เมษายน 2557

 
 
1
2
3
4
5
6
7
8
9
10
11
12
13
14
15
16
17
18
19
20
21
22
23
24
25
26
27
28
29
30
 
 
All Blog
Myanmar - Day 3: Mandalay, full day with Pagoda

16 MARCH 2014

วันที่ 3 ที่มัณฑะเลย์ค่ะ วันนี้ทั้งวันเป็นวันทัวร์จัดเต็มจริงๆ
ล้วนแล้วแต่ต้องเจอกับการถอดรองเท้า - ใส่รองเท้า เข้าวัดเป็นหลัก 555+
อยากจะบอกว่า เข้าหลายวัดจนจำชื่อไม่ได้เลยค่ะ 
ชื่อยาว จำยาก และมีหลายวัดมากค่ะ 
เปิดตัวที่วัดแรก ตอนเช้า กับการแวะไปชมการตักบาตรพระถึง 1,500 รูปค่ะ



งานนี้ไม่ใช่แค่ไทยมุงเท่านั้น ยังมีฝรั่งหลายชาติ รวมตัวกันมุงอีกเพียบค่ะ
แต่ก็ทำได้แค่มุงค่ะ เพราะงานนี้เขาให้แต่คนพม่าเท่านั้น เป็นผู้ตักบาตรให้พระค่ะ



จากภาพ มีทั้งพระ ทั้งเณรต่อคิวบิณฑบาตกันยาวเลยค่ะ

ไปต่อกันที่จุดต่อไปค่ะ
ถึงตรงนี้ เราต้องนั่งเรือข้ามฟากเพื่อจะไปชมโบราณสถานต่าง ๆ ค่ะ



มีเพื่อนร่วมทางเป็นชาวต่างชาติเพียบเลยค่ะ



แม่น้ำที่เห็นนี่เค้าบอกว่าคือ แม่น้ำ อิรวดี ค่ะ
ก่อนลง เห็นชาวพม่าซักผ้าแบบเดิมๆ ข้างแม่น้ำด้วยค่ะ



ขึ้นมาแล้ว พวกเราก็ฝ่าด่านนักขายของที่ระลึกข้างทางนิดหน่อย
เพื่อจะไปขึ้นรถม้า ทัวร์โบราณสถานกันค่ะ



ระหว่างทางก็โหดพอตัวค่ะ ก่อนขึ้นรถม้า มีการแจกผ้าปิดปากเพื่อกันฝุ่น เพราะเค้าว่ากันว่า
ฝุ่นตลบอบอวลมาก แต่เอาเข้าจริง ขอแนะนำเป็น แว่นตา แทนดีกว่าค่ะ
จะแว่นกันแดด หรือแว่นใสๆ เฉยๆก็ได้ เพราะฝุ่นมันเข้าตาค่ะ



จุดแรกที่เราแวะคือที่นี่ค่ะ ถ้าคุณพูดพม่าไม่ได้ ไม่ต้องกังวลค่ะ
คนขับรถม้าเค้ารู้อยู่แล้วค่ะว่า ต้องจอดที่ไหนบ้าง 
แต่อย่าไปถามเค้านะคะ ว่าวัดนี้ชื่ออะไร เค้าพูดพม่าใส่เลยค่ะ 555+
(พยายามถามเป็นภาษาอังกฤษ แต่ลุงเค้าพูดไม่ได้ค่ะ)











เค้าจะขับรถม้า แล้วแวะโบราณสถานตามทางไปเรื่อยๆ แบบนี้ค่ะ
บางที่ก็จะขอเรียกเก็บตั๋ว (ก็ตั๋วที่ซื้อมาจากหน้าพระราชวังเมื่อวานนี้แหละ)
ก็ส่งตั๋วให้เขาตรวจ แล้วก็เข้าได้ทุกที่ค่ะ

มาถึงวัดที่เป็นไม้กันบ้างค่ะ อยู่กลางทุ่งเลยค่ะ
จะเรียกทุ่งหญ้าก็ไม่ได้ เพราะไม่มีสีเขียวเลย เรียกทุ่งทรายละกันค่ะ








หน้าวัดมีขายรูปภาพ คนขายบอกว่าเป็นภาพที่เขาวาดเองค่ะ ขายไม่แพงค่ะ รูปนึงราวๆ 60 บาท 




ไปต่อกันที่ต่อไป คล้ายๆหอคอย
เห็นว่า เอาไว้ส่องดูข้าศึกค่ะ ไม่เชิงเป็นวัดนะคะ



ตรงนี้แวะไม่นาน เพราะร้อนมาก แล้วก็ไม่มีร่มเลย เลยรีบขึ้นรถม้า
แล้วควบหนีไปดูวัดอื่นต่อค่ะ

ที่นี่แวะดูแปบเดียวเหมือนกันค่ะ มีแค่ซากโบราณสถานอย่างที่เห็น



มาถึงวัดสุดท้ายของทริปรถม้า คือวัดนี้ค่ะ
ด้านนอกร้อนสุดๆ แต่ข้างในที่อยู่ใต้ดิน เย็นมาก
พวกเราเลยเข้าไปหลบแดดขอไอเย็นอยู่พักใหญ่ค่ะ


ด้านในเป็นคล้ายๆอุโมงค์แบบนี้ ลึกเข้าไปข้างใน ยังมีการบูรณะอยู่นิดหน่อยค่ะ


หมดนี่ พวกเราก็ขึ้นรถม้ากลับ เตรียมตัวไปทานกลางวันค่ะ
สังเกตว่าในรูปจะมี จักรยานคันนึงขี่ตามมาตลอดทาง
เค้าขี่ตามมาขายของค่ะ พยายามมาก ขี่มาตั้งแต่รถม้าออก จนรถม้ากลับถึงท่าเลย
งานนี้ ผู้ร่วมทีม (น้า) ของเราเลยโดนของที่ระลึกไปราวพันกว่าบาท ด้วยความเห็นใจคนขายค่ะ




มาถึงท่าเรือ ก็แวะทานอาหารกันค่ะ
ก่อนจะบ๊ายบายจากกันไป เลยขอถ่ายรูป ลุงคนขับรถม้าไว้หน่อย
โฉมหน้าลุงคนขับรถม้าของเราค่ะ



แวะทานกลางวัน กันที่ร้านริมน้ำ ร้านนี้เลยค่ะ





อาหารก็เป็นอาหารทั่วไป มีเมนู กับข้าว เหมือนร้านอาหารไทย 
แล้วก็มีเมนูก๋วยเตี๋ยวต่างๆ  เป็นเหมือนอาหารจานเดียวค่ะ
ราคาถือว่าค่อนข้างสูง แต่อร่อยดีค่ะ



เป็นร้านร่มๆ บรรยากาศดี อย่างที่เห็นค่ะ งานนี้ได้เจอเจ้าของร้าน
เราเลยไปขอถ่ายรูปเป็นที่ระลึกค่ะ



คนซ้ายคือเจ้าของร้านค่ะ อดีตเคยเป็นไกด์มาก่อน แล้วจึงมาเปิดร้านอาหารที่นี่ค่ะ

ทานอาหารเสร็จแล้ว พวกเราก็ล่องเรือข้ามฟากกลับมา 
เพื่อจะไปสถานที่ต่อไปค่ะ
นั่งรถขึ้นเขา เพื่อไปชมวัดต่อไปค่ะ

วัดนี้ชื่อ วัดอูมินทอนซ์ ค่ะ

ก่อนทางขึ้นวัดจะมีเก้าอี้สีๆแบบนี้ เลยเข้าไปนั่งถ่ายรูปกับวิวซะหน่อยค่ะ



ขึ้นไปข้างบนวัด สวยเหมือนในรูปที่รีวิวกันเลยค่ะ 
แต่ทีมเราไปไหนไม่ได้ไกล เพราะอากาศร้อนมาก
ถอดรองเท้าเดิน กระเบื้องที่พื้นร้อนเท้ามาก เท้าพองกันเลยทีเดียว











.

กบ กับ กระต่ายนี้ ไม่แน่ใจว่ามีความหมายว่ายังไง
แต่เห็นคนเค้าแห่เอาเหรียญกับแบงค์ไปยัดไว้ด้านใน
เหมือนเป็นการทำบุญอ่าค่ะ
แต่เท่าที่ดูๆ ไม่เห็นมีช่องให้เอาเงินเข้า-ออก เลยนะเนี่ย -*-



ที่วัดนี้ เป็นอีกจุดนึงที่วิวสวยมากค่ะ

ลงจากเขากันดีกว่าค่ะ หลังจากแวะวัดอูมินทอนซ์แล้ว
เราจะไปต่อกันที่ จุดท่องเที่ยวชื่อดังอีกที่นึงของมัณฑะเลย์
นั่นคือ เจดีย์มิงกุน และ ระฆังมิงกุน ค่ะ

ที่ เจดีย์มิงกุน หน้าตาเป็นแบบนี้ค่ะ




ตามท้องเรื่องคือ มีการสร้างเจดีย์มิงกุนนี้ เพื่อหวังจะให้เป็นเจดีย์ที่ใหญ่กว่าพระปฐมเจดีย์ของเรา
แต่ดันเกิดเหตุแผ่นดินไหวในพม่า ก็เลยสร้างไม่เสร็จ และหินที่สร้างเจดีย์ก็พังลงมาด้วยค่ะ



นี่คือรูปปั้นสิงห์ที่ไม่มีหัว เพราะหัวตกไปอยู่ที่พื้นระหว่างการสร้างค่ะ

หน้าเจดีย์มิงกุน มีรถแท็กซี่แบบพื้นเมืองพม่าให้บริการด้วย
สนใจจะขึ้นแท็กซี่แบบนี้บ้างไหมคะ



คนแถวนั้นบอกว่า ส่วนใหญ่นั่งท่องเที่ยวจะเรียกแท็กซี่แบบนี้ 
จากเจดีย์มิงกุน เพื่อนั่งไปชม ระฆังมิงกุนค่ะ
แต่อากาศร้อนแบบนี้ ขอบายดีกว่า ขึ้นรถตู้ไปต่อกันเถอะค่ะ

และเราก็มาถึงที่ ระฆังมิงกุน ค่ะ



เค้าบอกว่า เป็นระฆังที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตอนนี้ค่ะ




ด้านในมีลวดลาย ไม่แน่ใจว่ามีใครมาเขียนไว้หรือเปล่านะ





ออกจากเขต เจดีย์ และระฆังมิงกุน
พวกเราก็มุ่งหน้าตรงไปที่สะพานอูเบ็ง เพื่อจะไปชมพระอาทิตย์ตก (อีกแล้ว) ค่ะ

เขาบอกว่าเป็นสะพานไม้ที่ยาวที่สุดในพม่า สร้างสมัยที่ยังมีสงคราม
เอาไว้ข้ามแม่น้ำอิรวดีค่ะ




เป็นสะพานไม้ที่ยาวมากจริงๆ พวกเราตัดสินใจ เดินแค่ครึ่งทาง แล้วเดินกลับค่ะ
กลัวจะข้ามไปฝั่งโน้น แล้วมืด ไม่กล้าข้ามกลับมาแบบมืดๆอ่ะนะ



แต่แค่ครึ่งทางก็ได้ชมวิวสวยๆ ที่เราปรารถนาค่ะ
ที่ริมฝั่งมีเรือให้บริการ เป็นเรือพื้นเมืองของพม่า ราคาไม่แพง แต่ใช้เวลาล่องราว 30 นาที
เสียดายที่เวลาไม่พอ อยากล่องบ้างเหมือนกันค่ะ



และสุดท้าย เป้าหมายของพวกเราก็สำเร็จในวันสุดท้าย
พวกเราได้ชมพระอาทิตย์ตกสักทีค่ะ วิวที่สะพานอูเบ็งตอนเย็นๆนี่สวยสุดๆไปเลยค่ะ








ไม่ได้อยู่ชมวิว จนดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้านะคะ
พวกเราหิวกันซะก่อน แต่ก่อนกลับออกมา ก็แวะซื้อเสื้อ และของที่ระลึกที่ขายแถวๆนั้นมาด้วยค่ะ


ขอปิดท้ายทริปวันที่ 3 นี้ด้วยภาพพิณพม่า
จากหัวเตียงในห้องนอน ที่โรงแรม Hotel Yadanarbon ค่ะ




ชมตอนจบของทริปมัณฑะเลย์ได้ในตอนต่อไป
กับทริปมัณฑะเลย์วันที่ 4 นะคะ



- BabyInk-



จิ้มที่รูปแล้วกดติดตามได้เลยฮับ







Create Date : 10 เมษายน 2557
Last Update : 19 กันยายน 2558 18:51:15 น.
Counter : 306 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BabyInk
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 4 คน [?]



::MULTI-JOBBER GIRL::

:Writer
:Blogger
:Traveler
:Maldives Specialist
:Wormbook
:Acting Coach
:MC
:Swimmer
:Runner

New Comments