"รัก" และ "กำลังใจ" ฉันมีไว้เพื่อแบ่งปัน Blog ของสาวน้อยขี้เหงาและช่างฝัน (Beee Diary & Music)
Group Blog
 
<<
พฤศจิกายน 2551
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
30 
 
10 พฤศจิกายน 2551
 
All Blogs
 

เรื่องเล่าธรรมะ - บุญกิริยาวัตถุ

เรื่องเล่าธรรมะ

บุญกิริยาวัตถุ
โดยหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)



นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
ปุญญานิ ปรโลกัสมิง ปติฏฐา โหนตุ ปาณินันตีติ

ณ โอกาสบัดนี้ อาตมภาพจะแสดงพระสัทธรรมเทศนาในปุญญาภิคาถา เพื่อเป็นเครื่องโสรจสรงองคศรัทธาบารมี ที่บรรดาท่านนริศราทานบดีทั้งหลายได้พร้อมใจกันมาบำเพ็ญกุศลประจำปักษ์ คือวันพระแรม ๑๕ ค่ำวันนี้ (๘ สิงหาคม ๒๕๒๖) เป็นอันว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจกันมาบำเพ็ญกุศลหลายอย่างด้วยกัน คือ

๑. ทานมัย บุญสำเร็จด้วยการบริจาคทาน บรรดาท่านพุทธบริษัททำแล้ว
๒. สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล บรรดาท่านพุทธบริษัทสมาทานศีลแล้ว
๓. ภาวนามัย กำลังปฏิบัติอยู่ คือตั้งใจรับรสพระพุทธพจน์เทศนา อันเป็นคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

รวมความว่าการทำบุญวันนี้ของบรรดาท่านพุทธบริษัทมีประโยชน์มากด้วยกันคือ หนึ่ง ทาน สอง ศีล สาม ภาวนา คำว่าภาวนาหมายถึงการเจริญสมาธิ หรือว่าบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายอาจจะยังไม่เข้าใจคำว่าสมาธิ ต้องมีอยู่บ้างบางท่านก็เข้าใจแล้ว บางท่านก็ยังไม่เข้าใจ จะอธิบายคำว่าสมาธิให้ท่านฟัง

คำว่า สมาธิ แปลว่า การตั้งใจ บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายตั้งใจมาจากบ้าน วันนี้เป็นวันพระเราจะนำภัตตาหารไปถวายแด่บรรดาภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา อย่างนี้เป็นสมาธิใน จาคานุสสติกรรมฐาน เป็นกรรมฐานกองที่หนึ่งที่บรรดาท่านพุทธบริษัทตั้งใจมาจากบ้าน ก็ทำมาแล้ว

และก็มีสมาธิประการที่สอง คือ สีลมัย บุญสำเร็จด้วยการรักษาศีล ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายต่างคนต่างมา ต่างคนต่างมีความคิด บางท่านคิดว่าวันนี้เป็นวันพระ เราจะรับ อุโบสถศีล ตลอดวันตลอดคืนหนึ่ง อันนี้ก็เป็นสมาธิในสีลานุสสติกรรมฐานเหมือนกัน

บางท่านก็คิดว่าวันนี้เป็นวันพระ เราจะไปรับศีล ๘ หรือศีลอุโบสถ หรือว่ากำหนดจะรักษาตลอดวันไม่ได้ แต่ตั้งใจเคารพศีลตามเวลาที่เราต้องการ

อย่างนี้ถือเป็นสมาธิในศีล ถ้าจิตใจมีความตั้งใจอย่างนี้ถือว่ามีสมาธิใน สีลานุสสติกรรมฐาน เวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัททุกท่านตั้งใจสดับรับรสพุทธพจน์เทศนา ในคำสั่งสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่พระนำมาเทศน์เวลานี้จัดเป็นสมาธิใน ธัมมานุสสติกรรมฐาน

ก่อนที่จะมาบรรดาพุทธบริษัททุกท่านมีความนึกถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาที่จำพรรษาในวัดนี้ นึกถึงพระสงฆ์รูปหนึ่งรูปใดก็ดี หรือนึกถึงพระสงฆ์ทั้งคณะก็ตาม อย่างนี้จัดเป็น สังฆานุสสติกรรมฐาน

ก็รวมความว่าเวลานี้บรรดาพุทธบริษัทเจริญพระกรรมฐานกันหลายอนุสสติด้วยกัน มีอานิสงส์ใหญ่

การเจริญพระกรรมฐานบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย การตั้งใจแม้แต่การมีสมาธิเพียงเล็กน้อย เวลาสั้น ๆ แต่ความจริงสมาธิของพุทธบริษัทวันนี้นั้นไม่สั้นเลย คือว่าการถวายทานแด่พระสงฆ์ ท่านตั้งใจกันมาหลายวันแล้ว

การตั้งใจว่าจะมาทำบุญวันพระนี้ มันตั้งใจกันมาหลายวัน ขณะที่ตั้งใจคิดว่าจะมาทำบุญนั้นเป็นสมาธิแล้ว ตั้งใจว่าจะมารับศีล มีสมาธิอยู่แล้ว ตั้งใจว่าจะมาฟังเทศน์ก็เป็นสมาธิอยู่แล้ว ฉะนั้นเวลาของบรรดาพุทธบริษัทไม่น้อยทรงสมาธิอยู่มาก

และการทรงสมาธิของบรรดาท่านพุทธบริษัทในอนุสสติทั้งสามคือ จาคานุสสติคือตั้งใจให้ทาน สีลานุสสติตั้งใจรักษาศีล จะมากจะน้อยจะเต็มวันหรือไม่เต็มวันก็ตาม

และก็พุทธานุสสติ นึกถึงพระพุทธรูปที่วัดเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ นึกถึงการตั้งใจฟังเทศน์ จะมาฟังเทศน์ด้วยเป็นธัมมานุสสติ และก็นึกถึงพระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาเป็นสังฆานุสสติ

รวมความว่าอนุสสติใหญ่ทั้งหมดที่บรรดาท่านพุทธบริษัทกำหนดนี้ ครบถ้วนทุกประการมา และก็ทำแล้ว ถ้าจะกล่าวถึงอานิสงส์ อานิสงส์ของบรรดาท่านพุทธบริษัทที่ทำสมาธิอย่างนี้ก็ไม่อยู่ในเกณฑ์ขณิกสมาธิ

คำว่า ขณิกสมาธิ นี่แปลว่า สมาธิเล็กน้อย ถ้าพุทธบริษัททำได้ก็เป็นปัจจัยให้เกิดเป็น ภุมเทวดา บ้าง เป็น อากาศเทวดาบางชั้นบ้าง แต่ว่ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทมีสมาธิสูงมากกว่านั้น อย่างน้อยที่สุดกำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทอยู่ในขั้นอุปจารสมาธิ

คำว่า อุปจารสมาธิ แปลว่า เฉียดฌาน แต่ถ้าเอากันจริง ๆ สมาธิของบรรดาท่านพุทธบริษัทถึงขั้นฌานแน่ เพราะการตั้งใจมาหลายวัน ว่าเราจะถวายท่านแด่พระสงฆ์ในพระพุทธศาสนาในวัดนี้ ตั้งใจมาหลายวันก็เป็นฌาน

ฉะนั้น กำลังของบรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายที่มาทำบุญวันนี้นั้น นอกจากผลของทานการให้ก็ยังมีกำลังใหญ่คือสมาธิเข้าสนับสนุน

ถ้ากำลังสมาธิของบรรดาท่านพุทธบริษัทอยู่ขั้นอุปจารสมาธิ ตามพระบาลีท่านบอกว่า สวรรค์ ๖ ชั้นเลือกอยู่ได้ตามชอบใจ จะเป็นชั้นไหนก็ได้

ถ้ากำลังใจของบรรดาท่านพุทธบริษัทเป็นฌาน ก็เลือกพรหมอยู่ได้ตามอัธยาศัยเหมือนกัน ไปเป็นพรหม

ท่านธัมมิกอุบาสก


ก็จะขอยกตัวอย่างสมาธิเก่า ๆ ที่บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลายในสมัยพระพุทธเจ้าทำกัน คือว่าท่านธัมมิกอุบาสก ท่านธัมมิกอุบาสกนี้เป็นคนนับถือพระพุทธศาสนามาก มีความเคารพในพระพุทธเจ้า มีความเคารพในพระธรรม และพระอริยสงฆ์เป็นอย่างยิ่ง

ต่อมาภายหลังท่านธัมมิกอุบาสกแก่ลงไป และอาการป่วยไข้ไม่สบายก็บังเกิดขึ้น เวลานั้นถึงขั้นตายกันแน่ ความตายจะเข้ามาถึง ในเมื่ออาการป่วยหนักเครียดขึ้นมา

ท่านก็คิดว่า เราไม่มีโอกาสไปฟังเทศน์จากองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหลายวันแล้ว จึงให้บรรดาลูกหลานทั้งหลายไปนิมนต์พระจากสำนักของพระประทีปแก้ว คือว่าไปขออนุญาตพระพุทธเจ้า ว่าขอนิมนต์พระไปสัก ๙ องค์ ให้ไปสวด พระปริตร

คำว่าสวดพระปริตรก็คือสวดมนต์เย็นตามที่บรรดาพระสวดกัน แต่ว่าสวดกันเป็นสูตรส่วนมาก บรรดาลูกหลานทั้งหลายเห็นว่าพ่อมีความต้องการอย่างนั้นก็ไปนิมนต์พระให้

ก่อนจะตายจิตนึกถึงบุญกุศล


ครั้นไปนิมนต์พระมาแล้ว เวลานั้นปรากฏว่าท่านธัมมิกอุบาสกขณะที่ป่วยอยู่จิตนึกถึงพระพุทธเจ้าบ้าง นึกถึงพระธรรมคำสั่งสองขององค์สงเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบ้าง นึกถึงพระสงฆ์บ้าง นึกถึงทานการบริจาคบ้าง นึกถึงเทศน์ที่ฟังบ้าง ตามกำลังของจิต ไม่ใช่เอาแต่นึกดะ เรียบร้อยไปตลอดเวลา

บางครั้งมันมีทุกขเวทนามากก็เจ็บปวดเป็นของธรรมดาจิตก็ต้องลด บางครั้งจิตก็มีความว่างเกิดขึ้นทุกขเวทนาน้อยลงไป นึกถึงพระ การนึกถึงพระกลายเป็นคนที่มีบุยกุศลในพระพุทธศาสนา ตามปกติก็เป็นมาเหมือนกันหมด

คนทุกคนที่ก่อนจะตายจะเป็นคนมีบุญก็ตาม จะเป็นคนมีบาปก็ตาม เพราะคนหลาย ๆ คนโดยมากก็มีทั้งบุญและบาป แต่ว่ากำลังใจของคนก่อนจะตายบาปเข้าสิง หรือว่าบุญเข้าสิง

ถ้าบาปเข้าสิงใจก่อนบุญก็เข้าไม่ได้ ถ้าบุญเข้าสิงก่อนบาปก็เข้าไม่ได้ บุญกับบาปก็มีอุปมาเหมือนกับแสงสว่างกับความมืด

แต่ก็เป็นการบังเอิญเวลานั้นท่านธัมมิกอุบาสกบุญเข้าสิงเสียก่อน จิตใจท่านมีความเคารพพระพุทธเจ้า พระธรรม พระอริยสงฆ์ และมุ่งในทางเป็นปกติ มุ่งทาน มุ่งศีล ก็รวมความว่าบุญสิงใจก่อน

เวลาเมื่อป่วยมากลงไปใกล้จะตายจวนจะตายเหมือนกันก็มีการเห็น คือคนจะตายนี่บรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนน่ะเหมือนกัน ไม่ใช่คนมีบุญอย่างเดียว คนมีบาปก็เห็น

ถ้าเป็นคนที่มีบุญเข้าสิงใจตายแล้วจะไปสู่สุคติ เป็นสวรรค์ พรหมโลก นิพพานก็ตาม เวลานั้นก็จะเห็นสิ่งที่เป็นกุศล

อย่างคนที่มีบุญมีกำลังน้อยไปหน่อย ก็จะเห็นวัตถุธาตุอย่างขันข้าวก็ดี ปิ่นโตข้าวก็ดี โถอาหารก็ตาม ที่เราเคยไปทำบุย มันจะลอยมาเห็น แล้วก็คิดว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เราใส่อาหารไปถวายพระ จิตใจก็เป็นบุญ

บางคนก็เห็นวิมานบ้าง บางคนก็เห็นพระสงฆ์บ้าง บางคนก็เห็นพระพุทธรูปบ้าง เห็นพระพุทธเจ้าบ้าง อย่างนี้ถ้าเห็นอย่างนี้ บรรดาท่านพุทธบริษัททุกคนจะไม่ไปนรก ถึงแม้ว่าจะมีบาปอยู่มากก็ตามที

เทวดาและนางฟ้าทั้ง ๖ ชั้นชวนไปอยู่ด้วยกัน


ธัมมิกอุบาสกปรากฎว่าท่านไม่ได้เห็นบุญธรรมดา ท่านเห็นเทวดาและเห็นนางฟ้าทั้ง ๖ ชั้น เทวดาก็ดี นางฟ้าก็ดี แห่กันมามาก แต่ละชั้นน่ะมามาก ต่างคนก็ต่างนำรถทิพย์มาแล้วก็ประกาศเสียง ต่างคนต่างพูดว่าฉันอยู่ชั้น จาตุมหาราช ฉันอยู่ชั้น ดาวดึงส์ ฉันอยู่ชั้น ยามา ฉันอยู่ชั้น ดุสิต ฉันอยู่ชั้น นิมมานรดี ฉันอยู่ชั้น ปรนิมมิตวสวัตดี ชั้นสุดท้าย

ก็รวมความว่าต่างคนต่างประกาศเสียงเซ็งแซ่เต็มไปหมดว่าขอเชิญท่านธัมมิกอุบาสกไปอยู่กับฉันชั้นนั้น ๆ เสียงเทวดาเสียงนางฟ้าพูดไม่หยุด ก็ปรากฎว่าเวลานั้นพระสงฆ์ที่บรรดาลูกหลานไปนิมนต์มาจากสำนักพระพุทธเจ้าก็มาถึงพอดี และพระสงฆ์ก็เริ่มสวด

ในขณะที่พระสงฆ์สวด พระปริตร อยู่นั้น คือสวดมนต์ก็ปรากฎว่าท่านธัมมิกอุบาสกไม่ได้ยินเสียงพระ ได้ยินแต่เสียงเทวดาเสียงนางฟ้ากลบไปหมด จึงโบกมือโบกไม้บอกว่า หยุดก่อน หยุดก่อน หยุดก่อน

ทีนี้ก็เป็นการบังเอิญจริง ๆ การที่พระไปสวดวันนั้นไม่มีพระได้ทิพจักขุญาณเลย เป็นปกติสงฆ์ธรรมดา เพราะพระทั้งหลายเห็นว่าท่านธัมมิกอุบาสกโบกมือโบกไม้สั่งให้หยุดก่อน ๆ ท่านก็เลยหยุด ท่านนึกว่าบอกให้ท่านหยุด

แต่ความจริงท่านธัมมิกอุบาสกบอกให้เทวดานางฟ้าหยุดพูด อยากจะฟังพระสงฆ์

ในเมื่อพระหยุดแล้ว เทวดานางฟ้าก็ยังไม่หยุด ท่านก็บอกหยุดก่อน ๆ ๆ ก็รวมความว่า พระในเมื่อท่านไม่เห็นเทวดาเห็นนางฟ้า ก็มีความรู้สึกว่าธัมมิกอุบาสกไม่พอใจการฟังสวดพระปริตร

คิดว่าในเมื่อทายกไม่มีศรัทธาอย่างนี้เราจะอยู่ไปทำไม ก็ลาลูกลาหลานกลับวัด เมื่อพระกลับไปหมดแล้วเทวดานางฟ้ากจึงหยุด ก็น่าคิดเหมือนกันนะตาหง่านะ

เมื่อเทวดานางฟ้าหยุดเสียง ท่านธัมมิกอุบาสกก็หันมาทางพระตั้งใจจะฟังสวด เป็นอันว่าปรากฎว่าพระไม่มี จึงถามลูกหญิงลูกชายหลานสาวว่า เวลานี้พระไปไหน พ่อต้องการจะฟังสวด ลูกก็เฉยคิดว่าพ่อเพ้อจึงคิดว่าพ่อไม่ต้องการฟังพระสวด เพราะโบกมือโบกไม้ให้หยุด ท่านก็เลยหยุด ท่านเห็นว่าพ่อไม่มีความต้องการในท่านในการฟังสวดมนต์ ท่านก็ลากลับ

ท่านธัมมิกอุบาสกก็เลยบอกว่าลูกเอย... พ่อไม่ได้เพ้อ ไม่ได้คลั่งไม่ได้หลงแต่ประการใด เป็นแต่บรรดาเทวดานางฟ้าทั้งหลายแต่ละชั้นมา และก็ชวนพ่อไปอยู่

ที่พ่อโบกมือห้ามน่ะ ไม่ใช่ห้ามพระ แต่ห้าวเทวดาส่งเสียงเอ็ดตะโร ต้องการฟังเสียงสวดมนต์

ลูกก็เลยเห็นว่าพ่อเพื้อมากเกินไปอีก

ไง ตาหง่า ระวังให้ดีนะ เมื่อวานซืนก็มีมารายหนึ่ง ลูกได้ตาทิพย์ แม่ไม่ได้ เอ้าลูกบ้าส่งเดชไปแล้ว แขกมามีหลายรายแล้ว

รวมความว่าลูกยังไม่หมดสงสัย ท่านธัมมิกอุบาสกก็บอกว่า มีพวงมาลัยไหม ลูกก็บอกว่ามี ท่านจึงบอกว่าอย่างนั้นเอามาให้พ่อ ๑ พวง เขาก็นำพวงมาลัยมา ๑ พวง

แกก็ถามว่า เทวดาทั้ง ๖ ชั้น (๑) ชั้นจาตุมหาราช (๒) ชั้นดาวดึงส์ (๓) ชั้นยามา (๔) ชั้นดุสิต (๕) ชั้นนิมมานรดี (๖) ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ทั้ง ๖ ชั้นนี้ชั้นไหนดีที่สุด บรรดาลูกหลานก็ตัดสินใจพร้อมเหมือนกันว่า อยู่ชั้นดุสิตนี่มันดีที่สุด

ท่านธัมมิกอุบาสกบอกว่า พ่อจะโยนพวงมาลัยไปคล้องงอนรถชั้นดุสิต แล้วท่านก็โยนพวงมาลัยไป พวงมาลัยก็ไปคล้องงอนรถชั้นดุสิต แต่บังเอิญลูกหลานไม่เห็นรถ เห็นแต่พวงมาลัยลอยในอากาศ ก็มีความแปลกใจ ก็เลยบอกว่า พวงมาลัยคล้องงอนรถชั้นดุสิต อีกสักประเดี๋ยวหนึ่งท่านก็ลาลูกหลานตาย

คำว่าตายนี่ ตามบาลีเขาไม่เรียกตาย ไอ้ตายนี่เราเรียกว่า มรณัง เขาแปลว่าตาย แต่ตามบาลีเขียนว่า กาลังกตวา ซึ่งแปลว่าทำกาละแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องไป

ก็รวมความว่าจิตใจหรืออทิสมานกายของท่านธัมมิกอุบาสกก็ออกจากร่างขึ้นรถชั้นดุสิตไป

ภาพนิมิตก่อนตาย


นี่แหละบรรดาญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย คนก่อนจะตายทุกคน เห็นเหมือนกันหมด ถ้าคนมีบาปนำหน้า แต่ความจริงบุญกับบาปนี้มีด้วยกันทุกคน ทุกคนเกิดมาต้องทำทั้งบุญต้องทำทั้งบาป จะมากจะน้อยกว่ากันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าถ้ากำลังใจของท่านมีสมาธิ มีความมั่นคงในบุญ บาปมันก็เข้าสิงใจไม่ได้ ก่อนจะตาย

ทีนี้พูดถึงคนก่อนจะตาย มันมีกำลังใจคบบาป ท่านประเภทนี้ก่อนจะตาย จะตายประมาณ ๒ - ๓ วันจะเห็นเหมือนกันหมดทุกคน แต่จะพูดได้หรือไม่ได้เท่านั้นเอง

ว่าก่อนจะตาย ท่านอยากจะถามว่าเห็นอะไรไหม ถ้าตามบาลีท่านบอกว่า ถ้าไปนรกจะเห็นไฟ จะเห็นดวงไฟดวงเล็กดวงใหญ่ก็ตาม เป็นไฟกันแน่ อย่างนี้ตรง ลงนรกไม่ผ่านสำนักพระยายม ถ้าเห็นป่าก็จะเกิดเป็นสัตว์เดารัจฉาน ถ้าเกิดเห็นเป็นวัวเขาเดียว เกิดเป็นตาหง่า (หัวเราะ)

ก็รวมความว่า ถ้าเห็นไฟก็ไปเกิดเป็นสัตว์นรก ถ้าเห็นป่าไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน ถ้าเห็นก้อนเนื้อไปเกิดเป็นคน

ยายหลวงพ่อ


ถ้าถามว่าประเภทนี้เคยมีตัวอย่างไหม อาตมาขอบอกว่า อาตมาสัมผัสมา เพราะรู้ตำรานี้อยู่แล้ว ก็มีความหนึ่ง คือยาย ยายอาตมาท่านอายุ ๘๐ เศษ อยู่ ๆ ท่านก็หมดแรงเพลียลงไป เพลียลงไป ๆ เวลานั้น หลวงพ่อปาน อยู่ใกล้ หลวงพ่อปานทราบให้นัดพวกเราไปกัน ไปเยี่ยมโยม นิมนต์พระไปด้วยกันทั้งหมด ๑๐ องค์กว่า

พอเข้าไปเยี่ยมท่าน หลวงพ่อปานก็เข้าไปนั่งใกล้ ๆ หลวงพ่อปานถามว่า โยมเห็นอะไร โยมคุณยายบอกว่าเห็นไฟ หลวงพอปานหน้าเสียเลย เห็นไฟไปนรกกันแน่

ท่านก็เลยถามว่า โยมมีสตางค์ไหม คุณยายท่านมีสติดีอยู่ ท่านบอกว่า มีอยู่ใต้ที่นอน ใต้หมอนมีอยู่ ๘๐ บาท หลวงพ่อปานก็ให้ล้วงเงิน ๘๐ บาทมาจากหมอน

ความจริงคุณยายนี่ ตั้งแต่อาตมาเกิดมาไม่เคยเห็นท่านฆ่าสัตว์ ท่านก็รักษาอุโบสถตลอดมาทุกวันพระ แต่วันธรรมดาท่านก็รักษาศีล ๕ ครบบ้างไม่ครบบ้าง นั่นเป็นของธรรมดา แต่ว่าเคร่งครัดในวันพระ ไปทำบุญ ฟังเทศน์ รักษาอุโบสถนั้นเคร่งมาก ก็เป็นอันว่าความพลาดมันอาจจะมี

ชำระหนี้สงฆ์


หลวงพ่อปานให้เอาเงิน ๘๐ บาทของยายมาใส่มือเข้าแล้วก็บอกว่าโยม โยมตั้งใจชำระหนี้สงฆ์นะ

ถ้าโยมเคยนำทรัพย์สมบัติของสงฆ์จากวัดที่มีพระสมบูรณ์ก็ดี วัดร้างที่ไม่มีพระสงฆ์ มีพระพุทธรูป มีอาคารก็ดี หรือวัดร้างที่ไม่มีอาคารก็ตาม หรือเป็นที่นาที่ไร่เป็นที่ธรณีสงฆ์ก็ตาม แม้แต่ต้นหญ้าต้นเดียวนำมา อย่างนี้ถือว่านำเอาของสงฆ์มาเป็นสมบัติของเรา การขโมยของสงฆ์มีโทษหนัก ขอให้โยมตั้งใจชำระหนี้สงฆ์

ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั้งวันนี้ ถ้าไปพลั่งพลาดของสงฆ์เมื่อไร ที่ไหนก็ตาม วัดร้างก็ตาม วัดมีพระก็ตาม สถานที่เป็นวัดแต่ไม่ปรากฎเป็นวัดก็ตาม ขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงิน ๘๐ บาท หลวงพ่อปานพูด คุณยายกก็พูดตามท่าน

แล้วพูดไปท่านก็หันมาถามว่า พระเห็นชอบด้วยไหม พระเห็นชอบให้สาธุร่วมกัน เวลานั้นสตางค์ ๘๐ บาทไม่ใช่น้อย พระทั้งหมดก็ยกมือขึ้นสาธุร่วมกัน

เมื่อพระยกมือขึ้นสาธุร่วมกันแล้ว หลวงพ่อปานถามว่า โยมเวลานี้โยมเห็นอะไร ท่านบอกว่า เวลานี้ดวงไฟมันหายไปแล้ว มีพระพุทธรูปขึ้นแทน แล้วท่านก็ภาวนาออกเสียงว่า พุทโธ พุทโธ พุทโธ

ประเดี๋ยวหนึ่งหลวงพ่อปานถามว่ พระพุทธรูปอยู่ใกล้ไหม ท่านบอกว่า อยู่ใกล้ โตขึ้นไหน ท่านบอกว่า โตขึ้น ๆ ๆ ตามไปพระพุทูรูป แล้วภาวนาพุทโธ

และต่อไปพระพุทธรูปเปลี่ยนสีกลายจากทองเหลืองเป็นทองคำ และก็ชัดขึ้น ต่อไปพระพุทธรูปเป็นแก้ว พระพุทธรูปใสแพรพราวเป็นระยับ ท่านก็บอกตามระยะ พอถึงพระพุทธรูปแก้วใสแรวพราวเป็นระยับ หลวงพ่อปานก็บอกว่าเสียงท่านเบาลงไป เสียงคุณยายเบาลงไป

หลวงพ่อปานก็ถามว่า โยม มนุษยโลกก็ดี เทวดาก็ดี พรหมก็ดี โยมต้องการที่ไหนไหม คุณยายก็บอกว่าฉันเกิดเป็นมนุษย์ มันก็แก่ลงทุกวัน ฉันมีความลำบากฉันไม่ต้องการ

เป็นเทวดาหรือพรหม เวลานี้เป็นเทวดาหรือพรหมมากมายเต็มจักรวาล ฉันเห็นว่าสวยสู้พระอริยเจ้าไม่ได้ พระอรหันต์ท่านมานับพันองค์ ท่านบอกว่า พระอรหันต์สวยกว่า

หลวงพ่อปานท่านก็บอกว่า ถ้าชอบระดับไหนตั้งใจระดับนั้น ท่านก็บอกว่า เวลานี้ฉันชอบใจพระอรหันต์ พอท่านบอกชอบใจพระอรหันต์ผ่านไปสัก ๒ นาที ก็ปรากฎว่าเวลานี้เห็นพระพุทธเจ้ามาแล้ว พระพุทธเจ้าอยู่ใกล้ฉัน แทนพระพุทธรูป พระพุทธรูปเมื่อกี้นี้กลายเป็นพระพุทูเจ้าพูดได้

หลวงพ่อปานถามว่า ท่านพูดว่าอย่างไร ท่านถามพระพุทธเจ้าบอกว่า พระพุทธรูปพระพุทธเจ้าถามว่าจะไปอยู่กับอาตมาไหม คุณยายบอก

หลวงพ่อปานถามว่าตอบอย่างไร ท่านบอกว่าอยากจะไป หลวงพ่อปานบอกว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปได้ ท่านก็เลยสั่งให้พระสวดอิติปิ โส พอสวด อิติปิ โส ได้จบเดียว ท่านลืมตาแล้วก็หลับตาตายไปเลย

นี่แหล่ะบรรดาท่านพุทธบริษัท ก็เป็นอันว่า คนเราทุกคนก่อนจะตายต้องเห็น และเกิดการเห็น นี่เป็นเรื่องที่หลวงพ่อปานท่านสงเคราะห์

นายจวน


มาสมัยอาตมาสงเคราะห์มีคนหนึ่ง มีกำลังอาจจะเบากว่าคนนี้เป็นเพื่อนกัน คำว่าเพื่อนหมายถึงว่าบวชพร้อมกัน วันเดียวกัน แต่ว่าไม่ได้อยู่ร่วมคณะกันมาในกาลก่อน ต่อมาเขาสึกไปแล้ว แต่งงานมีภรรยา

หลังจากนั้นมาก็ปรากฎว่าต้องเกณฑ์ไปทำงานที่ เพชรบูรณ์ สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ ก็ไปนำไข้เลือดติดตัวมา หลังจากเป็นไข้แล้ว ต่อมาก็กลับบ้านแล้วก็เป็นต่อ คือว่าวาสนาบารมีดีอยู่ การตายจากไข้เป็นวัณโรค ก็เป็นวัณโรคอาการก็ไม่ดีขึ้น

วันหนึ่งอาตมาไปเทศน์กลับมา เขาบอกว่า คนนั้นชื่อจวน พระบอกว่าจวนเพื่อนอาจารย์น่ะ เวลานี้ป่วยหนักทำท่าใกล้จะตายขอรับ ก็เลยชวนพระอีก ๕ องค์ไปเยี่ยมกัน เพราะบ้านอยู่ใกล้วัดบางนมโค พอเข้าไปนั่งใกล้ ๆ ก็ถามว่า

จวน จำฉันได้ไหม เธอก็ตอบว่าจำได้ แต่ความจริงคนที่เป็นวัณโรคนี่ตายได้เปรียบ เพราะทุกขเทวนาไม่มี มีแต่อาการหายใจเบาลงค่อย ๆ เบาลง

ก็ถามว่า "จวน เวลานี้เห็นอะไร"

เธอก็ตอบว่า "เห็นกองไฟ"

ก็หนักใจอยู่เหมือนกัน ก็ถามภรรยาว่า คุณมีสตางค์ไหม ภรรยาก็บอกว่า สตางค์มี ๒๐ บาท ก็บอกว่าขอได้ไหมเขาก็ให้ ก็เลยมาใส่มือ ก็บอกว่า จวน ตั้งใจตามนี้นะ ฉันจะว่าไป เธอไม่ต้องพูดแต่นึกตามฉันว่า

ถ้าข้าพเจ้าเคยนำของสงฆืจากวัดที่มีพระสมบูรณ์ก็ดี จากวัดร้างที่ไม่มีพระสงฆ์ มีพระพุทธรูปกับอาการก็ดี หรือจากวัดร้างที่ไม่ปรากฎสถานที่ก็ดี จากที่ธรณีสงฆ์ก็ตาม แม้แต่ต้นหญ้าต้นเดียว ก็ถือว่าเป็นสมบัติของสงฆ์ ข้าพเจ้าขอชำระหนี้สงฆ์ด้วยเงิน ๒๐ บาท ให้เขานึกตาม

และต่อนั้นไปอาตมาก็หันมาหาพระ บอกพระว่าเห็นชอบด้วยไหม ถ้าเห็นชอบให้สาธุพร้อมกัน ท่านก็สาธุพร้อมกัน หลังจากนั้นชั่วเวลาสักครึ่งนาที ก็ถามเธอใหม่ว่า เวลานี้เธอเห็นอะไร เธอก็บอกว่าไฟหายไปแล้ว เวลานี้ปรากฎว่ามีพระพุทธรูปปรากฎขึ้น

ก็ถามว่าพระพุทธรูปที่ไหน เธอบอกว่าพระพุทธรูปในโบสถ์ เธอเจริญกรรมฐานเหมือนกัน หลังจากนั้นเธอก็บอกว่า พระพุทธรูปค่อย ๆ แจ่มใสขึ้นทีละน้อย ก็เลยบอกว่า จวน ถ้าอย่างนั้นก็ตั้งใจเกาะพระพุทธรูปนะ นึกในใจว่า พุทโธ

ใช้เวลาเพียงแค่ ๒ - ๓ นาที ก็ปรากฎว่า เธอก็หมดลมหายใจตายไปสวรรค์

นี่แหล่ะบรรดาพุทธบริษัททุกท่าน เรื่องของการชำระหนี้สงฆ์นี่มีความลำบากมาก ถ้าหากว่าบังเอิญเราทำบุญชำระหนี้สงฆ์ แต่บังเอิญเราไม่เคยเป็นหนี้สงฆ์มาก่อน เงินชำระหนี้สงฆ์พระจะใช้ได้ ๒ ประการ

คือสังฆทานกับวิหารทาน ๓ ประการก็ได้ รวมธรรมทานด้วย สังฆทาน วิหารทาน และธรรมทาน

ถ้าพระไปใช้ส่วนอื่นเป็นส่วนตัว พระลงนรกแทน ไม่ได้ลงแทนต่างคนต่างลงนะ เราหมดโทษ

เป็นอันว่า บรรดาท่านพุทธบริษัททั้งหลาย เทศน์มาเทศน์ไป วันนี้เอาเรื่องแน่นอนไม่ได้ เหลือเวลานาทีเศษ ๆ ก็ขอยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้

ในที่สุดแห่งพระสัทธรรมเทศนานี้ อาตมภาพขอตั้งสัตยาอธิษฐาน อ้างคุณพระศรีรัตนตรัย มีพระพุทธรัตนะ ธรรมรัตนะ และสังฆรัตนะ ทั้ง ๓ ประการ ขอจงบันดาลให้พุทธบริษัททุกท่านมีแต่ความสุขสวัสดิ์พิพัฒนมงคลสมบูรณ์พูนผลและจงเจริญไปด้วยจตุรพิธพรชัยทั้ง ๔ ประการ

มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ และปฏิภาณ หากทุกท่านปรารถนาสิ่งใด ก็ขอให้ได้สิ่งนั้นสมความปรารถนาทุกประการ อาตมภาพรับประทานวิสัชนามาในปุญญาภิคาถา ก็ขอยุติพระธรรมเทศนาลงคงไว้แต่เพียงเท่านี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้.



ที่มา: จากหนังสือ ธรรมปฏิบัติ ๑๓
หลวงพ่อพระราชพรหมยาน
วัดจันทาราม (ท่าซุง) อ.เมือง จ.อุทัยธานี




 

Create Date : 10 พฤศจิกายน 2551
6 comments
Last Update : 10 พฤศจิกายน 2551 9:37:34 น.
Counter : 2170 Pageviews.

 


แวะมาเยี่ยมชมค่า

 

โดย: โอ๊ะ โยะ โย๋ (sinee_jeab ) 10 พฤศจิกายน 2551 12:58:15 น.  

 

คลิกๆๆ รูปสวยๆน่ารักๆไว้ส่งต่อเพียบ...

สาธุ๊จ๊ะน้องบี

 

โดย: อุ้มสี 10 พฤศจิกายน 2551 14:59:53 น.  

 



ลอยกระทงกันอีกแล้วจ้า...

 

โดย: ดราก้อนวี 10 พฤศจิกายน 2551 17:55:08 น.  

 

แวะมาอ่านของหลวงพ่อครับ พี่ beee

 

โดย: อัสติสะ 10 พฤศจิกายน 2551 20:02:55 น.  

 

น้องบีขยันเขียนธรรมมะ มากๆ ขออนุโมทนาบุญด้วย ได้ความรู้เรื่องธรรมมะ มากขึ้น จะกลับมาอ่านละเอียด อีก
รอบน๊า

 

โดย: dolores 10 พฤศจิกายน 2551 21:51:22 น.  

 

น้องบีสบายดีนะค่ะ
พี่สาวหายไปเลย
คิดถึงเราเสมอนะ

นอนหลับฝันดีนะค่ะ
นำบุญกฐินมาฝากจ๊ะ



 

โดย: catt.&.cattleya.. 10 พฤศจิกายน 2551 22:28:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Beee_bu
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




"ไม่ได้คิดถึงทุกครั้งที่หลับตา
แต่คิดถึงทุกเวลาที่หายใจ"


ผลิตภัณฑ์เห็ดหลินจือเพื่อสุขภาพ
รายละเอียด
www.tarad.com/dxn
Friends' blogs
[Add Beee_bu's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

สาวๆเอนมาหนุ่มๆเอนไปเทพมังกรอวยชัยเอนมาๆ width=40 height=40 align=middle vspace=2 hspace=2 border=0 title="cilladevi">
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.