ครูบี NT สวย เผ็ด ดุ เด็ดขาดทุกลีลาท่วงท่า
Group Blog
 
<<
มิถุนายน 2552
 
 123456
78910111213
14151617181920
21222324252627
282930 
 
2 มิถุนายน 2552
 
All Blogs
 
Queer As Folk ซีรีย์ดีๆ ที่ไม่มีวันได้ฉายในไทย



Queer As Folk เดิมทีเป็นซีรีย์ที่มีไม่กี่ตอนของทางฝั่งอังกฤษ แต่ต่อมาเมื่ออเมริกาหยิบมาทำมั่ง ก็มีการเพิ่มฉากเลิฟซีนเปรี้ยงปร้าง เพิ่มความแรง ดัดแปลงเนื้อหาบางส่วน และขยายจำนวนจากไม่กี่ตอนยาวไปจนถึง 5 ซีซั่น (แม้ว่าตอนจบจะไม่ค่อยถูกใจนัก)

เควียร์ แอส โฟลค์ เรื่องราวของชีวิตชาวเกย์ในเมืองพิทสเบิร์ก โดยเรื่องทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจาก ไบรอัน คีนนีย์(Gale Harold) ชายหนุ่มสุดหล่อ(และเลวครบสูตร) ได้ออกมาเที่ยวที่คลับ บาบิลัน ตามปกติ และขณะที่กำลังออกจากคลับนั้นเอง สายตาของไบรอันก็ได้ไปสะดุดตากับ จัสติน เทย์เลอร์(Randy Harrison) หนุ่มน้อยวัย 17 ที่เพิ่งก้าวเข้าสู่โลกของเกย์เป็นครั้งแรก จัสตินไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกของเกย์เลย รู้แค่ว่าตัวเองเป็นเกย์เท่านั้น และคืนนั้นไบรอันก็ได้พาจัสตินกลับไปที่ห้องของตัวเองและได้พรากความบริสุทธิ์ของเขาไป(ก้าวแรกของ Sunshine Boy ก็เจอหนุ่มหล่อเลวซะแล้ว) หลังจากคืนนั้น จัสตินก็เชื่อว่าไบรอันเป็นรักแท้ที่เขาจะไม่ยอมปล่อยไปเด็ดขาด และคอยตามมาวอแวไบรอันอยู่เสมอ ท่ามกลางความไม่พอใจของ ไมเคิล(Hal Sparks) เพื่อนสนิทตั้งแต่เด็กที่แอบหลงรักไบรอันมานานถึง 16 ปี ซึ่งได้แต่หวังว่าเรื่องระหว่างไบรอันและจัสตินจะไม่มีวันเกิดขึ้นได้

นอกจากนี้ยังมีตัวละครอื่นที่เพิ่มรสชาติและความสนุกของเรื่องไม่ว่าจะเป็น

ลินด์เซย์(Thea Gill) เพื่อนหญิงตั้งแต่เด็กของไบรอันซึ่งเป็นเลสเบี้ยนกับ เมลานี่(Michelle Clunie) ที่เปรียบเสือนไบรอันในร่างผู้หญิง ทั้งคู่ได้มาขอสเปิร์มของไบรอันเมื่อเก้าเดือนก่อนเพื่อที่จะได้มีลูกของตัวเอง และลินด์เซย์ก็คลอดกัสออกมาในคืนที่ไบรอันหิ้วจัสตินกลับบ้านนั่นเอง

แอมเมทท์(Peter Paige) หนึ่งในชาวแกงค์ของไบรอัน เป็นคนที่ภาคภูมิใจในความเป็นเกย์ของตัวเองที่สุด เนื่องจากเป็นดีไซน์เนอร์จึงมักจะแนะนำการแต่งตัว(ที่แสนประหลาด) ให้กับเพื่อนๆ ในแกงค์เป็นประจำ

เท็ด(Scott Lowell) เป็นอีกคนในแกงค์ที่เป็นตัวแทนของเกย์วัยดึกที่หดหู่ และน่าเบื่อ เป็นอีกคนที่มีบทบาทเพิ่มจากต้นฉบับของUK(ต้นฉบับเท็ดหรือฟิล เสียชีวิตจากการเสพยาเกินขนาดในตอนที่ 2 แต่ในฉบับของ USA ให้เท็ดรอดชีวิตมาได้)

เด็บบี้(Sharon Gless) แม่ของไมเคิลผู้ซึ่งเข้าใจและภาคภูมิใจในความเป็นเกย์ของลูกชาย เปรียบเสมือน Big Mama ของกลุ่มซึ่งจะคอยแก้ปัญหาให้กับคนอื่นๆ แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาของตัวเองได้

สิ่งที่ประทับใจในเรื่องนี้คงไม่พ้นจัสตินกับไบรอัน กับความสัมพันธ์ของคนทั้งคู่ที่บางครั้งก็ดูสับสน ดูน่าหงุดหงิดเพราะความที่ไบรอันไม่ยอมเปลี่ยน ทำให้สองคนต้องแยกกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่สุดท้ายก็ลงเอยกลับมาอยู่ด้วยกันใหม่ (พยายามอย่าสนใจตอนจบ)



ฉากที่ประทับใจที่สุดในเรื่องคงเป็นตอนสุดท้ายในซีซันแรกที่ทั้งคู่เต้นรำด้วยกันในงานพรอมของจัสติน ซึ่งเป็นฉากที่เปิดดูซ้ำไม่รู้กี่รอบ



ในตอนแรกไบรอันปฏิเสธที่จะมาร่วมงานกับจัสติน โดยอ้างว่าไม่อยากมาอยู่ในงานไร้สาระของเด็กอายุ 17 แต่สุดท้ายเขาก็ยอมมา
ไม่บ่อยครั้งที่ไบรอันจะแสดงความรักที่มีต่อจัสตินออกมา ทั้งคู่เต้นรำกันในเพลง Save The Last Dance For Me ท่ามกลางสายตาของคนทั้งงาน เป็นฉากที่ดูแล้วมีความสุขที่สุดในซีซันแรก ก่อนที่เหตุการณ์จะจบด้วยเลือดและน้ำตา...

ซีรีย์เรื่องนี้มองรวมๆ ค่อนข้างรุนแรง เต็มไปด้วยคำหยาบคาย ฉากเลิฟซีนที่แรงและโจ่งแจ้ง และยังมีการใช้ยาต่างๆ ดังนั้นอย่าหวังว่าจะได้ฉายในไทยแน่นอน ถ้าเป็นดีวีดีก็คงโดนหมอกศีลธรรมทั้งเรื่อง
แต่ก็ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นหนังซีรีย์ที่เนื้อหาดี และน่าประทับใจอีกเรื่องนึง เหมาะที่จะหามาดู(แต่ดูหลบๆ ผู้ปกครองหน่อยก็ดี)




Create Date : 02 มิถุนายน 2552
Last Update : 2 มิถุนายน 2552 13:40:56 น. 11 comments
Counter : 9546 Pageviews.

 
แถมเนื้อเพลงและคำแปลเพลง Save The Last Dance For Me

You can dance-every dance with the guy
Who gives you the eye, let him hold you tight
You can smile-every smile for the man
Who held your hand neath the pale moon light

But don't forget who's takin' you home
And in whose arms you're gonna be
So darlin' save the last dance for me

Oh I know that the music's fine
Like sparklin' wine,go and have your fun
Laugh and sing, but while we're apart
Don't give your heart to anyone

But don't forget who's takin' you home
And in whose arms you're gonna be
So darlin' save the last dance for me

Baby don't you know I love you so
Can't you feel it when we touch
I will never never let you go
I love you oh so much

You can dance, go and carry on
Till the night is gone
And it's time to go
If he asks if you're all alone
Can he walk you home,you must tell him no

'Cause don't forget who's taking you home
And in whose arms you're gonna be
Save the last dance for me

'Cause don't forget who's taking you home
And in whose arms you're gonna be
So darling,save the last dance for me

Save the last dance for me
Save the last dance for me.

Save the Last Dance for Me


เธอเต้นรำได้นะ ทุกๆเพลง กับใครๆ
ที่กำลังทอดสายตามองเธออยู่
ให้เขาโอบเธอไว้ให้แน่นเลยก็ได้
เธอยิ้มได้นะ ทุกๆรอยยิ้มให้กับคนที่กุมมือเธอไว้
ภายใต้แสงจันทร์อันไร้ชีวิตชีวา

แต่อย่าลืมล่ะว่าใครจะเป็นคนพาเธอกลับบ้าน
และอ้อมแขนของใครที่เธอกำลังจะโอบกอด
ที่รัก ช่วยเก็บเพลงสุดท้ายเอาไว้ให้ฉันด้วยนะคนดี

อา ฉันรู้ดีว่าบทเพลงนั้นมันช่างไพเราะ
และแสงสีก็ช่างงดงามไปเถอะ สนุกกับมันเถอะนะ
หัวเราะให้ดัง และร้องตามมันเลย
แต่ในระหว่างที่เรากำลังอยู่ในช่วงเวลานั้น
ขอจงอย่าได้มอบหัวใจให้ใครอื่น

แต่อย่าลืมล่ะว่าใครจะเป็นคนพาเธอกลับบ้าน
และอ้อมแขนของใครที่เธอกำลังจะโอบกอด
ที่รัก ช่วยเก็บเพลงสุดท้ายเอาไว้ให้ฉันด้วยนะคนดี

ที่รัก เธอรู้บ้างมั้ยว่าฉันรักเธอนะ
เธอรู้สึกถึงความรู้สึกฉันมั้ยเมื่อเวลาที่เราสัมผัสกัน
ว่าฉันจะไม่มีวันปล่อยให้เธอจากไป
ฉันรักเธอ รักเธอมากจริงๆ

เธอเต้นรำได้นะ (เธอเต้นได้) เต้นต่อไป
ตลอดกระทั่งค่ำคืนนี้ล่วงเลยผ่านไป
และเมื่อถึงเวลาที่ต้องไป
ถ้าเขาถามเธอว่า หากถ้ามาคนเดียวจะให้เขาพาเธอกลับได้มั้ย
เธอต้องตอบเขาไปนะว่า "ไม่"

แต่อย่าลืมล่ะว่าใครจะเป็นคนพาเธอกลับบ้าน
และอ้อมแขนของใครที่เธอกำลังจะโอบกอด
ที่รัก ช่วยเก็บเพลงสุดท้ายเอาไว้ให้ฉันด้วยนะคนดี

แต่อย่าลืมล่ะว่าใครจะเป็นคนพาเธอกลับบ้าน
และอ้อมแขนของใครที่เธอกำลังจะโอบกอด
ที่รัก ช่วยเก็บเพลงสุดท้ายเอาไว้ให้ฉันด้วยนะคนดี

เก็บเพลงสุดท้ายไว้ให้ฉัน
ช่วยเก็บเพลงสุดท้ายเอาไว้ให้ฉันด้วยนะคนดี


โดย: CiaCia วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:13:42:35 น.  

 
กรี๊ดดดดด

แล้วจะได้ดูมั๊ยเนี้ย


โดย: saya IP: 58.137.217.250 วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:13:48:49 น.  

 
เป็น1ในเรื่องที่ดองไว้ แล้วยังไม่ได้ดูเลยค่ะ

ต้องหาโอกาสดูซะแล้ว :)


โดย: toujours ensemble วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:14:19:04 น.  

 
เึคยเห็นรีวิวจากหลาย ๆ ทีค่ะ

ว่ากันว่า หนังเรื่องนี้สอดแทรกอารมณ์ เหตุผล
และความลึกซึ้งได้เป็นอย่างดี

มันซาบซึ้งจนผู้ชายและผู้หญิงแท้ ๆ ดูแล้วอาจยังต้องหลั่งน้ำตาให้

แต่.......แรงเหลือเกินค่ะ >///<
เลยไม่กล้าดู


โดย: Lavinia วันที่: 2 มิถุนายน 2552 เวลา:17:14:14 น.  

 
ผมดูหมดทั้ง 5 seasons แล้วครับ ผมว่าจริงอย่างที่คุณ CiaCia ว่าไว้ครับ ไม่มีทางที่จะมาฉายที่เมืองไทยได้อ่ะครับ ผมว่าคงต้องรอให้กลุ่มไดโนเสาร์ที่มีความคิดมีมุมมองแคบ ๆ ต้องล้มหายตายจากแล้วก็มีเลือดใหม่เข้ามาน่ะครับ

เห็นด้วยกับคุณ Lavinia ครับ ซึ้งดีครับ โดยส่วนตัวผมชอบ season 3 แล้วผมชอบ Debbie แม่ของ Michael ผมว่าเค้ากวน ๆ แล้วก็รักลูกดีครับ ตัว Brian เป็น character ที่ดูเหมือนจะไม่แคร์ใคร แต่ลึก ๆ แล้วเค้าแคร์คนที่เพื่อน คนที่เค้ารักอยู่ลึก ๆ เลยทีเดียว (คล้าย ๆ Greg House นะ)


โดย: องค์ชายข่าหลอ วันที่: 3 มิถุนายน 2552 เวลา:22:06:53 น.  

 
ได้ดูแค่ซีซั่นแรกค่ะ แรกๆก็คิดว่าแรงนะคะ ฉากอย่างนั้นเยอะเลย แต่ดูๆไปเรื่อยๆก็สนุกดี

ยังไงก็คงไม่ได้ฉายแน่ค่ะ รวมทั้ง the l word ด้วยเราชอบทั้ง 2 เรื่องเลย


โดย: เหมียว IP: 10.20.98.102, 203.146.104.42 วันที่: 4 มิถุนายน 2552 เวลา:9:31:08 น.  

 
ว้าววว
ดู QAF ตั้งแต่ S 1 - S 3 ส่วน ซีซั่นที่ 4 - 5 ดูในยูทูปจนจบ = =
สนุกมากค๊า เป็นเรื่องราวการใช้ชีวิตของ เกย์ เลสเบี้ยน
ในพิทเบิร์ก ถ้าดูจริงๆแล้ว สำหรับตัวเรา เราว่าฉากเลิฟซีนอย่าไป
สนจัยอะไรมากมายหรอก เราสนใจที่ว่าการใช้ความคิดและการใช้ชีวิตของตัวละครเค้าสอนอะไรเรา โดยส่วนตัว ชอบลักษณะนิสัย
ของ Michael(Hal Sparks) น่ะ เพราะเค้าเป็นที่ห่วงเพื่อนมากและเค้าก็ไม่รังเกียจที่จะมีแฟนที่มีเลือดเป็นบวก ซึ่งนั้นก็คือ Ben(Robert Gant)

แล้วก็ ที่ชอบที่สุดในเรื่องสงสัยคงเป็นคนนี้
Mr.Brian Kinny ( Gale Harold)
รักมากๆๆๆ ลักษณะนิสัยไม่มีใครเหมือน หยิ่งยโสภายนอกนะ
แต่ภายในเป็นคนที่แคร์คนอื่นมาก แต่ไม่ชอบแสดงออก มีอยู่ตอนหนึ่งที่ชอบตอนไบรอันพูดโดนใจมาก
"ในโลกนี้นะ มีคนอยู่สองประเภท
นั้นก็คือคนที่เกลียดเราต่อหน้ากับคนที่เกลียดเราลับหลัง "

สุดๆ โดนใจมากกกกกกกก

ส่วนนักแสดงคนอื่นๆ ก็น่ารัก ไม่แพ้กัน
ทั้ง
Emmett (Peter Paige)ปล.คนนี้เค้าเกือบจะผันตัวเองเป็นผู้ชายแท้ด้วยแต่ กลับใจทัน
Ted (Scott Lowell) ปล. ใน ของ UK คนนี้ตายเพราะเสพยาคริสตัลเกินน่ะค่ะ แต่ของ US เขารอดค่ะ หวุดหวิด ๆ

คนนี้ขาดไม่ได้เหมือนกัน
๋Justin ( Randy Harrison) หน้าตาน่ารักจิ้มลิ้ม พ่อหนุ่มผมทอง คู่กับไบรอันเค้า ไบรอันถือว่าจัสตินเป็นคนที่เค้านอนด้วยมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่ตอนซีซั่น 5 มาขอจัสตินแต่งงาน แต่ก็ไม่ได้แต่ง เราืลืม เพราะสาเหตุอะไร - -"

คนนี้แม่ไมเคิลเค้า Debbie (Sharon Gless) น่ารักมากๆ เป็นแม่ที่ยอมรับว่าลูกชายเป็นเกย์ และไม่รังเกียจด้วย แถบยังสนับสนุนด้วยซ้ำ

มีข้อมูลอีกเย๊อะค่า แต่ขี้เกียจพิม อิอิอิ

ฝากไว้เท่านี้น้าคร่า

Bye จ้า

เอ๊าๆ แถมคำหยาบที่ในเรื่องเจอบ่อยที่สุดและกัน อย่าว่ากันเด้อ

" Fuck off = ไสหัวไป "
" Asshole = ไอตูดหมึก "
" Fuck , Shit ,Damn = เป็นอุทาน น่ะจ๊ะ ไม่เพราะๆ "
" Jesus Crist ! = เป็นคำอุทานจ้า" ปล. เด็บบี้พูดบ่อยสุด +55
มีอีกลืม ๆ

ไปแว้ววว

-............................................................................-





โดย: Kinny IP: 114.128.197.23 วันที่: 8 กรกฎาคม 2552 เวลา:1:47:36 น.  

 
เรื่องนี้มีซื้อไว้แต่ยังไม่ได้มีโอกาสดูเลย ว่างๆ ท่าทางต้องหาเวลาดูซะแล้ว


โดย: จิ๊ง (bearington_8 ) วันที่: 20 พฤศจิกายน 2552 เวลา:8:31:08 น.  

 

ชอบนะ ซีรีย์เรื่องนี้
ไม่รู้ดิ มันลงตัว ของมัน
ยิ่งดู ยิ่งเห็นใจ และรักพวกที่เปิดเผยตัวเองเป็นเกย์
อาจมีฉากเลิฟซีนมากไปนิด แต่ก็ไม่น่าเกลียด
เพราะจริงๆ ก็อยากรู้เหมือนกันว่า เค้าจะรักกันยังงัย..อิอิ

ดูในยูทูป เค้าแคสติ้งนักแสดงดี

โดยเฉพาะนักแสดงที่เล่นเป็น ไบรอัน มีเสน่ห์มาก..


โดย: yING IP: 58.8.159.89 วันที่: 27 พฤศจิกายน 2556 เวลา:12:55:01 น.  

 
สนุกๆๆ


โดย: ไบรอัน IP: 103.243.169.35 วันที่: 12 พฤษภาคม 2557 เวลา:7:06:55 น.  

 
Why the ‘Queer As Folk’ series finale is heartbreakingly true to form

Brian: “I don’t want you to go, Wendy.”
Lindsay: “I have to, Peter.”
________________________________________
If there’s one theme that the five-season Showtime drama Queer As Folk is known for, it’s the pervasiveness of the Peter Pan Syndrome, or refusal to grow up. This is exemplified in Brian Kinney—immature, unapologetic, complex but shallow, gorgeous, promiscuous to the hilt. A sex bomb. Resistant to love. The series begins when Brian is 29 and still at the sexual prime of his very gay life. It ends five years later, somewhat tragically, with a hint of change but not a full-on reversal. And I’m okay with that. There are three major moments in the series that, for me, show that further growth and an offscreen happy ending are in the cards for Brian.
The first moment comes at the end of season one, when 18-year-old Justin is queer bashed and Brian holds his lifeless body in his arms. In that moment, everything changes. This is not to say that Brian is automatically in love and ready to settle down if Justin comes through the ordeal intact, but it is a shift nonetheless. Brian feels guilty. If it weren’t for his showing up at Justin’s prom, the bashing never would have happened; if he’d been just a little faster getting out of the Jeep and running toward the impending incident, he might have stopped the bashing; if he’d just rejected Justin altogether the night they met, the bashing might have been avoided. The beat goes on: if only, if only…
By this point in the series, it’s already clear that Brian has a certain affection for Justin. Otherwise, he wouldn’t have shown up at the dance in the first place. However, as is often the case in life and especially on TV, you don’t know what you’ve got until it’s gone. In almost losing Justin, Brian not only feels guilty but also feels his affection grow by leaps and bounds. It’s just not enough.
Season two brings the start of an on-again-off-again, painful semi-relationship between the two as Justin begins the rehabilitation process. It seems Brian will never be able to change, to get truly close with someone, to say “I love you,” to say “you’re the only one for me.” Which is what Justin wants and which is the cause of every single breakup, and most arguments, throughout the show.
So in season five, when Brian nearly loses both Justin and his best friend, Michael, in a gay hate bombing, another shift occurs. This is not to say that there are not many small victories throughout the show’s five seasons, because there are, but it is here that Brian is finally able to see the light. Once again, it’s that notion of you don’t know what you’ve got until it’s gone. Brian has almost lost Justin a second time, and now, he’s ready. This is the second moment.
I love you.
He hugs Justin, kisses him, repeats himself. Justin reciprocates without words. Perhaps because it took five years, no other “I love you” that I’ve seen on TV has ever felt as earned and sweet as this one—gay, straight, or otherwise. The next day, Brian goes against his stance on marriage; he proposes. The problem is…this is Brian. Justin thinks it’s a joke. When he realizes that Brian is serious, he is elated. But maybe it’s too good to be true.
The series finale in itself is the third major “moment.” Justin calls Brian out on his behavior, realizing that Brian is changing everything about himself just to make Justin happy. Which is sweet, which is romantic. But it means that Brian is not the same sexual, unapologetic man he fell for. Meanwhile, by not going to the art capital of New York, Justin is similarly giving up his dreams for Brian. They call off the wedding and decide that Justin is going to go to New York to pursue his art. Justin insists that they’ll both visit, that they’ll see each other all the time. That they don’t need rings or vows to prove their love.
In one of the most misunderstood lines of the show, Brian says that it doesn’t matter if they ever see each other again.
Whether we see each other next week, next month, never again, it doesn’t matter. It’s only time.
What he means, and what has since been confirmed by the show’s producers, is not that they’ll never see each other again but that the love they have exists outside of time. They are bonded forever, and no matter where they are or if they see each other again, they will never escape it. This is perhaps the most romantic thing he’s ever said.
In truth, he doesn’t know if they’ll actually see each other or, one day, become a real couple, but the fact that he could even see himself desiring such a thing is the most monumental and meaningful shift in Brian’s character. It’s the only one that makes sense for him at this point. Getting married would have been an unrealistic character assassination, and no doubt, the marriage would have been doomed. Both Justin and Brian need to explore themselves and the world more, especially Justin, before they can even think about settling down.
Maybe one day. Maybe in five or ten, fifteen or twenty years. Maybe one day, they will get married. After all, Brian didn’t return the wedding rings. Which says a lot.
For now, they are remembering the love they have outside of space-time. To have Brian do anything more than this at this point would have been to pander to the fairy tale mentality and not just subvert but shatter the Peter Pan Syndrome. The writers stayed true to the series, taking us full circle. The “thumpa thumpa” goes on just as it did in the opening scenes of the show, but this time, there’s evidence that change is indeed possible. This is all the happy ending we were ever going to get onscreen for Brian and Justin. It makes sense.
But if you need more evidence, just take a step back. Look at the finale from a thematic and structural standpoint.
The entire episode is about growing up and moving on while not losing sight of yourself. Michael has found, married, and shared a family with the man of his dreams, which is really all he ever wanted. Emmet seems to have found his man toward the end of the episode. Lindsay and Mel are moving to Canada with the kids so they can feel safer. Even Ted has found his soul mate in Blake, a man who first appeared in episode three in what seemed like a bit part but who returned not one, not two, but three times; for them, despite horrible timing and drug-related issues in the past, the timing is finally right, and they are clean, and they are happy.
From the start, Brian is the one character with the most growing up to do, and to have him do it all in a five-year span would feel inorganic. Besides, there’s the “thumpa thumpa” of gay life, exemplified in the music of Babylon, the larger-than-life gay bar. As Michael says in the closing scene,
It’s who we are. It’s what made us….Some things aren’t meant to change.
I don’t think he’s saying that Brian can never change, can never offer love, but that he shouldn’t lose sight of who he is for the sake of love. Michael is proof that growing up is possible but that it doesn’t have to change a person unrecognizably. A gay man need only become, as Brian would say,
The best homosexual you could possibly be.
That’s all anyone can ask for. Even Justin.


โดย: tomatok IP: 122.154.27.194 วันที่: 6 มีนาคม 2558 เวลา:15:15:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

CiaCia
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add CiaCia's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.