Group Blog
 
 
ธันวาคม 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
18 ธันวาคม 2549
 
All Blogs
 

... น้ำตา ...





โดยทั่วไปเรามักถือว่าน้ำตาเป็นเครื่องหมายของความอ่อนแอ ความพ่ายแพ้ผิดหวัง เป็นความทุกข์ความเศร้าที่ไม่อยากพบ อยากได้ จึงไม่มีใครอยากจะคิดถึงรวมทั้งหาคำตอบใดๆ เกี่ยวกับน้ำตา หรือการร้องไห้เลย แม้ว่าอาจเคยมีความสงสัยอยู่บ้าง ทำไมผู้หญิงจึงร้องไห้ง่ายกว่าผู้ชายหรือสงสัยว่า น้ำตานอกจากจะใช้ในการร้องไห้แล้วจะใช้ประโยชน์อย่างอื่น ได้อีกหรือไม่

ที่จริงธรรมชาติสร้างน้ำตามาให้มนุษย์ได้ใช้ประโยชน์หลายประการ ตั้งแต่มีน้ำตาไว้ทำความชุ่มชื้นแก่ดวงตา ช่วยป้องกันการอักเสบติดเชื้อของดวงตา ใช้ล้างสิ่งระคายเคืองออกจากตา ใช้เรียกร้องความเห็นอกเห็นใจ ความสงสารจากผู้พบเห็น ใช้เป็นเครื่องมือในการระบายเอาความทุกข์โศกออกไปจากจิตใจ นอกจากนี้น้ำตายังทำให้กวีและนักประพันธ์เพลงหลายยุคหลายสมัย ได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างสรรค์วรรณกรรมชิ้นเอก ที่ประทับใจผู้คนไว้มากมาย

นักชีวเคมีแห่งศูนย์วิจัยน้ำตา ชื่อ วิลเลี่ยม เฟรย์ ได้ให้ความสนใจและทำการศึกษาวิจัยเรื่องของน้ำตา มาเป็นเวลานานกว่า 15 ปี ได้เขียนผลการวิจัยไว้น่าสนใจคือ

การหลั่งน้ำตาของคนเรานั้นถูกควบคุมโดยต่อมน้ำตา ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดความเข้มของน้ำตา และควบคุมปริมาณ การขับถ่ายธาตุแมงกานีส รวมทั้งแร่ธาตุอื่นๆ ที่ร่างกายสร้างขึ้นขณะที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงออกไปจากร่างกาย และพบว่า ปริมาณของแร่ธาตุต่างๆ ที่มีในน้ำตานั้น มากกว่าที่มีในกระแสเลือดถึง 30 เท่า และได้อธิบายว่า การที่ผู้ร้องไห้จะสบายขึ้น เป็นเพราะว่าร่างกายได้ขจัดเอาสารเคมีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในขณะที่มีความทุกข์ออกไปจากร่างกายพร้อมน้ำตานั่นเอง ในการศึกษาของเฟรย์พบว่าผู้ชาย 73% และผู้หญิง 75% ที่กล่าวว่ารู้สึกสบายขึ้นหลังการร้องไห้

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือ ในเรื่องส่วนประกอบทางเคมีของน้ำตาที่หลั่ง เนื่องจากสาเหตุที่แตกต่างกันพบว่า ประกอบด้วยสารเคมีบางอย่าง ที่เหมือนกันและบางอย่างที่แตกต่างกัน ซึ่งได้มีการทดลอง โดยใช้ชายหญิงจำนวนร้อยคนหลั่งน้ำตาด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน 2 วิธีคือ
วิธีแรกโดยการหั่นหัวหอมสดทำให้เกิดการระคายเคืองตา น้ำตาก็จะไหลออกมา
วิธีที่สองคือกระตุ้นให้เกิดความรู้สึก สะเทือนอารมณ์โดยให้ดูภาพยนต์ 3 เรื่อง ที่ดูแล้วจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
นำน้ำตาที่หลั่งเนื่องจากสาเหตุทั้งสอง มาวิเคราะห์หาส่วนประกอบดูความเหมือนและความแตกต่าง พบว่าส่วนประกอบที่แตกต่างกันก็คือ ปริมาณของโปรตีนในน้ำตา น้ำตาที่หลั่งเนื่องจากความรู้สึกสะเทือนอารมณ์จะมีโปรตีนสูงกว่า น้ำตาที่หลั่งเนื่องจากการระคายเคืองตาถึง 24% และเราสามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ผู้ที่ร้องไห้มากสาเหตุจากสะเทือนอารมณ์มักจะมีสุขภาพทรุดโทรมลง อย่างรวดเร็ว ซึ่งน่าจะเป็นเพราะร่างกายต้องสูญเสียโปรตีนสูง ประกอบกับในภาวะดังกล่าวมักจะมีอาการนอนไม่หลับร่วมด้วยนั่นเอง

จะเห็นได้ว่าน้ำตานั้นมิได้เป็นสิ่งที่ไร้ค่าไร้ประโยชน์เอาเสียเลยทีเดียว และการร้องไห้ก็ไม่น่าจะถือเป็นเรื่องเสียหายอะไร จนจำเป็นต้องใช้ความพยายามในการสะกดกั้นหลีกเลี่ยง ในยามที่มีความทุกข์เราก็ควรจะร้องไห้เพื่อระบายความทุกข์นั้น ออกไปเสียบ้างแต่ที่สำคัญต้องไม่ลืมที่จะถนอมรักษาสุขภาพไว้บ้าง เพื่อเก็บแรงเก็บกำลังไว้คิดหาหนทางต่อสู้แก้ไขปัญหาที่มีอยู่ ให้ลุล่วงไปโดยเร็วน่าจะถือว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องมากกว่า

ส่วนประกอบของน้ำตา
น้ำตานั้นประกอบด้วยสารเคมี 3 ชนิดที่ทราบกันดีว่า เป็นสารเคมีที่เกิดขึ้นใน ขณะที่ร่างกายอยู่ในภาวะตึงเครียดได้แก่ สารเอนโดฟิน ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวรู้สึกผ่อนคลายความรู้สึกเจ็บปวด ชนิดที่ 2 คือ เอซีพีเอช (ACPH) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ถือได้ว่า เป็นตัวบ่งชี้ได้มากที่สุดว่าร่างกายกำลังอยู่ในภาวะถูกกดดัน และสารเคมีตัวที่ 3 ซึ่งเป็นตัวสำคัญที่นำมาใช้อธิบาย ความแตกต่างระหว่างเพศในเรื่องการร้องได้คือ โพรแลกติน ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีหน้าที่โดยตรงในการผลิตน้ำนม ในสัตว์ที่เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม โพรแลกตินนี้ จะเป็นตัวส่งเสริมการผลิตน้ำตาด้วย

จากข้อค้นพบนี้ได้ถูกนำมาอธิบายความแตกต่าง ระหว่างเพศชายและหญิงในเรื่องการร้องไห้ว่า เพราะผู้หญิงที่โตเป็นผู้ใหญ่มีระดับฮอร์โมนโพรแลกติน ในกระแสเลือดสูงกว่าในวัยเดียวกันถึงเกือบ 60% จึงทำให้ผู้หญิงร้องไห้ง่ายกว่าผู้ชาย สำหรับในวัยเด็กจนถึงวัยแรกรุ่น เด็กชายและเด็กหญิงจะมีระดับทางฮอร์โมนโพรแลกติน ใกล้เคียงกันจึงพบว่าเด็กชายและเด็กหญิงร้องไห้บ่อยพอๆ กัน

สำหรับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน ซึ่งมีระดับของฮอร์โมนโพรแลกตินลดลงอย่างรุนแรงนั้นมักจะพบว่า มีอาการตาแห้ง ซึ่งเนื่องมาจากต่อมน้ำตา หลั่งน้ำตามาหล่อลื่นได้ไม่เพียงพอ ผู้ที่มีอาการเช่นนี้ความสามารถในการหลั่งน้ำตาเสียไปบ้าง จึงทำให้หลั่งน้ำตาได้ช้า แม้จะเกิดความรู้สึกสะเทือนอารมณ์ และด้วยเหตุผลนี้คนไข้บางรายจึงรักษาอาการตาแห้ง โดยวิธีคิดถึงเรื่องที่สะเทือนอารมณ์ จนน้ำตาไหลออกมา และนี่ก็คงนับได้ว่าเป็นประโยชน์อีกประการหนึ่งของน้ำตาคือ ใช้รักษาโรคทางกายบางโรคได้




 

Create Date : 18 ธันวาคม 2549
9 comments
Last Update : 13 สิงหาคม 2553 2:43:56 น.
Counter : 499 Pageviews.

 

เส้นบางบางที่กั้นความรู้สึกระหว่างอ่อนแอ และอ่อนโยน ทำให้แยกกันแทบไม่ออกเลย

การเสียน้ำตาบางทีอาจมองไม่ออกว่ามาจากสิ่งไหนกันแน่ แต่การได้เสียน้ำตาบ้าง ก็ทำให้รู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อย ไม่ว่าจะมาจากความรู้สึกไหนก็ตาม

ขอบคุณนะคะสำหรับคำตอบ หวังว่าคงได้พูดคุยกันบ้างให้ห้องหนึ่ง

 

โดย: Jean IP: 80.85.216.64 19 ธันวาคม 2549 16:16:09 น.  

 

...น้ำตา...เป็น..เพื่อนแท้..ที่อยู่เคียงข้าง..เรา..เสมอ

 

โดย: ร้อยเรียง IP: 158.108.212.79 19 ธันวาคม 2549 19:28:13 น.  

 

หยดน้ำตาจะสะท้อนแสงประกายของตะวันอุ่นแห่งกลางวัน
แล้วจะกลายเป็นตะเกียงดวงเล็กๆ ในเวลาค่ำคืน

น้ำตาจึงไม่ได้มีค่าแค่เพียงหยดน้ำใสๆ
ที่ไหลลงมาฟ้องความอ่อนแอของใคร
แต่เพราะระยะทางระหว่างดวงตาสู่พื้นดินนั้น
จริงๆ แล้วมันยาวไกลและเนิ่นนานพอ
พอที่จะแปรเปลี่ยนความเจ็บปวดให้กลายเป็นพลัง...

จาก...หนังสือ ห้องนั่งเล่นความคิด
เรื่อง คลื่นชีวิต
ผู้เขียน ลุกปัด

 

โดย: ร้อยเรียง IP: 158.108.212.29 20 ธันวาคม 2549 9:05:54 น.  

 

น้องจีนครับ

เข้าใจเอาเองนะครับว่าคงอายุมากกว่าน้องจีน หวังว่าคงได้มีโอกาสสนทนากันเช่นกันครับ
ขอบคุณที่มาเยี่ยมเยียนบ้านใบไม้อีกครั้งครับ

 

โดย: Ood (อักษรามธุรสจรดปลายฟ้า ) 20 ธันวาคม 2549 9:25:05 น.  

 


ร้อยเรียงครับ

เชื่อแล้วครับว่าเป็นนักอ่าน มีข้อมูลดีๆมาช่วยพี่เขียนแบบนี้ จะตอบแทนยังไงดีครับ
บ้านไม่เงียบเหงา เจ้าของบ้านเป็นปลื้ม ก็เพราะมีน้องๆมาให้กำลังใจ ขอบคุณครับ

 

โดย: Ood (อักษรามธุรสจรดปลายฟ้า ) 20 ธันวาคม 2549 9:28:29 น.  

 

บุรุษหากมิเคยใกล้ชิดกับสตรีเลย อาจ บางทีประเสริฐกว่า บุรุษที่ไม่แตะต้องกับสตรีมาเลย ก็คล้ายเป็นเขื่อนที่มั่นคงแข็งแรง ยากยิ่งที่จะพังทล ายลงไป
บุรุษที่เคยผ่านสตรีมามากมาย ก็ไม่เป็นอันตราย หากแม้นไม่มีเขื่อนป้องกันอยู่ก่อน ไหนเลยจ ะพังทลายได้
ที่อันตรายที่สุด คือบุรุษที่พึ่งใกล้ชิดกับสตรี นั่นคล้ายเป็นเขื่อนที่มีโพรงแตกอย ู่เล็กน้อย มิว่าผู้ใดก็ไม่ทราบเมื่อใดมันจะปล่อยให้กำลังน้ำทลายออกไป
จากเรื่อง ดาบจอมภพ


คะจีนเป็นน้องคะ อายุมากกว่านิวนิดหน่อยคะ ขอบคุณนะคะ

 

โดย: Jean IP: 80.85.216.64 20 ธันวาคม 2549 16:15:04 น.  

 

วันใดฉันร้องไห้จนหมดน้ำตา
วันนั้นฉันคงรู้ว่าตัวเองมีค่าที่สุด

น้ำตาเป็นเพื่อนปลอบใจเราอยู่เสมอ

 

โดย: นิว IP: 85.5.11.52 22 ธันวาคม 2549 13:16:44 น.  

 

คนเรา..อย่าพยายามกักเก็บน้ำตา ถ้ารู้ว่ามันเกินจะกั้นไว้ได้ ไม่มีใครเกิดมาแล้วไม่เคยร้องไห้ แม้กระทั่งวันแรกที่ลืมตาดูโลก ก็ต่างร้องไห้ด้วยกันทั้งนั้น...จริงม่ะ?

เมื่อมี...น้ำตา...นั่นไม่ได้หมายความว่าอ่อนแอ แต่บางทีอะไรที่มันมากเกินไป เกินกว่าที่จะรับไว้ ก็จำเป็นที่ต้องระบายออกมาบ้าง

ดีใจมาก...เสียใจมาก...ตื้นตันมาก ความรู้สึกแบบนี้ทำให้เราเสียน้ำตาได้ทั้งนั้น เพียงแต่อย่าฝืนตัวเอง ต้องยอมรับความรู้สึกของตัวเอง อย่าปิดกั้นความอ่อนแอ....ของตัวเอง

ถ้าอยากร้องไห้...ก็ร้อง ซะให้หายอึดอัด ร้องไห้ ไม่ใช่เรื่องที่น่าอาย เรากล้าที่จะร้องไห้ คือ คนที่เข้าใจความรู้สึกของตัวเอง ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองกำลังเป็น..

เพราะ คนที่เสียใจแล้วไม่ร้องไห้ ไม่ระบายออกมา นานๆไปอาจจะทำให้มีความเศร้าอยู่ลึกๆ แล้วเลือกที่จะระบายออกมาเลยไม่ดีกว่าหรือ

อย่าพยายาม อดกลั้น ที่จะร้องไห้ ปล่อยให้น้ำตามันไหลออก จนกว่าจะสบายใจ และ เมื่อน้ำตาเหือดแห้งไป เราจะได้ความเข้มแข็งกลับมาให้ตัวเรา..

...น้ำตาเป็นเพื่อนกับเราเสมอค่ะ...

 

โดย: ลิตา IP: 202.143.146.125 30 ธันวาคม 2549 14:42:19 น.  

 

หวัดดีพี่อ๊อดขออนุญาติชมรอบๆบริเวณบ้านหน่อยนะ ไม่ว่าอย่างไรก็ตามก็ต้องขอโทษด้วยที่มาโพสความรู้สึกอะไรไว้ในนี้น่ะ หลังจากเปิดประตูชมบริเวณบ้านแล้วบรรยากาศโดยรอบน่าอยู่มากๆ มีกลิ่นไอความรักผสมความสุขอบอวนไปทั่วบ้าน ก็ขอให้เจ้าบ้านมีความสุขมากๆนะ ไม่ว่าจะทุกข์หรือจะสุขบ้านไม้แห่งนี้ก็เป็นที่ๆหนึ่งซึ่งอยากมาเพราะอบอุ่นด้วยมิตรไมตรี วันนี้ขอชมบริเวณบ้านเพียงเท่านี้ก่อนและจะมาชมใหม่ในวันหลัง ขอบคุณเจ้าของบ้านผู้ใจดี
ผู้มาเยือน

 

โดย: Toddybear IP: 203.114.99.60 25 มกราคม 2550 11:01:14 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


อักษรามธุรสจรดปลายฟ้า
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add อักษรามธุรสจรดปลายฟ้า's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.