....หลังเวรลงเวรบ่ายมาทุกอย่างเริ่มต้นขึ้นเก้าโมงเช้าของอีกวันเมื่อรถตู้พานักท่องเที่ยวจาก กทม. เจ้าของทริปมาถึง เป็นประสบการณ์ใหม่ของกุกะการเดินทางกะคนที่ไม่รู้จัก เด็กกรุงเทพนี่ขาวจริง...กุคิดในใจและไม่เคยบอกใคร...น้องจะไหวมั้ย? ทากจะรู้สึกเช่นไร? ตัวน้องจะแดงมั้ย? โดนไม้เกี่ยวจะเป็นเช่นไร? ฯลฯ กุเริ่มฟุ้งซ่าน!!!! เมื่อทุกคนเตรียมของพร้อมแล้ว รถตู้หนึ่งคันและรถกะบะขนสัมภาระอีกหนึ่งคันพาเราไปทิ้งไว้ตรงสวนปาล์มตีนเขาสักแห่ง..เราเริ่มต้นกันอีกครั้งด้วยการแบกเป้ขึ้นหลัง ฟังสตาฟชี้แจงกติกาการเดินป่าให้เด็กๆฟัง นี่ก็เรื่องใหม่ของกุเหมือนกัน...แล้วเราก็ออกเดินทาง ผ่านสวนปาล์ม เข้าสู่ตีนเขา..วันนี้แดดร้อนอบอ้าว แต่ป่าหลังฝนทำให้ดูสดชื่น เหงื่อเริ่มซึมตามตัวเมื่อเดินมาได้สักระยะ แต่ไม่ได้รู้สึกเหนื่อยเท่าไหร่ยังคงเดินสบาย หายใจคล่อง เหมือนกล้ามเนื้อจะดี รอบนี้ไม่กังวลเรื่องเข่าทุกอย่างดูลงตัว กุคุยสัพเพเหระกับลูกหาบ ยังไม่ได้ทักทายเด็กกรุงเทพ ได้แต่ฟังเด็กกรุงเทพคุยกัน......เสียงคุยเริ่มเงียบหายตอนที่เนินเริ่มชันขึ้น เราเดินผ่านน้ำตก ลัดเลาะไปตามโขดหิน เดินฟังเสียงน้ำตก ไหล..ป่าดูชื้นหลังฝนตกทากหลายตัวแสดงความยินดีเมื่อเราเดินผ่าน โยกตัวทักทาย บ้างมาเกาะแข้งเกาะขาเหมือนเราไม่ได้เจอกันมานาน กุไม่ใส่ใจแต่ก็ขนพองนิดหน่อย เราแวะพักเป็นบางระยะ เติมน้ำใส่ขวด และแวะกินข้าวเที่ยงที่น้ำตกสักแห่ง..ตอนที่เด็กๆก็ลืมเหนียวไก่ไว้ข้างล่าง การแชร์เหนียวไก่ก็เริ่มต้นขึ้นตรงริมน้ำตกแห่งนั้น...และกุก็เริ่มยิ้มให้เด็กกรุงเทพฯอย่างจริงจัง...เมื่อการเดินทางหลังมื้อเที่ยงเริ่มขึ้น แดดยังคงอบอ้าว เหงื่อชุ่มตัว ทางเริ่มชันมากขึ้น เด็กๆลงเก็บทุกน้ำตกที่พอจะเล่นได้...กรี๊ดให้ทากบ้างเป็นบางจังหวะ...พร้อมกระโดดโลดเต้นให้ทากรู้ว่าเราก็ยินดี...เหมือนกัน@$/!=*+$#".......เดินต่ออีกสองชั่วโมงเราก็ถึงแคมป์ป่าสนที่หนึ่ง เป็นที่พักคืนนี้ อยู่ติดกับลำธาร. เราเลือกทำเลผูกเปลไม่ลืมใส่ที่ดักน้ำฝนที่ซื้อมานานแล้วแต่ไม่เคยได้ลองใช้ ทุกคนเตรียมที่พักของตัวเอง เด็กๆสนุกกะการช่วยเตรียมอาหารตอนที่กุเลี่ยงไปจิบกาแฟตรงลำธาร. ฟังเสียงน้ำไหล..แทรกด้วยเสียงคุยที่ไม่ได้ใจความจากในแค้มป์ สลับกับเสียงหัวเราะกันลั่น...ใกล้ค่ำแล้ว...หลังอาบน้ำเสร็จเราก็มานั่งร่วมวงกินข้าวฝีมือเชฟจากกรุงเทพ...เป็นเมนูต้มยำหมูสับ ไข่เจียว และลาบหมู...ก็อร่อยดีอีกแบบ ทุ่มกว่าๆอากาศยังคงร้อนอบอ้าวกว่าที่ควรจะเป็น กุมองผ่านยอดไม้ขึ้นไปมีดาวลอยอยู่เต็มท้องฟ้า ไม่ค่อยได้ยินเสียงจักจั่นเหมือนทุกป่า เสียงกบเสียงเขียดก็ไม่ค่อยมี..แต่เสียงน้ำตกยังคงไหลในจังหวะเดิมๆ....คืนนี้ฝนคงไม่ตก แต่ก็เชื่อไม่ได้ เด็กๆแยกย้ายกันเข้านอนด้วยความเหนื่อยล้า และกุก็นอนไม่หลับเช่นเคย...ใต้ฟลายชีสผืนใหม่ กุนอนหนุนถุงนอนอันใหม่ไม่กล้าแกะมาใส่เพราะอากาศร้อน กุนอนมองผืนผ้าใบอย่างไม่กล้าคิดอะไรไปไกล...และไม่กล้ามองออกไปไกล...กุกลัวจะเจอใครที่กุไม่ได้ตั้งใจจะเจอ...และเธอก็ไม่มีอยู่จริง...สุดท้ายค่ำคืนนั้นสิ้นสุดลงตอนไหนกุก็ยังจำไม่ได้เลย