บ้านที่มีความรักและความอบอุ่นคือจินตนาการของคนไทยยามนี้ !
Group Blog
 
<<
มกราคม 2553
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
3 มกราคม 2553
 
All Blogs
 
Bee Gees ประวัติและบทเพลงเก่า ๆ







บีจีส์
จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี




บีจีส์ (Bee Gees) ประกอบด้วยสามพี่น้องตระกูลกิ๊บส์ "มอริซ, โรบิน, แบร์รี" ทั้งสามคนเกิดที่เกาะมาน ประเทศอังกฤษ ช่วงวัยเด็กเล่นดนตรีในคลับเมืองแมนเชสเตอร์ ต่อมาย้ายไปพำนักในเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย

โดยเริ่มต้นมาจากความสำเร็จในการทำเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง "Saturday Night Fever" ยอดขายอัลบั้มรวม 110 ล้านชุด ติดอันดับ 1 ใน 5 งานดนตรีที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์เพลงป็อป เป็นรองก็แต่งานของอภิมหาศิลปินอย่าง “เอลวิส เพรสลีย์” “เดอะ บีเทิลส์” “ไมเคิล แจ็กสัน” และ “พอล แมคคาร์ตนีย์”




ประวัติ

สามพี่น้องตระกูลกิบบ์ส "มอริซ, โรบิน, แบร์รี" ทั้งสามคนเกิดที่เกาะมาน ประเทศอังกฤษ โดย มอริซและโรบินเป็นฝาแฝดกัน ปี 2498 สามพี่น้องกิบบ์ เริ่มโตพอที่จะออกตระเวนโชว์ความสามารถตามงานเทศกาล และรายการโทรทัศน์ต่างๆ โดยในช่วงนี้พี่น้องกิบบ์ใช้ชื่อวงหลายชื่ออาทิ “บูลแคตส์” และ “แร็ตเทิ้ล สเน็กส์” จนปี 2501 ต่อมาย้ายไปพำนักในเมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย พร้อมกับตั้งชื่อวงใหม่ว่า บีจีส์ (Bee Gees) ซึ่งย่อมาจากคำเต็ม “พี่น้องกิบบ์” (Brother Gibbs)

ปี 2505 บีจีส์เซ็นสัญญาทำอัลบั้มชุดแรก “เดอะ บีจีส์ ซิง แอนด์ เพลย์ 14 แบร์รี่ ซองส์” กับสังกัด“เฟสทีฟเร็กคอร์ด” แต่ไม่ประสบความสำเร็จในออสเตรเลีย ทำให้พี่น้องกิบบ์ตัดสินใจไปประเทศอังกฤษ ต่อมาในปี 2509 (ยุค 60) ในยุคที่เดอะ บีทเทิลส์โด่งดังเป็นอันมาก พวกเขามีโอกาสได้ร่วมงานกับ “โรเบิร์ต สติกวู้ด” จนมีผลงานชุด “นิวยอร์กไมนิ่ง ดิสแอสเตอร์ 1941” ออกวางตลาดกลางปี ค.ศ. 1967 หรือ 2510 อัลบั้มชุดนี้ติดอันดับบนชาร์ตเพลงยอดนิยมทั้งฝั่งอังกฤษ และสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพลง “ทู เลิฟ ซัมบอดี้” และมีเพลงฮิตอื่นอย่าง “ฮอลิเดย์” “แมสซาชูเล็ตต์” “เวิร์ดส์” และ “ไอสตาร์ทเต็ด อะ โจ๊กส์” เอกลักษณ์อย่างหนึ่งของเพลงของบีจีส์คือ เป็นเพลงป็อปเน้นเสียงประสานด้วยเสียงหลอกบีบเสียงให้สูงผิดธรรมชาติหรือที่ เรียกว่า “ฟอลเซตโต”ส่วนเนื้อเพลงจะมีมุมมองแปลกๆ

แต่แล้วก็เกิดความเห็นที่ไม่ลงรอยกันระหว่างพี่น้องทั้งสามคนจนได้แยกย้ายออกไปมีผลงานเดี่ยว ช่วงระยะเวลาหนึ่งก่อนจะกลับมารวมตัวกันใหม่ในปี 2513 มอริซเข้าไปหลงใหลในแวดวงสังคมคนดัง กับศิลปินซุปเปอร์สตาร์ยุคนั้น เช่น เดอะ บีทเทิ้ลส์,เดวิด โบวี่ และไมเคิล เคน มอริซได้สมรสกับ “ลูลู่” นักร้องเพลงป็อปชื่อดังที่วิวาห์กันในปี 2510 แต่ชีวิตคู่ก็ต้องพังทลายในปี 2517 จนมาแต่งงานครั้งที่สองกับ “อีวอน สเปนเซอร์ลีย์” โรคติดเหล้าของมอริซจึงดีขึ้น มอริซกลับมาดื่มหนักอีกครั้ง เมื่อแอนดี้น้องชายคนเล็กเสียชีวิตในปี 2531 เพราะเสพยาเกินขนาด

ในยุคสมัยดนตรีดิสโก้เฟื่องฟู ชื่อเสียงบีจีส์ขจรขจายไปทั่วโลก ภายหลังปล่อยอัลบั้มประกอบภาพยนตร์ “แซทเทอร์ เดย์ ไนท์ ฟีเวอร์” ที่มีจอห์น ทราโวตา แสดงนำประกอบด้วยเพลง “มอร์ แธน อะ วูแมน”“สเตอิ้ง อะไลฟ์” “ไจฟ์ ทอล์กกิ้น” ความสำเร็จได้รับการตอกย้ำด้วยอัลบั้ม “สปิริตส์ แฮฟวิ่ง โฟลว” ปี 2522 ซึ่งมีเพลงอันดับ 1 อย่าง เพลง “ทราจีดี้” ,“ทู มัช เฮฟเวน” และ“เลิฟ ยู อินไซด์ เอาต์” จากนี้เองได้สร้างสถิติทำให้บีจีส์มีเพลงอันดับ 1 ในอเมริกาติดต่อกัน 6 เพลง เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาร์ทเพลงอเมริกา (ซึ่งต่อมาวิทนีย์ ฮูสตันทำได้อีกครั้ง) อัลบั้มชุดนี้ทำยอดขาย 30 ล้านชุดทั่วโลก แต่เมื่อยุคดิสโก้ถึงคราวดับสูญในยุค 80 แนวดนตรียุคนั้นก็เข้าสู่กระแสของ “พังค์และนิวเวฟ” ชื่อเสียงของบีจีส์ก็เงียบตามไปด้วย แต่ก็มีเพลงฮิตบนเกาะอังกฤษในปี พ.ศ. 2530 กับเพลง “ยู วิน อะเกน” จากอัลบั้ม E.S.P. บีจีส์ ประคับประคองชื่อเสียงแบบเสมอตัวได้ต่อมาอีก 20 ปี และออกอัลบั้ม “ธิส อิส แวร์ ไอ เคม อิน” ปี 2544 ซึ่งมีเพลงดังอย่าง “อะโลน”

มอริซ กิบบ์ เสียชีวิตเมื่อปี 12 มกราคม พ.ศ. 2546

บีจีส์ในประเทศไทย

ส่วนประเทศไทยเริ่มรู้จักบีจีส์ จากเพลง Melody Fair ในอัลบั้ม ‘Odessa’ ปี 2510 แต่ที่ถือว่าได้รับความนิยมจริงๆ เมื่อวงดนตรี “แกรนด์เอ๊กซ์” นิยมนำไปร้อง และบรรเลงในช่วงที่ยังเล่นดนตรีอยู่ที่แมนฮัตตัน คลับ ในยุคที่ยังมี “จำรัส เศวตาภรณ์” ทำหน้าที่ร้องนำระยะแรก จำรัสร้องเพลงบีบเสียงในสไตล์บีจีส์ แต่ไม่ได้รับการกล่าวขวัญมากนักจนกระทั่งเมื่อจำรัส ลาออกจากวงเพื่อไปทำธุรกิจของครอบครัว และได้ “แจ้-ดนุพล แก้วกาญจน์”เข้ามาเป็นนักร้องนำแทน จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้แกรนด์เอ็กซ์ได้ฉายา “บีจีส์เมืองไทย”









@บล็อกที่แล้ว คลิกที่นี่










Create Date : 03 มกราคม 2553
Last Update : 3 มกราคม 2553 6:07:40 น. 6 comments
Counter : 2853 Pageviews.

 
ตอนที่ มอริช เสียชีวิต ก็ติดตามข่าวเหมือนกันค่ะ
มีเทปเพลงเก่าๆของเขาอยู่ เปิดฟังบ่อยๆ ทำให้คิดถึงตอนเป็นเด็กๆ เมื่อก่อนต้องวานเพื่อนให้แอบอัดให้ สมัยนั้นที่บ้านนั้นไม่ชอบให้ฟังเพลงฝรั่งมาก จะให้สนใจแต่อะไรไทยๆเสียมากกว่า


ซื้อกีต้าร์ กับโน๊ตเพลงฝรั่ง หรือ เทป ต้องแอบเอาไว้ที่หอ

อ่านบล็อกของคุณแล้ว คิดถึงอดีต กับความสุขที่ได้จากเสียงเพลงจัง ขอบคุณค่ะ


โดย: It-ta-tee วันที่: 3 มกราคม 2553 เวลา:7:04:23 น.  

 
ชอบมากเลยค่ะ..เพลงของบีจี...

ขอบคุณมากค่ะความรู้สึกดีดีที่มอบให้ในปีใหม่


บล็อกสวยจังค่ะ
ภาพในคอมเมนต์ก้สวย
เหมือนสาวหวานๆๆเลย

ปีนี้หรือปีไหน..ขอให้มีความสุขกับคนที่รักมากๆๆนะค่ะ
การงานก้าวหน้าธุรกิจรุ่งเรื่องมากๆนะค่ะ

แคทรียา




โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 3 มกราคม 2553 เวลา:15:11:22 น.  

 
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก ประทานพรปีใหม่ 2553 ความว่า โลกจะมีสันติภาพเพราะเมตตายิ่ง ปีใหม่แล้ว ทุกคนขอให้เริ่มแก้ที่ตัวเองก่อน แก้ที่ใจวุ่นวาย เร่าร้อนด้วยอำนาจจิตของกิเลส ให้กลับเป็นใจที่สงบเย็นบางเบาจากกิเลส ที่เคยโลภมากก็ให้ลดลงเสียบ้าง ที่เคยโกรธแรงก็ขอให้โกรธเบาลง ที่เคยหลงจัดก็ขอให้พยายามใช้สติปัญญา ตนเองจะเป็นผู้สงบเย็นก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้เกิดความสงบเย็น กว้างขวางออกไปอย่างไม่ต้องสงสัยเลย โลกเย็น เพราะเมตตายิ่ง โลกร้อน เมตตาหย่อน นี้เป็นความจริงที่ควรยอมรับและควรแก้ไข อันการแก้นั้นก็ต้องไม่ไปแก้ผู้อื่น ต้องแก้ที่ตัวเอง แก้ตัวเองให้ยิ่งด้วยเมตตา หรือให้มีเมตตายิ่งขึ้นนั่นเอง เมื่อมีเมตตาอย่างจริงใจแล้ว จะเป็นเหตุให้เกิดผลงานมากมาย เป็นคุณทั้งแก่ผู้รับ และเป็นคุณทั้งแก่ผู้ให้ ขออำนวยพร

สวัสดีปีใหม่ค่ะ..


โดย: ป่ามืด วันที่: 4 มกราคม 2553 เวลา:10:12:04 น.  

 
จากลิ้งค์นี้ครับ ---->//jitwiwat.blogspot.com/search/label/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%82%E0%B8%93%E0%B9%8C%20%E0%B8%9E%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%8A

“หยุด” เปลี่ยน

โดย วิจักขณ์ พานิช

หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 22 มีนาคม 2551

เมื่อ สัปดาห์ที่ผ่านมา มีนิตยสารฉบับหนึ่งมาขอนัดสัมภาษณ์ผู้เขียน โดยหัวข้อการสัมภาษณ์เป็นเรื่องราวการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยใน แง่มุมต่างๆ ถึงขนาดที่ทางทีมงานสัมภาษณ์ได้พกถ้วยกาแฟใบเบ้อเริ่มที่มีตัวหนังสือภาษา อังกฤษสีแดงตัวโตแปะเด๋ออยู่ข้างถ้วยว่า “CHANGE” เป็นมุกเก๋ๆ ประกอบการถ่ายภาพ แม้การสัมภาษณ์จะเป็นไปด้วยดี กระนั้นผู้เขียนก็ปฏิเสธที่จะโพสต์ท่าร่วมกับถ้วยกาแฟใบเขื่องดังกล่าว เนื่องด้วยความไม่ลงรอยส่วนตัวกับคำภาษาอังกฤษที่ฉายเด่นอยู่ข้างถ้วย

ดู เหมือนทุกวันนี้ คำว่า “การเปลี่ยนแปลง” ได้ถูกนำไปใช้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์การขายและการตลาดของหน่วยงานและองค์กรต่างๆ กันอย่างถ้วนหน้า ไม่เฉพาะแต่แวดวงคนทำงานเพื่อสังคม นักปฏิวัติ หรือนักการเมือง เหมือนแต่ก่อน แม้แต่ในแวดวงธุรกิจ บันเทิง การศึกษา หรือสถาบันทางศาสนาเอง ต่างก็มีการตลาดที่หวังจะหยิบยื่นหนทางให้ผู้คนได้ไถลไปสู่การเปลี่ยนแปลง ที่ดีขึ้นจากสภาวการณ์ในชีวิตที่เป็นอยู่ อาจจะเรียกได้ว่า “การเปลี่ยนแปลง” เป็นแพ็คเกจสีสันใหม่ของคำว่า “พัฒนา” ที่ออกจะเชยและล้าสมัยไปสักหน่อยแล้วสำหรับผู้คนในยุคนี้

จิตวิวัฒน์ เองก็เป็นคนกลุ่มหนึ่งที่สนใจในเรื่องของการเปลี่ยนแปลง แม้จะยืนยันนอนยันว่าการเปลี่ยนแปลงที่ว่านี้ต้องเป็นการเปลี่ยนแปลง จิตสำนึกด้านใน อย่างที่เรียกชื่อกลุ่มว่า กลุ่มจิตสำนึกใหม่ (new consciousness) สมาชิกในกลุ่มดูจะไม่ค่อยชอบคำว่า change แต่เลี่ยงไปใช้คำว่า transformation แทน กระนั้นเมื่อฟังไปฟังมา ก็ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าเส้นแบ่งของ “การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ” แบบจิตวิวัฒน์นั้นมีความแตกต่างอะไรไปจากคำว่า “การเปลี่ยนแปลง” ที่เราพบได้ในคำโฆษณาของสำนักต่างๆ ที่กำลังขายสิ่งที่ตนเองทำอยู่

สำหรับ ในแวดวงธุรกิจ ช่วงนี้มีการฝึกอบรมฮอตฮิตติดอันดับ ที่รู้จักกันในนามแลนด์มาร์ค ฟอรั่ม (Landmark Education) อันนี้ก็น่าตื่นใจไม่น้อย เพราะเขาถึงกับโฆษณากันตัวเป้งๆ เลยว่า เขาขาย “เทคโนโลยีการเปลี่ยนแปลงตนเอง” ขนาดที่ว่า “ไม่พอใจยินดีคืนเงิน” ส่วนจะเปลี่ยนอย่างได้ผลอย่างไรก็ไม่อาจทราบได้ เพราะผู้เขียนเองไม่เคยไป ได้ยินแต่ชาวบ้านเขาพูดถึง

ส่วนในแวดวงการศึกษา ตอนนี้มหาวิทยาลัยมหิดลก็ได้ผ่านร่างหลักสูตรปริญญาโทจิตตปัญญาศึกษาไปเป็น ที่เรียบร้อยแล้ว แว่วๆ ว่ามีผู้สมัครเข้าเรียนทะลุเป้าอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นการสร้างปรากฏการณ์ใหม่ เรียกเสียงฮือฮาในแวดวงการศึกษาได้อย่างถ้วนหน้า โดยตัวหลักสูตรเองก็มีชื่อเก๋ๆ ว่า “การเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง” อ๊ะ เปลี่ยนแปลงอีกแล้ว...ช่างตามสมัยจริงๆ

ยังไม่นับนักการเมืองทั้ง หลายที่ต่างโพนทะนาสัญญาชวนเชื่อแบบขายฝันที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลง บ้านเมืองและการเมืองไปในทิศทางที่ดีขึ้น แวดวงพุทธศาสนาก็ไม่น้อยหน้า ไม่ว่าจะเป็นแบบโลกๆ อย่างการสะเดาะเคราะห์ ดูหมอ ทำนายโชคชะตา ปัดรังควาน แก้กรรม ผูกดวง จนถึงแบบเข้าท่าขึ้นมาหน่อย อย่างการเข้าวิปัสสนากรรมฐานห้าวันเจ็ดวัน ดูแก้ว ดูจิต ดูกาย ฯลฯ ดูเหมือนทุกสิ่งทุกอย่างในโลกกำลังรอการ “เปลี่ยนแปลง” “เปลี่ยน” “เปลี่ยน” “เปลี่ยน” บางคนก็ชี้ไปด้านนอก บางคนก็ชี้เข้าข้างใน คนนั้นบอกของฉันดีกว่า คนนี้บอกของฉันเร็วกว่า แต่ไม่ว่าจะหันไปทางใด ใครๆ ก็อยากเปลี่ยน เปลี่ยนนั่น เปลี่ยนโน่น เปลี่ยนนี่ จี้ไปที่ความพร่องและความกลัว ยิ่งสามารถหาหนทางการเปลี่ยนที่ลัดสั้น ประมาณว่า “เจ็ดวันบรรลุผล” หรือ “การันตีชีวิตเปลี่ยน” ได้นี่ยิ่งแจ๋วใหญ่ ขอให้บอกมาเถอะว่าจะต้องทำตามขั้นตอนอะไรบ้าง หนังสือ how-to ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า สำนักเกจิผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด

ผู้ เขียนไม่ได้แสร้งประชดประชัน เย้ยหยันกระแสความอยากเปลี่ยนที่กำลังเกิดขึ้นในโลกสมัยใหม่ ว่าเป็นเรื่องเหลวไหลไปเสียทั้งหมด แต่ในความยิ่งใหญ่อลังการของหนทางการเปลี่ยนแบบฉับพลันที่เอามาโฆษณาขายกัน ถึงขั้นพัฒนาขึ้นเป็นกระแสการเชิญชวนให้คนอื่นเปลี่ยนในแบบที่เราเปลี่ยน นั้น เราเคยได้ลองตั้งคำถามถึงความอหังการของร่องความคิดแบบนี้บ้างหรือไม่ ด้วยคำถามแบบไร้เดียงสาประมาณว่า “เปลี่ยนอะไร” “ทำไมต้องเปลี่ยน” “เปลี่ยนแล้วไง” “ใครเปลี่ยนใคร” “อะไรเปลี่ยน” เป็นต้น

แม้การไม่ ยอมเปลี่ยนแปลงนี่ก็เป็นปัญหาที่ใหญ่ไม่ใช่เล่น แต่ไปๆ มาๆ ความทะเยอทะยานพยายามที่จะเปลี่ยนกันเกินเหตุก็ดูจะยิ่งสร้างปัญหาให้อีรุ งตุงนังหนักขึ้นไม่แพ้กัน บางทีการที่สังคมเราจะน่าอยู่ขึ้น อาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการปลุกกระแสของการเปลี่ยนแปลงอย่างที่เป็นอยู่ ตรงกันข้ามจุดเริ่มต้นอาจเป็นเรื่องง่ายๆอย่างการหยุดความคิดที่จะเปลี่ยน และหันกลับมารู้เนื้อรู้ตัวกับสิ่งที่เราแต่ละคนกำลังทำๆ กันอยู่ให้มากขึ้น ไม่ว่าสิ่งที่คุณเป็นมันจะน่าเกลียดน่ากลัวขนาดไหน ไม่ว่าสถานการณ์ในชีวิตของคุณจะเต็มไปด้วยความทุกข์และอุปสรรคมากเพียงไร คุณก็พร้อมที่จะยอมรับ เผชิญ และเรียนรู้กับทุกประสบการณ์ตรงหน้าตามที่เป็น อย่างไม่รีบที่จะวิ่งหนี หรือขอเปลี่ยน

คุณค่าทางจิตวิญญาณที่ยั่งยืนหาได้อยู่ที่จุดเปลี่ยน ที่ยิ่งใหญ่เพียงจุดเดียวของชีวิต แต่มันจะปรากฏขึ้นให้เราสัมผัสได้อย่างจริงแท้ ก็ต่อเมื่อเราได้เห็นถึงศักยภาพภายในที่เราสามารถดำรงอยู่ในภาวะความเป็น ปกติอย่างไม่สั่นคลอน อันแสดงถึงความเต็มเปี่ยมและอิสรภาพสูงสุดที่มีอยู่แล้วภายในตัวเรา เราล้มเลิกความอหังการที่จะเปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงคนอื่น หรือแม้แต่เปลี่ยนแปลงตัวเองแบบฉาบฉวย ในทางตรงกันข้ามเราพร้อมและยอมศิโรราบให้กับทุกสิ่งตามที่เป็นจริง กล้าที่จะตาย และกล้าที่จะเจ็บ ยอมให้โลกเปลี่ยนแปลง สะกิด และสัมผัสหัวใจของเราอย่างไม่ขัดขืน ทุกประสบการณ์ได้ถูกหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของความกล้าหาญแห่งการเดินทางทาง จิตวิญญาณอันปราศจากจุดหมาย ทุกท่วงทำนองคือการฝึกตนที่จะใช้ชีวิตอย่างสมดุลและสอดคล้องไปกับความ เปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ จนเกิดเป็นความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองเป็นในทุกๆ ย่างก้าวอย่างอ่อนน้อม สัมพันธ์เชื่อมโยงกับสิ่งต่างๆ รอบตัวอย่างไม่แยกขาด

และ คุณค่าทางจิตวิญญาณที่ว่านั้น จะเป็นสิ่งเดียวในตัวคุณที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้และไม่สามารถถูกทำลายได้ ...เป็นการตื่นรู้และพร้อมตายอย่างสูงสุดจน ”หยุด” ที่จะเปลี่ยนโดยสิ้นเชิง


โดย: คนเดินดินฯ วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:9:29:14 น.  

 
จากลิ้งค์นี้ ---->//jitwiwat.blogspot.com/search/label/%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%99%20%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%B1%E0%B8%92%E0%B8%99%E0%B9%8C

วิถีแห่งจิตวิวัฒน์



โดย ศ.สุมน อมรวิวัฒน์
หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับประจำวันที่ 26 กันยายน 2552

เมื่อวันที่ ๑๐ กันยายน ศกนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสเข้าร่วมงานสานจิตรเสวนา ในการประชุมมหกรรมความรู้การพัฒนาจิต ที่ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา

น่าปลื้มใจที่มีผู้สนใจเข้าร่วมงานจำนวนมาก หลังจากที่ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้แสดงปาฐกถานำ ที่กระตุ้นความคิดให้รักการสืบค้น แสวงหาความจริงเกี่ยวกับสุขภาวะทางจิตใจและทางปัญญาแล้ว สมาชิกกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้สนทนากันในรูปแบบการอภิปรายที่ผู้ฟังมีส่วนร่วม อย่างมาก

ดร.นพ.โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ผู้ดำเนินการสนทนา ได้ให้ผู้เขียนตอบคำถามสั้นๆ ว่า การร่วมกิจกรรมจิตวิวัฒน์มาโดยตลอดนั้น ผู้เขียนได้รับประโยชน์อะไร และมีความประทับใจวิทยากรคนใดบ้าง

ข้อความต่อไปนี้คือคำตอบที่ได้เขียนเตรียมไว้ แต่มิได้นำขึ้นไปพูดบนเวที เพราะธรรมชาติการสนทนาของกลุ่มจิตวิวัฒน์นั้น เราฟังคนอื่นพูด เราพูดสิ่งที่เราคิด ไม่ใช่พูดสิ่งที่เราเขียน เราฟังด้วยใจและไตร่ตรอง และเราพูดจากใจ เราอาจจะบันทึกบางสิ่งไว้เฉพาะที่ประทับใจ และอยากแสดงปฏิกิริยาตอบสนอง ในการเสวนาแต่ละครั้ง ผู้เขียนจึงมีบันทึกของตนเองไว้คิดทบทวน สรุปได้ดังนี้

๑. วิถีแห่งจิตวิวัฒน์ คือการลดอัตตาตัวตน ทำจิตให้ว่างปลอดโปร่ง สบาย พร้อมที่จะมีส่วนร่วมกับการเสวนา ตั้งใจฟัง ฟังแล้วคิดพิจารณา คิดก่อนพูด พูดแล้วหัดคิดทบทวนสิ่งที่ได้พูดไป หลายปีที่ได้ฝึกการลดตัวตน ผู้เขียนค่อยๆ เรียนรู้ว่า การแบกเอาความถือตนว่ามีความรู้ เป็นนักวิชาการที่ผู้คนยกย่องนั้น ไม่ถูกต้อง การเป็นคนสามัญธรรมดา การอ่อนน้อมถ่อมตนในทุกสถานต่างหากที่ทำให้จิตและความคิดเปิดกว้าง และสามารถน้อมรับความคิดที่แตกต่างได้ดี

๒. วิถีแห่งจิตวิวัฒน์ เป็นการฝึกจิตให้น้อมลงสู่การยอมรับนับถือซึ่งกันและกัน ผู้เขียนนั้นอยู่ในวัยชราแล้ว ตลอดชีวิตที่ผ่านมา ถูกฝึกให้อยู่ในกรอบและกฎเกณฑ์ และมักจะตีตราตนเองว่าเป็น “ผู้ใหญ่” หลายครั้งที่ทุกข์ใจว่าคนหนุ่มสาวสมัยนี้ เหตุใดจึงเพ้อผัน ไม่มีเหตุผล ทำตัวเหลวไหล คิดอะไรประหลาดๆ ผู้เขียนโชคดีที่ได้มาฝึกตนในกลุ่มจิตวิวัฒน์ ได้พบคนหนุ่มสาวที่มีความคิดดีๆ มีความรู้ในสิ่งใหม่ๆ มากกว่าผู้เขียนจริงๆ ผู้เขียนเริ่มมีมุมมองใหม่ ลองค้นหาความฉลาดรู้และวิธีคิดของคนรุ่นใหม่ ผู้เขียนพบว่าสังคมไทยยังมีหวัง ซี่กรงที่กักขังความคิดเริ่มหลุดลงไป การยึดกรอบกฎเกณฑ์ตามความเคยชินเริ่มลดลง เปิดรับความคิดและความรู้ที่เป็นทางเลือกมากขึ้น เกิดความรักและความเมตตาต่อคนรุ่นใหม่ มีความสุขที่ได้ทำงานด้วยกัน

๓. ได้เห็นแบบอย่างที่ดีของการฝึกตน การเสวนาในกลุ่มจิตวิวัฒน์ มีการเชิญผู้ที่มีประสบการณ์ชีวิตด้านต่างๆ มานำการสนทนา สมาชิกของกลุ่มได้เห็นแบบอย่างทางบุคลิกภาพ วิธีคิด ความรู้จริงจากการปฏิบัติจริง เหตุการณ์ที่ชักนำให้ต้องพัฒนาตัวเอง ฯลฯ ของวิทยากร เป็นบทเรียนที่ผู้เขียนได้เรียนรู้แต่ละครั้ง ตลอด ๗๑ ครั้งที่ผ่านมา เช่น วิศิษฐ์ วังวิญญู ที่พูดถึง “การเขียนโลกใบใหม่” ชัยวัฒน์ ถิระพันธ์ สนทนาเรื่อง “จังหวะหัวใจ จังหวะชีวิต จังหวะแผ่นดิน” กลุ่มภิกษุณีจากหมู่บ้านพลัม แนะนำ “สามัญวิถีแห่งความเบิกบาน” ดร.ประมวล เพ็งจันทร์ เล่าเรื่อง “การเดินทางสูความเป็นมนุษย์ที่แท้” ความรู้และประสบการณ์ที่ผู้เขียนได้รับ แล้วนำมาฝึกฝนตนเองนั้น เป็นความรู้ฝังลึก (tacit knowledge) ที่หาไม่ได้จากตำราใดๆ

๔. วิถีแห่งจิตวิวัฒน์ ช่วยสร้างแนวคิดใหม่ของการเรียนรู้ ผู้เขียนได้พบวิธีการเรียนรู้ใหม่ คือการผสมผสานการเรียนรู้ภายในตน กับการไขว่คว้าหาความรู้สำเร็จรูปจากภายนอก เป็นการเรียนรู้ชีวิตและจิตใจตนเอง ควบคู่ไปกับการรู้วิชาและศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ใหม่ เรื่องจักรวาล และควอนตัมฟิสิกส์ เรื่องภาวนาเพื่อสัมผัสชีวิตด้านใน (ชั่วขณะสุดท้ายแห่งชีวิต) เรื่องความเงียบ ศิลปะบำบัด มองรอบทิศมนุษยนิยม ผู้เขียนพบว่า กระบวนการเรียนรู้นั้น นอกจากมีวิธีการต่างๆ แบบที่เคยทำมาแล้ว ยังมีการเรียนรู้ด้วยใจที่เกิดจากการเล่าเรื่อง การฟังอย่างลึกซึ้ง กิจกรรมสุนทรียสนทนา การฝึกคิดเชิงบวก และการซักถามอย่างชื่นชมในบรรยากาศที่เป็นมิตร

๕. ในวิถีแห่งจิตวิวัฒน์ ผู้เขียนพบว่า ทุกครั้งที่ได้ฟังการเล่าเรื่องจากวิทยากร ผู้เขียนได้ฝึกเชื่อมโยงความรู้ที่ผุดขึ้นในใจ กับถ้อยคำที่วิทยากรกำลังพูด เมื่อเขาพูดจบ ผู้เขียนได้จดบันทึกความรู้ที่บังเกิดขึ้นไว้เตือนตนเองอยู่เสมอ ดังจะขอยกตัวอย่าง เมื่อได้ฟัง ดร.เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เล่าเรื่อง “การต่อสู้ภายในเพื่อชัยชนะทางจิตวิญญาณ” ซึ่งเล่าว่า ประสบการณ์ที่เขาได้ผ่านพบ เขาฝึกตนที่จะไม่ผูกพัน เขาได้เข้าใจอำนาจของความว่าง และความว่างของอำนาจ ตัวตนดั้งเดิมกับตัวตนใหม่ของเสกสรรค์ ได้เปลี่ยนแปลง (transform) จากที่เคยมีอัตตาสูง เผชิญเหตุการณ์ด้วยความทุกข์ มาสู่ความว่าง จนตัวตนเล็กลง วางความยึดเหนี่ยว (attachment) จนไม่มีเสกสรรค์อีกต่อไป

เมื่อจบการสนทนา ผู้เขียนได้บันทึกทันที และอ่านให้ ดร.เสกสรรค์ ฟังดังนี้

¤ เสกสรรค์ในความทรงจำ

เหมือนน้ำคือคลื่นซัดหาย

บัดนี้เธอเตรียมตัวตาย

ยากง่ายดีชั่วตัวเอง

หยุดยั้งความเป็นวีรชน

ตัวตนแห่งความกล้าเก่ง

ข้ามพ้นความฝันหวั่นเกรง

ตามกรรมบทเพลงชีวิต

ยามลงหยั่งลึกตรึกล้ำ

ตอกย้ำตัวต้องครองสิทธิ์

แท้จริงหาใช่ความคิด

ยึดติดจับจองของเรา

ท้ายสุดคือความรู้แจ้ง

โต้แย้งสิ่งสอนก่อนเก่า

สู่ความปลอดโปร่งโล่งเบา

ว่างเปล่าจึงเต็มเข้มคม

เสกสรรค์ไม่ยึดเสกสรรค์

จึงมีชีวันสุขสม

ตัวตนที่เห็นเป็นปม

กลับสลายปานสายลมสู่เสรี
ประสบการณ์จากกลุ่มจิตวิวัฒน์ได้เปลี่ยนแปลงผู้เขียนทีละน้อย จากความคิดติดกรอบของการศึกษาไปสู่ความคิดของการศึกษาทางเลือก และการสร้างแนวทางใหม่ของการเรียนรู้ภายในตนผสมผสานกับความรู้ที่มีอยู่รอบ ตัว

ผู้เขียนค้นพบว่า ความสุขที่แท้มีอยู่ในคนที่ไม่ยึดติดกับอำนาจและเงินตรา ความเป็นคนธรรมดาสามัญนั้นดีที่สุด การเรียนรู้เพื่อพัฒนากายและพัฒนาจิต เป็นการศึกษาที่ไม่ต้องเสียค่าเล่าเรียน เรียนด้วยตนเอง เรียนจากธรรมชาติ เรียนกับกัลยาณมิตร เรียนโดยการประเมินตนเองอย่างสม่ำเสมอ

กลุ่มจิตวิวัฒน์เกิดขึ้นด้วยการก่อตัว มิใช่ด้วยการจัดตั้งและสั่งการ มีหลักแต่ไม่กำหนดกรอบ สมาชิกกลุ่มมารวมตัวกันอย่างสมัครใจ ท่ามกลางความเป็นมิตรและความปรารถนาดีต่อสังคม เป็นกระบวนการสร้างจิตสำนึกใหม่ให้เกิดพลังเพิ่มพูนขึ้นในการสร้างสุขภาวะ ให้แก่ตนเองและแก่บ้านเมือง

ใครๆ ก็เรียนรู้เพื่อจิตวิวัฒน์ได้ ไม่มีการกำหนดสถานภาพ อายุ วุฒิ ใดๆ ขอแต่เพียงเป็นมนุษย์ที่ใฝ่ฝึกฝนตนเอง ไม่เล็งผลเลิศ ไม่หวังผลรวดเร็ว เพราะการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงนั้น เกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรม อีกทั้งไม่มีต้นแบบสำเร็จรูปตายตัว

บทความนี้ส่งท้ายด้วยคำบรรยายของ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ประเวศ วะสี ในงานสานจิตรเสนาว่า

จิตวิวัฒน์ทำให้เกิดสุข

เป็นความสุขที่ราคาถูก – happiness at low cost

เมื่อราคาถูกจึงเป็นไปได้สำหรับทุกคนวิถีแห่งจิตวิวัฒน์


โดย: คนเดินดินฯ วันที่: 25 มกราคม 2553 เวลา:9:51:04 น.  

 


วันนี้วันพระ



เคล็ดลับการประสบความสำเร็จในชีวิต ก็คือ
อย่าปล่อยชีวิตให้*ขึ้นอยู่กับสิ่งที่ชีวิตให้มา*
แต่อยู่ที่เราจะ*ทำอย่างไรกับสิ่งที่ได้มา*จากชีวิตต่างหาก

ขอขอบคุณหนังสือค้นหาตัวเอง..
จากมิตรคุณกะว่ากำ..มอบให้อ่านค่ะ
อย่าลืมไหว้พระก่อนนอนนะค่ะ

อนุโมทนาค่ะ









โดย: catt.&.cattleya.. วันที่: 30 มกราคม 2553 เวลา:21:52:51 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

คนเดินดินฯ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








ปณิธาน

การเดินทางของชีวิตของทุกผู้คน
ทุกคนต่างต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่จะมีสักกี่คนที่จะก้าวไปถึง
เมื่อเราก้าวถึงจุดนั้น
ขออย่าลืมการแบ่งปันและเจือจาน
แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม

เราจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน
เพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีงาม

เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลัง
ได้ใช้ชีวิตของเขา
ตามศักยภาพและความตั้งใจของเขา
ตราบเท่าที่เขาต้องการ







เดินไปสู่ความใฝ่ฝัน


ชีวิตหนึ่งร่วงหล่นไปตามกาลเวลา
คลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า
นั่นคือวัฏจักรของชีวิตที่ดำเนินไป

เยาว์เธอรู้บ้างไหม
ว่าประชาราษฎรนั้นทุกข์ยากเพียงใด
เสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เหลืออยู่
เธอเคยมีความใฝ่ฝันที่แสนงามบ้างไหม

สักวันฉันหวังว่าเธอจะเดินไปตามทางสายนี้
ที่อาจดูเงียบเหงาและโดดเดี่ยว
แต่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน
ฉันก็ยังมีความหวัง
ว่าผู้คนในประเทศนี้
จะตื่นขึ้นมา
เพื่อทวงสิทธิ์ของพวกเขา
ที่ถูกย่ำยีมาช้านาน
และฉันหวังว่าเธอจะเดินเคียงคู่ไปกับพวกเขา

เพื่อสานความใฝ่ฝันนั้นให้เป็นความจริง
สัญญาได้ไหม
สัญญาได้ไหม
เยาว์ที่รักของฉัน


***********



ขอมีเพียงเธอเป็นกำลังใจ




ทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ข้างหน้า
แลเห็นต้นหญ้าโบกไสว
เห็นดอกซากุระบานอยู่เต็มดอย
ความงามที่อยู่ข้างหน้า
เป็นสิ่งที่ฉันจะเก็บมันไว้
ยามที่จิตใจอ่อนล้า...

ชีวิตยามนี้แม้ผ่านมาหลายโมงยาม
แต่จิตใจข้างในยังคงดูหงอยเหงา
หลายครั้งอยากมีเพื่อนคุย
หลายครั้งอยากมีคนปรับทุกข์
และหลายครั้งต้องนั่งร้องไห้คนเดียว

รางวัลสำหรับชีวิตที่ผ่านมา
มันคืออะไรเคยถามตัวเองบ่อย ๆ
ความสำเร็จ...เงินตรา...เกียรติยศชื่อเสียง
มันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า
ถึงจุดหนึ่งชีวิตต้องการอะไรอีกมากไปกว่านี้

หลายชีวิตยังคงดิ้นรนต่อสู้
เพื่อปากท้องและครอบครัว
มันเป็นความจริงของชีวิตมนุษย์
ที่ต้องดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด
มีทั้งพ่ายแพ้ มีทั้งชนะ
แต่ชีวิตต่างต้องดำเนินไป
ตามวิถีทางของแต่ละคน

ลืมความทุกข์ ลืมความหลังที่เจ็บปวด
มองออกไปข้างหน้า
ค้นให้พบตัวตนของตนเองอีกครั้ง
แล้วกลับไปสู้ใหม่
การเริ่มต้นของชีวิตจะต้องดำเนินต่อไป
จะต้องดำเนินต่อไป

ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต....




@@@@@@@@@@@




การเดินทางของความรัก

...ฉันเดินไปด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า
สมองได้คิดใคร่ครวญ
ความรักในหลายครั้งที่ผ่านมา
ทำไมจึงจบลงอย่างรวดเร็ว

ฉันเดินไปด้วยสมองอันปลอดโปร่ง
ความรักทำให้ฉันเข้าใจโลก
และมนุษย์มากขึ้น
และรู้ว่าความแตกต่าง
ระหว่างความรักกับความหลงเป็นอย่างไร?

ฉันเดินไปด้วยดวงตาที่มุ่งมั่น
บทเรียนของรักในครั้งที่ผ่าน ๆ มา
มันย้ำเตือนอยู่เสมอว่า
อย่ารีบร้อนที่จะรัก
แต่จงปล่อยให้ความสัมพันธ์
ค่อย ๆ พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เรียนรู้และทำเข้าใจกันให้มากที่สุด

ก่อนที่จะเริ่มบทต่อไปของความรัก...




*******************



จุดไฟแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่น

เข้มแข็งกับอ่อนแอ
สับสนหรือมุ่งมั่น
จะยอมแพ้หรือลุกขึ้นท้าทาย
กับชีวตที่เหลืออยู่
ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจเราจะกำหนด

ไม่ใช่เพราะอิสระเสรี
ที่เราต้องการหรอกหรือ?
ที่มันจะนำทางชีวิต
ในห้วงเวลาต่อไป
ให้เราก้าวทะยานไป
สู่วันพรุ่งที่สดใส

มีแต่เพียงคนที่รู้จักตนเองอย่างดีพอเท่านั้น
จะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
เมื่อผ่านการสรุปบทเรียน
จากปัญหาต่าง ๆ ที่ประสบ
เราก็จะมีความจัดเจนกับชีวิตมากขึ้น
และการเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ
ในอนาคตก็จะเป็นเพียงปัญหาที่เล็กน้อยสำหรับเรา
ในการที่จะก้าวผ่านไป



ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในใจ
ที่จะต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอ
หนทางในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
ย่อมอยู่ไม่ไกลห่างอย่างแน่นอน

*********************



ก้าวย่างที่มั่นคง

บนทางเดินแคบ ๆ ที่เหลืออยู่
หากขาดความมั่นใจที่จะก้าวเดินต่อไป
ชีวิตก็คงหยุดนิ่งและรอวันตาย
แม้ทางข้างหน้าจะดูพร่ามัว
และไม่รู้ซึ่งอนาคต
แต่สิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
คือก้าวย่างไปอย่างมั่นคง
และมองไปข้างหน้าอย่าเหลียวหลัง
เก็บรับบทเรียนในอดีต
เพื่อจะได้ระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาดอีกในอนาคต

"""""""""""""""""""""""""""""""""



ใช้สามัญสำนึกทำงาน

ไม่มีแผนงานที่สวยหรู
ไม่มีปฏิบัติการใดที่สมบูรณ์แบบ
ในยามนี้มีเพียงการทำงานด้วยการทุ่มเท
ลงลึกในรายละเอียดเท่านั้น
จึงจะสามารถคลี่คลายปัญหาของงานลงได้
บางครั้งโจทย์ที่เจออาจยากและซับซ้อน
แต่เมื่อลงไปคลุกคลีอย่างแท้จริง
โจทย์เหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

""""""""""""""""""""""""""""""""



เรียบ ๆ ง่าย ๆ


อย่ามองสิ่งต่าง ๆ ด้วยแว่นสีที่ซับซ้อน
เพราะในโลกนี้มีเพียงสิ่งสามัญที่เรียบง่าย
สำหรับคนที่สงบนิ่งเพียงพอเท่านั้น
จึงจะแก้โจทย์และปัญหาต่าง ๆ
ด้วยกลวิธีที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ
ไม่ซับซ้อนและตรงจุดได้อย่างเพียงพอ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ใจถึงใจ

บนหนทางไปสู่ความสำเร็จ
บนหนทางของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
มีเพียงคนที่เข้าใจในสภาพจิตใจของคนทำงานเท่านั้น
จึงจะสามารถนำทีมงานไปสู่เป้าหมายได้
อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน








Cell Phone Deals
Cell Phones
เริ่มนับตั้งแต่ 21 ก.ย. 2550
Friends' blogs
[Add คนเดินดินฯ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.