียนจริงๆ
เห็นด้วย T^T


ร้านเป็นไงมั่งคะ


โดย: แพนด้าฯ IP: 125.25.132.127 วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:15:45:04 น.  

 
Vicky Cristina Barcelona ก็เป็นหนังที่ชอบมากสุดของลุงอัลเลน (ทั้งที่ก็ไม่ได้ดูครบทุกเรื่องน่ะนะคะ)
อาจเป็นเพราะตัวละครเป็นตัวสีเทาๆ และมันได้ความแรงชนิดเลือดพุ่งพล่านของ ครูส ด้วยกระมัง

สำหรับ once ตอนดูที่โรงก็รู้สึกซาบซึ้งตรึงใจดี
แต่พอได้ดูจากจอเล็ก ความโรแมนติคมันก็หายไปเยอะ
ส่วนเพลงนั้น...บาดใจอยู่หลายเพลงเลยโดยเฉพาะเพลง If You Want Me

Wonderful Town ยังไม่ได้ดูเลยค่ะ

อ่านหนังสั้นเรื่อง "I'm Fine สบายดีค่ะ" แล้วให้อยากดูมากมาย


โดย: renton_renton วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:16:38:38 น.  

 
ยืม Vicky Cristina Barcelona
มาดูมั่งดิ มีแผ่นหรือเปล่า

อยากทำ calcium_kid award เหมือนกัน แต่ ก็ขี้เกียจ เฮ้อ......................

ชอบ wonderful town กับ Atonement ด้วย


โดย: calcium_kid วันที่: 22 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:21:00:19 น.  

 
+ มาอ่านแล้วครับ ตามสัญญา ไล่รายเรื่องเลยแล้วกันนะครับ เพราะผมก็ได้ดูแล้วทุกเรื่องเช่นกัน
* Vicky Cristina Barcelona- ชอบเช่นกันครับ บันเทิงเริงใจดีชะมัด (แอบเชียร์เพเนโลเป้ตั้งแต่ตอนนั้น ไม่นึกว่าเธอจะกระชากออสการ์มาได้จริงๆ )

* Eastern Promises - ผมกลับคิดว่าการหักมุมและเฉลยปมว่า พระเอกเป็นใคร มันดูนุ่มนวลชวนฝันเกินจริงไปหน่อย ... โดยส่วนตัวผมชอบแบบ A history of violence มากกว่า คือแรงให้สุดๆ ไปเลย

* Cloverfield - แปลกนะครับ คงเป็นเพราะผมเริ่มจะมีภูมิคุ้มกันกล้องแฮนด์เฮลบ้างแล้วมั้ง เพราะไม่รู้สึกวิงเวียนเท่าไหร่ตอนได้ดูเรื่องนี้ในโรง (แต่ตอนดูแบลร์ วิทช์นี่ แทบอ้วกแตกตาย )

* Once - ดูเป็นธรรมชาติดีครับ ฉากเพลง Falling slowly ในหนัง ทำให้เพลงเพราะขึ้นอีกมากมายจริงๆ ด้วย

* Atonement - ขั้นเทพทั้งเทคนิคต่างมุมมอง, ลองช็อต, สกอร์พิมพ์ดีด และแม่หญิงงามในชุดเขียว! อุๆ ... น้องเซอร์ชา ก็ร้ายมากมายจริงๆ ทำเอาเหม็นขี้หน้าไปเลย

* Wonderful town - ใช่เลยครับ ดูจบแล้วอารมณ์มันเป็นแบบนั้นจริงๆ ต้องรอให้ตกตะกอนสักพัก แล้วจะชอบมากขึ้นเรื่อยๆ

+ หนังสั้นและคอนเสิร์ต ไม่มีส่วนร่วม จึงอ่านเอาบรรยากาศเฉยๆ

+ ว่าแต่ปีนี้คุณฟ้าดินย้ายสำมะโนประชากรไปอยู่เชียงใหม่ซะแล้ว โอกาสเสพสื่อบันเทิงเหล่านี้ ก็ลดน้อยลงไปด้วยสิครับเนี่ย


โดย: บลูยอชท์ วันที่: 25 กุมภาพันธ์ 2552 เวลา:11:55:18 น.  

 
โอ้ ขอบคุณมากฮะที่ชอบหนังผม

อ่านแล้วรู้สึกดีมากครับ

ขอบคุณอีกครั้งครับ

:D


โดย: แ พ ท IP: 125.25.93.91 วันที่: 2 มีนาคม 2552 เวลา:0:51:46 น.  

 
ในส่วนของ 10 หนังแห่งปีนี่เห็นด้วยเลยคับ แต่พวกหนังสั้นกับคอนเสิร์ตนี่ผมแทบไม่ได้ดูเลย

อยากบอกว่า purple rose of cairo นี่เป็นหนังของลุงอันดับต้นๆ ที่ผมชอบมากเช่นกัน และเพชรพระอุมาที่เป็นหนังสือในดวงใจ อ่านแล้วอ่านอีกไม่เคยเบื่อ

ผมชอบ Departures มากกว่า waltz with bashir นะ ไม่รู้สิ อาจเป็นเพราะผมชอบหนังแนวนี้ ( The village albums กับ Tokyo towers นี่ชอบมากเช่นกันคับ ) และเห็นด้วยกับรางวัลออสการ์ของปีที่แล้วครับ


โดย: Filmboran IP: 58.9.48.55 วันที่: 9 มิถุนายน 2552 เวลา:12:10:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.