บ้านที่มีความรักและความอบอุ่นคือจินตนาการของคนไทยยามนี้ !
Group Blog
 
 
มิถุนายน 2550
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
30 มิถุนายน 2550
 
All Blogs
 

พายุฝนลมแรงอีกประสบการณ์หนึ่งที่ต้องบันทึก





เมื่อวานขณะขับรถได้ยินข่าวป้ายโฆษณาล้มทับร้านขายก๋วยเตี๊ยวและมีคนเสียชีวิตหนึ่งราย พอโทรศัพท์กลับไปที่ทำงานเสียงตามสายส่งข่าวมาว่าเต็นท์พังแล้ว และร้านที่อยู่ติดกันเสาประตูเหล็กก็ล้มลงมา ฟังแล้วก็รู้สึกไม่สบายใจก็ตอบกลับไปว่าเดี๋ยวจะกลับไปดูนะ

ในยามที่ชีวิตตกต่ำ
มันก็สัมผัสได้ถึงอีกรสชาติหนึ่งของชีวิต
การใช้เงินทุกบาททุกสตางค์มันช่างมีค่า
อีกสามเดือนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร
ไม่อยากคิดถึงมัน

รู้แต่ว่าการต้องกลับไปพึ่งใบบุญแม่อีก
เป็นเรื่องที่เจ็บปวดและอยากลงโทษตัวเอง
ที่ทำไมที่ผ่านมาเป็นคนสายตาสั้น
ทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลัง
เสียแรงทีเรียนมามากมาย
และเครดิตที่เคยมีอาจสูญสลายไป
ทุกอย่างที่เกิดขึ้นเราเองรู้ดีที่สุด



วันนี้มีเพียงโอกาสที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด
โอกาสที่จะสำเร็จและล้มเหลวอาจจะพอ ๆ กัน
แต่สื่งที่เป็นน้ำทิพย์ชะโลมใจก็คือ

ยังมีคนที่ติดตามและอยากจะใช้บริการกับเราอยู่ต่อไป
กับทั้งยังอาสาที่จะสร้างโรงซ่อมโครงเหล็กให้อีก
เป็นความประทับใจที่คงไม่ลืมไปชั่วชีวิต

ยามนี้เรายังเหลือทุนของชีวิตใดเหลืออยู่อีกเท่าใดนะ
เคยถามตัวเองบ่อย ๆ

ความมั่นใจในตนเองมันกลับหดหายไป
มีแต่การคิดเปรียบเทียบกับคนอื่นตลอดเวลา
ในธุรกิจเดียวกันในระยะเวลาของการทำธุรกิจพร้อม ๆ กัน
ทำไมเราจึงไม่สำเร็จสักที
ปัญหาอยู่ที่ตรงไหน
และเราจะปรับเปลี่ยนตัวเองอย่างไร
ให้สถานการณ์ของชีวิตดีขึ้นกว่านี้?



ขอโทษที่บล็อกวันนี้พัดพาเอาเรื่องส่วนตัว
มาระบายมากเกินไป

สุดท้ายอยากจะบอกว่า "ชีวิตการทำงาน ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะล้มลงได้ และเมื่อล้มลงจงตั้งสติและคิดใคร่ครวญให้ดีและต้องกล้าที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อไปให้ถึงจุดหมายปลายทางของฝั่งฝันให้จนได้"

ขอให้เพื่อน ๆ ทุกคน โชคดีครับ














บล็อกที่แล้ว คลิกที่นี่
















 

Create Date : 30 มิถุนายน 2550
18 comments
Last Update : 30 สิงหาคม 2552 8:09:39 น.
Counter : 721 Pageviews.

 

เข้ามาให้กำลังใจค่ะ เพราะตัวเองก็ทำธุรกิจส่วนตัวเล็ก ๆเหมือนกัน ขนาดไม่ใหญ่อะไรแต่ก็เหนื่อยจริง ๆ
แต่ถึงยังไง ชีวิตก็ยังต้องดำเนินต่อไป
ดังนั้น สู้ สู้ ค่ะ

 

โดย: Xenosaga 30 มิถุนายน 2550 9:26:17 น.  

 

อย่ายอมแพ้ค่ะ เป็นกำลังใจให้ นี่แหละรสชาติของชีวิต บางครั้งเปรี้ยว บางครั้งหวาน เหนื่อยนักก็พักเอาแรง แล้วลุกขึ้นนะค่ะ สู้ต่อไป

 

โดย: เหงาเหงา IP: 58.9.44.190 30 มิถุนายน 2550 10:29:16 น.  

 

พี่ชายที่รัก

ไม่มีคำว่าพ่ยแพ้ หรอกค่ะ
ในการดำเนินชีวิต
เราไม่ได้แข่งกับใคร เรามีจังหวะ ของชีวิต
ที่บางครั้ง เราเลือกไม่ได้ ที่จะเผชิญกับสิ่งใดบ้าง
เราคงเลือกได้แต่ ดูแล จิตใจตัวเอง
ให้แข็งแรงเพื่อรอเวลาที่ เป็นจังหวะเหมาะสมเท่านั้น

และ พิมว่า นั่นจะเป็นเวลาของพี่ ในที่สุดค่ะ
การขอความช่วยเหลือจากแม่
เป็น Unconditional Love ค่ะ พี่
แม่คงยินดีที่สุด กว่าเราไปขอความช่วยเหลือคนอื่นๆ

พิมมีอะไรให้น้องพิมช่วยบ้างจ้ะ
พี่บอกมานะ
พิมยินดี ด้วยใจจริง

 

โดย: ประกายดาว 30 มิถุนายน 2550 12:17:16 น.  

 

ขอส่งกำลังใจด้วยอีกคนค่ะ
ในเวลาที่อุปสรรครุมเร้า
กำลังใจที่แกร่งกล้า
และการมีสติ
น่าจะเเป็นแสงส่องทาง
ให้มองเห็นทางเดิน
และตัดสินใจเลือกเส้นทางที่ดีที่สุดค่ะ

เข้มแข็งไว้นะคะ

 

โดย: นกแสงตะวัน 30 มิถุนายน 2550 17:12:45 น.  

 

สวัสดีครับคุณXeno

ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะครับ และยังมีใจที่จะสู้เต็มร้อยครับ

...................................

สวัสดีครับคุณเหงาเหงา

ใช่แล้วครับนี่คือรสชาติของชีวิต ที่เราต้องผ่านให้ได้ ขอบคุณอีกครั้งนะครับ

.....................................

สวัสดีครับน้องพิม

ในระบบทุนนิยม เราเคยชินกับกำไรขาดทุน สำเร็จและล้มเหลว ผ่านชีวิตการทำงานมาหลายสิบปี ครั้งนี้เป็นอีกครั้งที่ความเชื่อมั่นในตัวเองสั่นคลอนมาก ๆ และรู้สึกเสียดายเวลาช่วงสิบห้าสิบหกปีที่ผ่านมา แต่ช่างเถอะบทเรียนของความสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ที่มีทั้งการให้และรับ บางทีเราก็อย่าไปคาดหวังว่าเราจะได้รับอะไรอยู่ตลอดเวลา พี่จะพยายามพึ่งตัวเองให้มากที่สุดและจะพยายามนับหนึ่งถึงสิบหากมีอะไรที่ทำให้จิตใจร้อนรน

ขอบคุณในความช่วยเหลือที่ผ่านมา และหากจะขอความช่วยเหลือจากน้องพิมก็จะไม่ลืมน้องพิมเป็นอันขาด

ยังไงก็เคยทำบุญร่วมกันมาครั้งหนึ่งแล้วนะครับ ยังไม่ลืมและถ้ามีโอกาสจะไปติดตามผลงานที่โรงเรียนนั้นอีกที

อย่าได้ห่วงเลยนะครับตอนนี้ขอท่องคำว่า "เข้มแข็งและหนักแน่น"เอาไว้ในใจตลอดเวลา

............................

สวัสดีครับคุณนกแสงตะวัน

ครับจะพยายามนึกถึงตอนมีชีวิตหลังเหตุการณ์หกตุลาหนึ่งเก้า ที่ตอนนั้นสวมบทบาททางกิจกรรมสังคมที่ไม่ค่อยได้นึกถึงตัวเอง จนบางครั้งอาจมองดูสุดขั้วเกินไป

ในสถานการณ์ของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงยามนี้มันก็เป็นอีกฉากหนึ่งที่ไม่เหมือนเก่าและการที่ต้องวนเวียนอยู่กับเรื่องเงินทอง,รายได้และหนี้สิน เป็นเรื่องที่บั่นทอนความคิดมากเหมือนกันครับและการบริหารจัดการหนี้สินเป็นเรื่องที่ต้องกล้าที่จะต้องเจรจาและรักษาเครดิต คิดและทำแบบมืออาชีพที่ในแวดวงธุรกิจเดียวกันกับเราที่เขาทำกัน

ชักอยากจะไปทำงานกับชาวบ้านและไม่ต้องมาแบกรับกับเรื่องพวกนี้อีกต่อไป จะพยายามคลี่คลายทุกอย่างให้จบภายในปีสองปีนี้นะครับ

 

โดย: คนเดินดินฯ 30 มิถุนายน 2550 22:41:12 น.  

 

คัดจากกรุงเทพธุรกิจ Bizweek

บทเรียนจากวิกฤติเศรษฐกิจในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา

Eco-No-Miss : ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย



“คำไทยใดที่ชาวต่างประเทศรู้จักมากที่สุด” คำตอบหนึ่งคงจะหนีไม่พ้น “ต้มยำกุ้ง” ถ้าถามต่อไปว่าในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา เหตุการณ์ใดในประเทศไทยที่คนทั่วโลกกล่าวขวัญถึงมาก คำตอบหนึ่งในนั้นคงจะเป็น “วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง หรือวิกฤติเศรษฐกิจของไทยในปี 2540” นั่นเอง


“วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้ง” เกิดหลังจากประเทศไทยได้ประกาศลอยตัวค่าเงินบาทเมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 จนทำให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยในปี 2540-2541 และเป็นชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจในเอเชีย

นับจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่าอีกไม่กี่วันข้างหน้าก็จะบรรจบครบรอบ 10 ปีของวิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งในไทยแล้ว ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีบทเรียนทางเศรษฐกิจมากพอควร เราเรียนรู้อะไรบ้างและเราสามารถวางแผนป้องกันไม่ให้วิกฤติเศรษฐกิจเกิดขึ้นในประเทศไทยได้มากน้อยแค่ไหน เราจะมาคุยกันครับ

สำหรับมุมมองของผมในเรื่องบทเรียน ประสบการณ์และแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 ผมขอแยกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ๆ คือ 1.กลุ่มคนที่ประสบกับปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจได้เรียนรู้มากขึ้น และวางแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาไว้แล้ว 2.กลุ่มคนที่ไม่ได้ประสบกับปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะวิ่งเข้าสู่ปัญหา และ 3.เรายังคงอยู่ในวังวนของการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำไมผมถึงเริ่มต้นประเด็นว่า “กลุ่มคนที่ประสบกับปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ ได้เรียนรู้มากขึ้น และวางแนวทางป้องกันแก้ไขปัญหาไว้แล้ว” เพราะจากข้อมูลทางเศรษฐกิจต่างๆ ตลอดจนการพบปะพูดคุยภาคธุรกิจและภาคประชาชน เห็นได้ชัดว่าทุกคนที่เคยประสบปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนั้น ยัง “เข็ดขยาด” “กลัว” และ “กังวล” ว่าเศรษฐกิจไทยอาจยังมีความสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจได้ในวันใดวันหนึ่ง จึงหาแนวทางป้องกันการดำเนินนโยบายทางเศรษฐกิจไว้อย่างเต็มที่ ทั้งภาครัฐบาลผู้วางนโยบาย ภาคธุรกิจและภาคประชาชน

ผมขออ้างถึงวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 คร่าวๆ เพื่อให้ทุกท่านได้เห็นภาพว่า ภาวะเศรษฐกิจในช่วงนั้น เศรษฐกิจไทยยังมีอัตราการขยายตัวที่สูง กล่าวคือ เศรษฐกิจไทยขยายตัวประมาณ 9.0% 9.2% และ 5.9% ในปี 2537-2539 ตามลำดับ

อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาดังกล่าว ไทยนำเข้าสินค้าและบริการจากต่างประเทศค่อนข้างมาก ทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากประมาณ 5.9% 7.9% และ 7.9% ของจีดีพี ในปี 2537-2539 ตามลำดับ จึงทำให้ประเทศไทยถูกโจมตีค่าเงินได้ง่าย (ซึ่งในขณะนั้น ค่าเงินบาทผูกติดกับดอลลาร์ไว้ไม่ใช่เปลี่ยนไปตามกลไกราคาเช่นปัจจุบัน) เนื่องจากไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมากจนทำให้เสถียรภาพทางเศรษฐกิจเปราะบาง

นอกจากนี้ การที่ภาคเอกชนไทยกู้ยืมเงินจากต่างประเทศเป็นจำนวนมาก ทำให้หนี้ต่างประเทศของไทยในปี 2540 ทั้งของภาครัฐและเอกชนมีรวมกันทั้งสิ้น 109.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นหนี้ระยะสั้นที่ต้องชำระคืนภายในหนึ่งปี

ดังนั้น หลังจากที่ไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงจากระดับประมาณ 25.8 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ มาอยู่ที่ 40 กว่าบาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ภาคเอกชนส่วนใหญ่ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนในทันที ทำให้หลายบริษัทเข้าสู่ หรือเข้าใกล้ภาวะล้มละลายจนต้องมีการฟื้นฟูกิจการอย่างยกใหญ่

จากเหตุการณ์ในวันนั้น สิ่งที่ประเทศไทยปรับตัวในเชิงของภาครัฐบาลในฐานะผู้วางนโยบาย คือ การสร้างระบบฐานข้อมูลและระบบสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจ (เช่นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจ และดัชนีความเชื่อมั่นต่างๆ) การเปิดเผยข้อมูล และการตรวจสอบข้อมูลทางเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด ตลอดจนความพยายามหลีกเลี่ยงการเข้าไปแทรกแซงกลไกราคาทุกเรื่องโดยไม่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยน อัตราดอกเบี้ยหรือราคาพลังงาน เพื่อหลีกเลี่ยงการบิดเบือนราคาที่แท้จริงอันทำให้เกิดผลกระทบทางเศรษฐกิจ

นอกจากนั้น ภาคเอกชนพยายามปรับปรุงตัวเอง เช่น ระบบธนาคารพาณิชย์ได้มีการปรับปรุงเรื่องการบริหารความเสี่ยง การป้องกันการกระจุกตัวของสินเชื่อในบางประเภทธุรกิจ การปรับปรุงเรื่อง Credit Scoring, Credit Rating และมีเกณฑ์ในการจัดชั้นลูกหนี้ที่ชัดเจนมากขึ้น ทำให้สามารถวิเคราะห์ฐานะการเงินและแนวโน้มการชำระหนี้ของลูกค้าได้ละเอียดรอบคอบกว่าเดิม นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเกณฑ์การตั้งสำรอง การประเมินหลักประกันอย่างเป็นมาตรฐาน และมีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อโครงการมากขึ้น

ขณะที่ธุรกิจมีความระมัดระวังตัวมากขึ้นในการดูแลเรื่องหนี้สินต่อทุนไม่ให้สูงเกินไป มีการกระจายการกู้ยืมเงินทั้งจากแหล่งเงินกู้ภายในประเทศและต่างประเทศ สำหรับการกู้ยืมในประเทศก็มีการกู้ยืมเงินผ่านตลาดหลักทรัพย์ ผสมผสานกับการกู้ยืมเงินโดยตรงจากประชาชนและจากสถาบันการเงิน

ดังนั้น สถานการณ์ทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงในขณะนี้ เราจึงไม่เห็นตัวเลขหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ หรือ NPL เกิดขึ้นกับภาคธุรกิจมากนัก เพราะธุรกิจมีความระมัดระวังในการดำเนินงานทางธุรกิจมากขึ้น

สำหรับประเด็นที่สองที่ว่า “กลุ่มคนที่ไม่ได้ประสบกับปัญหาในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจ กำลังจะวิ่งเข้าสู่ปัญหา” นั้น ผมมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจในขณะนี้ คือ คนไทยกลุ่มหนึ่งปรับตัวไม่ทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลง อาทิเช่น กระแสโลกาภิวัตน์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ การเติบโตของระบบการเงินที่เข้าถึงคนทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีรายได้ไม่มากนัก

ตลอดจนผลพวงจากนโยบายประชานิยมที่ผ่านมา ทำให้คนกลุ่มหนึ่งซึ่งผมคิดว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 คือ กลุ่มเกษตรกร ผู้มีรายได้น้อย หรือนักเรียนนักศึกษา มีการนำเงินในอนาคตมาใช้มากขึ้น ตลอดจนมีพฤติกรรมบริโภคนิยม ซื้อสินค้าอำนวยความสะดวกหรือหาความบันเทิงมากขึ้น ทำให้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนและหนี้บัตรเครดิตมีมูลค่ามากขึ้น แม้ว่าข้อมูลที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยจะสำรวจผ่านหอการค้าโพลล์ถึงพฤติกรรมการก่อหนี้ของครัวเรือนหรือหนี้บัตรเครดิต จะพบว่าปัญหานี้ยังไม่ใช่ปัญหารุนแรงสำหรับเศรษฐกิจมหภาค แต่หนี้ครัวเรือนมีแนวโน้มสูงขึ้นและเริ่มเป็นปัญหาสำหรับคนบางกลุ่ม

ส่วนประเด็นสุดท้าย “เรายังคงอยู่ในวังวนของการแก้ไขปัญหาเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า” นั้น ผมมองว่าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว เรามีปัญหาเรื่องของค่าเงินถูกโจมตีโดยนักเก็งกำไรให้เงินบาทมีค่าอ่อนลงจนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องแก้ไขปัญหาโดยการสกัดกั้นการเก็งกำไรผ่านการแทรกแซงค่าเงิน โดยใช้ทุนสำรองเงินตราระหว่างประเทศที่มีเกือบ 4 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ จนเราพ่ายแพ้และสูญเสียทุนสำรองเกือบหมด จนส่งผลให้เศรษฐกิจไทยเข้าสู่ภาวะถดถอยในที่สุด

ในปี 2550 นี้ เรากลับมามีปัญหาค่าเงินบาทถูกโจมตีอีกครั้ง คราวนี้เราถูกนักเก็งกำไรเข้ามาโจมตีค่าเงินให้แข็งค่าขึ้น (ซึ่งต่างจาก 10 ปีที่แล้ว) ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องเข้ามาแทรกแซงโดยเข้าซื้อเงินดอลลาร์สหรัฐ เข้ามาในทุนสำรองมากขึ้น จนทำให้มีข่าวการขาดทุนของทุนสำรอง ประมาณแสนกว่าล้านบาทในขณะนี้

นอกจากนี้ การออกมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไรโดยออกมาตรการ 30% ในปลายปีที่แล้ว ก็เป็นที่วิพากษ์และถกเถียงกันในแวดวงวิชาการตลอดจนตลาดเงิน-ตลาดทุน ว่า ธปท. ใช้มาตรการที่ถูกต้องและเหมาะสมกับระยะเวลาหรือไม่ เพราะมาตรการนี้ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ของไทยปรับตัวลดลง และมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนไทยและต่างประเทศส่วนหนึ่ง แต่ธปท.ยืนยันว่ามาตรการ 30% นั้นใช้ได้ดี และมีความเหมาะสมในการป้องกันการเก็งกำไรค่าเงิน

สำหรับผมนั้นมองว่า “สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คือปัญหาเดิมๆ ที่เราถูกโจมตีค่าเงินได้ง่ายๆ เหมือนในอดีต โดยระบบการป้องกันยังไม่แข็งแกร่งพอ และระบบการแก้ไขยังไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร” นอกจากนี้ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วในปีนี้ ทำให้ผู้ส่งออกปรับตัวไม่ทันและประสบปัญหาในการดำเนินธุรกิจ คำถามที่เกิดขึ้นในใจผมมี 3 ข้อคือ

1.ผู้ส่งออกปรับตัวไม่ได้หรือไม่ได้ปรับตัวรับสถานการณ์ที่ค่าเงินบาทอาจผันผวนได้ในระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบจัดการของเงินบาทในปัจจุบัน 2. ธปท.บริหารระดับอัตราแลกเปลี่ยนในระบบนี้ดีพอในทุกสถานการณ์หรือไม่ หรือ 3.ไม่มีใครผิดพลาดเลยแต่ระบบโลกาภิวัตน์ทำให้ระบบควบคุมสถานการณ์การเงินและอัตราแลกเปลี่ยนของไทยในปัจจุบัน ยังไม่เหมาะสมเพียงพอกับการรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้

“something’s wrong?” คงเป็นคำถามที่ต้องตั้งขึ้นในขณะนี้ จากบทเรียน 10 ปีที่ไทยได้รับจากวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2550 เพราะในปัจจุบัน คำถามที่เกิดขึ้นจากหลายฝ่ายก็คือ การที่ไทยมีทุนสำรองมากกว่า 7 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบันนั้น เป็นระดับที่มากเกินไปหรือไม่ เราสามารถบริหารเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้ามาเป็นจำนวนมาก ให้ไหลออกไปบ้างผ่านการลงทุนในต่างประเทศ เพื่อบริหารให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าเร็วเกินไปได้หรือไม่ กฎหมายหรือกฎระเบียบเกี่ยวกับการใช้ทุนสำรอง ทำได้หรือไม่ และเราต้องปรับปรุงระบบป้องกันการเก็งกำไรหรือไม่อย่างไร

เป็นคำถามที่เราน่าจะกลับมาทบทวนนะครับ

 

โดย: คนเดินดินฯ 30 มิถุนายน 2550 22:45:56 น.  

 

ถึงเราจะไม่ใกล้กันในความห่างที่มีแต่รู้สึกมิตรภาพเสมอนะค่ะ

วันนี้อ่านที่คุณอัพบล๊อก..
เราว่าทุกอย่างของชีวิตก็เป็นแบบนี้นะค่ะ
มีขึ้นมีลง..อาจจะมีบ้างสำหรับการวางแผนที่ผิดพลาด
แต่ก็ไม่ใช่เพราะตัวเราเองเสมอนะค่ะ

ธุรกิจ..ในโลกปัจจุบัน..เราว่าทำยากกว่าอดีต
เราต้องรู้จังหวะฉกฉวยให้เร็วที่สุดเสมอค่ะ
วันนี้สดใสพรุ่งนี้ยังล้มพับได้

เราเคยเหนื่อยล้าสาหัสนะค่ะ..
เป็นสิ่งที่ไม่คาดคิด..ไม่เคยเผื่อความผิดพลาด
มีตัวเราเพียงหนึ่งเดียวที่พยายามยืนหยัด
คนข้างกายท้อแท้...แต่เราพยุงกระตุ้นค่ะ
ยอมรับเหนื่อยมากค่ะ..แต่เราก็ผ่านไปได้นะ

แต่เหนือสิ่งอื่นใดที่จะทำให้ธุรกิจอยู่ได้ตลอดเวลาคือ
กำลังใจจากตัวเองค่ะ..และคนข้างกายที่เคียงข้างอย่างไม่หวั่นไหว
เราว่าแค่นี้ก็เพียงพอแล้วนะค่ะ
อย่าท้อเมื่อรู้สึกเหนื่อย..
อย่าหลีกหนีเมื่อรู้สึกหมดพลังค่ะ
มันยิ่งจะล้มพับได้เร็วนะค่ะ

มีอีกหลายชีวิตที่ดูแย่กว่าเรามากเลยค่ะ
เราคิดเช่นนี้เสมอเมื่อใจอ่อนล้านะค่ะ
เรายังมีหลายทางให้เลือกหา..
เราคิดเสมอว่า..เราไม่มีมันตายค่ะ..ในโลกธุรกิจ

ขอให้คุณแกร่งเหมือนที่เคยมีนะค่ะ
สู้ๆๆๆ..ค่ะ..และขอนำบุญมาเยือนย้อนหลังมอบให้นะค่ะ
อนุโมทนาค่ะ




ปล...เมื่อทุกข์ใจพ่อแม่คือกำลังใจที่มีให้ไม่มีที่สิ้นสุดเสมอค่ะ
มิตรที่แสนดี...
ไม่ได้ด้วยเงินทองดังหวังแต่กำลังใจล้นตัวที่มอบให้ลูกชายคนนี้เสมอนะค่ะ
สู้นะค่ะ

 

โดย: catt.&.cattleya.. 1 กรกฎาคม 2550 11:48:01 น.  

 





สวัสดีตอนเช้าๆของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


ทุกทุกครั้งที่เธออยู่ตรงนี้
รู้สึกอบอุ่นดีข้างในใจของฉัน
แต่ตอนนี้ตัวเธอห่างหายไป
เธอรู้ไหมว่าฉัน คิดถึง ห่วงใย เธอ




** มีความสุขกับคนที่คุณรักนะจ้า **

 

โดย: จอมแก่นแสนซน 1 กรกฎาคม 2550 12:41:30 น.  

 

สวัสดีครับคุณแคท

ขอบคุณสำหรับกำลังใจและข้อคิดที่มอบให้นะครับ
เป็นคนที่ไม่เคยหนีกับปัญหาต่าง ๆ นะครับ
ยืนหยัดต่อสู้มาโดยตลอด แต่ครั้งนี้ยอมรับว่าหนัก
แม้ในช่วงปี 40 จะไม่เคยเจอกับวิฤติ แต่ก็ติดตามมาตลอด
และพยายามทำงานอย่างระมัดระวัง แต่แล้วมันก็เกิดขึ้นจนได้ อาจเพราะจุดอ่อนต่าง ๆ ของเราทีไม่พยายามแก้ไข กับไม่ขยายจุดแข็งของตัวเองให้มากพอ สรุปก็คือประมาทและไม่เด็ดขาดในการจัดการกับปัญหาต่าง ๆ ตัดไฟแต่ต้นลม

แต่จะพยายามผ่านไปให้ได้ด้วยสติปัญญา,ความอดทนอดกลั้นที่ตัวเองมีอยู่

หวังว่าคุณแคทคงจะผ่านทุกอย่างในปีนี้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จนะครับ

.......................................

สวัสดีครับคุณนัท

เวลาที่ยาวนานที่พอจะรับรู้ถึงความใส่ใจต่าง ๆ ที่มีให้ ขอบคุณสำหรับกำลังใจต่าง ๆ ที่มอบให้อย่างสม่ำเสมอตลอดมา

ทางเดินของชีวิต
บ้างผิดหวังบ้างสมหวัง
ในยามที่รู้สึกว่าไม่มีใคร
ก็มีแต่เสียงปลอบประโลมใจจากเพื่อน ๆ
ที่มอบให้ด้วยจิตใจที่เอื้ออาทร
ที่คงหาไม่ได้ง่าย ๆในสังคมนี้
ขอบคุณในความห่วงใยที่มีให้กันเสมอมา

 

โดย: คนเดินดินฯ 1 กรกฎาคม 2550 21:43:19 น.  

 

คัดจากกรุงเทพธุรกิจรายวัน

มหาสมุทรแห่งปัญญา



สรยุทธ รัตนพจนารถ asia@sorrayut.com

สร้างทีมอย่างมั่นใจ : ค่อยขึ้นบันได...ไม่กระโดด


ในสถานการณ์แบบอุดมคติที่เราเลือกได้ ผมเชื่อว่าเราทุกคนเมื่อต้องทำงานยากๆ มีโจทย์ที่ท้าทายให้แก้ หรือถึงคราวได้สร้างสรรค์งานที่อาศัยจินตนาการสูง เราย่อมปรารถนาการทำงานร่วมกันกับเพื่อนที่เข้าขาและรู้ใจ เป็นทีมที่เราทั้งมั่นใจและไว้เนื้อเชื่อใจด้วย

แต่ในโลกของความเป็นจริงแล้ว บ่อยครั้งหรือเกือบทุกครั้งเราเลือกไม่ได้ ในวัยเรียนก็เป็นเพราะแบ่งกลุ่มแบบสุ่ม หรือลำดับไปตามเลขที่ประจำตัว พออยู่ในวัยทำงานยิ่งไม่อาจเลือกเพื่อนร่วมงานได้เลย หลายๆ ครั้งเหมือนถูกจับหรือถูกจัดให้ทำงานกับคนกลุ่มใหม่ที่ไม่คุ้นเคย การทำงานเป็นทีมก็เกิดความประดักประเดิด ตะกุกตะกัก รีๆ รอๆ เก้ๆ กังๆ ไม่มั่นใจ หากปรับจูนกันเข้าที่ได้ทันก็ดีไป แต่ทำให้เสียเวลา เสียประสิทธิภาพในการทำงานไปไม่น้อย

ในสถานการณ์เช่นนี้ล่ะ เราควรจะทำอย่างไร จะเริ่มต้นสร้างทีมอย่างไรดี?

ผู้เชี่ยวชาญหลายคนได้อธิบายและให้เทคนิควิธีการทำงานเป็นทีมไว้ บ้างก็ให้หลักการง่ายๆ บ้างก็เป็นแนวคิดทฤษฎีทางการบริหารจัดการ บริษัทห้างร้านจำนวนมากก็ส่งผู้บริหารและพนักงานของตนไปเข้าฝึกอบรมเรื่องนี้ ได้ผลบ้างไม่ได้ผลบ้าง แต่ที่แน่นอนคือมีรายละเอียดให้จดจำมากทีเดียว

แต่เมื่อไม่นานมานี้ผมเพิ่งได้พบว่ามีแผนภาพง่ายๆ ใช้อธิบายความเป็นมาและเป็นไปของการทำงานเป็นทีม และน่าจะทำให้ทุกคนเข้าใจร่วมกันได้ไม่ยาก

***************

แผนภาพนี้มีชื่อว่า “บันไดสู่ทีมที่มีประสิทธิภาพ” ซึ่ง ดร.ปีเตอร์ เฮิรซ์ท ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล และอดีตรองอธิการมหาวิทยาลัยนาโรปะ มลรัฐโคโลราโด ได้นำมาบรรยายให้ฟังในงานจิตตปัญญาเสวนา ครั้งที่ 6 ณ วัดญาณเวศกวัน เมื่อไม่นานมานี้

ลองมาดูไปพร้อมกันไหมครับ เทียบกับงานที่ทำในปัจจุบันของเราแต่ละคนกันก็ได้ ว่าตัวเราตอนนี้อยู่ในขั้นไหน ข้ามบันไดมาได้กี่ขั้นแล้วบ้าง

ดร.ปีเตอร์ เล่าว่าก่อนจะทำงานยากๆ หรือท้าทาย ควรได้จัดกระบวนการหรือสร้างให้สมาชิกในทีมทุกคนรู้สึกปลอดภัยเป็นเบื้องต้น เพราะในยามที่เราจะเริ่มต้นงานหนึ่งๆ เรามักจะมีคำถามในใจเกิดขึ้นมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคำถามทำนองว่า เราทำอะไรได้มากน้อยแค่ไหนให้งานนี้ เรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของทีมหรือกลุ่มนี้ไหม? แล้วเราเกี่ยวข้องกับงานหรือโครงการนี้หรือเปล่า? คำถามเหล่านี้ล้วนแต่เป็นคำถามจำพวก “ฉันคือใคร?” (Who Am I?) นั่นเอง

ถ้าหากว่าเราไม่รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของทีม หรือมาผิดงาน ประเภทจดหมายผิดซอง เราก็ย่อมไม่มีความมั่นใจ ไม่รู้สึกถึงความปลอดภัย (Safety) เราไม่ยอมเปลืองตัวออกไปทำร่วมอะไรแน่นอน

เมื่อเราสามารถสร้างความมั่นใจ ความปลอดภัย ยืนยัน นั่งยันให้กับสมาชิกในทีมทั้งหมดได้แล้วว่าเป็นทีมเดียวกันแน่ ขั้นต่อมาคือการสร้างความไว้วางใจ ได้รู้จักเพื่อนคนอื่นในทีมมากกว่าเพียงแค่ชื่อ ตำแหน่งและความเชี่ยวชาญของเขา แต่ได้เห็นและเข้าใจถึงความรู้สึกและเจตนารมณ์ของแต่ละคน เห็นถึงข้อดีที่จะช่วยเสริมเราได้ ยอมรับข้อจำกัดที่เขามี

หลังจากตอบตัวเองได้ว่าฉันคือใคร? แล้ว คำถามว่า “คุณคือใคร?” (Who Are You?) จึงเปิดพื้นที่ไปสู่การเข้าใจเพื่อนร่วมทาง และนำไปสู่ความไว้วางใจซึ่งกันและกัน (Trust)

รู้เขารู้เราแล้ว แต่ถ้ายังไม่เห็นว่าจะเป็นคนร่วมแนวเป็นพวกเดียวกัน อย่างนี้อาจจะกลายเป็นรู้ทันมากกว่าครับ ไม่สามารถขึ้นไปสู่บันไดขั้นที่สามได้แน่นอน เพราะคำถามในขั้นนี้คือ “พวกเราคือใคร?” (Who Are We?) จะว่าไปแล้วก็เป็นการหลอมรวมความเป็นตัวเราแต่ละคนในทีมเข้าไว้ด้วยกัน เกิดความรู้สึกขึ้นในใจว่าต่างคนล้วนเป็นสมาชิกของกลุ่ม ไม่ใช่เป็นสมาชิกเพราะมีคำสั่งมา หรือเพราะว่าจับสลากได้หมายเลขเดียวกัน

เมื่อนั้นจึงจะนำไปสู่ความใกล้ชิดสนิทสนม (Intimacy) การพูดจากันก็ลื่นไหล ไม่ต้องอธิบายหรือดูรายละเอียดกันไปทุกเรื่อง ประมาณว่ามองตาก็รู้ใจนั่นเลยครับ การรู้สึกว่าเป็น “ทีมเดียวกัน” นี้ทำให้บางทีเรื่องยากๆ ที่คนไม่สนิทกันคุยกันต้องใช้เวลานานทีเดียวกว่าจะรู้เรื่อง แต่ถ้ารู้จักมักจี่กัน ยกหูโทรหากันกริ๊งเดียวก็เสร็จเรื่องแล้ว

แม้รู้จักตัวเองดี เข้าใจคนอื่น และยอมรับเป็นทีมเดียวกันแล้ว ก็ยังไม่พอครับ จู่ๆ มีงานโยนลงมาให้ทำเลยนั้นก็อาจจะไม่สำเร็จลุล่วงได้ ถ้าขาดความชัดเจนว่าจะต้องทำอะไร บางทีดูเหมือนเป็นงานง่ายๆ แต่ถ้าไม่ได้ตีโจทย์ให้แตกว่าต้องการบรรลุผลอะไรก็เสียแรงไปมาก บันไดขั้นต่อมาจึงเป็นคำถาม “โจทย์คืออะไร?” (What’s the Job?)

เด็ดยิ่งกว่าไม่รู้ตัวว่าภารกิจนั้นต้องทำอะไรกันแน่ คือการที่คนกลุ่มหนึ่งถูกมอบหมายให้งานเรื่องหนึ่งไปทำ เรียกได้ว่าไม่ทันได้เหยีบย่างขึ้นบันไดขั้นที่หนึ่งสองสามเลยก็กระโดดผลุงไปอยู่ที่ขั้นที่สี่นี้แล้ว

ในความเป็นจริง เราก็ต้องเจอสถานการณ์แบบที่ต้องทำงานด้วยกันเลย โดยยังไม่ได้สร้างความเป็นทีมหรือเป็นชุมชนอยู่เสมอๆ เราสามารถทำกระบวนการสร้างทีมควบคู่หรือคู่ขนานกันไปกับกระบวนการทำงานได้ เพียงแต่จะต้องใส่ใจกับกระบวนการด้วย เพราะไม่ใช่ว่าคุณสมบัติของความเป็นทีมที่เข้มแข็งมีประสิทธิภาพจะเกิดขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นความปลอดภัย ความไว้เนื้อเชื่อใจ หรือความใกล้ชิดสนิทสนม

ขั้นที่สี่นี้ดูเหมือนทุกอย่างจะเป็นไปได้ด้วยดี ถ้าการทำงานเป็นทีมเปรียบเสมือนมาลงพายเรือลำเดียวกันแล้ว ในขั้นนี้บรรดาสมาชิกลูกเรือแต่ละคนล้วนเห็นความสำคัญในหน้าที่บทบาทของตัวเอง รู้จักและเข้าใจเพื่อนคนอื่น ตระหนักดีว่ามีภารกิจอะไรต้องลงมือ ร่วมแรงกันพายเรือเป็นจังหวะเดียว คนให้จังหวะสัญญาณก็ทำหน้าที่ไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ทำไมเรือลำนี้พายไปเรื่อยๆ ไม่ถึงเส้นชัย หรือไปถึงฝั่งไหนสักที แม้จะรักใคร่กลมเกลียวกันดี แต่ทุกคนก็เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า สภาพอย่างนี้คงเป็นทีมกันไปได้ไม่นาน

เราจึงมีขั้นสุดท้ายของบันไดสู่การทำงานเป็นทีมที่มีประสิทธิภาพ นั่นคือ วิสัยทัศน์ (Vision) ร่วมกัน เป็นเหมือนหลักชัยที่มีความชื่นชมยินดี เป็นรางวัลแก่ความมุ่งมั่นของทีม เทียบได้กับฝั่งผืนแผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์และทุกคนบนเรือใฝ่ฝันถึง สัปดาห์หน้าเราจะมาคุยกันครับว่าจะพากันขึ้นสู่บันไดขั้นสุดท้ายนี้ได้ยังไง :-)

*********

***แผนภาพ***

โจทย์คืออะไร? วิสัยทัศน์

พวกเราคือใคร? ภารกิจ

คุณคือใคร? ความใกล้ชิดสนิทสนม

ฉันคือใคร? ความไว้วางใจ

ความปลอดภัย

 

โดย: คนเดินดินฯ 1 กรกฎาคม 2550 21:45:44 น.  

 

คัดจากประชาชาติธุรกิจ

สร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ ผ่าน //www.tkpark.or.th

คอลัมน์ up date

โดย พิราบขาวซีเอสอาร์ Pimporn999@gmail.com


กิจกรรมเพื่อสังคมที่เราเห็นองค์กรทั้งเล็กและใหญ่ สนใจกระโดดเข้ามาทำกันมากที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการศึกษา ที่เริ่มตั้งแต่การให้ทุนการศึกษา การบริจาคอุปกรณ์การเรียนการสอน อุปกรณ์กีฬา การสร้างอาคารสถานที่ การสร้างสนามเด็กเล่น การสร้างห้องสมุด การให้ทุนทำโครงการ การจัดกิจกรรมค่ายต่างๆ ซึ่งในช่วงที่กระแส ซีเอสอาร์เริ่มเบ่งบาน 2-3 ปีมานี้ เราได้เห็นธุรกิจ และองค์กรต่างๆ มีการปรับรูปแบบการส่งเสริมการศึกษา เป็นแบบมีกลยุทธ์มากขึ้น จากการให้ทุนการศึกษา ที่มีเพียงการมามอบทุนแล้วก็จบๆ ไป เป็นโครงการเพื่อสังคมต่างๆ มีการสร้างกระบวนการเรียนรู้ และมีการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร พนักงาน กับโรงเรียน และชุมชน มีการติดตามผล และมีการทำประชาสัมพันธ์แบบกลยุทธ์มากขึ้น

การส่งเสริมการศึกษาให้สังคม แม้จะไม่ใช่ความรับผิดชอบโดยตรงของหลายองค์กรที่ไม่ได้ทำเรื่องการศึกษา แต่ถ้าพิจารณาให้ดีก็เห็นเด่นชัดว่า เกี่ยวข้องทีเดียว เพราะการศึกษานำไปสู่การพัฒนาคน เมื่อองค์กรมีความคิดลงมือช่วย มีแต่จะเพิ่มพูน ซึ่งน่าคิด น่าฝันว่า หากทุกองค์กรร่วมกันส่งทั้งกำลังความคิด กำลังแรง กำลังเงิน ลงไปเพื่อช่วยส่งเสริมการศึกษาในด้านต่างๆ นั้น โดยมีเป้าหมายร่วมกัน ที่จะช่วยสร้างสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ คนไทยก็จะมีความรู้มากขึ้น องค์กรก็จะได้คนเก่งมาทำงาน ประเทศก็เกิดการพัฒนาไปในทางที่ดี สามารถแข่งขันกับประเทศต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางสำหรับองค์กรที่ต้องการส่งเสริมการศึกษาให้สังคมไทย สัปดาห์นี้ จึงขอแนะนำเว็บไซต์ของอุทยานการเรียนรู้ทีเคพาร์ค ซึ่งเป็นตัวอย่างของการส่งเสริมการเรียนรู้ ที่แสดงให้เห็นว่านับจากนี้ไป ในโลกแห่งเทคโนโลยีสารสนเทศ และการใช้ชีวิตบนโลกดิจิทัล เราสามารถช่วยกันคนละไม้คนละมือ ในการสร้างสรรค์และถ่ายทอด และกระจาย องค์ความรู้สู่สังคม ได้ทุกพื้นที่ ทุกวัน และทุกเวลา โดยไม่มีข้อแม้หรือข้ออ้างใดๆ

เว็บไซต์ของทีเคพาร์ค ได้รับการออกแบบได้อย่างน่าสนใจ มีความสดใส และมีสีสัน และสอดรับกับภาพลักษณ์ของอุทยานการเรียนรู้ หรือที่เรียกว่า ทีเคพาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ใจกลางเมือง ที่เวิลด์เทรด เซ็นเตอร์ ทำให้เยาวชนคนรุ่นใหม่ และผู้สนใจเข้ามาช็อปปิ้งข้อมูลได้อย่างสนุกสนาน ไม่เบื่อหน่าย

ด้วยมีคลังความรู้ แหล่งข้อมูลมากมายที่อยู่ในทีเคพาร์ค ซึ่งหากเก็บไว้ในห้องสมุดเพียงอย่างเดียว ก็สามารถถ่ายทอดความรู้ให้เยาวชนได้เพียงวันละ 3,000 คนเท่านั้น แต่ด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศที่ก้าวไกล ล้ำสมัย เว็บไซต์ทีเคพาร์ค จึงทำหน้าที่ส่งต่อและกระจายความรู้ไปถึงเยาวชนและผู้สนใจในทุกพื้นที่ ทำให้จำนวนเยาวชนและผู้สนใจทั่วประเทศได้มีโอกาสเข้าถึงแหล่งข้อมูลได้ง่ายขึ้น

สาระข้อมูลต่างๆ มากมาย ที่ได้รับการจัดกลุ่มอย่างเป็นหมวดหมู่ โดยมีการจำลองมาจากพื้นที่จริงของทีเคพาร์ค เช่น ห้องสมุดมีชีวิต ภาพยนตร์ โลกเสมือนจริง ดนตรี ไอซีที ลานกิจกรรม สนามเด็กเล่น บวกกับการใช้ภาษาง่าย ๆ และมีรูปภาพ มีการใช้แอนิเมชั่น ทำให้องค์ความรู้ที่พอพูดถึงก็นึกถึงหนังสือเล่มโตๆ น่าเบื่อหน่าย กลายเป็นอาหารสมองที่น่าลิ้มลอง โดยเฉพาะใน TK library ที่มีหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้เยาวชนได้อ่าน โดยสามารถดาวน์โหลดนำไปทำรายงานได้ด้วย

ข้อมูลที่ทันสมัย ปฏิทินกิจกรรม ที่กำหนดวันเวลาไว้ล่วงหน้า ข่าวสารใหม่ๆ ล่าสุด รูปภาพกิจกรรม คลิปวิดีโอกิจกรรมต่างๆ ที่จัดขึ้น ทำให้เยาวชนในท้องถิ่นห่างไกล ไม่ตกยุค มีความทันสมัย ทันเหตุการณ์ ซึ่งที่เว็บไซต์ทีเคพาร์คยังเปิดให้นักท่องเว็บสมัครสมาชิกออนไลน์ เพื่อรับข่าวสารทาง

อีเมล์ โดยมีสิทธิพิเศษในการตะลุยแหล่งหาข้อมูลได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

จริงๆ แล้ว ประเทศไทยมีแหล่งความรู้ มีภูมิปัญญามากมาย ซึ่งหากองค์กรที่ต้องการส่งเสริมการศึกษา ในทางหนึ่งนั้นก็สามารถนำองค์ความรู้ต่างๆ ที่กระจัดกระจายมารวบรวมเผยแพร่ทางเว็บไซต์ เพื่อเป็นแหล่งข้อมูลให้เยาวชนและผู้สนใจได้เรียนรู้ โดยเด็กๆ ที่อยู่ในต่างจังหวัด พื้นที่ห่างไกล ก็รู้เรื่องราวความเคลื่อนไหวของคนในเมือง ส่วนคนในเมืองก็รู้วิถีการดำเนินชีวิตพื้นบ้านที่ไม่เคยสัมผัส ทั้งนี้องค์กรแต่ละแห่ง ยังอาจจะนำเนื้อหาที่ดีๆ น่าสนใจ และเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน มาพัฒนาเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ทุกคนได้ ดังที่ทีเคพาร์ค ซึ่งทำห้องสมุด แต่ก็จำลองเนื้อหาต่างๆ และสร้างห้องสมุดออนไลน์ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าห้องสมุดได้ โดยไม่จำเป็นต้องเดินไปห้องสมุด ทั้งนี้บริษัทต่างๆ ที่มีกระบวนการผลิตสินค้าต่างๆ เช่น กระบวนการผลิตรถยนต์ การตัดเย็บเสื้อผ้า การผลิตอาหาร การผลิตน้ำผลไม้ การผลิตรายการโทรทัศน์ การผลิตหนังสือพิมพ์ การสร้างรถไฟฟ้า การผลิตไฟฟ้า การสร้างบ้าน ก็อาจจะนำข้อมูลต่างๆ มารวบรวมและถ่ายทอดผ่านเว็บไซต์เผยแพร่ต่อสังคมให้คนได้ไปชมกระบวนการผลิตต่างๆ โดยไม่ต้องไปถึงโรงงาน (ลดการเดินทาง โลกก็ร้อนน้อยลง)

และถ้าจะให้ความรู้กับเยาวชน เว็บไซต์ //www.tkpark.or.th ก็เป็นตัวอย่างที่ดี ใน การออกแบบเว็บไซต์ให้ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย และตรงกับความตั้งใจในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้


 

โดย: คนเดินดินฯ 2 กรกฎาคม 2550 21:33:48 น.  

 

แวะมาทักทายหัวใจแกร่ง..ยามเช้าค่ะ

ดีใจค่ะอักษรคุณเข้มแข็งแล้วนะ
ปี 40 เรากลับไม่มีวิกฤติ..ให้ประสบค่ะ..
เราผิดพลาดสินค้าที่ส่งมาผิดสเป๊กนะค่ะ
เลยทำให้สินค้า..ตัวอื่นเสียสเป๊กไปด้วยนะค่ะ

เลยแฮ้งก์เลยค่ะ..สินค้า 1..ส่วนทำให้เสียหาย 10ส่วน
สรุปเลยเสียหายทั้งโรงงาน
แค่ 3เดือน..เราแทบล้มทั้งยืนเลยค่ะ..กว่าจะรู้
เพราะสินค้าจะเห็นผล..หลังจากผลิต.ไม่ต่ำกว่า3-5เดือนค่ะ
เราทำแยอะมากค่ะในหนึ่งเดือน
โรงงานเราขึ้นชื่อเรื่องผลิตของได้เยอะและเร็วค่ะ
โรงงานเล็กๆๆนะค่ะ..แต่ผลิตของได้เร็วนะ

เหนื่อยมากๆๆเลยค่ะ..แต่ใจเราไม่รู้ฮึดสู้มาจากไหนค่ะ
เรากล้าเผชิญนะค่ะ...ไม่หลบกับสิ่งเลวร้ายนะ
ไม่มีคนให้พึ่งพิงนะค่ะ...สู้ด้วยตัวเองค่ะ
อย่าหวังแลซ้ายเหลียวขวาเลยค่ะ..มีแต่คนหลบหน้า

ธุรกิจที่คุณทำ...ยอมรับอาจจะเหนื่อย
แต่เราเชื่อมือคุณนะ..มันรู้สึกอย่างนั้นนะค่ะ
ว่าคุณต้องผ่านไปได้ด้วยดีค่ะ..
เพราะคุณมีหัวใจที่พร้อมเผชิญกับทุกสถานการณ์เต็มเปี่ยมนะค่ะ

ธุรกิจเรา..เป็นอะไรที่..ทุกคนต้องใช้เสมอนะค่ะ
ไม่ว่าสุขหรือทุกข์นะค่ะ...ก็ยังคงดีอยู่ค่ะ..
แต่ก็ต้องระวังเช่นกันค่ะ..เพราะเราไม่เคยไว้ใจสถานการณ์
ทุกอย่างที่เปลี่ยนแปลงเร็วเสมอค่ะ..

แต่ถ้าเรายึดติดกับการทำธุรกิจแต่พอเพียง..
ขององค์สมเด็จพระเจ้าอยูหัว...
เราเชื่อค่ะ..ทุกธุรกิจทุกอย่างจะอยู่รอดนะค่ะ..
เพราะเราจะไม่สร้างความทะเยอทะยาน..ให้เกินตัวค่ะ

ขอให้คุณแข็งแกร่งดังเช่นเคยมีนะค่ะ
ไม่มีอะไรที่เราจะแก้ไขไม่ได้ค่ะ
เราจะเป็นกำลังใจนะค่ะ..
มิตรภาพไม่เคยหมดในโลกแห่งนี้ค่ะ


 

โดย: catt.&.cattleya IP: 58.9.60.145 3 กรกฎาคม 2550 7:38:01 น.  

 

พี่ชายที่รัก

พิม คิดถึงนะ ....
ไอ้ความเหนื่อยอ่อน นี่
พระเจ้า คงให้ มาเพื่อเตือนให้เรา พักซะมั่ง
น้องพิมว่า ...

พี่อย่าเครียดนะจ้ะ

 

โดย: ประกายดาว 3 กรกฎาคม 2550 8:01:42 น.  

 

<


ชีวิตไม่สิ้นก็ดิ้นกันต่อไปเน๊าะ
เชื่อมั่นตัวคุณ....เสมอ

 

โดย: อุ้มสี 3 กรกฎาคม 2550 8:02:48 น.  

 





สวัสดีตอนดึกๆของ เนเธอร์แลนด์ นะจ้า


แม้เราอยู่ห่างไกลถึงครึ่งฟ้า
ก็ยังมีสายสัมพันมามอบให้
และยืนยันคำเดิมจากหัวใจ
ว่า คิดถึง ห่วงใย ไม่เปลี่ยนแปลง



** มีความสุขกับการทำงานนะจ้า **

 

โดย: จอมแก่นแสนซน 5 กรกฎาคม 2550 3:26:47 น.  

 

สวัสดีครับคุณแคท

ไม่ได้เข้ามาเลยเมื่อวาน มาตอบกันก่อนวันนี้ ก่อนจะทำบล็อกใหม่เพราะนานมากแล้ว(รู้ตัว) ในยามที่เผชิญปัญหาพบสัจธรรมอย่างหนึ่งว่าในยามสร้างตัวใหม่ความตั้งใจเกินร้อย แต่ทำไปพออยู่ตัวก็เริ่มประมาท และอีกอย่างกำลังใจสำหรับคนใกล้ตัวกลายเป็นการบั่นทอน นี่คงเป็นสาเหตุสำคัญของจุดจบในช่วงปลาย ๆ ของชีวิต ที่ดูสายไปหน่อยที่จะเริ่มต้นใหม่ แต่ก็ยังอยากสู้อีกสักหลาย ๆ ยก เพราะอยากจะพิสูจน์อีกทีว่าความสำเร็จมันเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ถ้าเรามุ่งมั่นเพียงพอ....

........................................

สวัสดีครับน้องพิม

ช่วงนี้ไม่ได้เครียดนะ ช่วงสามวันที่ผ่านมาเสียเวลาไปกับการสร้างโครงสร้างที่ทำงานใหม่ ค่อย ๆ เติบโตใหม่เหมือนเด็กที่ค่อย ๆ เติบโตอย่างมีคุณภาพ รสชาติของชีวิตยามนี้มันก็ได้สัมผัสไปอีกแบบที่ค่อย ๆ สางปัญหาต่าง ๆ ออกไปและหาที่ยืนให้กับตัวเองใหม่ ดีที่ยังมีกงสีคอยหนุนอยู่(เงินจากแชร์)ค่อยมีลมหายใจที่จะเดินไปได้อีกหลายเดือน การลงทุนครั้งนี้ก็เพียงหลักสองสามหมื่นเพื่อมีที่หลบฝน และวิธีการทำงานก็ต้องรบแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ใช้คนไม่มากแต่มีคุณภาพ ลงไปคลุกคลีใกล้ชิดเหมือนเมื่อสมัยแรก ๆ ที่เริ่มเรียนรู้งานใหม่

ไม่ต้องห่วงนะจะพยายามผ่านปี 2550 ไปให้ได้

ขอบคุณสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมา

...............................

สวัสดีครับคุณอุ้มสี

ขอโทษที่ไม่ได้ร่วมกิจกรรมที่สร้างสรรค์ของคุณด้วย ขอส่งแรงใจไปให้อย่างเต็มที่เลยนะครับ

.............................

สวัสดีครับคุณนัท

ขอบคุณในความห่วงใยอีกครั้งนะครับ

.............................



 

โดย: คนเดินดินฯ 5 กรกฎาคม 2550 21:51:06 น.  

 

พี่จ๋า ...

พิมว่า การที่พี่เริ่มทุกสิ่ง ใหม่ ...ต้องดีแน่ๆค่ะ
ขอแต่เพียง สะสม พลังให้เต็มหัวใจ
อย่าให้พร่องไปไหน....

ให้หัวใจ สะอาดสดใส ...
ให้เมตตา ในหัวใจ ล้าง เรื่องเก่าๆ
ให้ สายฝนฉ่ำฟ้าในฤดูนี้ ล้าง ...ความรู้สึก พี่ เก่าๆไปด้วย
โอมเพี้ยงงงง.....

ยิ้มสู้นะคะ พี่

 

โดย: ประกายดาว 6 กรกฎาคม 2550 4:53:33 น.  

 

อันว่าเพื่อนเลือนหายใช่เรื่องแปลก
เพื่อนมีแยกมีพบประสบหา
เพื่อนมีทุกข์มีเศร้าเคล้าน้ำตา
ยามเหว่ว้าเพื่อนมีเพื่อนคอยเตือนกัน

 

โดย: อัสรามมุอาลัยกุม (percussion ณ.ภูเล ) 6 กรกฎาคม 2550 21:02:31 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


คนเดินดินฯ
Location :
กรุงเทพ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]








ปณิธาน

การเดินทางของชีวิตของทุกผู้คน
ทุกคนต่างต้องการประสบความสำเร็จในชีวิต
แต่จะมีสักกี่คนที่จะก้าวไปถึง
เมื่อเราก้าวถึงจุดนั้น
ขออย่าลืมการแบ่งปันและเจือจาน
แก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม

เราจะเติบโตและก้าวไปข้างหน้าพร้อม ๆ กัน
เพื่อสร้างสรรค์สังคมใหม่ที่ดีงาม

เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลัง
ได้ใช้ชีวิตของเขา
ตามศักยภาพและความตั้งใจของเขา
ตราบเท่าที่เขาต้องการ







เดินไปสู่ความใฝ่ฝัน


ชีวิตหนึ่งร่วงหล่นไปตามกาลเวลา
คลื่นลูกใหม่ไล่หลังคลื่นลูกเก่า
นั่นคือวัฏจักรของชีวิตที่ดำเนินไป

เยาว์เธอรู้บ้างไหม
ว่าประชาราษฎรนั้นทุกข์ยากเพียงใด
เสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่เหลืออยู่
เธอเคยมีความใฝ่ฝันที่แสนงามบ้างไหม

สักวันฉันหวังว่าเธอจะเดินไปตามทางสายนี้
ที่อาจดูเงียบเหงาและโดดเดี่ยว
แต่ภายใต้ฟ้าเดียวกัน
ฉันก็ยังมีความหวัง
ว่าผู้คนในประเทศนี้
จะตื่นขึ้นมา
เพื่อทวงสิทธิ์ของพวกเขา
ที่ถูกย่ำยีมาช้านาน
และฉันหวังว่าเธอจะเดินเคียงคู่ไปกับพวกเขา

เพื่อสานความใฝ่ฝันนั้นให้เป็นความจริง
สัญญาได้ไหม
สัญญาได้ไหม
เยาว์ที่รักของฉัน


***********



ขอมีเพียงเธอเป็นกำลังใจ




ทอดสายตามองออกไปยังทิวทัศน์ข้างหน้า
แลเห็นต้นหญ้าโบกไสว
เห็นดอกซากุระบานอยู่เต็มดอย
ความงามที่อยู่ข้างหน้า
เป็นสิ่งที่ฉันจะเก็บมันไว้
ยามที่จิตใจอ่อนล้า...

ชีวิตยามนี้แม้ผ่านมาหลายโมงยาม
แต่จิตใจข้างในยังคงดูหงอยเหงา
หลายครั้งอยากมีเพื่อนคุย
หลายครั้งอยากมีคนปรับทุกข์
และหลายครั้งต้องนั่งร้องไห้คนเดียว

รางวัลสำหรับชีวิตที่ผ่านมา
มันคืออะไรเคยถามตัวเองบ่อย ๆ
ความสำเร็จ...เงินตรา...เกียรติยศชื่อเสียง
มันใช่สิ่งที่เราต้องการหรือเปล่า
ถึงจุดหนึ่งชีวิตต้องการอะไรอีกมากไปกว่านี้

หลายชีวิตยังคงดิ้นรนต่อสู้
เพื่อปากท้องและครอบครัว
มันเป็นความจริงของชีวิตมนุษย์
ที่ต้องดำรงชีพเพื่อความอยู่รอด
มีทั้งพ่ายแพ้ มีทั้งชนะ
แต่ชีวิตต่างต้องดำเนินไป
ตามวิถีทางของแต่ละคน

ลืมความทุกข์ ลืมความหลังที่เจ็บปวด
มองออกไปข้างหน้า
ค้นให้พบตัวตนของตนเองอีกครั้ง
แล้วกลับไปสู้ใหม่
การเริ่มต้นของชีวิตจะต้องดำเนินต่อไป
จะต้องดำเนินต่อไป

ตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต....




@@@@@@@@@@@




การเดินทางของความรัก

...ฉันเดินไปด้วยหัวใจที่ว่างเปล่า
สมองได้คิดใคร่ครวญ
ความรักในหลายครั้งที่ผ่านมา
ทำไมจึงจบลงอย่างรวดเร็ว

ฉันเดินไปด้วยสมองอันปลอดโปร่ง
ความรักทำให้ฉันเข้าใจโลก
และมนุษย์มากขึ้น
และรู้ว่าความแตกต่าง
ระหว่างความรักกับความหลงเป็นอย่างไร?

ฉันเดินไปด้วยดวงตาที่มุ่งมั่น
บทเรียนของรักในครั้งที่ผ่าน ๆ มา
มันย้ำเตือนอยู่เสมอว่า
อย่ารีบร้อนที่จะรัก
แต่จงปล่อยให้ความสัมพันธ์
ค่อย ๆ พัฒนาอย่างค่อยเป็นค่อยไป
เรียนรู้และทำเข้าใจกันให้มากที่สุด

ก่อนที่จะเริ่มบทต่อไปของความรัก...




*******************



จุดไฟแห่งศรัทธาและความมุ่งมั่น

เข้มแข็งกับอ่อนแอ
สับสนหรือมุ่งมั่น
จะยอมแพ้หรือลุกขึ้นท้าทาย
กับชีวตที่เหลืออยู่
ทุกสิ่งล้วนอยู่ที่ใจเราจะกำหนด

ไม่ใช่เพราะอิสระเสรี
ที่เราต้องการหรอกหรือ?
ที่มันจะนำทางชีวิต
ในห้วงเวลาต่อไป
ให้เราก้าวทะยานไป
สู่วันพรุ่งที่สดใส

มีแต่เพียงคนที่รู้จักตนเองอย่างดีพอเท่านั้น
จะสามารถทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้
เมื่อผ่านการสรุปบทเรียน
จากปัญหาต่าง ๆ ที่ประสบ
เราก็จะมีความจัดเจนกับชีวิตมากขึ้น
และการเผชิญกับอุปสรรคต่าง ๆ
ในอนาคตก็จะเป็นเพียงปัญหาที่เล็กน้อยสำหรับเรา
ในการที่จะก้าวผ่านไป



ด้วยศรัทธาและความมุ่งมั่นที่มีอยู่ในใจ
ที่จะต้องย้ำเตือนตัวเองอยู่เสมอ
หนทางในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ
ย่อมอยู่ไม่ไกลห่างอย่างแน่นอน

*********************



ก้าวย่างที่มั่นคง

บนทางเดินแคบ ๆ ที่เหลืออยู่
หากขาดความมั่นใจที่จะก้าวเดินต่อไป
ชีวิตก็คงหยุดนิ่งและรอวันตาย
แม้ทางข้างหน้าจะดูพร่ามัว
และไม่รู้ซึ่งอนาคต
แต่สิ่งที่ดีที่สุดในปัจจุบัน
คือก้าวย่างไปอย่างมั่นคง
และมองไปข้างหน้าอย่าเหลียวหลัง
เก็บรับบทเรียนในอดีต
เพื่อจะได้ระมัดระวังไม่ให้ผิดพลาดอีกในอนาคต

"""""""""""""""""""""""""""""""""



ใช้สามัญสำนึกทำงาน

ไม่มีแผนงานที่สวยหรู
ไม่มีปฏิบัติการใดที่สมบูรณ์แบบ
ในยามนี้มีเพียงการทำงานด้วยการทุ่มเท
ลงลึกในรายละเอียดเท่านั้น
จึงจะสามารถคลี่คลายปัญหาของงานลงได้
บางครั้งโจทย์ที่เจออาจยากและซับซ้อน
แต่เมื่อลงไปคลุกคลีอย่างแท้จริง
โจทย์เหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป

""""""""""""""""""""""""""""""""



เรียบ ๆ ง่าย ๆ


อย่ามองสิ่งต่าง ๆ ด้วยแว่นสีที่ซับซ้อน
เพราะในโลกนี้มีเพียงสิ่งสามัญที่เรียบง่าย
สำหรับคนที่สงบนิ่งเพียงพอเท่านั้น
จึงจะแก้โจทย์และปัญหาต่าง ๆ
ด้วยกลวิธีที่เรียบ ๆ ง่าย ๆ
ไม่ซับซ้อนและตรงจุดได้อย่างเพียงพอ

""""""""""""""""""""""""""""""""""""""""

ใจถึงใจ

บนหนทางไปสู่ความสำเร็จ
บนหนทางของการสร้างสรรค์สิ่งใหม่
มีเพียงคนที่เข้าใจในสภาพจิตใจของคนทำงานเท่านั้น
จึงจะสามารถนำทีมงานไปสู่เป้าหมายได้
อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน








AmazingCounters.com
Friends' blogs
[Add คนเดินดินฯ's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.