สร้างสรรค์หนังสือ สื่อความเป็นเรา
Group Blog
 
<<
เมษายน 2554
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
13 เมษายน 2554
 
All Blogs
 
บทวิจารณ์หนังสือ "พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย" โดยอาจารย์สกุล บุณยทัต ในคอลัมน์ปากกาขนนก

คอลัมน์ปากกาขนนก โดย สกุล บุณยทัต (Blue-thetre@hotmail.com) สยามรัฐสัปดาหวิจารณ์ ปีที่ 58 ฉบับที่ 29 วันศุกร์ที่ 8 – วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย

“การรับรู้ถึงการมีอยู่ของความรัก...ไม่จำเป็นต้องใช้หัวใจที่เป็นก้อนเนื้อก็ได้...เพราะความรักเกิดจากหัวใจที่เป็นนามธรรม”

“บางทีบางครั้งปมเงื่อนของชีวิต...ก็บีบบังคับให้เราต้องหยุดนิ่งอยู่กับซากร่างของจิตวิญญาณที่ไม่ยอมคลี่คลายไปจากความทุกข์เศร้าแห่งความทรงจำ...หลาย ๆ ขณะมันบังเกิดเป็นภาวะที่จำยอมพ่ายแพ้ รอยบาดเจ็บทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดแต่ประสบการณ์แห่งชีวิตข้างต้นต่างกระหน่ำโบยตีความถูกผิดดีงาม จนไม่เหลือรูปรอยของความงดงามเอาไว้เลย...ทุกสิ่งทุกอย่างในท่วงทำนองดังกล่าวนี้ล้วนดำเนินไปบนวิถีที่ไม่หยุดนิ่ง...ทั้งรู้ตัวและไม่รู้ตัว เป็นภาวะหลอกหลอนอันสมบูรณ์แบบที่ตกอยู่ภายใต้แห่งอำนาจเหนือจริงของการรับรู้...ผ่านการหยั่งเห็นที่ดิ่งลงไปในม่านพรางของความมืดดำ”

สาระแห่งชีวิต...อันทบซ้อนโดดเดี่ยวมักเป็นเช่นนี้...มันเหมือนนัยแห่งความแปลกแยกของตัวตนบนหนทางที่ยากจะตัดสินใจได้ว่า...จะก้าวไปข้างไหน...จะถอยไปข้างหลังหรือต้องจำยอมวนเวียนจมปลักอยู่กับตัวตนของตนที่มืดมน... “พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย” รวมเรื่องสั้นคัดสรรของ “ภพ เบญญาภา” ...คือที่มาแห่งนัยความหมายอันเจ็บปวดเบื้องต้น...สาระทางความรู้สึกของเรื่องสั้นแต่ละเรื่องที่ถูกสื่อออกมา...ล้วนให้ความสำคัญต่อพลังแห่งจิตใต้สำนึกที่มีผลเกี่ยวเนื่องกับรูปแบบของชีวิตและบุคลิกภาพของตัวละครเป็นอย่างมาก...มันเป็นเหมือนพลังแอบแฝงที่ทั้งขับเคลื่อนและผลักดันกลไกแห่งชีวิตให้ก้าวไปเบื้องหน้าอย่างไม่กลัวเกรงต่ออุปสรรคในบาปเคราะห์ของความชั่วร้าย...เรื่องสั้น...ที่ถูกนำมาเป็นชื่อเล่มของรวมเรื่องสั้นเล่มนี้ สะท้อนถึงภาพแสดงแห่งปรากฎการณ์อันล้ำลึกดังกล่าว ผ่านผัสสะของลูกชายที่มีความบาดหมางกับพ่อยามที่ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ร่วมกัน...การเป็นคนที่เก็บงำและสะสมอดีตของพ่อลูกถ่ายทอดผ่านกระเป๋าไม้ใบเก่า ซึ่งเป็นเหมือนภาชนะแห่งหีบห่อของความฝันและความหวังในคืนวันอันเก่าก่อน...เมื่อมันได้พลาดพลั้งและเปิดโอกาสให้โมหจริตที่ตัดไม่ขาดเข้าครอบงำ...พลังแห่งความชั่วร้ายก็ปรากฎออกมาผ่านการกระทำต่อผู้ขัดแย้งอย่างรุนแรงและไม่ใยดี...เป็นความฝังจำที่ฝังใจเสียยิ่งกว่าการถูกกัดกินด้วยรอบบาปแห่งความทุกข์เศร้าใด ๆ ในจิตสำนึกของผู้ถูกกระทำ...”วันนั้นพ่อตบหน้าผม พ่อยังจำได้หรือเปล่า...อายุของผมเพิ่งจะสิบสี่ปี มันไม่รุนแรงอะไรหรอกครับ แต่ความเจ็บช้ำมันชำแรกแทรกลงไปในอกได้ถึงใจทีเดียว ผมพยายามไม่ให้พ่อหรือพี่สาวคนไหนเห็นน้ำตา จึงเดินหนีออกจากบ้าน ใจอยากจะเดินไปให้ไกลถึงรัสเซีย...ดินแดนที่พ่อเคยบอกว่าไม่ชอบและตายเสียดีกว่าที่จะต้องไปเหยียบที่นั่น...เพื่อที่พ่อจะได้ตามหาผมไม่เจอ...ผมอยากหายไปจากชีวิตของพ่อ ทว่าความที่ตอนนั้นผมยังเด็กอยู่มาก...เป็นวัยรุ่นที่ปีกไม่กล้าขาไม่แข็งพอ...สำหรับการคงไว้ซึ่งศักดิ์ศรี...ผมจึงต้องซมซานกลับเข้าบ้านในวันรุ่งขึ้น...”

ในบทตอนของเนื้อหาดังกล่าวนี้...”ภพ” พยายามที่จะแสดงว่าไม่ว่าจะถูกกดดันและต้องตีบตันอยู่กับทางออกของชีวิตเพียงใด ก็ยากที่เราจะหลุดพ้นจากห้วงเหวแห่งการจำยอมไปได้ง่าย ๆ และสำหรับที่ทางบางพื้นที่มันก็ยากเหลือเกินที่เราจะก้าวไป ณ ที่ตรงนั้นได้อย่างมั่นใจในยามที่มีชีวิตอยู่...เพราะอคติและคำสอนสั่งนานาประการจากจิตสำนึกของสังคมได้บ่มเพาะให้ความเป็นชีวิตต้องขลาดกลัวกับมายาคติที่มองไม่เห็น และถูกอุปโลกน์ขึ้นมาเพื่อเป็นภาพหลอนที่บั่นทอนความกล้าแกร่งแห่งจิตวิญญาณเพื่อการสยบยอม...อาจเป็นไปได้ว่าพลังของจิตใต้สำนึกหากถูกนำมาใช้เพื่อการรุกรานเนื้อแท้แห่งความเป็นมนุษย์ มันจะกลายเป็นกรอบเกณฑ์สำคัญที่ทำให้มวลมนุษย์ไม่อาจจะก้าวย่างไปทางไหนได้ นอกจากการปล่อยให้ตัวตนต้องติดกับอยู่กับคำสอนสั่งที่งมงายเชิงบีบบังคับอยู่อย่างนั้น...เรื่องสั้น”กรงแห่งความเดียวดาย” บอกกล่าวถึงสิ่งนี้เอาไว้อย่างน่าขบคิดเกี่ยวกับสัมพันธภาพที่ถูกกักขังไว้ร่วมกันระหว่างชีวิตบนความจริงที่แท้...กับวิถีแห่งความเป็นชีวิตที่ดำรงอยู่อย่างแนบเนียนบนพื้นฐานของความจริงลวง

“ในที่สุด...ผมเลือกที่จะขังตัวเองอยู่แต่ในห้องพักหลังเลิกงาน...หยิบหนังสือเล่มใหม่ ๆ มาอ่านแทนการถือแก้วเหล้า หรือไม่ก็ใช้เวลาก่อนเข้านอนให้หมดไปกับการท่องโลกอินเตอร์เน็ต ที่มีเรื่องราวน่าสนใจมากมาย...มันเป็นโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลและผู้คน แต่ถึงอย่างไรนี่ก็ยังเป็นสถานที่แห่งความเดียวดายไม่ต่างไปจากโลกอื่น โลกที่เราอาจพูดคุยกับใครก็ได้...ทว่าไม่เคยเข้าถึงหัวใจของคนเหล่านั้นเลยแม้เพียงเศษเสี้ยวหนึ่ง...ทุกคนที่ผ่านเข้ามาทักทายผมด้วยโปรแกรมสื่อสารออนไลน์ จึงเป็นเพียงคนแปลกหน้าซึ่งผมแน่ใจว่า...พวกเขาเองก็รู้สึกไม่แตกต่างไปจากผมเลย”

นี่เป็นเรื่องสั้นที่น่าพินิจพิเคราะห์ถึงรากลึกแห่งความเป็นมนุษย์ซึ่งแสนจะผกผันเรื่องหนึ่ง...ที่เทียบค่าของการดำรงอยู่ในส่วนของ “ปัญญาประดิษฐ์” กับมนุษย์ที่แท้จริงเข้าด้วยกัน...บทพิสูจน์ที่ได้รับการเทียบค่านี้เหมือนจะหาจุดบรรจบอันน่าพอใจแห่งความมีความเป็นได้ไม่พอ...แต่มันกลับให้ความกระจ่างชัดว่า...ถึงอย่างไรทั้งมนุษย์เองและสิ่งที่มนุษย์เฝ้าเพียรพยายามที่จะสร้างมันขึ้นมาด้วยการเลียนแบบตามเนื้อแท้ในทุกแง่ทุกมุมแห่งความรู้สึกนั้น...ต่างมีผลลัพธ์อันหมายถึงความเดียวดายเหมือนกัน...ความเดียวดายที่ถูกกระทำด้วยเงื่อนไขแห่งปัญหาทางอารมณ์และอุบัติการณ์ที่ขาดดุลยภาพของการดำรงอยู่แห่งกระบวนการเทคโนโลยีที่ตายตัวเกินไป...และต้องพึ่งพากลไกจนเกินไป...แต่เลือดเนื้อของชีวิตอันแท้จริงไม่ใช่อย่างนั้น...เหตุนี้มันจึงเป็นเรื่องน่าเศร้าที่มนุษย์เราในทุกวันนี้มักเอาชีวิตไปผูกมัดอยู่กับเงื่อนงำที่ไร้ชีวิตอย่างจริงจัง มันจึงส่งผลต่อมิติของความหมายในคุณค่าที่ไร้คุณค่า...ขาด ๆ เกิน ๆ และไร้ซึ่งเป้าหมายของความสุข...

ในเรื่องสั้น “แม่...” ซึ่งเป็นเรื่องสั้นที่สื่อสารออกมาอย่างเรียบง่ายและเปิดเผยด้วยประเด็นแห่งแรงปรารถนาที่จะออกไปเดินเล่นของตัวละครเอก...ในฉากแห่งชีวิตที่หดหู่เศร้าหมองในโรงพยาบาล...แม่นั่งอยู่บนรถเข็นรอคอยการตรวสอบและเยียวยาชีวิต...นางถูกปล่อยให้อยู่กับความโกลาหลและไร้ระเบียบของวงจรชีวิตที่ป่วยไข้เพียงชั่วขณะหนึ่ง...ที่ลูกชายต้องการจะออกไปเดินเล่นเพื่อหลุดไปจากการรอคอย และฉากของความจริงอันเต็มไปด้วยลมหายใจของความทุกข์เศร้า...ชั่วขณะแห่งการเดินเล่น เขาได้พบกับบทตอนที่เป็นอาการของชีวิตมากมาย...บนพื้นที่แคบ ๆ และด้วยระยะเวลาไม่ยาวนานนั้น...ในส่วนของนัยแห่งตัวละคร นี่คือเครื่องแสดงถึงการเปิดตาเปิดใจต่อการรับรู้ความคิดและความรู้สึกของตนเองอย่างจริงใจ...ด้วยความมีสติผ่านกระบวนการของเหตุการณ์ที่เป็นทั้งด้านบวกและด้านลบของชีวิต...เป็นความสามารถของปุถุชนที่จะจัดการกับความคิดความรู้สึกร้อยแปดพันประการที่ต้องเผชิญหน้าโดยความตื่นเต้น กังวลใจ...ตลอดจนความเสียใจ...”เขาเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้ารถเข็น อดยิ้มไม่ได้ที่เห็นแม่...กำลังหลับไม่รู้เรื่องเหมือนเด็ก ๆ ริ้วรอยย่นและรอยตีนกาบาดลึกบนใบหน้าของแม่ดูน่าสัมผัส เขาก้มตัวลงเพื่อเอื้อมมือไปปัดปอยผมสีเทาซึ่งถูกลมพัดปรกหน้าแม่...จากนั้นก็เลื่อนมือลงมาจับตรงท่อนแขนและเขย่าเบา ๆ ...เงียบ”

การมีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน โดยไม่ผูกมัดตนเองกับประสบการณ์ของอดีตมากจนเกินไป หรือไม่หมกหมุ่นต่อสิ่งที่เป็นอนาคตอย่างตัดไม่ขาด...นับเป็นอีกสาระหนึ่งที่ ”ภพ” นำมาแปรค่าเป็นเนื้อหาของงานเขียนที่ค่อนข้างท้าทายในเจตจำนงและสำนึกรับรู้ระหว่างความจริงของอดีตกับปัจจุบัน...ที่ต่างก็มีภาวะแห่งเหตุผลของความจำเป็น..เป็นเครื่องรองรับวิถีคิดอันตัดไม่ขาดออกจากการยึดโยงที่ดิ่งลึกของกันและกัน...เรื่องสั้น...”อย่าเรียกผมว่าวีรบุรุษ” คือเงาร่างแห่งภาพสะท้อนอันชวนผะอืดผะอมและกัดกินหัวใจเป็นอย่างยิ่ง...

“ผมเสียใจ...” ผมพูดได้สั้น ๆ แค่นี้...แล้วลุกขึ้นยืนเพื่อหลีกเลี่ยงการสบตากับเขา...ผมคิดว่าเขาคงไม่เข้าใจถึงความจำเป็นของผม จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมรับปากเด็กหนุ่มคนนี้...จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมสละเวลาทั้งหมดเพื่อรับหน้าที่เป็นผู้นำให้แก่ประชาชน...บางทีผมอาจปลุกเร้าให้คนเหล่านั้นหลุดพ้นจากสิ่งมอมเมาต่าง ๆ และหันมามองโลกด้วยสายตาของอุดมคติที่เปี่ยมไปด้วยพลัง อีกทั้งงดงามยิ่งกว่าสิ่งใดทั้งหมด...เพราะมนุษย์ที่แท้จริงต้องมีอุดมคติ ทุกวินาทีของชีวิตต้องดำรงอยู่เพื่ออุดมการณ์ และอุดมการณ์ก็คือความสง่างามของปัญญาชน...แต่...ใช่แล้ว ลูกเมียของผมเล่าจะอยู่กันอย่างไร บ้านหลังงามคงถูกธนาคารยึดไปขายทอดตลาด รถยนต์คันใหม่ของผมก็จะมีชะตากรรมเหมือน ๆ กัน จะมีใครมาร่วมรับรู้กับผมหรือว่า ทั้งผมและลูกเมียนั้นก้นบางเกินกว่าจะนั่งรถเมล์โทรม ๆ ได้อีกแล้ว...ผมควรบอกเด็กหนุ่มตามตรงเพื่อที่จะขอความเห็นใจจากเขามากกว่า...ได้โปรดเถอะ...ถ้าเราได้พบกันอีกอย่าเรียกผมว่า...วีรบุรุษอีกเลย!”

ผมถือว่า...”ชายชราแห่งเมืองโลหะอันว้าเหว่” เป็นเรื่องสั้นสร้างสรรค์ที่มีความหมาย ทั้งด้วยอารมณ์และความคิดที่โดดในรวมเรื่องสั้นเล่มนี้...ความรู้สึกที่ได้รับผ่านฉากแสดงของเรื่องสั้นเรื่องนี้ นับเป็นพื้นฐานแห่งการตัดสินใจที่จะเลือกมี...เลือกเป็น บนวิถีชีวิตหรือวิถีของการกระทำด้วยนัยแห่งสติปัญญาของแต่ละบุคคล ... บางช่วงตอนภาวะการตัดสินใจดังกล่าวอาจนำมาสู่บุคลิกของความดื้อรั้นและเต็มไปด้วยการหลงตนเอง แต่ในอีกด้านหนึ่งการตัดสินใจก็หมายถึงการรับฟังแนวทางความคิดของผู้อื่น กระทั่งการยอมรับกฏเกณฑ์ทางวัฒนธรรมและสังคมมาเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเลือกของเรา...บนนัยของความโดดเดี่ยว...การเลือกและการตัดสินใจเลือก จึงนับเป็นภาวะของความคอขาดบาดตายที่ยากจะควบคุม แต่มันกลับเป็นบททดสอบอันมีค่ายิ่งของทุกคนต่อการมีชีวิตอยู่

“ผมคิดถึงจุดหมายปลายทางที่ตั้งใจไว้เมื่อแรกออกเดินทางอีกครั้ง ดินแดนแห่งนั้นจะอยู่ใกล้หรือไกลเพียงไหนก็ยังไม่อาจรู้ได้ หนทางข้างหน้าจะโหดร้ายหรือเป็นที่น่ายินดีก็ยังยากจะคาดเดา ผมยอมรับว่าตัวเองกำลังลังเลใจอย่างบอกไม่ถูก”

...........................................

“ถ้าเจ้าไม่ตกลง ข้าก็ต้องใช้สิ่งนี้สั่งเจ้า” ชายชราพูดเสียงแข็งแล้วลุกขึ้นยืน ในมือถือปืนพกระบอกเดิมชี้ตรงมาที่ร่างของผม...
“เจ้าต้องเลือกแล้ว...ระหว่างการดำรงอยู่ที่นี่ หรือว่าจากไปเช่นเดียวกับมนุษย์คนอื่น ๆ “

............................................

“หัวใจของผมยังคงเต้นสม่ำเสมอเมื่อคราวเหยียดร่างยืนขึ้น ผมยิ้มให้ชายชราอีกครั้ง แล้วหันหลังเดินกลับไปยังที่พัก แม้ว่าจะมีเสียงตะโกนสั่งให้ผมหยุดเดินหลายครั้งก็ตาม ก่อนที่เสียงนั้นจะแผ่วลงจนกลายเป็นเสียงคร่ำครวญ กระทั่งเงียบหายไปในสายลม...ในส่วนลึกของหัวใจ ผมรู้สึกสงสารชายชราผู้ครอบครองเมืองโลหะแห่งนี้....ทว่าก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรเขาได้เลย”

เหตุแห่งการประจันหน้าในส่วนลึกของสิ่งที่เกาะกินหัวใจระหว่างโลกแห่งธรรมชาตินิยมกับโลกแห่งวัตถุนิยมเป็นสิ่งที่ยากจะจับต้องให้รู้ซึ้งถึงเนื้อแท้แห่งสาระของผู้ครอบครองและเป็นเจ้าของพื้นที่นั้น ๆ...บางทีนี่อาจคือภาพสะท้อนแห่งกลลวงของหลุมพราง ที่หลอกล่อให้มนุษย์ต้องติดตรึงด้วยโซ่ตรวนแห่งความทรงจำที่พันธนาการเราไว้ด้วยความไม่แน่ใจ....”ภพ” ได้แสดงทัศนคติของเขาต่อโลก...ต่อชีวิตและต่อธรรมชาติของมนุษย์...ด้วยความเชื่อแห่งบริบทที่ว่า...มนุษย์มีอิสระและเสรีภาพ...มีธรรมชาติแห่งการใฝ่หาในแรงปรารถนาต่อข้อประจักษ์ของการรู้จักตัวตนอันถาวร...แน่นอนว่าทุก ๆ คนย่อมมีความแตกต่างกันตามอัตลักษณ์...แต่ทุกคนก็มีความสามารถที่ขับเน้นพลังแห่งการแก้ปัญหาต่าง ๆ อันสับสนวกวนได้ด้วยสำนึกรับผิดชอบอันไม่รู้จบ เป็นเหมือน”บ่วงชีวิต”ที่ผูกร้อยและยึดโยงกันไว้อย่างเจ็บปวด....ขณะที่ลมหายใจยังไม่สิ้นสุด มนุษย์ย่อมต้องหาทางที่จะไปให้พ้น

จากหลุมบ่อของความวิปโยค แต่ครั้งแล้วครั้งเล่า...พวกเขาก็ได้แต่คิดที่ย่างก้าวพร้อม ๆ กับการหยุดนิ่งอยู่กับที่ด้วยความขลาดกลัว...เป็นความไร้สาระอันน่าหัวเราะเยาะของชะตากรรม

“หลายครั้งที่นางคิดถึงความตาย...ด้วยคิดว่าความตายอาจเป็นคำตอบสำหรับชีวิตของนาง เลือดที่หลั่งออกมาอาจช่วยชำระล้างความทุกข์ให้หมดไปได้...ลมหายใจที่หยุดลงคงทำให้นางลืมความเจ็บปวดอันยาวนาน แต่นางก็ไม่เคยมีความกล้าหาญพอ”

ตัวละครแต่ละตัว...ที่”ภพ”ได้สร้างขึ้น เป็นดั่งตัวแทนแห่งแบบจำลองของชีวิตที่ขาดวิ่น...ความฝันความหวังของพวกเขามักถูกสรุปด้วยนัยแห่งความขัดแย้งภายในจิตใจที่นำไปสู่ความตาย

ในด้านจิตวิญญาณ...พวกเขาได้แต่คิดและคิดเพื่อหมกมุ่นอยู่กับมัน ภายใต้เงื่อนไขแห่งการดิ้นรนที่จะหลีกหนีไปจากภัยพิบัติในรากลึกของความเป็นตัวตน...แต่มันกลับเป็นภาวะของการจำยอมที่น่าโศกเศร้า เพราะในเชิงปฏิบัติไม่มีใครที่จะสามารถหนีไปจากเงื่อนงำที่เป็นตราประทับอยู่ในหัวใจแห่งชีวิตของใครได้...เราต่างไม่มีความกล้าพอที่จะก้าวไปปลดปล่อยอารมณ์ในการออกไปเดินเล่นเพื่อเหยียดเย้ยโชคชะตา...พอ ๆ กับที่บางช่วงตอนแห่งความเป็นมายาคติ...ความจริงของชีวิตก็ถูกจับเหวี่ยงไปมาดุจการเล่นซ่อนหาที่ไร้จุดหมายของชายจรจัด....นี่คือสิ่งที่ถือเป็นกำแพงประหารของชีวิตที่กักขังเราทุกคนเอาไว้ด้วยการเล่นหัวของบาปเคราะห์นี้...เกราะกำบังของชีวิตอันเนื่องมาแต่สัญชาตญาณถูกทำลายลงอันแล้วอันเล่า...จนกระทั่ง....

“ไอ้ตึ๋งอ่านริมฝีปากของเฮียฟู่เข้าใจเช่นเคย...มันได้แต่ยิ้มเศร้า...ไม่พยายามแม้แต่จะดิ้นรนหลบหนี ชั่วพริบตาเดียวร่างดำผอมเกร็งของมันก็ถูกอุ้มพ้นขอบหน้าต่าง”

.............................................

“ตูม”

.............................................

“มันรู้สึกได้ถึงความเย็นเฉียบของสายน้ำยามราตรีอันมืดดำและเปล่าเปลี่ยว...”


ชีวิตและการจากไปในบั้นปลายแห่งชะตากรรมของตัวละครในเรื่องสั้น ”ผมแค่จะออกไปเดินเล่น” และ”ครั้งหนึ่งในชีวิตของชายจรจัด” นับเป็นบทสรุปแห่งความอัปยศที่เศร้าหมอง...ในที่สุดเราก็รู้ว่า...ตัวละครในทุกบทตอนของ ”ภพ”คือ ”คนที่ไม่มีชีวิต” ....พวกเขาเต็มใจและพร้อมที่จะถูกกระทำ...พวกเขาต่างพร้อมที่จะหยุดนิ่งและตัดสินใจที่จะตายได้อย่างง่าย ๆ ...ไร้เหตุผล ณ ขณะที่พวกเขาคิดจะอยู่รอดและก้าวไปสู่เบื้องหน้าอย่างเฉียบพลันทันใด...ความทบซ้อนในเชิงจิตวิญญาณทั้งหมดนี้นำมาสู่บุคลิกภาพที่แปลกต่างและอยู่เหนือความจริงด้านความหมายที่เป็นสามัญอย่างสิ้นเชิง

บางทีนี่อาจเป็น....”ภาพสะท้อนแห่งภาพสะท้อน” ในตัวตนที่พร่ามัวและจมดิ่งอยู่กับปมปริศนาอันขบไม่แตกของสำนึกคิด และก็อาจเป็นไปได้ที่ว่ารอยบาดเจ็บของสิ่งที่เลวร้ายทั้งหลายทั้งปวงนั้น...คือบาดแผลของการโบยตีศรัทธาที่ว่างเปล่าแห่งตัวตน ในฐานะของความเป็นนักเขียน....ที่”ภพ”ได้กำหนดและได้กำกับเอาไว้เอง...

“เราไม่สามรถหนีไปไหนได้หรอก...ตราบใดที่โลกของเรายังคงอยู่กันด้วยอคติแห่งเจตนาที่ไร้รัก...ขาดการโอบอุ้ม...และการถ่ายทอดสัมพันธภาพต่อกันด้วยจิตใจอันงดงาม...มนุษย์จึงเหยียบย่ำอยู่บนเงาแห่งชะตากรรมของตนเอง...เหยียบย่ำและนิ่งงันอยู่อย่างนั้นจนไร้สติ...อย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า”

“พ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซีย”...ให้ผัสสะแห่งการรับรู้ที่ค่อนข้างจะจริงจัง...ผู้เขียนเขียนงานแต่ละเรื่องด้วยพลังซึ่งค่อนข้างดิบที่กรีดลึกออกมาจากโลกแห่งความหมายส่วนตัวด้านในอย่างสด ๆ ภาวะในมิติแห่งสัญญะต่าง ๆ ล้วนแฝงเร้นไปด้วยความเรียบง่ายที่กระชากเจตจำนงของผู้อ่านให้โลดทะยานไปบนหนทางแห่งความลี้ลับที่ซ่อนหลืบอยู่ในหลุมลึกของจิตวิญญาณ...มองเห็นความตั้งใจในการเขียนของผู้เขียนได้เป็นอย่างมาก ทั้งด้วยกระบวนการของภาษาสื่อสาร...กระบวนวิธีคิดที่สอดสลับกันไปอย่างซับซ้อนและมีชั้นเชิง รวมทั้งการจัดวางภาพแสดงในแต่ละฉากของทุก ๆ บทตอนที่เต็มไปด้วยความพยายามของการนำเสนอความหมายที่ต้องตีความ...การทำงานที่เต็มไปด้วยเงื่อนไขของกระบวนวิธีต่าง ๆ นี่แหละ ! ....ครั้นเมื่อนำมารวมเข้าด้วยกันแล้ว....มันกลับส่งผลให้รู้สึกสัมผัสถึงการปรุงแต่งที่จะอธิบายความต่าง ๆ ด้วยรูปรอยที่เป็นเหมือนการประดิษฐ์...ไม่อาจปฏิเสธได้ว่ามันงดงาม...แต่มันก็ไขว้สลับอยู่บนความรกเรื้อด้วยเช่นกัน...เหตุนี้...เนื้อในแห่งสาระเนื้อหาส่วนใหญ่จึงจมหายไปกับอาการทางอารมณ์ที่ไม่ปะติดปะต่อนี้...ซึ่งสุดท้ายก็ต้องจบลงด้วยการเคลื่อนขยายและปรับภาพแสดงทุกภาพแสดง ให้สอดคล้องกับห้วงแห่งสำนึกคิดทีละน้อย ๆ เพื่อการก่อเกิดดุลยภาพแห่งการรับรู้....ที่หนักแน่นและเป็นผลึกแห่งความมีความเป็นในตัวตนแห่งความเข้าใจที่แท้...แต่ถึงกระนั้น...รวมเรื่องสั้นเล่มนี้....ก็ไม่ใช่สิ่งที่จะมองข้ามผ่านไปได้...มันคือสิ่งที่ต้องมองเห็นและเรียนรู้เพื่อก้าวไปสู่”ส่วนแห่งความสุข” ผ่านข้ามหุบเหวแห่งความเศร้าโศกและชิงชังในชีวิตส่วนตน ผ่านข้ามความเคียดแค้นสับสนแม้หัวใจจะร้องไห้...แต่”ภพ เบญญาภา”ก็ยืนยันถึงสัจธรรมในข้อหนึ่งว่า....แท้จริง ! ณ ปัจจุบัน...ผู้คนมักจะบอกรักกันก็ต่อเมื่อมีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนต่อกันเท่านั้น และแม้ชีวิตจะดับสูญและไม่มีที่เหยียบยืนอยู่บนโลกนี้แล้ว...เราทุกคนก็สมควรที่จะต้องทิ้งร่องรอยของความรักเอาไว้แก่โลก....ไม่ว่าจะด้วยภาวะแห่งการประดิษฐ์ หรือด้วยภาวะแห่งความเป็นจริงที่แท้จริงก็ตาม...

เหตุนี้...การรับรุ้ถึงการมีอยู่ของความรักจึงไม่จำเป็นต้องใช้หัวใจที่เป็นก้อนเนื้อก็ได้....เพราะความรักเกิดจากใจที่เป็นนามธรรม

“พ่อของผมเป็นนักเดินทาง ประเทศแรกที่พ่อไปเยือนคือญี่ปุ่น...ตอนนั้นพ่อกำลังหนุ่มฟ้อ...เรี่ยวแรงดีมาก จากนั้นพ่อก็ตะลุยไปทั่ว ทั้งสิงคโปร์ พม่า เวียดนาม จีน อินเดีย อียิปต์ สเปน ฝรั่งเศส อเมริกา เปรู แอฟริกาใต้ ฟิจิ ออสเตรเลีย...พ่อผ่านมาแล้วทั่วโลก...มีเพียงประเทศเดียวที่พ่อไม่คิดจะไป นั่นคือ...รัสเซีย...”

.....................................................

“นั่นสินะ! ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น???”



****************




Create Date : 13 เมษายน 2554
Last Update : 13 เมษายน 2554 17:18:09 น. 2 comments
Counter : 1289 Pageviews.

 
แทงคิ้ว


โดย: ลิด้า วันที่: 14 เมษายน 2554 เวลา:18:18:41 น.  

 
ชอบเรื่องพ่อผู้ไม่อยากเดินทางไปรัสเซียมากครับ อ่านไปสองรอบแล้ว


โดย: อุทิศ IP: 58.9.29.179 วันที่: 18 เมษายน 2554 เวลา:13:15:55 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
รักของผู้ลี้ภัย
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




น้ำหนักขึ้นเป็น 10 กก. ต้องกลับมาลดน้ำหนักอีกแล้วซิเรา...เฮ้อๆๆๆๆๆๆ












ขอบคุณที่แวะมาเยี่ยมจ้า

แลกลิงค์

Friends' blogs
[Add รักของผู้ลี้ภัย's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.