ฉันเป็นดั่งนกไร้ขา บินไปบินมาไร้จุดหมาย โอกาสลงดินนั้นไซร้ ต่อเมื่อความตายมาเยือน
Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
29 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
+-+-+-+Best of the Year 2010: สรุปสุดยอดหนังและดาราประทับใจแห่งปี 2553 ของข้าพเจ้า+-+-+-+

+-+-+-+Best of the Year 2010: สรุปสุดยอดหนังและดาราประทับใจแห่งปี 2553 ของข้าพเจ้า+-+-+-+

หมายเหตุ - บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกในนิตยสาร Starpics ปักษ์หลังมกราคม 2554
ทางผู้เขียนขอขอบคุณกองบก. สำหรับการเอื้อเฟื้อพื้นที่ให้กับบทความนี้ครับ


หนัง




The Social Network
หากจะหาหนังที่สามารถสื่อถึงสังคมอเมริกัน (หรืออาจรวมไปถึงทั้งโลก) ในยุคสมัยนี้ได้อย่างเห็นภาพรวม (เหมือนที่ ยุค 60 มี Easy Riders และยุค 70 มี Chinatown) The Social Network น่าจะเป็นหนังอันดับต้นๆ ที่สมควรถูกพูดถึง ด้วยหนังแสดงให้เห็นถึงลักษณะของคนในยุคสมัยนี้ที่เคว้งคว้างหลงทางทางจิตวิญญาณ เฉยชาต่อความสัมพันธ์ แต่ถึงกระนั้นก็ยังต้องการการยกย่องและความรักอยู่ดี ซึ่งความน่าทึ่งของ The Social Network นั้น ไม่ได้แค่แสดงให้เห็นถึงกระบวนการก่อร่างสร้างตัวของเวบไซต์เฟซบุ๊คอันน่าตื่นตาตื่นใจแต่เพียงเท่านั้น แต่หนังแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ของคนในโลกยุคเฟซบุ๊คว่าช่างเปราะบางและสามารถทำร้ายกันเองได้โดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวนั้นสามารถเกิดขึ้นได้ง่ายดายกว่าที่หลายคนคิดไว้มาก




Inception
ไม่เลือกไม่ได้จริงๆ สำหรับหนังเรื่องนี้ ซึ่งนอกจากจะมอบตำแหน่งหนังแห่งปีให้แล้ว ยังต้องขอมอบตำแหน่งผู้กำกับบ้าพลังไปให้คริสโตเฟอร์ โนแลนอีกตำแหน่ง เพราะหนังของพี่แกบ้าพลังดีจริงๆ ทั้งบทภาพยนตร์ที่ซับซ้อนหลายชั้น ฉากที่ตัดสลับไปสลับมา ไหนจะตัวละครเด่นนับสิบ ฉากหลังประเภทสุดขอบโลก เอฟเฟคต์ระเบิดตูมตาม การที่พี่แกตัดหนังเองแบบอนาล็อค และอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งที่ทำให้หนังเรื่องนี้เป็นที่น่าจดจำ คือ การที่หนังมีความซับซ้อนในระดับสูงและไม่ดูถูกสติปัญญาผู้ชม จึงทำให้หนังเรื่องนี้เป็นความภูมิใจของหนังซัมเมอร์ฮอลลีวู้ดว่า ไม่ได้สักแต่ทำหนังป๊อปคอร์นโกยเงินโดยหวังแต่กำไรแต่เพียงอย่างใด จริงอยู่ที่ว่า มีผู้ชมหลายท่านไม่จริตกับหนังของเขาสักเท่าไร ด้วยเหตุผลที่ว่าหนังของเขาดูไร้จิตวิญญาณ แข็งเกร็ง และแห้งแล้งอารมณ์ขัน ซึ่งผมก็คิดแบบนั้นเช่นกัน แต่ผมมองว่านั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้เพราะโนแลนเลือกที่จะทำหนังในลักษณะที่มีโครงสร้างแบบเป๊ะๆ จัดวางโครงสร้างไว้อย่างดี ซึ่งทั้งหมดนี้อาจจะต้องแลกกับความลื่นไหลและความเป็นธรรมชาติไปบ้าง ด้วยความที่หนังของเขาเป็นแบบนี้ ทำให้ฉากความฝันในหนังเรื่องนี้ไม่ออกมา Surreal เหลวไหลหาเหตุผลไม่ได้แบบในหนังหลุยส์ บุนเยลหรือเดวิด ลินช์ (ซึ่งถ่ายทอดลักษณะของความฝันได้ตรงกว่าเพราะมีใครบ้างที่ฝันแบบมีตรรกะเหตุผล!) แต่เป็นความฝันที่มีระบบเป๊ะเว่อร์ ด้วยเหตุนี้จึงไม่น่าแปลกใจว่า ทำไมเขาถึงได้รับฉายาว่าเป็นสแตนลีย์ คิวบริกคนถัดไป




Kick Ass
ยอมรับว่า ไม่ได้ดูหนังแอ็คชั่นฮอลลีวู้ดที่ทำให้เลือดลมสูบฉีดแบบนี้มานานแล้ว (เหตุการณ์ล่าสุด ผมเคยหลับคาโรงตอนดู Transformers 2 มาแล้ว) จนกระทั่งได้มาดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งไม่ได้มันส์แค่ฉากแอ็คชั่นเท่านั้น แต่ทุกองค์ประกอบในหนังเรื่องนี้ล้วนแต่มันส์ได้ใจ ทั้งเนื้อเรื่อง ประเด็น ฉาก เครื่องแต่งกาย นักแสดง (ตัวละครของนิโคลัส เคจในหนังเรื่องนี้ ราวกับหลุดมาจากหนังเรื่อง Rising Arizona ของพี่น้องโคเอนยังไงยังงั้น) จนทำให้ผมต้องยกตำแหน่งหนังแห่งปีให้กับหนังเรื่องนี้ โดยเบียดหนังอย่าง Toy Story 3, A Serious Man, The Girl with the Dragon Tattoo, The Hurt Locker, Shutter Island หรือ The Ghost Writer ที่คุณภาพโดยรวมเหนือกว่า ได้อย่างไม่ตะขิดตะขวงใจ




Up in the Air
แม้ประเด็นเรื่องความสัมพันธ์อันแหว่งๆ วิ่นๆ ของคน และประเด็นเรื่องความเหงาจะไม่ใช่เรื่องใหม่สักเท่าไร เพราะอย่างน้อยหนังของหว่องการ์ไวหรือวงการเพลงไทยก็สำรวจประเด็นนี้ไปอย่างทะลุปรุโปร่งแทบทุกรูขุมขนแล้ว แต่การมองประเด็นนี้ด้วยสายตาที่มีวุฒิภาวะแบบผู้ใหญ่ ไม่คร่ำครวญฟูมฟาย ก็ทำให้หนังเรื่องนี้สามารถฉีกตัวไปจากหนังเหงาๆ เรื่องอื่นได้อย่างน่าชื่นชม นอกจากนั้น หนังยังแทรกประเด็นเกี่ยวกับสังคมสมัยใหม่ ทั้งการล่มสลายทางเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ในแบบ “phone-in” และประเด็นอื่นๆ ก็ทำได้กระแทกใจดีเหลือเกิน จนผมเชื่อว่า หลายคนที่ดูหนังเรื่องนี้จบแล้ว คงอดกลับไปสำรวจกระเป๋าเดินทางส่วนตัวไม่ได้ว่า ที่ผ่านมาเราเคยรื้อเอาสัมภาระหรือความทรงจำอันมีค่าออกไปจากกระเป๋าใบนั้นมากมายแค่ไหน




ลุงบุญมีระลึกชาติ
แม้ว่าวงการหนังไทยในปีนี้จะเงียบเหงาไม่น่าจดจำเหมือนปีก่อนๆ แต่ถึงกระนั้นก็มีความน่าตื่นเต้นแฝงอยู่ ซึ่งต้องขอบคุณหนังอย่าง ลุงบุญมีระลึกชาติ ของอภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ที่ต้องถือว่า ไม่ได้เป็นแค่ความน่าตื่นเต้นสำหรับวงการหนังไทยเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงวงการภาพยนตร์โลกด้วยซ้ำ แม้หนังเรื่องนี้จะเข้าถึงง่ายกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ของเขา แต่แน่นอนว่าหนังเรื่องนี้ไม่ใช่หนังสำหรับทุกคน อันที่จริง ด้วยลักษณะเฉพาะในหนังของอภิชาติพงศ์ ทำให้น่าจะทำให้มีจำนวนคนชอบและชังหนังเรื่องนี้ในสัดส่วนครึ่งต่อครึ่งด้วยซ้ำ แต่การได้รับชมลุงบุญมีระลึกชาติในโรงภาพยนตร์นั้นเหมือนเป็นการเปิดพรมแดนใหม่ทางสุนทรียะและผมเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ช่วยต่ออายุศิลปะแขนงที่ 7 อย่างภาพยนตร์ซึ่งมีหลายคนเคยวิเคราะห์ว่าใกล้ถึงจุดตีบตันทางความคิดสร้างสรรค์เข้าไปทุกทีแล้ว โดยตัวหนังมีการสำรวจประเด็นอันหลากหลายที่ไม่ค่อยมีใครเคยสำรวจในเชิงลึกมาก่อน ทั้งเรื่องมิติเวลา วิญญาณ ชาติภพ โลกหลังความตาย ครอบครัว และอีกหลายเรื่องราวที่จะติดหัวคุณไปอีกนาน จนทำให้ผมอดแปลกใจกับคำครหาที่ว่า “หนังอภิชาติพงศ์นั้นทำให้ฝรั่งดู” ของใครหลายคนไม่ได้ เพราะประเด็นในหนังเรื่องนี้หลายอย่างมีเพียงคนไทยที่คลุกคลีกับเรื่องทำนองนี้เท่านั้นถึงจะเข้าใจมันอย่างถ่องแท้


เก็บตก
นอกจากนั้น หนังที่เข้าฉายในโรงในปีนี้ที่คุณภาพน่าพึงพอใจและสมควรถูกแนะนำต่อ มีดังต่อไปนี้ สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก – น่ารักและจริงใจในการนำเสนอดี, น้ำตาลแดง – ความท้าทายที่น่าปรบมือให้ของหนังไทย, Toy Story 3 – ใครนะที่บอกว่าการ์ตูนไร้สาระ, A Serious Man – ความเบาหวิวเหลือทนของชีวิต, The American – ไม่ได้เห็นบรรยากาศเงียบๆแบบนี้ในหนังทริลเลอร์อเมริกันมานานแล้ว, How to Train Your Dragon – ซาบซึ้งกินใจ, The Girl with the Dragon Tattoo – ระทึกขวัญยิ่งกว่าหนังที่อ้างตัวเองว่าเป็นหนังสยองขวัญเรื่องไหนๆ , Bodyguards and Assassins – เป็นการสอดแทรกหนังกำลังภายในเข้ากับประเด็นการเมืองได้อย่างลงตัว, The Hurt Locker – บีบหัวใจ, Shutter Island – โปรดักชั่นชั้นเลิศ, The Ghost Writer หนังทริลเลอร์ในสไตล์ old school ที่ทำได้อย่างครบเครื่อง


ดารานำชาย

เจินจื่อตัน (Ip Man 2)
แม้ว่าในช่วงปีสองปีนี้ พี่แกจะเล่นหนังเยอะมากๆ ราวกับนึกว่าตัวเองเป็นโก๊ะตี๋ อารามบอย แต่บทบาทที่ดูเข้ากับเขาราวกับสวรรค์กำหนดว่าต้องเป็นเขาเล่นคนเดียวเท่านั้น คงหนีไม่พ้นบท “ยิปมัน” ทั้งสองภาค ที่สุขุมนุ่มลึกอ่อนน้อมถ่อมตน แต่บทจะเอาจริงก็ดุดันจนทำให้ศัตรูขนหัวลุก ซึ่งพี่แกเล่นบทนี้ได้เท่เป็นบ้า จนอยากจะคุกเข่าขอคารวะเป็นลูกศิษย์เอาเสียตรงหน้าจอฉายหนังตอนนั้นเลย ซึ่งผมก็อยากแนะนำให้ดอนนี่ เยนเล่นบทแนวนี้บ่อยๆ และพึงหลีกเลี่ยงบทพยายามเท่จนเกินพอดีอย่างเช่น ในหนังเรื่อง “เฉินเจิน หน้ากากฮีโร่” เอาไว้ เพราะบทในหนังเรื่องนั้นดูไม่เข้ากับพี่อย่างรุนแรง

เจสซี่ ไอเซนเบิร์ค (The Social Network)
แม้บทมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์กที่เขาเล่นในเรื่องนี้ จะไม่หนีจากบทสไตล์เนิร์ดๆ จากหนังเรื่องก่อนๆ ของเขาสักเท่าไร แต่เขาก็สามารถใส่มิติที่ซับซ้อนและมุมมองที่ลึกซึ้งให้กับตัวละครตัวนี้ ได้อย่างไร้ที่ติ ซึ่งไม่ว่าตัวจริงของมาร์ค ซัคเกอร์เบิร์คจะเป็นอย่างไร แต่มั่นใจว่าต่อไปคนจะจดจำลักษณะของมาร์คจากหนังเรื่องนี้แทนอย่างแน่นอน

จอร์จ คลูนี่ย์ (Up in the Air และ The American)
ยอมรับโดยดีว่า ในช่วงแรกๆ นั้น ผมรู้สึกไม่ค่อยถูกชะตากับเขาสักเท่าไร อาจเป็นเพราะผมไม่ชอบลักษณะการแสดงของเขาที่ติดเก๊กและมีมาดนิดหน่อยในรูปแบบของดารารุ่นเก่าอย่างแครี่ แกรนต์หรือเกรกอรี่ เป็ค ซึ่งอาจเป็นเพราะผมเติบโตขึ้นมาในยุคที่การแสดงสไตล์ Method ในสไตล์เดเนี่ยล เดย์ลูอิสหรือโรเบิร์ต เดอนีโร กำลังครอบงำวงการอยู่ก็ได้ แต่ต่อมาความรู้สึกของผมก็เปลี่ยนไปในแนวชื่นชม อาจเป็นด้วยความฉลาดในการเลือกบทของเขา อย่างน้อยก็คือมั่นใจได้ว่าหนังที่เขาเล่นไม่ใช่หนังเลว (ซึ่งความสามารถพิเศษนี้ นิโคลัส เคจควรศึกษาให้มากๆ) บวกกับการแสดงแบบมีมาดของเขาออกมาดูเท่ชวนมองมากกว่าน่ารำคาญ ยิ่งในปีนี้เขาได้บทที่เข้าทางเต็มๆ อย่างในหนังสองเรื่องดังกล่าว ทำให้ปีทองของเขาคงยังไม่จบลงง่ายๆ อย่างแน่นอน

สะอาด เปี่ยมพงศ์สานต์ (นาคปรก)
ผมเป็นแฟนคลับคุณสะอาดมานานแล้ว ที่ผ่านมาแม้ว่าหนังที่เขาเล่นเรื่องนั้นจะแย่เกินรับไหวขนาดไหน แต่เขาก็เอาตัวรอดได้อย่างสวยงามด้วยการแสดงของเขาแทบทุกครั้ง สำหรับในหนังไทยน้ำดีอย่างนาคปรกนั้น ในขณะที่ตัวละครหลักๆ ล้วนแต่สาดพลังการแสดงใส่กันอย่างรุนแรง คนที่เด่นที่สุดในเรื่องกลับเป็นคุณสะอาดในบทหลวงตาชื่นซึ่งใช้ความนิ่งสงบสยบความเคลื่อนไหว และการแสดงแบบนิ่งๆ ของเขานั้นช่วยทำให้จุดหักมุมของหนังสร้างความช็อคให้กับคนดูได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่ควรจะเป็นหลายเท่าตัว


ดารานำหญิง

นูมิ ราเพซ จาก MilleniumTrilogy (The Girl with the Dragon Tattoo, The Girl Who Played With Fire, The Girl Who Kicked The Hornets' Nest)
แม้ว่าก่อนหน้าที่หนังชุดนี้จะฉาย จะไม่เคยมีใครรู้จักเธอมาก่อน แต่เชื่อเถอะว่า หลังจากที่คุณได้ชมหนังชุดนี้จบไป ภาพของเธอจะติดอยู่ในหัวจนคุณจะไม่มีวันลืมเธออีกเลยตลอดชีวิต

พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ (สิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่ารัก) และหนึ่งธิดา โสภณ (กวนมึนโฮ)
แม้ว่าองค์ประกอบและสถานการณ์หลายอย่างในหนังทั้งสองเรื่องนี้จะประหลาดและชวนให้รู้สึกเหลือเชื่อ แต่ต้องขอบคุณฝีมือการแสดงอันสุดแสนจะน่ารักของพิมพ์ชนกและหนึ่งธิดา ที่ทำให้คนดูพร้อมจะติดตามเธอไปทุกที่ไม่ว่าจะเป็นที่ไหน เธอสองคนนี้น่ารักแค่ไหนน่ะหรือ เอาเป็นว่าถึงตอนนี้ผมได้ลงชื่อขอสมัครเป็นแฟนคลับน้องใบเฟิร์นละน้องหนูนาไปเรียบร้อยแล้ว

นัฏฐกันย์ อนุมาตรฉิมพลี (น้ำตาลแดง ตอน รักต้องลุ้น)
ด้วยบทบาทการแสดงเป็นผู้หญิงในสไตล์ “หญิงสาวข้างบ้าน” อย่างเป็นธรรมชาติบวกกับเสน่ห์ที่มีเหลือเฟือของเธอ ทำให้สุดท้าย ผู้ชมต้องตกอยู่ในสภาพ “ต้องลุ้น” ไม่แพ้ตัวละครชายในเรื่องนี้เลย

โคลอี้ เกรซ มอเรตส์ (Kick-Ass)
แม้หนังจะชื่อว่า Kick-Ass แต่ตัวละครที่สามารถขโมยหนังไปครอบครองได้เกือบทั้งเรื่อง ได้แก่สาวน้อยตัวเล็กเท่าสะเอวที่สวมบทบาท Hit Girl คนนี้นี่เอง ฉากที่เธอบุกเดี่ยวทำลายรังโจรนั้นถือเป็นฉากยอดเยี่ยมแห่งปีที่พอดูจบแล้วแทบอยากจะยืน standing ovation ให้อย่างไม่อายเพื่อนร่วมโรง


ทัศนะ

แทบไม่น่าเชื่อเลยว่าเผลอแป๊บเดียว เวลาก็ผ่านไปอีก 1 ปีแล้ว มันทำให้ผมคิดถึงประโยคที่หว่องการ์ไว ผู้กำกับชาวจีนชื่อดังเคยกล่าวไว้ว่า “เวลาโบยบินไปเหมือนดั่งเถ้าถ่าน” จนเป็นที่มาของชื่อหนังเรื่อง Ashes of Time ซึ่งเป็นหนังที่หลายคนชอบในความสวยงามและเป็นบทกวีของตัวหนัง แต่ในอีกมุมหนึ่งหลายคนก็ทนในความเชื่องช้าท่ามากของหนังไม่ได้จนบอกว่า ข้อดีข้อเดียวของการเสียเวลาดูหนังเรื่องนี้ก็คือ ทำให้ผู้ชมได้เห็นว่า การที่เวลากลายเป็นเถ้าถ่าน จริงๆ แล้วเป็นอย่างไร

แม้ว่าสถานการณ์บ้านเมืองจะชวนให้ลุ้นระทึกวันต่อวันจนทำให้กว่าจะหมดปี คนลุ้นก็แทบหยุดหายใจไปหลายคน แต่ในทางตรงข้ามกันแล้ว สถานการณ์ของวงการภาพยนตร์ในบ้านเราทั้งไทยและเทศกลับนิ่งสงบทั้งรายได้และคุณภาพของหนัง จนทำให้ผมใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมงก็สามารถคัดเลือก “หนังฉายโรง” ในปีนี้ที่ผมชอบได้อย่างครบถ้วน ซึ่งถ้าเป็นปีอื่นนั้นผมต้องใช้เวลาคิดสักครึ่งวันเป็นอย่างน้อย แต่ถึงกระนั้นก็อดคิดไม่ได้ว่า ที่เลือกหนังได้เร็วนั้นเป็นเพราะปีนี้มีหนังที่น่าสนใจน้อยจริงๆ หรือเป็นเพราะต่อมรับความสนุกในการดูหนังของผมมันเริ่มด้านชาก็ไม่อาจทราบได้

ขอพูดเรื่องหนังไทยสักเล็กน้อย ผมคิดว่าสาเหตุที่คนไปดูหนังไทยในโรงน้อยลง นอกจากจะโทษการดาวน์โหลดหนังแบบผิดกฎหมายแล้ว ยังต้องโทษคุณภาพของหนังไทยที่นับวันยิ่งน้อยลงด้วย ซึ่งเป็นผลมาจากทั้งงบประมาณการสร้างที่น้อยลง และปัจจัยต่างๆ ที่บีบให้คนที่มีฝีมืออยู่ไม่ได้ จึงไม่น่าแปลกใจนับวันจะยิ่งหาหนังไทยประเภทที่ดูจบแล้วไม่เสียดายเงินยากขึ้นทุกที อีกปัจจัยนึงที่ทำให้คนเข้าไปดูหนังน้อยลงคือ ราคาค่าตั๋วโรงภาพยนตร์ที่แพงในระดับที่ซื้อหนังสือได้ 1 เล่มแถมปรับราคาขึ้นลงตามใจฉันจนสคบ.ทำได้แค่มองตาปริบๆ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องน่าบ่นต่างๆ เช่น โฆษณาก่อนหนังฉายที่นานเกิน 30 นาที รอบฉายหนังที่ปรับไปเปลี่ยนมารายวันจนคนดูหนังเลือกดูไม่ถูก หนังหลายเรื่องก็ถูกลดรอบไปเสียดื้อๆ ทั้งที่เพิ่งเข้าฉายไปได้เพียง 3-4 วัน ครั้นทางผู้สร้างหนังจะหวังขอความช่วยเหลือจากกระทรวงวัฒนธรรม พวกเขาก็ได้พบกับความจริงที่ว่า กระทรวงนี้ไม่ได้ถูกตั้งสร้างมาเพื่อส่งเสริมหนังเท่ากับจับผิดหนัง (ยกเว้นถ้าคุณแสดงออกว่าเป็นหนังรักชาติ นั่นก็เป็นอีกเรื่อง) ยิ่งหนังของคุณสะท้อนความจริงในประเทศไทยมากเท่าไรคุณก็ยิ่งมีสิทธิ์รับคำสั่งตัดสินประหารชีวิตหนัง หรือเรต “ห” จากใครก็ไม่รู้ไปทันที ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะ ประเทศอื่นเขาใช้การจัดเรตเพื่อคัดแยกอายุคนดูว่าจะได้ดูหนังที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะตัวเองเพื่อไม่ให้เกิดการแบนหนังเรื่องไหนขึ้น จะมีก็แต่ประเทศไทย...โอนลี่ที่เหมามันซะทุกอย่าง แบนตูก็จะแบน จัดเรตตูก็จะเอา เซนเซอร์-ป้ายยาหม่องตูก็จะเหมา ซึ่งเป็นการกระทำภายใต้เหตุผลเรื่องความมั่นคงและศีลธรรมอันดี แต่น่าแปลกใจ ที่ประเทศญี่ป่น รือประเทศอื่นซึ่งเปิดขายหนังโป๊เสรี แต่ไหงทำไมอาชญากรรมทางเพศถึงน้อยกว่าประเทศไทยมากๆ หรือทำไมประเทศเขาถึงมีความมั่นคงกว่าประเทศเรามากๆ อันนี้ขออนุญาตไม่แสดงความคิดเห็น เพราะคิดว่าทุกท่านคงรู้กันดีแก่ใจ ชิมิชิมิ

สุดท้ายนี้ ขอใช้พื้นที่นี้ส่วนตัว กล่าวขอบคุณเล็กน้อย ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณกองบก.นิตยสารที่เอื้อเฟื้อพื้นที่ให้บทความของผม ผมรู้สึกยินดีเป็นอย่างมากที่ได้มีส่วนร่วมกับนิตยสารหนังสุดคลาสสิคอายุ 40 กว่าปีเล่มนี้ นอกจากนั้นแล้วยังต้องขอขอบคุณแรงบันดาลใจจากนักวิจารณ์หนังผู้มาก่อน (แต่มิได้หมายความว่าเป็นผู้มาก่อนกาล) อย่างคุณประวิทย์ แต่งอักษร, ไกรวุฒิ จุลพงศธร, วาริน, merveillesxx, ชูศักดิ์ ภัทรกุลวณิชย์ (ท่านนี้วิจารณ์วรรณกรรม) และนักเขียนท่านที่ผมได้รับอิทธิพลมามากที่สุดก็คือ คุณประชา สุวีรานนท์ (แต่แน่นอนว่า ความสามารถในการขีดเขียนของผม ยังห่างชั้นจากพวกท่านทั้งหมดยิ่งนัก) ซึ่งบทความของพวกท่านนอกจากจะปลูกฝังให้ผมรักหนังแล้ว ยังเกิดเป็นแรงผลักดันให้ผมเขียนบทวิจารณ์ภาพยนตร์อีกด้วย สุดท้าย ขอขอบคุณกัลยาณมิตรทุกท่านทั้งในโลกจริงและโลกเสมือนสำหรับเสียงวิจารณ์และกำลังใจ และขอบคุณหญิงสาวผู้เป็นความดีงามของชีวิตท่านนั้น สำหรับแรงบันดาลใจอันประมาณค่าไม่ได้ ถึงแม้ว่าเราจะต้องตกอยู่ในบ่วงชะตากรรมแห่งความพลัดพรากชั่วนิรันดร์




Create Date : 29 มกราคม 2554
Last Update : 29 มกราคม 2554 5:09:11 น. 2 comments
Counter : 2715 Pageviews.

 
หนังสนุกๆทั้งนั้นเลย Coolpix S4000 powershot


โดย: gobank21468 วันที่: 11 กุมภาพันธ์ 2554 เวลา:19:49:57 น.  

 
ขอบคุณที่คอยเขียนบล็อกดีดีออกมานะครับ
อยากเห็นรายชื่อ หนังแห่งทศวรรษตอนที่2 จากคุณฟ้าดิน จังฮะ


โดย: แฟนเพจblog IP: 58.9.23.107 วันที่: 18 มีนาคม 2554 เวลา:16:08:46 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ฟ้าดิน
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ความจำสั้น ความฝันยาว.....
    follow me on Twitter
    Friends' blogs
    [Add ฟ้าดิน's blog to your web]
    Links
     

     Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.