Group Blog
 
<<
ตุลาคม 2552
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031
 
4 ตุลาคม 2552
 
All Blogs
 
12.โครงสร้างธุรกิจแบบS-Corporation

รูปแบบ โครงสร้างธุรกิจรูปแบบCorporation มีรูปแบบย่อยอีกหนื่งอย่างเรียกว่า S-Corporationค่ะ (ย่อมาจาก Subchapter Corporation) ซึ่งโดยรวมแล้วก็เหมือนC-Corporation ตามที่เบลล์กล่าวไว้ในบทที่แล้วทุกอย่างเลยค่ะ ยกเว้นในเรื่องของการรายงานและเสียภาษี

_____________________________________________________________________________________
สรุปประเด็นหลัก

ขอบเขตของภาระหนี้สิน : เจ้าของกิจการมีส่วนรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการแต่เพียง"จำกัด" (ไม่ต้องรับผิดชอบทั้งก้อนเหมือนSole Proprietorship และ General Partnership)

การรายงานภาษี : *** ผลกำไรขาดทุนของกิจการ จะนำมารวมกับเงินเดือนของเจ้าของกิจการและนำมารวมคำนวนภาษีร่วมกัน ***

การจดทะเบียน : มีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายมากที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่นๆ
_____________________________________________________________________________________


คุณผู้อ่านที่ช่างสังเกต อาจเห็นว่าโครงสร้างแบบ S-Corporation นี้เหมือนนำเอาโครงสร้างแบบPartnership กับโครงสร้างแบบ Corporationมาผสมกัน นี่แหละค่ะ ความเปิดกว้างและความยืดหยุ่นของประเทศอเมริกา

โครงสร้างรูปแบบS-Corporationนี้เหมือน Partnership ตรงที่นำเอาผลกำไรขาดทุนของกิจการมารวมคำนวนภาษีกับเงินเดือนของเจ้าของกิจการ และเหมือน C-Corporation ตรงที่รับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการแต่เพียง"จำกัด"

คุณผู้อ่านอาจสงสัยต่อใช่มั้ยคะว่า แล้วทำไมต้องมีรูปแบบย่อยให้วุ่นวาย?
ข้อดีของ S-Corporationนี้ มีไว้กำจัดจุดอ่อนที่เป็นข้อเสียของรูปแบบ C-Corporation โดยเฉพาะเลยเชียวค่ะ เบลล์กล่าวไว้ในบทที่แล้วว่าในรูปแบบC-Corporation การจ่ายเงินปันผลไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายของกิจการได้ ทำให้ต้องจ่ายภาษีจากเงินปันผล2ต่อ คือทั้งภาษีของบริษัทและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา แต่สำหรับรูปแบบ S-Corporationนี้ ด้วยความที่กำไรของกิจการจะถูกนำมารวมคำนวนกับเงินเดือนเพื่อเสียภาษีร่วมกัน ทำให้เงินปันผลนั้นมีการเสียภาษีเพียงครั้งเดียว นอกจากนี้ถ้ากิจการขาดทุน คุณก็สามารถนำผลขาดทุนของบริษัทมาหักออกจากรายได้จากเงินเดือนของคุณ ทำให้คุณประหยัดเงินภาษีได้ด้วยค่ะ แจ๋วดีนะคะ

ข้อบังคับ
- รูปแบบ S-Corporation มีข้อบังคับว่าผลกำไรขาดทุนของกิจการจะต้อง"กระจาย"ให้ผู้ถือหุ้นให้ตรงตามสัดส่วนการถือหุ้น

- เจ้าของกิจการจะต้องจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองในอัตราที่ "สมเหตุสมผล"ตามมาตรฐานของค่าแรงในสาขาอาชีพนั้นๆ หลักการคือ ถ้าคุณต้องจ่ายค่าจ้างให้คนนอกมาทำงานในตำแหน่งคุณในอัตราเท่าไร คุณก็ต้องจ่ายค่าแรงให้ตัวเองตามนั้น ถ้าIRSมาตรวจแล้วพบว่าคุณจ่ายเงินเดือนให้ตัวเองไม่สมเหตุผล IRSจะเข้ามาจัดการการเงินของบริษัทคุณโดยการตั้งเงินเดือนในอัตราที่"สมเหตุสมผล"ให้บริษัทคุณเสียใหม่ และคุณก็ต้องเสียภาษีตามที่IRSสั่งให้คุณทำด้วยค่ะ

- รูปแบบS-Corporation นี้บังคับว่าผู้ถือหุ้นต้องเป็นชาวอเมริกันหรือคนที่มีถิ่นพำนักถาวรหรือมีกรีนคาร์ดเท่านั้น ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติไม่สามารถเลือกโครงสร้างแบบS-Corporationได้ค่ะ (แต่สามารถเลือกแบบC-Corporationได้)


ข้อดี
- เจ้าของบริษัท (ซึ่งในทางกฎหมายเรียกว่าผู้ถือหุ้น) มีส่วนรับผิดชอบต่อหนี้สินของกิจการแต่เพียง"จำกัด"ตามแต่เงินลงทุนที่นำมาลงเท่านั้น
- เพิ่มทุนง่าย เพราะสามารถขายหุ้นได้
- การจ่ายเงินปันผล จะถูกนำไปคิดคำนวนเพื่อจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาเพียงต่อเดียว
- กรณีกิจการขาดทุน สามารถนำผลขาดทุนของบริษัทมาหักออกจากรายได้จากเงินเดือน ทำให้ประหยัดภาษีเงินได้



ข้อเสีย
- มีขั้นตอนและค่าใช้จ่ายมากที่สุดเมื่อเทียบกับรูปแบบอื่นๆ
- มีรายงานเอกสารที่ต้องยื่นส่งตามกฎหมายมากกว่ารูปแบบอื่นๆ
- เจ้าของไม่สามารถตั้งเงินเตือนให้ตนเองนอกเหนือจากอัตราที่"สมเหตุสมผล"ตามมาตรฐานของค่าแรงในพื้นที่นั้นๆได้
- ค่าใช้จ่ายหลายอย่างที่เป็นค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการของเจ้าของกิจการที่มีหุ้นส่วนเกิน2% ไม่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายของบริษัทได้ (ซึ่งต่างจาก C-Corporation ที่สามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายได้ของบริษัทได้)

ข้อคิดปิดท้ายวันนี้ ได้มาจากข่าวประธานาธิบดืโอบามาซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากกรุงโคเปนเฮเกนหลังจากไม่สามารถนำชิคาโกสู่การเป็นเจ้าภาพโอลิมปิกได้ สื่อในอเมริกาเริ่มมีการวิจารณ์ว่า "he is loved by many, but feared by no one" คือโอบามาเป็นที่รักของคนมากมาย ไปไหนมาไหนมีแต่ผู้คนห้อมล้อมชื่นชมเหมือนกับซูเปอร์สตาร์แต่กลับไม่เป็นที่ยำเกรงของใครเลย นโยบายด้านต่างๆของเขาก็ไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร ดูเหมือนอำนาจความเป็นประธานาธิบดีของเขาจะไม่เปล่งรัศมีเหมือนกับภาพลักษณ์ภายนอก

ขั้วอำนาจเป็นเรื่องสำคัญในการขับเคลื่อนการบริหารทั้งในระดับบริษัท ระดับประเทศ และ ระดับโลกนะคะ และดูเหมือนใครๆก็อยากจะเป็นผู้กุมอำนาจกันทั้งนั้น โลกจึงวุ่นวายอยู่ด้วยเรื่องของการแย่งชิงทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งอาวุธสงคราม เบลล์ชอบข้อคิดของ William E. Gladstoneที่กล่าว่า "We look forward to the time when the Power of Love will replace the Love of Power. Then will our world know the blessings of peace." เรารอคอยวันที่อำนาจแห่งความรักเข้ามาแทนที่ความรักอำนาจ เมื่อนั้นโลกจะสงบด้วยสันติสุข.... ไม่รู้จะมีผู้มีอำนาจในโลกนี้สักกี่คนนะคะที่ดูแลองค์กรของตนด้วยอำนาจแห่งความรัก แต่เบลล์รู้ว่าในองค์กรระดับSMEs มีผู้บริหารอยู่ไม่น้อยค่ะที่ดูแลองค์กรตนเองไม่ใช่ด้วยความรักอำนาจ แต่ด้วยอำนาจแห่งความรัก คุณเป็นหนึ่งในนั้นด้วยหรือเปล่าคะ


Create Date : 04 ตุลาคม 2552
Last Update : 19 ตุลาคม 2552 13:01:43 น. 7 comments
Counter : 2648 Pageviews.

 
"he is loved by many, but feared by on one" , .... on/no one?

อำนาจมักจะเปลี่ยนให้คนดีๆ เป็นคนไม่ดีได้... ข้อคิดจากละครน้ำเน่าของเกาหลี ที่มีฉายให้เห็นอยู่ทุกเรื่องๆไป. จะว่าไป มันก็แตกต่างเหมือนกัน เพิ่งสังเกตได้ คือ ละครน้ำเน่าของจีนและเกาหลี มักเน้นสำคัญให้เห็นถึง พลังมืดของอำนาจ ในขณะที่ละครน้ำเน่าไทย มักเน้นสำคัญให้เห็นถึง พลังมืดของความรัก.... อืมมมม อะไรกันนะ ที่ทำให้ละครของเรานั้นแตกต่าง?

ความรักอย่างเดียวไม่ดี เพราะมันจะมีสิ่งอื่นๆเกาะมาด้วย เช่น รักไม่ลืมหูลืมตา รักฟ้ามืดมัวดิน รักอิจฉาริษยา ไม่ว่าจะบริษัท หรือบ้านเมือง จะความรักของคนสองคน ต่างก็อ้างว่าทำอะไรเพราะรักอีกฝ่ายทั้งนั้น ดังนั้นผมคิดว่า ไม่ว่าจะเป็น Love of Power หรือ Power of Love จะสำเร็จหรือไม่ นั้น กลับอยู่ที่ ความเข้าใจ.

ความเข้าใจเป็นโจทย์ที่ยากมากสำหรับผม ถึงผมจะรักทุกคนเหมือนเพื่อนแท้มากขนาดไหน บอกความจริงไม่เสแสร้ง มีอะไรบอกตรงๆ แต่นั่น ไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนต้องการ หลังจากค้นหาว่าตัวเองขนาดอะไร เหมือนฐานของความเข้าใจที่ผมขาด นั่นคือ ความช่างสังเกต....

นอกเรื่องมานาน ทิ้งไว้เพียงเท่านี้ดีกว่า... ขอบคุณนะครับ ตอนนี้ผมมาแมปกับของเมืองไทยไม่ได้ เข้าใจว่าของไทยเราไม่มี. เลยโม้เรื่องไม่เกี่ยวกันซะยาวเลย.




โดย: Scalopus+ IP: 203.146.249.194 วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:10:02:51 น.  

 
เบลล์เคยไปอบรมเรื่อง Negotiation สิ่งที่จำได้จนถึงทุกวันนี้คือ การเจรจาต่อรองให้ประสบความสำเร็จ แบบwin-winหรือชนะกันทั้งสองฝ่ายนั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดไม่ใช่การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งหรือทั้งสองฝ่ายเจรจากันบนพื้นฐานของเหตุผล แต่อยู่ที่ความเข้าใจในความต้องการและอารมณ์ของอีกฝ่าย บางทีเราอธิบายเหตุผลที่อยู่บนพื้นฐานของความถูกต้องจนละเอียด ก็ไม่อาจปิดการเจรจาได้ ... เห็นด้วยค่ะว่า ความรักและความดีแบบตรงๆทื่อๆที่ขาดความเข้าใจ อาจไม่ใช่คำตอบของทุกสถานการณ์

เรื่องละครนำ้เน่า ภาพยนตร์ รวมถึงหนังโฆษณานั้น ล้วนแต่สะท้อนถึงค่านิยมของสังคมไทยและจิตสำนึกของผู้ผลิตทั้งสิ้น วันนี้เพิ่งคุยกับเพื่อนๆเรื่องจิตสำนึกของผู้ผลิตโฆษณาอยู่พอดีเชียวค่ะ เกาหลีใช้ละครสร้างชาติ สอดแทรกข้อคิดและวัฒนธรรมมากมาย บางเรื่องนั้น ทั้งเรื่องไม่มีตัวร้ายตัวอิจฉาเลยแต่ก็ยังสนุกน่าติดตาม น่าชื่นชมนะคะ

ขอบคุณคุณScalopus+ ที่แก้ตัวสะกดให้ค่ะ และก็ที่อุตส่าห์ตามอ่านและสละเวลามาเขียนcomment ทั้งๆที่รูปแบบโครงสร้างที่เบลล์เขียนวันนี้ไม่สามารถเทียบเคียงได้กับโครงสร้างของไทย

เบลล์ก็หวังว่าจะมีผู้อ่านท่านอื่นๆได้อ่านและนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ได้บ้างนะคะ ยังไงก็เบลล์ก็ตั้งใจจะค่อยๆเขียนจนจบบริบูรณ์ค่ะ


โดย: Belle Chen วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:22:09:45 น.  

 
จริงๆ ผมต้องเป็นฝ่ายขอบคุณที่เขียนบทความดีดีมาให้ตามอ่านมากกว่าครับ : ) ผมเรียนมาทางด้าน Computer Technical ขาดความรู้หลายๆอย่างด้านการดำเนินธุรกิจ ส่วนที่พยายามจะหาความเชื่อมโยงกับของไทย เพราะเคยอ่านการเปิดบริษัทของไทยอยู่หลายเล่ม ช่วงจะร่วมหุ้นกับเพื่อน ทำให้เห็นความแตกต่างในรายละเอียดของกฎหมาย ซึ่งทำให้เข้าใจมากขึ้น ว่าของที่อเมริกานั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร

อ่อแล้วปกติผมเป็นผู้ชายพูดมาก ถ้าตามมาอ่านบล็อกแล้วก็อดไม่ได้ที่จะเขียนโต้ตอบกับเจ้าของบล็อก หวังว่าคงไม่ทำให้เบื่อนะครับ ฮ่าๆๆๆ.


โดย: Scalopus+ IP: 124.122.191.103 วันที่: 5 ตุลาคม 2552 เวลา:23:09:58 น.  

 
Very informative!

This proves that you did really worked hard when you were in USA! ^^


โดย: Jayjiko IP: 68.47.17.115 วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:0:54:51 น.  

 
Hey Jay!! I told you! I didn't only party! Thanks for stopping by ja. I just finished my new blogpost (the one I've been working all night tonight). ^ ^


โดย: Belle Chen วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:1:44:34 น.  

 
ตอบคุณScalopus+

ทึ่งที่เป็นคนช่างศึกษาค่ะ คนที่ประสบความสำเร็จส่วนใหญ่มักมีคุณสมบัติข้อนี้ และขอบคุณสำหรับทุกความคิดเห็นสร้างสรรค์ของคุณScalopus+ และทุกๆท่านค่ะ สนุกดี ไม่น่าเบื่อเลยค่ะ


โดย: Belle Chen วันที่: 9 ตุลาคม 2552 เวลา:2:02:03 น.  

 
น่าติดตามครับ


โดย: ladybrand วันที่: 28 ตุลาคม 2552 เวลา:13:55:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Belle Chen
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed

ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




* SME Entrepreneur of a jewelry business in USA
* Entrepreneurial and Lifestyle Writing Hobbyist
* Cheese, Chocolate, Coffee Enthusiast
Friends' blogs
[Add Belle Chen's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.