พฤศจิกายน 2556

 
 
 
 
 
1
2
4
5
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
27
28
29
 
All Blog
ตอนที่ 1 - ว่านสี่ทิศ (Amaryllis/Hippeastrum)
ตอนที่ 1
ว่านสี่ทิศ
(Amaryllis/Hippeastrum)


ชื่อวิทยาศาสตร์ (Scientific Name): Hippeastrum
ชื่อวงศ์ (Family) : Amaryllidaceae
ชื่อสกุล (Genus) : Hippeastrum
ชื่อสามัญ (Common Name) : Amaryllis, Dutch amaryllis, Star Lilly, Christmas flower






ตั้งแต่เขียนบล็อคเรื่องดอกไม้มานี้ ว่านสี่ทิศทำเอาเหนื่อยมาก เนื่องจากมีข้อมูลเยอะจริงๆ ต้องอ่านเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลมหาศาล มีพันธุ์ไฮบริดที่ได้รับความนิยมและจำหน่ายอยู่มากกว่า 100 พันธุ์ แต่ละพันธุ์ก็ล้วนแล้วแต่มีความสวยงามชนิดไม่แพ้ดอกลิลลี่เลยทีเดียว นั่นแสดงถึงความนิยมเป็นอย่างมากทั่วโลก รวมถึงในประเทศไทยด้วย จึงมีการผสมพันธุ์ใหม่ๆ อย่างมามากมาย และอย่างต่อเนื่องทุกปี จนผู้รักว่านสี่ทิศต้องคอยติดตามกันตลอด ในต่างประเทศนิยมปลูกลงกระถาง และให้เป็นของขวัญในช่วงเทศกาลสำคัญ








ว่านสี่ทิศ อันทีจริงชื่อ  "ฮิปพีแอสทรัม" (Hippeastrum) แต่นิยมเรียกกันว่า "แอมมาริลลีส" (Amaryllis) จนกลายเป็นชื่อสามัญของว่านสี่ทิศไปซะแล้ว (นักนิยมว่านสี่ทิศในต่างประเทศ เรียกชื่อเล่นๆ ว่า "Hippie")  Hippeastrum เป็นพืชในวงศ์ Amaryllidaceae มีประมาณ 90 สายพันธุ์ และพันธุ์ไฮบริดอีกมากกว่า 600 พันธุ์ มีถิ่นกำเนิดใน เขตร้อนชื้นของแคริเบียน เม็กซิโก  ทวีปอเมริกากลาง และอเมริกาใต้ คำว่า "Hippeastrum" มีความหมายว่า "ดาวแห่งม้า" (Horse's Star) ปัจจุบันได้รับความนิยมเป็นอย่างมากทั่วโลก มีการผสมพันธุ์ลูกผสม (Hybrid) มามากกว่า 200 ปี และเรียกกันอย่างแพร่หลายว่า แอมมาริลลีส (Amaryllis) ซึ่งเป็นชื่อที่นิยมเรียกกันในทางการค้ามากกว่าชื่อ Hippeastrum  โดยเฉพาะพันธุ์ไฮบริด ส่วนพืชในสกุล (Genus) "Amaryllis" จริงๆ เป็นพืชอีกสกุลหนึ่งมีถิ่นกำเนิดในแอฟริกาใต้ มีเพียง 2 สายพันธุ์ สายพันธุ์ที่รู้จักดีคือ Amaryllis belladonna (ดอกหอมมาก มีการนำไปสกัดทำน้ำหอมยี่ห้อดังหลายยี่ห้อ) สำหรับในประเทศไทย Hippeastrum หรือว่านสี่ทิศ มีมานานมากกว่า 40 ปีแล้ว ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็กๆ คุณพ่อก็ปลูกว่านสี่ทิศอยู่ และผสมเกสรเอง ผมยังจำได้ทุกวันนี้ว่า ชอบไปเด็ดฝักที่ติดเมล็ดของพ่อมาเล่นเสมอ

ว่านสี่ทิศเป็นพืชใบเลี้ยงเดี่ยว ประเภทหัว เป็นหัวแบบที่เกิดจากกาบใบ (Tunicate Bulb) อายุยืน ไม่ผลัดใบ  จัดกลุ่มเป็นพืชไม่ทนความหนาวเย็น (Tender III: เสียหายที่อุณหภูมิต่ำกว่า 2 °C) เหมาะที่จะปลูกในประเทศที่ไม่มีอากาศหนาวเย็น หรือไม่มีเกล็ดน้ำแข็งในฤดูหนาว และสามารถปลูกแบบ Indoor ได้เป็นอย่างดี วิธีนี้จึงนิยมมากในประเทศที่หนาวเย็น ตามธรรมชาติว่านสี่ทิศ ไม่มีการพักตัวในฤดูหนาว(Dormancy) เพื่อที่จะให้ดอก ส่วนการนำหัวไปแช่ตู้เย็นเพื่อบังคับให้ออกดอกนั้น เป็นเทคนิคการบังคับให้ว่านสี่ทิศพักตัว (อันที่จริงไม่ถึงกับพักตัว เพียงแต่เจริญเติบโตอย่างช้าๆ ชั่วคราว หลายเว็บไซต์ใช้คำว่า "Rest") และออกดอกในเวลาที่ต้องการ เป็นเทคนิคที่ใช้แพร่หลายในเชิงพานิชย์ เพื่อจำหน่ายว่านสี่ทิศพร้อมดอกให้ทันในช่วงเทศกาลคริสต์มาส และปีใหม่ ว่านสี่ทิศมีอายุได้ถึง 15-20 ปี ขนาดใหญ่ได้ถึงเส้นรอบวง 50 cm น้ำหนัก 4 กิโลกรัม ใหญ่มาก!







ว่านสี่ทิศจัดเป็นพืชที่ปลูกง่ายมาก สามารถลงปลูกเมื่อไหร่ก็ได้ระหว่างเดือนตุลาคม - เมษายน  และจะออกดอกตั้งแต่ปลายเดือนธันวาคม จนถึงมิถุนายน ขึ้นอยู่กับพันธุ์ และปัจจัยอื่นๆ สูงประมาณ 30-100 cm ชอบแดดจัด ดินร่วนอุดมสมบูรณ์ เน้นระบายน้ำดี มีความเป็นกรดเล็กน้อย คือระหว่าง pH 6.0-6.5  เจริญเติบโตได้ดีที่อุณหภูมิ 21-24°C ในประเทศที่มีอากาศหนาวเย็นมาก และมีเกล็ดน้ำแข็ง  นิยมปลูกกันในกระถาง เมื่อถึงฤดูหนาว จะนำกระถางไปตั้งไว้ในบ้าน เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกน้ำแข็ง และเวลาออกดอก ก็นำมาประดับภายในบ้าน ซึ่งจะทำให้ดอกบานทนนานกว่าอยู่กลางแจ้งอีกด้วย พอหลังจากดอกโรยแล้ว ก็นำกลับไปตั้งไว้ในสวน เพื่อรับแสงแดดต่อไป ถ้าปลูกลงดิน จะต้องขุดหัวมาปลูกในบ้านก่อนถึงฤดูหนาว หรือก่อนมีเกล็ดน้ำแข็ง เนื่องจากว่านสี่ทิศไม่ทนความหนาวเย็นที่อุณหภูมิต่ำกว่า 2°C และทำให้ตายได้ 



อากาศแบบเย็นๆ อุณหภูมิประมาณ 21-24°C เหมาะสมกับว่านสี่ทิศมากที่สุด ว่านสี่ทิศสามารถปลูกในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะทางภาคเหนือจะเหมาะสมมากกว่า  โดยปลูกให้ว่านสี่ทิศได้รับแสงแดดเต็มวันจะดีที่สุด หรืออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมงต่อวัน โดยเฉพาะช่วงหลังให้ดอกแล้ว หัวจะได้เก็บสะสมอาหารได้เต็มที่ มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้ดอกสมบูรณ์ในปีต่อไป การปลูกกลางแจ้งจะต้องมั่นใจว่าดินระบายน้ำดี น้ำไม่ขัง ควรระวังในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะเวลาที่ฝนตกติดต่อกันหลายวัน เพราะน้ำจะขังตามกาบใบเป็นเวลานาน อาจทำให้หัวเน่าได้ การปลูกในกระถางดูจะได้เปรียบกว่า เพราะสามารถยกหลบฝน หมุนกระถางหาแสง  เปลี่ยนจุดวางเมื่อแสงแดดเปลี่ยนทิศในบางฤดู หรือนำมาประดับบ้านเมื่อให้ดอกได้ นอกจากนี้ยังช่วยป้องกันช่อดอกเอียงหาแสงได้อีกด้วย



ว่านสี่ทิศมีเสน่ห์ที่ดอกขนาดใหญ่ โดยมากจะบานออกไม่สุด ดูอ่อนช้อย และงามสง่า ตั้งตระหง่านบนก้านดอกแข็งแรง ช่อหนึ่งมี 2-15 ดอก เวลาบานพร้อมกันทุกดอก สวยงามราวกับช่อดอกไม้ที่จัดไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นที่ให้ดอกหลายๆ ช่อพร้อมกัน หรือปลูก 2-3 หัวไว้ด้วยกัน เวลาดอกบานพร้อมกันแล้วอลังการมาก  



เนื่องจากมีการผสมพันธุ์ออกมามากมาย ว่านสี่ทิศจึงมีดอกหลายรูปแบบ  หลายสี หลายลาย แล้วแต่พันธุ์ เช่น แดง ชมพู ขาว ส้ม เขียว เหลือง โดยมีลาย และสีขอบของกลีบดอกแตกต่างกันไป บางพันธุ์มีรูปแบบของสีดอกเหมือนๆ กันทั้ง 6 กลีบ บางพันธุ์กลีบด้านบนสีเข้มกว่ากลีบด้านล่าง บางพันธุ์กลีบดอกผอมเรียว ว่านสี่ทิศจัดเป็นกลุ่มตามลักษณะดอกและการเจริญเติบโต เป็น 6 กลุ่ม คือ

1) Single flower (Big Flower) - ดอกชั้นเดียว หรือดอกขนาดใหญ่ ขนาดดอก 15 cm ขึ้นไป




2) Double flower - ดอกซ้อน มีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้น จึงมีความสวยงามมากยิ่งขึ้น โดยมากดอกมีขนาดใหญ่ และหลายพันธุ์ให้ดอกมากกว่า 4 ดอกต่อช่อ



3) Miniature - ดอกขนาดเล็ก แต่มักให้ช่อดอก และดอกมากกว่า คือหัวหนึ่งมี 2-3 ช่อ ช่อหนึ่งมี 4-6 ดอก สูงไม่เกิน 50 cm สีดอก และลวดลายค่อนข้างแปลกออกไปจากกลุ่มอื่นๆ เวลาดอกบานมีลักษณะเป็นพุ่ม ดูเป็นธรรมชาติ แนะนำให้ปลูก 3 หัวไว้ด้วยกัน จะให้ดอกเต็มกระถางสวยงามมาก หัวมีขนาดเล็กกว่ากลุ่มอื่นๆ




4) Cybister - มีกลีบดอกผอมบาง อ่อนช้อย ดูแปลกตา มองดูลักษณะเหมือนแมลงมุม



5) Trumpet - มีรูปร่างดอกเหมือนแตร เช่นเดียวกับดอกลิลลี่ กลีบดอกบานออกสุด หลายพันธุ์มีกลิ่นหอม



6) Multiflora - มีดอกจำนวนมาก หลายช่อ และช่อละหลายดอก




ว่านสี่ทิศพันธุ์ลูกผสมจากแอฟริกาใต้ก็มีความสวยงามและได้รับความนิยมไม่แพ้กัน ทางการค้าเรียกชื่อสามัญว่า "African Amaryllis" หรือ  Christmas Amaryllis ซึ่งมีการพัฒนาพันธุ์ลูกผสมออกมาได้อย่างสวยงาม หัวมีขนาดเล็ก แต่ให้ช่อดอกมากกว่า และมีก้านช่อดอกสั้นกว่า




ว่านสี่ทิศยังได้รับความนิยมในอีกหลายประเทศทั่วโลก เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ไต้หวัน ญี่ปุ่น อิสราเอล และมีการผสมพันธุ์ลูกผสมออกมามากมาย





สายพันธุ์  H. papilio ในกลุ่ม Miniature เป็นสายพันธุ์ (Specie) จริงตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากการผสมพันธุ์ใหม่ มีสีและรูปแบบที่เป็นเอกลักษณ์ มีสีม่วงอมชมพูที่กลางกลีบดอก ไล่สีเขียวจางๆ มาที่ขอบกลีบดอก กลีบดอก 3 กลีบด้านล่างผอมเรียว แถบสีม่วงจะน้อยกว่า มีลักษณะเป็นเส้นผอม มีการนำสายพันธุ์นี้มาผสมกับพันธุ์ในกลุ่ม Cybister  และ Single flower เพื่อให้ได้พันธุ์ใหม่ที่มีแถบสีแปลกๆ












    การเจริญเติบโตของว่านสี่ทิศ

    หัวว่านสี่ทิศที่โตเต็ววัยแล้ว จะเริ่มการสร้างดอกในระยะเจริญเติบโตทางใบ (Vegetative Growth) การเริ่มสร้างดอกของว่านสี่ทิศไม่ได้ถูกควบคุมโดยการตอบสนองต่อช่วงแสง (Photoperiodism) จากการศึกษาพบว่า อุณหภูมิอุ่นๆ มากกว่า 28.33°C ในตอนกลางวัน และมากกว่า 22.78°C ในตอนกลางคืน ช่วยทำให้การเจริญเติบโตของใบเพิ่มขึ้น และเริ่มการสร้างช่อดอกหลายช่อ แต่ทำให้การเจริญเติบโตของหัวลดลง ซึ่งจะพบได้ในช่วงฤดูร้อน หัวจะสร้างช่อดอก ตามด้วยการสร้างใบ 3-4 ใบ ดังนั้นถ้ามีการสร้างใบมากๆ ก็แสดงว่ามีการสร้างช่อดอกมากตามไปด้วย หัวที่โตเต็มวัยแล้ว ปกติจะสร้างใบทั้งหมด 12 ใบตลอดฤดูการเจริญเติบโต และจะสร้างช่อดอก 3 ช่อ  หรือ 4 ช่อในบางครั้ง และเมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง อากาศเย็นลง ทำให้หัวชะงักการเจริญเติบโตทางสรีระภายนอก  ใบจะเหี่ยวแห้งไป และเมื่อถึงฤดูหนาวอากาศเย็นมากขึ้นอีก การเจริญเติบโตจะชะงักเนื่องจากอุณหภูมิไม่เอื้ออำนวยต่อการเติบโต ไม่ได้เป็นเพราะขั้นตอนการพัฒนาทางสรีรวิทยา ในช่วงเวลาชะงักการเจริญเติบโตทางใบนี้ จะเริ่มการเจริญเติบโตของช่อดอกแทน ซึ่งจะแทงช่อขึ้นมาให้เห็นประมาณต้นฤดูใบไม้ผลิ  (หรืออาจจะแทงช่อดอกออกมาในฤดูร้อนก็ได้) โดยมากช่อดอกจะออกมาก่อนใบ ใบจะออกมาภายหลังเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น 






    ช่อดอกที่เจริญเติบโตและเบ่งบานในฤดูใบไม้ผลินี้ เป็นช่อดอกที่หัวสร้างขึ้นมาเมื่อ 18 เดือนที่แล้ว ไม่ใช่ช่อดอกที่สร้างขึ้นในฤดูเติบโตที่เพิ่งผ่านมา กล่าวคือเมื่อดอกบานหมดแล้วในฤดูใบไม้ผลิ ช่อดอกที่สร้างไว้ในฤดูเติบโตที่ผ่านมายังมีเหลืออยู่ภายในหัว และจะเติบโตในฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ในฤดูเติบโตของปีนี้ก็มีการสร้างช่อดอกขึ้นมาอีก ทำให้มีช่อดอกหลายช่อที่สร้างขึ้นมาคนละปีกัน



    ในเรือนชำ สามารถกำหนดระยะเวลาออกดอกได้ โดยการหยุดให้น้ำในเดือนสิงหาคม และหมุนกระถางให้ล้มนอนลง เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีน้ำเข้าไปในกระถาง และไม่ต้องตัดใบ และปล่อยให้ใบเหี่ยวแห้งเองตามธรรมชาติ ในเดือนธันวาคมช่อดอกจะปรากฏที่ปลายหัว จึงจับกระถางตั้งขึ้น แล้วเริ่มรดน้ำ หัวจะให้ดอกภายใน 4-6 สัปดาห์ ที่อุณหภูมิระหว่าง 16.67°C-18.33°C เป็นอย่างน้อย และไม่ต้องให้ปุ๋ยจนกว่าจะมีใบ หากยังไม่ต้องการปลูก สามารถเก็บหัวไว้ที่อุณหภูมิ 4.44°C-7.22°C โดยแสงไม่มีผลกับการบังคับดอก เพราะหัวไม่จำเป็นต้องมีการพักตัว (Rest Period)



    ที่อุณหภูมิ 4.44°C-7.22°C นี้ เป็นเพียงสภาวะที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตทางใบ  และการพัฒนาช่อดอก สามารถเก็บหัวที่อุณหภูมินี้ได้นานอย่างน้อย 1 ปีก่อนทำการบังคับออกดอก ก่อนถึงกำหนดให้ดอก 4-6 สัปดาห์ ก็ให้นำหัวออกมาปลูก แล้วรดน้ำ หัวที่ปลูกในกระถางแล้วเก็บที่อุณหภูมินี้ จะต้องรดน้ำเป็นบางครั้งด้วย หัวที่มีรากงอกออกมาแล้วระหว่างเก็บ จะให้ดอกเร็วกว่า และมีดอกขนาดใหญ่กว่า หัวที่สร้างรากระหว่างพัฒนาช่อดอก การบังคับออกดอกสามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้ตลอดทั้งปี




    หัว ลำต้น และราก

    หัวว่านสี่ทิศเป็น หัวที่เกิดจากกาบใบ (Bulb) เช่นเดียวกับหอมใหญ่ ห่อหุ้มด้วยเปลือกบางๆ (Tunic) ผิวหยาบ สีเข้ม ภายในหัวแบ่งเป็นชั้นๆ เรียกว่า กาบใบ (Scale) เป็นส่วนโคนของใบสำหรับเก็บอาหาร กาบใบมีสีขาวเชื่อมติดกันเป็นวงรีซ้อนกันเป็นชั้นบนฐานหัว  (Basal Plate) ซึ่งเป็นส่วนลำต้นของพืชหัว และเป็นจุดกำเนิดราก การขยายตัวของกาบใบทำให้รูปร่างของหัวมีลักษณะกลม กาบใบชั้นนอกสุดแปรรูปเป็นกาบใบแห้ง (Tunic) มีลักษณะคล้ายเยื่อกระดาษ ทำหน้าที่ลดการคายน้ำของเนื้อเยื่อภายในหัวและป้องกันอันตรายจากภายนอก 

    บนฐานของหัวมีตาแทรกอยู่ระหว่างกาบใบสลับกับการเรียงตัวของใบ ตายอดเป็นตาใบ ตาข้างด้านในบางตาเป็นตาดอก ตาเหล่านี้ปรากฏที่ซอกของกาบใบทุกวงที่ 4 นับจากตาดอกแรก ทุกกาบใบมีตายอดและเป็นกาบใบที่เจริญไม่เต็มวง โดยที่ส่วนโคนของกาบใบไม่เชื่อมติดกัน 



    หัวขนาดโตเต็มวัย พร้อมให้ดอก จะมีขนาดเส้นรอบวงประมาณ 24/26 cm ให้ดอกได้ 1 ช่อ, หัวขนาด 30/32 cm หรือ 32/34 cm ให้ดอกได้ 1-2 ช่อ, หัวขนาด 34/36 cm ให้ดอกได้ 2-3 ช่อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ด้วย บางพันธุ์หัวเล็กก็ให้ดอกได้มากกว่า 1 ช่อ หัวขนาด 34 cm ใช้เวลาปลูกประมาณ 3 ปี และหัวขนาด 40+ cm ใช้เวลาปลูกมากกว่า 5 ปี

    หัวที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป สามารถมีหัวเล็กเกิดขึ้นมาบริเวณฐานของหัว สามารถแยกหัวเล็กๆ เหล่านี้ออกมาปลูกได้ หรือปล่อยหัวเล็กๆ เหล่านี้ติดไว้กับหัวแม่ (และเปลี่ยนกระถางให้ใหญ่ขึ้น) เพื่อเวลาให้ดอกจะดูสวยงามมากขึ้น

    เมื่อผ่าหัวออกมา จะเห็นภายในซึ่งแบ่งออกเป็นชั้น เช่นเดียวกับหัวหอมใหญ่ จะพบว่ามีช่อดอกอยู่ภายในแล้ว และทุกๆ กาบใบ 3-4 แผ่นจะมีช่อดอก 1 ชุด หัวขนาดใหญ่มีกาบใบมากกว่า จึงมีช่อดอกมากกว่าด้วย

    ราก เป็นระบบรากฝอย แบบถาวร รากเจริญออกมาจากฐานของหัว มีลักษณะกลมและเรียวยาวไปทางปลาย บริเวณปลายรากแตกแขนง รากที่มีอายุน้อยมีสีขาว และเปลี่ยนเป็นสีน้าตาลเมื่อมีอายุมากขึ้น

    ต้น ลำต้นของว่านสี่ทิศเป็นลาต้นใต้ดินแปรรูป มีปล้องสั้นมากอัดแน่นอยู่ที่บริเวณส่วนล่างของหัว เรียกว่า ฐานหัว (basal plate)

    การเก็บรักษาหัว: 
    • ควรเก็บรักษาหัวไว้ในตู้เย็น โดยห่อด้วยหนังสือพิมพ์ ที่อุณหภูมิระหว่าง 10-12°C  ไม่ควรต่ำกว่า 5°C และไม่ควรสูงกว่า 12°C
    • ไม่ควรปล่อยให้หัวแห้ง 
    • การเก็บหัวในที่ที่ร้อนเกินไป อาจจำทำลายดอกที่อยู่ภายในหัวได้ และอาจไม่ออกดอกอีกเลย
    • ไม่ควรเก็บหัวไว้ในช่องแช่แข็ง เพราะจะให้หัวเสียหายได้
    • ไม่ควรเก็บหัวไว้ใกล้ผลไม้ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล  ผลไม้จะปล่อยแกสออกมาทำลายดอกภายในหัว




    ใบ 
    ใบเดี่ยว มีรูปร่างแคบเหมือนรูปดาบ เรียงตัวแบบสลับ  ขอบใบเรียบ ฐานใบมนป้าน แผ่นใบหนา ปลายใบแหลม มีเส้นกลางใบสีเขียวอ่อน 1 เส้น ขนานตามแนวยาวของใบ บางสายพันธุ์อาจไม่มีเส้นกลางใบ บริเวณโคนใบพับงอเข้าหากันจนถึงกลางใบ และแผ่ออกเป็นแผ่นแบนบริเวณปลายใบ ใบมีลักษณะอวบน้า สีเขียวอ่อน กว้างประมาณ 2.5-5 cm ยาวประมาณ 30-100 cm จำนวน 4-12 ใบ ต้นที่มีอายุมากกว่า หัวใหญ่กว่า จะมีใบมากกว่าด้วย




    ดอก/ช่อดอก 

    ดอกว่านสี่ทิศออกเป็นช่อซี่ร่ม ช่อหนึ่งมี 2-15 ดอก แต่ละดอกหันไปคนละทิศกันทางด้านข้าง (ไม่ได้แหงนขึ้นฟ้า มีบางพันธุ์หันขึ้นด้านบนเล็กน้อย)  ก้านช่อดอกสีเขียวอ่อน มีลักษณะอวบน้ำด้านในกลวง รูปร่างยาวกลม ยาวประมาณ 30-90 cm  โดยปกติจะให้ดอกอย่างน้อย 1 ช่อ ช่อละ 4 ดอก หัวขนาดเล็กจะมีดอกช่อเดียว หัวขนาดใหญ่มีช่อดอกมากกว่า ประมาณ 2-3 ช่อ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ด้วย เช่น บางพันธุ์หัวเล็กให้ช่อดอก 2 ช่อ, บางพันธุ์หัวใหญ่แต่ให้ช่อเดียว ช่อดอกอาจแทงออกมาพร้อมกันหรือไม่พร้อมกันก็ได้ บางหัวแทงช่อดอกออกมา 2 ช่อพร้อมๆ กัน บางหัวอาจแทงช่อดอกอีกในหลายอาทิตย์ต่อมา ช่อดอกที่ 2 หรือช่อต่อๆ มา อาจมีดอกเพียงช่อละ 2-3 ดอก ว่านสี่ทิศจากฮอลแลนด์โดยมากจะแทงช่อดอกก่อนออกใบ เมื่อดอกโรยแล้วจึงออกใบ ว่านสี่ทิศจากแอฟริกาซึ่งมีก้านช่อดอกสั้นกว่า จะแทงช่อดอกและใบพร้อมๆ กัน

    ระยะดอกตูมมีกาบรองดอก จำนวน 2 กลีบ ก้านดอกย่อยกลม สีเขียว โคนก้านดอกย่อยแต่ละต้นมีใบประดับย่อยขนาดเล็ก จานวน 1 กลีบ ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ รูปแตร ขนาดดอกมีตั้งแต่ 12-25 cm มีกลีบดอก จานวน 6 กลีบ โคนกลีบเชื่อมกันเป็นหลอดปลายกลีบแยกออกจากกัน กลีบดอกแบ่งออกเป็น 2 ชั้น ๆ ละ 3 กลีบ เรียงสลับสับหว่างกัน กลีบชั้นล่างจะมีขนาดใหญกว่ากลีบดอกชั้นบน และกลีบดอก 3 กลีบด้านบน มักมีขนาดใหญ่กว่าและสีเข้มกว่ากลีบดอกอีก 3 กลีบที่อยู่ด้านล่าง กลีบดอกด้านบนกลางจะมีขนาดใหญ่ที่สุด และกลีบดอกด้านล่างกลางมักมีขนาดเล็กที่สุด บางพันธุ์มีกลีบดอกผอมบางดูอ่อนช้อย  บางพันธุ์มีกลีบดอกสั้นกลมมน ว่านสี่ทิศยังมีพันธุ์ที่มีกลีบดอกซ้อนกันหลายชั้น สวยงามมาก ซึ่งมักมีดอกขนาดใหญ่




    ผิวของกลีบดอกเป็นมันเงาเล็กน้อย ไม่เรียบ มีลายเป็นร่องลึกบางๆ ทั่วทั้งดอก ลักษณะคล้ายลายที่หลังใบไม้ ส่วนขอบของกลีบดอกมีทั้งเรียบ และขอบหยัก ซึ่งอาจขอบหยักเพียงบางกลีบ ส่วนขอบกลีบดอกอาจมีสีอื่นตัดกับสีของดอก เช่น ดอกแดงขอบขาว หรือดอกขาวขอบแดง 

    สีดอก และลายเส้นของว่านสีทิศนั้นมีหลายแบบ บางพันธุ์มีสีดอกเท่าๆ กันทั้งดอก แต่โดยมากจะไล่สีจากขอบกลีบดอก ลงสู่กลางดอกโดยเปลี่ยนเป็นอีกสีหนึ่ง และโคนดอกมักมีเขียวอ่อน หรือขาว ส่วนลายเส้นหรือแถบสีบนกลีบดอกนั้นมักเป็นเส้นหรือแถบสีแดงหรือสีขาว และอาจเป็นจุดสีเล็กๆ กระจายกลางกลีบดอก ช่วงกลางของกลีบดอกจากโคนสู่ปลายกลีบมักเป็นแถบสีขาว

    ดอกมีเกสรตัวผู้จำนวน 6 อัน ก้านชูเกสรเชื่อมตัดกับบริเวณโคน เกสรเพศเมียมีจานวน 1 อัน ปลายเกสรแยกเป็น 3 แฉก ก้านชูเกสรเพศเมียยาวกว่าก้านชูเกสรเพศผู้ รังไข่อยู่ต่ำกว่าส่วนประกอบอื่นของดอก มีช่องว่างภายในรังไข่ จำนวน 3 ช่อง ในแต่ละช่องมีออวุลเรียงติดกับผนังรังไข่เป็น 2 แถว

    แรกบานดอกอาจมีลายและสีอ่อน เมื่อเวลาผ่านไปสีจะค่อยๆ เข้มขึ้น และในแต่ละปีสีและลายอาจเข้มอ่อนไม่เหมือนกันขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น อุณหภูมิ

    ว่านสี่ทิศโดยมากดอกไม่มีกลิ่นหอม แต่มีบางพันธุ์ที่มีกลิ่นหอม เช่น Blossom Peacock, Apple Blossom, Misty, Jewel, Amputo, Pink Ford, Minera, Alfresco, Lemon Star, Amorice และ Clown




    ผล/ฝัก และเมล็ด
    เมื่อดอกถูกผสมเกสร และกลีบดอกโรย จะติดเป็นฝักมีลักษณะกลม 3 พลู สีของฝักอ่อนมีสีเขียว เมื่อแก่ฝักมีสีเขียวซีดๆ หรือมีสีอมเหลืองนิดหน่อยก็ได้ และจะเริ่มปริออก  (ประมาณ 4-6 สัปดาห์หลังผสมเกสร) โดยมีเมล็ดเรียงอยู่ภายใน รูปร่างกลมแบน สีดำ จำนวนเมล็ดต่อฝักประมาณ 30-150 เมล็ด เมื่อฝักเริ่มปริออกให้รีบเก็บเมล็ดทันที และถ้าสามารถเพาะเมล็ดได้เร็วที่สุดจะทำให้อัตราการงอกสูง ฝักที่แก่และมีสีเหลืองมากไปอาจแห้ง และอัตราการงอกต่ำกว่า การปลูกจากเมล็ดใช้เวลา 2-3 ปีจึงให้ดอกได้





    โปรดติดตามต่อ ตอนที่ 2




    อ้างอิง: 






    Create Date : 03 พฤศจิกายน 2556
    Last Update : 10 กันยายน 2557 9:43:25 น.
    Counter : 7778 Pageviews.

    0 comments
    ชื่อ :
    Comment :
     *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
     
    ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
    (กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

    หงส์ฟู่
    Location :
    กรุงเทพฯ  Thailand

    [ดู Profile ทั้งหมด]
    ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
     ฝากข้อความหลังไมค์
     Rss Feed
     Smember
     ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]



    New Comments