การทดสอบภาษาอังกฤษต่างๆ
สอบภาษาอังกฤษแบบไหนดี IELTS TOEIC TOEFL

ไขข้อข้องใจกับสารพัดตัวย่อของการทดสอบภาษาอังกฤษแบบต่าง ๆ ที่มักใช้งานในประเทศไทย และแบบไหนที่เหมาะกับคุณที่สุด

เลือกเรียนภาษาอังกฤษให้ถูกประวัตถุประสงค์ จะได้ไม่เสียเวลา เสียเงินไปโดยเปล่าประโยชน์อีกด้วย ในประเทศไทยมีโรงเรียนกวดวิชาภาษาอังกฤษเฉพาะด้าน สอนเทคนิคพิชิตข้อสอบมากมาย แต่คุณรู้หรือไม่ว่า สิ่งที่คุณเรียนมานั้น อาจนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตจริงๆ ได้ไม่เต็มที่เมื่อเทียบกับคะแนนวัดระดับภาษาอังกฤษที่คุณได้มา เหมือนเสียเงินเรียนเพื่อไปสอบและจบกัน

Wall Street English เรามีวิธีการสอนแบบเฉพาะที่ได้รับการยอมรับจาก The Common European Framework และมหาวิทยาลัย Cambridge ด้วยศักยภาพของหลักสูตรและวิธีการสอนที่ถอดแบบมาจากการเรียนรู้ของมนุษย์ ซึ่งถือว่าทรงประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก ทำให้นักเรียนของเราสามารถที่จะนำภาษาอังกฤษที่เรียนมาไปใช้งานได้จริง และสามารถประยุกต์เพื่อใช้ในการสอบภาษาอังกฤษทุกรูปแบบได้อย่างเต็มที่ เหมือนลงทุนครั้งเดียวเพื่อสร้างผลกำไรระยะยาว

TOEIC
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังกฤษ ที่นายจ้างส่วนใหญ่นิยมใช้ในการประเมินและเปรียบเทียบมากที่สุด เช่น ธุรกิจสายการบิน เป็นต้น
การสอบ TOEIC แบ่งออกเป็น 2 ส่วนด้วยกัน คือ ทักษะการฟัง และทักษะการอ่าน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
ข้อสอบ Listening จำนวน 100 ข้อ
ข้อสอบ Reading จำนวน 100 ข้อ
คะแนนเต็ม 950 คะแนน ผู้สอบจำเป็นต้องสอบให้ได้อย่างน้อย 500 คะแนนขึ้นไป
สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเป็นแอร์ฮอสเตส ควรได้ 600 ขึ้นไป

TOEFL
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังกฤษ เพื่อใช้ในการสมัครเรียนตามวิทยาลัย มหาวิทยาลัย สถานศึกษา และอื่นๆ ทั้งไทยและต่างประเทศ เข่น จุฬา ธรรมศาสตร์ มหิดล ABAC และในอังกฤษ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์บางแห่ง หรือประเทศยุโรปอื่นๆ ผลสอบ TOEFL นี้มีอายุ 2 ปี ข้อสอบประกอบด้วย 5 ส่วนด้วยกัน คือ
การฟัง (ประมาณ 60 นาที)
การอ่าน (ุประมาณ 60 นาที)
โครงสร้างประโยค (ประมาณ 30 นาที)
การพูด (ประมาณ 20 นาที)
การเขียน (ประมาณ 30 นาที)
โดยระบบการสอบที่ปัจจุบันใช้กันมีทั้งหมดสามระบบ ได้แก่
The Paper-Based TOEFL Test (ITP TOEFL)
The Computer-Based TOEFL Test (CBT TOEFL)
The Internet-Based TOEFL (IBT TOEFL)
คุณรู้หรือไม่? มหาวิทยาลัยต่างประเทศมักจะให้ความสนใจกับระบบ CBT และ IBT มากกว่า ITP

GMAT
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่ต้องการจะสอบเข้าหลักสูตร MBA
GMAT เป็นข้อสอบแบบปรนัย (Multiple-Choice) ดำเนินการโดย Educational Testing Service (ETS) ภายใต้การสนับสนุนของ Graduate Management Admission Council (GMAC) โครงสร้างของข้อสอบประกอบไปด้วย 3 ส่วน
Analytical Writing Assessment
เขียน essay 2 บทความ บทความละ 30 นาที ซึ่งต้องทำด้วยคอมพิวเตอร์เท่านั้น
Quantitative Section
37 คำถาม ลักษณะของข้อสอบเป็นการวัดความสามารถทางด้าน Algebra, Arithmetic และ Geometry เป็นเวลา 75 นาที
Verbal Section
41 คำถาม เป็นการทดสอบความสามารถทางด้าน Reading, Grammar และ Analytical Reasoning เป็นเวลา 75 นาที
ผลสอบ GMAT จะอยู่ในช่วงระหว่าง 200 – 800 คะแนน ผู้สอบสามารถสอบ GRE ได้เพียง 1 ครั้ง ภายในระยะเวลา 1 เดือน (ตามปฏิทิน) และไม่สามารถสอบ GMAT ได้เกินกว่า 5 ครั้ง ภายในระยะเวลา 12 เดือน (รวมถึงครั้งที่มีการยกเลิกผลคะแนนด้วย) หากสอบเกิน 5 ครั้ง ผลการสอบในครั้งที่เกินจะไม่มีการจัดส่งออกมา และอาจถูกห้ามไม่ให้สอบ GMAT ในอนาคตได้อีก

IELTS
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังฤษ สำหรับบุคคลทั่วไปที่จะศึกษาต่อ หรือรับการฝึกอบรมในต่างประเทศ IELTS นั้น เป็นการร่วมพัฒนาของ 3 สถาบัน คือ The British Council, University of Cambridge Local Examinations Syndicate (DOLES) และ IDP Education Australia ซึ่งผลสอบ IELTS นี้สามารถใช้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยในอังกฤษ และออสเตรเลีย ข้อสอบแบ่งออกเป็น 4 ส่วน คือ Listening, Reading, Writing (เหมือนกับ TOEFL แต่ง่ายกว่า) และ Speaking หรือการสนทนาเป็นภาษาอังกฤษ ประมาณ 10 – 15 นาที
ผลสอบ IELTS เป็นการประเมินความสามารถการใช้ภาษาอังกฤษล้วน ๆ จึงไม่มีคำว่า ผ่าน หรือ ไม่ผ่าน คะแนนเต็ม 9 คะแนน
ถ้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี ควรได้ไม่ต่ำกว่า 5.5
ถ้าศึกษาต่อระดับปริญญาโท ควรได้ไม่ต่ำกว่า 6.5
ถ้าสมัครเข้าการบินไทยในตำแหน่งแอร์ฮอสเตส ควรได้ 5.5 ขึ้นไป

GRE
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังกฤษ สำหรับคนที่จะไปเรียนต่อปริญญาโท ที่ไม่ใช่คณะ MBA เช่น คณะวิศวะ หรือคณะอื่นๆที่มีกำหนดว่าจะต้องสอบ GRE ด้วย โดยข้อสอบประกอบด้วย 3 ส่วนดังนี้
Analytical 800 คะแนน
Quantitative 800 คะแนน
Verbal 800 คะแนน
คะแนนเต็ม 2, 400 คะแนน ผู้สอบควรได้คะแนนไม่น้อยกว่า 2,000 คะแนนขึ้นไป

SAT
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังฤกษ สำหรับคนที่ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัยต่างๆในอเมริการะดับปริญญาตรี ข้อสอบประกอบด้วย 2 ส่วน คือ
Math sections
Verbal sections
คะแนนอยู่ในช่วงระหว่าง 200 – 800 ซึ่งคะแนนเต็มคือ 800 และ (กรณีไม่ได้ตอบคำถามใดเลยในข้อสอบจะได้ 200) โดยทั่วไปไม่ควรต่ำกว่า 500 คะแนน

TU-GET
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังฤกษ สำหรับผู้ที่ต้องการสมัครเข้าเป็นนักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษาของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ข้อสอบแบ่งออกเป็น 3 sections ดังนี้
Grammar 25 ข้อ
Vocabulary 25 ข้อ
Reading 50 ข้อ
รวม 100 ข้อ คิดเป็นคะแนนเต็ม 1,000 คะแนน โดยคะแนนที่ใช้พิจารณานั้นจะไม่แน่นอนขึ้นอยู่กับ Curve สูงสุดต่ำสุดของจำนวนผู้เข้าสอบ แต่ละคณะก็จะแตกต่างกันไป แต่โดยปกติแล้วควรให้ได้ 300 คะแนนขึ้นไป

CU-TEP
คือมาตรฐานการวัดระดับภาษาอังฤกษ ซึ่งมีศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้จัดการสอบ ข้อสอบแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
Listening ทดสอบโดยการฟังเทป ที่ใช้เสียงของเจ้าของภาษา
Reading ทดสอบโดยการอ่านเรื่องที่กำหนดให้ และตอบคำถาม
Writing ทดสอบโดยการให้หาจุดบกพร่องของประโยค


Credit://www.wallstreetenglish.in.th



Create Date : 12 กุมภาพันธ์ 2558
Last Update : 12 กุมภาพันธ์ 2558 21:13:30 น.
Counter : 724 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

B.K.inf
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]



กุมภาพันธ์ 2558

2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28