Group Blog
 
<<
กันยายน 2554
 
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
 
25 กันยายน 2554
 
All Blogs
 

ในฝัน : ควันที่ลอยเลื่อน...เลือนลับหาย
















"...หม่อมฉันไม่มีทั้งอำนาจราชศักดิ์
ปราศจากเสน่ห์ที่จะตรึงตาตรึงใจผู้ใด

ไม่มีแม้กระทั่งรูปโฉมทั้งมวล จะมีก็แต่หัวใจรักที่ไม่เคยอ่อนลงด้วยความงาม

หรือความยิ่งใหญ่ของใครอื่น

หัวใจที่ยังคงแน่วแน่ไม่เปลี่ยนแปลงด้วยเวลา และความเหินห่าง

หัวใจดวงนั้นมีทั้งความ "จงรัก" ที่ไม่มีผู้ใดเสมอเหมือน

และ "ภักดี"ที่พูดได้อย่างเต็มปากว่าไม่มีผู้ใดเทียบเท่า

หัวใจดวงนั้นได้วางไว้แทบเบื้องบาทจากครั้ง
‘เยาว์วัย’ ตราบจนกระทั่งบัดนี้!..."






(ปล.เตือนไว้ก่อนว่ารีวิวนี้ยาวเว่อร์ๆ และสปอยหน่อยๆ)





จากสนธิสัญญาแวร์ซายส์[1] และ สนธิสัญญาตริอานอง[2] สู่เรื่องราวในจินตนาการที่กลายมาเป็นนวนิยายเรื่องแรกของคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ ซึ่งในขณะนั้นมีอายุเพียง 19 ปีเท่านั้น คุณหญิงใช้นามปากกาว่า “โรสลาเรน” ซึ่งเทียบภาษาฝรั่งเศสได้ว่า
กุหลาบราชินี เป็นนามปากกาแรกของเธอ





“ในฝัน” เป็นเรื่องราวของเจ้าชายโอริสสาวัฒนาผู้ทรงเป็นเจ้าชายแห่งแคว้นอมริสา
และดำรงพระยศเป็นเจ้าชายเสนาบดีแห่งกุสารัฐ นักการทูต นักการเมืองที่เ
ก่งกาจ
และเจ้าหญิงพรรณพิลาศ เจ้าฟ้าหญิงแห่งแคว้นพรหมมินทร แคว้นเล็กๆ
ที่มีความสำคัญเพราะอยู่ระหว่างชายแดนของกุสารัฐและสาละวัณ สองแคว้นที่ยิ่งใหญ่เกือบทัดเทียมกัน


ความสัมพันธ์ของทั้งสองพระองค์นั้นถูกเชื่อมโยงกันด้วยเจ้าชายพิรียพงศ์
เจ้าชายผู้ที่เป็นอนุชาของพรรณพิลาศ พิรียพงศ์นั้นถูกส่งมาเรียนวิชากษัตริย์ที่
‘ตักกะศิลา’ ตามที่พระองค์เรียก
หรือที่จริงก็คือกุสารัฐ ที่เป็นแคว้นเอกแห่งสมาพันธ์รัฐเล็กๆ ในขุนเขาหิมาลัย
เรื่องราวทั้งหมดได้ถูกถ่ายทอดออกมา
เป็นจดหมายที่ถูกส่งผ่านระหว่างทั้งสามพระองค์นี้
โดยมีเจ้าชายพิรียพงศ์ทรงทำหน้าที่เป็นผู้ปูพื้นฐานให้คนอ่านเข้าใจเรื่องราวทั้งหมด
พร้อมทั้งเป็นตัวเชื่อมต่อเหตุการณ์ที่ขาดหายไปบางตอนด้วย





เรื่องนี้ส้มอ่านครั้งแรกเมื่อตอนอายุ 13 ที่จำได้ดีก็เพราะว่า ‘ในฝัน’ เป็นนวนิยายรักเรื่องแรกที่หยิบมาอ่าน
ก่อนหน้านั้นจะอ่านแต่พวกวรรณกรรมเย
าวชนทั้งที่แปลและของนักเขียนไทยโดยตลอด
เมื่อได้อ่านจบแล้ว
ก็เป็นเรื่องแรกเช่นกันที่เสียน้ำตาอย่างมากมายให้กับหนังสือเล่มหนึ่ง
จนกระทั้งเกิดความขุ่นเคืองนิดๆ (สารภาพก็ได้ว่าไม่นิดเลย มากๆ เลยแหละ) กับนักเขียนที่ช่างใจร้ายเสียจริง
ที่วางจุดจบของตัวละครอย่างนั้นได้...แต่ก็เป็นเรื่องที่ประทับใจมากเสียจนต้องหยิบสมุดมาจดเอาบทกวี
และส่วนที่กินใจต่างๆ เอาไว้ (ซึ่งก็เกือบหมดทั้งเรื่อง) เพื่อเอาไว้ร้องไห้ต่อ...
T^T พอดีวันก่อนตามกระทู้ที่ว่าด้วยละครที่มาจากนามปากกาของคุณหญิง เลยได้ตามไปดูในฝันเวอร์ชั่นช่อง 9 ของคุณตุ้ย - ซาร่า - อนันดา - พลอย แล้วพอจะตามดูเวอร์ชั่นช่อง 3 ที่คุณนกชาย นกหญิงแสดงนำ ก็หาไม่เจอซะงั้น เลยไปเอาหนังสือมาอ่านอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งก็ร้องไห้เหมือนเดิม T^T


‘ในฝัน’ นั้นเป็นเรื่องที่อ่านแล้ว ‘หนัก’ ไม่เหมือนนิยายรักทั่วไป เพราะเรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องผ่านจดหมาย
ซึ่งแทบจะไม่ให้พระนางได้เจอกันเลย
นับตั้งแต่ทั้งคู่ยังเป็นเด็กซึ่งก็เจอกันไม่กี่วัน
จวบจนกระทั่งเจริญพระชนม์ขึ้นทั้งสองพระองค์ ก็ได้เจอกันเพียงระยะเวลาสั้นๆ
เท่านั้น (สั้นมากๆ จริงๆ) หากแต่เราจะรู้สึกได้ผ่านการเขียนจดหมายว่าทั้งสองพระองค์นั้นผูกพันกันมากขนาดไหน
เป็นความสัมพันธ์ที่ไม่อ่อนลงด้วยกาลเวลา และความเหินห่างใดๆ เลยแม้แต่น้อย
และที่ว่าเป็นเรื่อง
‘หนัก’
นั้นก็เพราะว่านิยายเรื่องนี้เกือบทั้งเรื่องเป็นเรื่องราวของการเมือง
การทูตที่ผู้เขียนพยายามสอดแทรกไว้ตลอดเรื่อง เพราะพระเอกของเราคือเจ้าชายเสนาบดี
ผู้ที่สืบสายมาจากราชตระกูลเสนาบดีจากแคว้นอมริสา
ดังนั้นเรื่องจึงโฟกัสไปที่การชิงไหวชิงพริบ
และเล่ห์เหลี่ยมทางการเมืองที่เหมือนกับเดินอยู่บนปลายคมหอกคมดาบอยู่ตลอดเวลา


ก่อนอ่านเรื่องนี้เราต้องทำความเข้าใจกับโครงสร้างของรัฐก่อนว่า
แคว้นของพระเอกนางเอกนั้นอยู่ใน
‘สมาพันธรัฐ’ ซึ่งเป็นการรวมการปกครองหลายๆ รัฐด้วยกัน หากแต่มีแคว้นเอกคือกุสารัฐ
ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้เป็นไปอย่างเมืองขึ้น แต่เป็นไปเพื่อการรวมตัวเป็นพันธมิตรเพื่อเศรษฐกิจ
และความมั่นคงของแต่ละรัฐเท่านั้น หากแต่กุสารัฐจะเป็นรัฐที่มีอำนาจสิทธิขาดที่สุดในการชี้นำแนวทางการบริหารรัฐ
ซึ่งอำนาจชี้ขาดนี้เป็นไปเพราะว่าศูนย์กลางการปกครองนั้นอยู่ในแคว้นกุสารัฐ ดังนั้นการเมืองในเรื่องนี้นอกจากจะเป็นการเมืองภายในแล้ว
ยังมีการเมืองภายนอกรัฐ ระหว่างแคว้น
ที่จะส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างรัฐเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย





เจ้าชายโอริสสา ดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าชายเสนาบดี
(ชื่อนี้เท่มาก...อยากเขียนนิยายที่มีพระเอกเป็น
‘เจ้าชายเสนาบดี’ เหมือนกันจริงๆ นะ) แห่งสมาพันธรัฐ
โดยทรงเป็นเสนาบดีกระทรวงการต่างประเทศและเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย
เจ้าชายเป็นผู้ที่มีความเก่งกาจทั้งการทูตและการปกครอง...ทรงถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ
ทรัพย์สมบัติ รูปสมบัติ...หากแต่ขาดความสุขในพระทัย


เมื่อวันหนึ่งเจ้าชายพิรียพงศ์
เจ้าชายรัชทายาทแห่งแคว้นพรหมมินทรได้เสด็จมาร่ำเรียนที่กุสารัฐ
เจ้าชายเสนาบดีจึงทรงรับเจ้าชายพิรียพงศ์เป็นศิษย์ โดยทรงสอนวิชาสำหรับกษัตริย์ให้
ซึ่งก็คือวิชาการปกครองและวิชาการทูตนั่นเอง
เจ้าชายพิรียพงศ์ทรงเฉลียวฉลาดเรียนรู้ได้เร็ว เป็นที่โปรดปรานของเจ้าชายเสนาบดีเป็นอย่างมาก


เจ้าชายพิรียพงศ์ทรงต้องการหาของขวัญไปถวายเจ้าหญิงพรรณพิลาศ
ซึ่งเป็นพระพี่นางเนื่องในวันเกิดของพระนางเธอ
ทรงเห็นสร้อยไข่มุกของเจ้าชายเสนาบดีแล้วอยากได้ จึงทรงขอให้มรุต
ราชองครักษ์คู่พระทัยของเจ้าชายเสนาบดีช่วยหาให้
แต่ก็หาไม่ได้เพราะสร้อยเส้นนั้นเป็นบรรณาการจากแคว้นสาละวัณ


วันหนึ่งเจ้าชายเสนาบดีชวนเจ้าชายพิรียพงศ์ทรงสกาแล้วแพ้
จึงประทานสร้อยไข่มุกเส้นที่เจ้าชายทรงอยากได้
เจ้าชายพิรียพงศ์ทรงส่งไปถวายเจ้าหญิง 
แต่เจ้าหญิงส่งกลับมาพร้อมกับบอกว่าเจ้าชายเสนาบดีนั้นทรงแกล้งแพ้ เพื่อที่จะ 'หาข้ออ้าง’
ประทานสร้อยที่ทรงรู้ว่าเจ้าชายพิรียพงศ์อยากได้ต่างหาก
เจ้าชายพิรียพงศ์คืนสร้อยให้กับเจ้าชายเสนาบดี
แต่เจ้าชายเสนาบดีกลับส่งสร้อยไปถวายคืนเจ้าหญิงพร้อมกับทรงมีลายพระหัตถ์ไปถึงเจ้าหญิงว่าไม่ได้แกล้งแพ้...


นับตั้งแต่นั้นมิตรเมื่อครั้งเยาว์ทั้งสองพระองค์ก็ได้ติดต่อกันอีกครั้งหนึ่ง
ค่อยๆ ถักทอสายสัมพันธ์ที่มีทั้งความหวานชื่นของวันวานที่ผ่านมา
และความหนักใจในเล่ห์กลการเมืองที่กำลังดำเนินไปอย่างร้อนระอุของกุสารัฐ
เจ้าหญิงพรรณพิลาศเป็นผู้ที่เจ้าชายเสนาบดี
‘เปิดใจ’ ด้วยมากที่สุด
เพราะเจ้าชายทรงถือว่าเจ้าหญิงนั้นเป็น
‘มิตรสนิทที่รักยิ่ง’ ที่สุดของพระองค์เพียงผู้เดียวเสมอมา


หลายครั้งที่มีเหตุการณ์บังคับให้ทั้งสองพระองค์ต้อง ‘เลือก’
ระหว่างหัวใจรักและหน้าที่ หากแต่ทั้งคู่ก็ทรงมั่นคงต่อหทัยขององค์เอง
ความผูกพันที่มั่นคงจนกลายเป็นความรักนั้นได้ส่งผ่านมาทางจดหมายแต่ละฉบับที่เราจะได้อ่าน
เป็นความรักที่อยู่เหนือศักดิ์ อำนาจใดๆ ทั้งสิ้น
โดยที่เจ้าชายพิรียพงศ์ก็ทรงมองดูความสัมพันธ์ระหว่างพระพี่นางและพระอาจารย์อยู่ห่างๆ
โดยที่ไม่ทรงรู้องค์เลยว่ากำลังถูกส่งขึ้นไปอยู่บนบัลลังก์แห่งกุสารัฐอย่างสมบูรณ์
!





ในหลายๆ ตอน เราจะได้เห็นถึงความหวั่นไหวของเจ้าชายผู้ที่ได้ชื่อว่าทรงเป็นนักการเมืองที่เก่งกาจที่สุด
ความหวั่นไหวนั้นมีอยู่เรื่องเดียวคือทรงกลัวเหลือเกินว่า
‘พรรณพิลาศ’
เพื่อนเล่นตัวน้อยในครั้งเยาว์ของพระองค์นั้นจะเลือกมงกุฎแห่งอำนาจมากกว่ามงกุฎแห่งความรัก
ทรงตัดพ้อ เหน็บแนมแกมประชดประชันไปในหลายๆ ครั้ง ทำให้เราคนอ่านได้เห็นอีกด้านของเจ้าชายพระองค์นี้ว่า
ไม่ได้ไร้พระทัยดังเช่นที่ทรงถูกกล่าวหา
หากแต่เป็นผู้ที่มีหัวใจ...ที่ใครก็บังคับไม่ได้


...อย่างไรก็ดีถึงแม้ว่าหม่อมฉันจะไปพรหมมินทรในขณะนี้ก็คงไม่มีความหมายนัก
อย่างดีก็เป็นเพียง
‘การเยี่ยมเยือน’
ของสหายครั้งเยาว์วัยคนหนึ่ง ซึ่งเป็น
‘นักการทูต’ ‘นักการเมือง’
และอะไรต่อมิอะไรอีกหลายอย่างที่ทรงรังเกียจชิงชัง
เพราะในทัศนะของฝ่าบาทคนแบบนี้เป็นแบบที่ใช้ไม่ได้ พูดอะไรไมค่อยตรงกับใจจริง
รวมทั้งเป็นคนมักใหญ่ใฝ่สูงโดยไม่มีหัวใจ
!...


...ถ้าหม่อมฉันเป็นผู้หญิงและมีหัวใจรักเป็นของตัวเอง
เมื่อพิจารณาด้วยเหตุผลรอบด้านแนล้วหม่อมฉันก็คงได้มีโอกาสไปเยือนราชสำนักสาละวัณ
เพราะถ้าหากจะพิจารณาในด้าน
‘ตัวบุคคล’
เจ้าชายโสภณาก็นับว่าทรงงามด้วยรูปลักษณะสมชายและอัธยาศัยนุ่มนวล เอาใจคนเก่ง
รวมทั้งทรงมีวิธีรับสั่งให้คนใกล้ชิดสนุกสนาน ร่าเริงอยู่เป็นนิจ
หรือถ้าจะพิจารณาในด้าน
‘เกียรติศักดิ์’...ก็ทรงเป็นพระโอรองค์เดียวที่จะได้รับช่วงราชบัลลังก์ในภายหน้า
ซึ่งเมื่อรวมเข้ากับความเฉลียวฉลาดประจำพระองค์แล้วก็นับว่าในอนาคตเจ้าชายองค์นี้จะทรงความใหญ่ยิ่งประองค์หนึ่ง
และท้ายสุดในด้าน
‘การเมือง’...อาณาเขตก็จะแผ่ไปกว้างขวาง
คุมเส้นทางสำคัญๆ ของสมาพันธรัฐไว้จนสิ้น
เหตุผลทุกด้านดีถึงปานฉะนี้แล้วยังจะมีเหตุผลอื่นใดดีกว่านี้อีก
!...


ช่างเป็นเจ้าชายช่างประชดเสียนี่กระไร
^^ แต่ทั้งๆ ที่ทรงประชดนั่นแหละ
เราก็ยังจะแอบเห็นความเร่าร้อนริษยาที่ทรงมีเมื่อ
‘คู่แข่ง’ ปรากฏโฉมขึ้นมา


...ถ้าฝ่าบาทเคยมี ‘ของรัก’
ก็จะทรงทราบได้ดีว่าเมื่อเรารู้ว่าจะต้อง
‘สูญเสีย’ ไปนั้นความรู้สึกจะเป็นอย่างไร หม่อมฉันไม่ใช่ ‘นักเสียสละ’ ที่จะยอมเสียอะไรๆ ได้ทุกอย่างเสมอไป หม่อมฉันอาจจะเป็น ‘นักการทูต’ ที่จำต้องทำทุกอย่างเพื่อประเทศชาติ
แต่หม่อมฉันก็ยังเป็นมนุษย์ที่มีความรักตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด
เมื่อหม่อมฉันตีราคาสิ่งใดไว้เทียบเท่าชีวิต เท่าหัวใจแล้ว หม่อมฉันจำต้องหวงแหน
ป้องกันจนสุดความสามารถ เว้นไว้แต่ว่าจะถูกปฏิเสธความ
‘จงรักภักดี’ อันนั้นเสีย!...


หลายๆ
ครั้งที่เราจะได้เห็นเจ้าหญิงพรรณพิลาศทรงตอบลายพระหัตถ์กลับมา
ใจความนั้นก็คมไม่แพ้เจ้าชายเสนาบดี ดังนั้นเรื่องนี้เราจึงได้เห็นพระ
- นางที่ ‘ไม่โง่’ เลยแม้แต่นิดเดียว ซึ่งนานๆ ครั้งจะได้เห็นเป็นบุญตาซักเรื่องหนึ่ง


และเมื่อทั้งสองพระองค์ได้มีโอกาสพบกันอีกครั้ง
การพบปะในช่วงระยะเวลาสั้นๆ
หลังจากห่างกันไปเป็นสิบปีก็ทำให้ผู้อ่านได้รับรู้ถึงความรู้สึกซาบซึ้ง
และความผูกพันที่แน่นหนาจนกลายมาเป็นความรักของทั้งสองพระองค์ ทั้งๆ
ที่ไม่จำเป็นต้องมีคำว่า
‘รัก’ หากเราก็รับรู้ถึงความหวาน และได้เห็นในอีกแง่มุมของเจ้าชายเสนาบดีว่า
ทรงเป็น
‘นักรัก’
ที่เก่งกาจไม่แพ้ด้านอื่นๆ เลย





นิยายเรื่องนี้ไม่มีตัวร้ายกรีดกราย
ไม่มีฉากสวีตหวานให้ได้จิกหมอน มีแต่ความกลมกล่อม...หวานปนขม
ให้แต่เพียงรอยยิ้มน้อยๆ และหยาดน้ำตาแห่งความคับข้องใจในตอนท้าย
ว่าป้าอี๊ดคะ...ป้าทำกับหนูอย่างนี้ได้ยังไง
! T^T


เราจะได้เห็นพัฒนาการของตัวละครอื่นๆ เช่นเจ้าชายพิรียพงศ์ จากที่ทรงเป็นเจ้าชายที่มีลักษณะเป็นเด็กๆ
เป็นน้องเล็ก แต่เมื่อได้รับการอบรม ก็ทรง
‘คม’ ขึ้นจนน่ากลัว
พัฒนาการของเจ้าชายชัยฉัตรก็ทำให้เห็นถึงสิ่งหนึ่งในตัวของมนุษย์ทุกคน
คือความอ่อนแอในเบื้องลึกของหัวใจ เราย่อมมีใครที่อยากให้เขาเป็นที่พึ่งพิง
สุดแท้แต่ละคนที่จะเลือกจัดการกับความรู้สึกแบบนี้อย่างไร
เจ้าชายชัยฉัตรเลือกที่จะเกาะเกี่ยวในตอนต้น
แต่ตอนท้ายก็ทรงเข้มแข็งจนสามารถยืนหยัดได้ด้วยตนเอง
และเลือกที่จะทำในสิ่งที่ถูกต้องในที่สุด


เจ้าหญิงพรรณพิลาศทรงเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างหนึ่งของผู้หญิงที่เป็น
‘เฟมินิสต์’ คือทรงเก่งกาจ
แต่เป็นความเก่งกาจในแบบฉบับของผู้หญิง ที่ทั้งสองเพศต้องยอมสยบให้เธอ
ทรงมีความคิดอ่านฉลาดเฉลียว สามารถอ่านเกมทางการเมืองได้เป็นอย่างดี
และเป็นผู้เดียวที่เจ้าชายเสนาบดีทรงยอมรับว่า
‘ทัน’ พระองค์ แต่เจ้าหญิงเลือกที่จะทำตัวในแบบฉบับของผู้หญิง
เป็นเพียงคนที่คอยสนับสนุนเบื้องหลัง ปลอบโยน ให้ความอบอุ่น แต่ทรงใช้ความอ่อนโยน
นิ่มนวลของผู้หญิง
ชี้นำและโน้มน้าวผู้ชายอย่างเจ้าชายเสนาบดีและเจ้าชายพิรียพงศ์ได้อย่างนิ่มนวลที่สุด


...ความน่ากลัวของผู้หญิงที่ฉลาดๆ จึงอยู่ที่ตรงนี้เอง
คือเธอสามารถ
Inception คุณได้อย่างแนบเนียนที่สุด!


รวมๆ แล้ว
นิยายเรื่องนี้เป็นนิยายเรื่องแรกในชีวิต...ที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่เลือกอ่านเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก
เพราะมันทำให้ส้มกลายเป็นคน
‘เลือก’ ที่จะอ่านนิยายหนักๆ ชอบอ่านอะไรที่ต้องคิด คิด แล้วก็คิดตาม
มันเป็นความสนุกที่น่าตื่นเต้นท้าทายสำหรับนิยายแบบนี้
คือมันท้าทายสมองของเราตลอดเวลา อ่านแล้วเราต้องคิดตามเสมอๆ เพื่อไม่ให้นิยายมัน
inception เรามากนัก


นิยายเรื่องนี้เป็นการสร้าง ‘ฝัน’ ออกมาให้เราได้รู้ว่า
ในความฝัน สิ่งที่ดีก็จะดีเลิศเลอ...เมื่อเป็นสิ่งที่ร้าย
ก็จะร้ายกาจที่สุด...หากแต่เมื่อตื่นขึ้นมาพบกับความจริง
ไม่ว่าจะดีหรือร้าย...มันก็เป็นพื้นที่ที่เราต้องดำเนินชีวิตอยู่ต่อไป
!


นิยายเรื่องนี้อาจปลุกคนที่กำลังฝันให้ตื่นขึ้นมารับความจริงอย่างโหดร้ายในตอนจบ
หากแต่จะผิดไหมถ้าอยากจะกลับไปฝันต่อเพื่อหลบหนีความจริงในหน้านิยาย
ให้เจ้าชายพระองค์หนึ่งที่ตลอดชีวิตทรงทุ่มเททุกอย่างเพื่อชาติบ้านเมือง
ได้ประสบกับความสมหวัง


...ครั้งหนึ่งในชีวิต...





ตัวละคร


เจ้าชายโอริสสาวัฒนา : เจ้าชายแห่งแคว้นอมริสา ทรงดำรงพระยศเป็นเจ้าชายเสนาบดีแห่งสมาพันธรัฐ
ผู้กุมอำนาจเบื้องหลังราชบัลลังก์ตัวจริง นักการเมืองและนักการทูตที่ชาญฉลาด เจ้าชายเคยมีเพื่อนสนิทในวัยเยาว์เพียงองค์เดียวคือเจ้าหญิงพรรณพิลาศ
ซึ่งกลายมาเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่เหนือมงกุฎแห่งอำนาจ นิ่ง อ่านยาก
และวางหมากทุกตาเพื่อผลประโยชน์ในภายภาคหน้าเท่านั้น
ยกเว้นแต่เรื่องเดียวคือเรื่องความรักที่ทรงละทิ้ง
‘หน้ากาก’ ทุกอย่างเพื่อเปิดเผยความจริงใจให้กับผู้เป็นที่รัก


เจ้าหญิงพรรณพิลาศ : เจ้าฟ้าหญิงแห่งแคว้นพรหมมินทร แคว้นเล็กๆ
ทางใต้ที่มีชายแดนจรดกุสารัฐและสาละวัณพร้อมทั้งอีกด้านที่ติดกับทะเล ดังนั้นแคว้นนี้จึงเป็นแคว้นที่สำคัญในแง่ของการเสริมฐานอำนาจ
เจ้าหญิงเป็นคนอ่อนหวาน อ่อนโยน
หากแต่ทรงเฉลียวฉลาดและเก่งกาจทางด้านการทูตอย่างที่เจ้าชายเสนาบดีจะต้องยอมถวายความเท่าเทียมให้
จริงๆ แล้วเจ้าหญิงทรงสดใสร่าเริง และมีมุมซนๆ
แต่เมื่อถึงเวลางานเจ้าหญิงก็ทรงงานได้อย่างดีเยี่ยม
เป็นพระพี่นางของเจ้าชายพิรียพงศ์ และทรงเป็นเจ้าหญิงที่ไม่ยอมก้มหัวให้กับอำนาจใดๆ
ให้มาอยู่เหนือหัวใจรักของพระองค์เช่นกัน


เจ้าชายพิรียพงศ์ : เจ้าชายรัชทายาทแห่งพรหมมินทร
เป็นอนุชาของเจ้าหญิงพรรณพิลาศ ถูกส่งมาเรียนหนังสือที่กุสารัฐโ


ดยมีเจ้าชายเสนาบดีทรงเป็นพระอาจารย์
ทรงเฉลียวฉลาด เรียนรู้ได้รวดเร็ว จริงๆ แล้วเป็นคนร่าเริง
ซุกซนไม่ต่างจากพระพี่นาง มีแง่มุมเด็กๆ ที่ใครอยู่ใกล้แล้วก็อดที่จะนึกรักเอ็นดูเสียไม่ได้
และเท่าที่สังเกตดู เจ้าชายเป็นคนที่ทั้งพระพี่นาง เจ้าหญิงรัชทายาท
และเจ้าชายเสนาบดีต่างปรับทุกข์คนละเล็กละน้อยตามแต่ละคนให้เจ้าชายรับฟังทั้งสิ้น
ทรงมีคุณสมบัติในการเป็นผู้ฟังที่ดี และเป็นคนช่างสังเกต
เห็นได้จากการที่ทรงสังเกตเห็นพระอาการของเจ้าชายเสนาบดีเพียงไม่กี่ครั้งก็ทรงทราบได้แล้วว่าเจ้าชายเสนาบดีคิดยังไงกับพระพี่นางของพระองค์
ตัวละครนี้เป็นคนหนึ่งที่ส้มชอบมากๆ เหมือนกันค่ะ


เจ้าหญิงเฟื่องแก้ว : เจ้าหญิงรัชทายาทแห่งกุสารัฐ พระอุปนิสัยคล้ายเด็กๆ
ทรงดื้อดึง แต่ก็เป็นคนที่มีเหตุผลและรู้จักระงับอารมณ์ตามสมควร
ถูกอบรมมาให้เตรียมอภิเษกกับเจ้าชายเสนาบดีที่เป็นพระญาติสนิท (ลูกพี่ลูกน้อง)
เป็นตัวละครที่ถูกวางไว้เหมือนหมากทางการเมืองตาหนึ่ง
เจ้าหญิงเฟื่องแก้วเหมือนกับเจ้าหญิงในแบบฉบับที่เราคุ้นเคย คือเอาแต่ใจบ้าง
แต่ก็รู้ว่าหน้าที่ของตัวเองคืออะไร และเพราะเธอถูกอบรมมาให้รักเจ้าชายเสนาบดี
ดังนั้นเมื่อประสบกับความผิดหวัง ท่าทีที่เธอแสดงออกมาหลังจากนั้นจึงเป็นการแสดง
‘สปิริต’ ของเจ้าหญิงรัชทายาทที่ยอดเยี่ยมมากๆ


เจ้าชายชัยฉัตร : ผู้บัญชาการทหารของกุสารัฐ เจ้าชายองค์นี้มีลักษณะเหมือนไม้เลื้อย
ที่จะเป็นไปตามหลักที่ตัวเองเกาะอยู่ แต่โดยพื้นฐานแล้วทรงเป็นคนดีคนหนึ่ง
ในช่วงหลังทรงเข้มแข็งขึ้นในแง่ของอารมณ์
(และเป็นสิ่งที่ยังสงสัยอยู่จนกระทั่งบัดนี้ว่า ตกลงทรงเข้มแข็งขึ้นเอง
หรือเข้มแข็งตามหลักที่ทรงเกาะ
?) บุคลิกแบบทหารแท้
คิดอย่างไรพูดอย่างนั้น


เจ้าชายบุษกร : ที่ปรึกษาทางกฎหมายแห่งกุสารัฐ
เจ้าชายองค์นี้ทำให้ส้มที่เรียนมาสายเดียวกับเจ้าชายรู้สึกเซ็งมากถึงมากที่สุด
เพราะไม่ทรงมีมาดนักกฎหมายเลยแม้แต่น้อย เจ้าชายทรงเป็นคนทะเยอทะยาน
และทำได้ทุกสิ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจมาไว้ครอบครอง เป็นคนที่
‘ทันสมัย’ และค่อนข้างดูถูกผู้อื่นเพราะทรงคิดว่าคนอื่นไม่รู้เท่า
ค่อนข้างหลงตัวเองอย่างมากถึงมากที่สุด
แต่อย่างไรก็ดีเจ้าชายก็ค่อนข้างฉลาดเหมือนกัน...เป็นคนที่ก่อคลื่นใต้น้ำอยู่เรื่อยๆ


ตัวละครอื่นนอกจากนี้ก็ไม่มีอะไรมาก
เป็นเพียงตัวละครเสริม อย่างคนที่ค่อนข้างมีบทบาทหน่อยก็คือมรุต
ซึ่งเป็นราชองครักษ์คู่พระทัยของเจ้าชายเสนาบดี มรุตจะสนิทและภักดีกับเจ้าชายมากๆ
ขนาดตายแทนกันได้ และเป็นคนประเภทที่ว่า นายชอบอะไรก็ชอบตาม เป็นคนเก่งมากคนหนึ่ง
และไม่ชอบแสดงออกถึงความเก่งของตัวเองเท่าไหร่ ยินดีเป็นเพียงผู้ตามของเจ้าชายเสนาบดีเท่านั้น


นิยายเรื่องนี้ส้มหยิบมาอ่านซ้ำกี่รอบก็ให้ความรู้สึกเดิมเหมือนอ่านครั้งแรก
และยิ่งตอนนี้โตขึ้น เ
ริ่มเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างมากขึ้น นิยายเรื่องนี้ก็ทวีความซาบซึ้งไปตามกาลเวลาที่ผ่านไป


นิยายเรื่องนี้ไม่เหมาะกับคนที่ชอบอ่านนิยายสบายๆ เบาๆ
แบบสนุกสนาน แต่เหมาะสำหรับคนที่ชอบอ่านนิยายที่สอดแทรกหลายๆ
อย่างในเนื้อนิยายนั้น และอย่างที่บอกว่านิยายเรื่องนี้หาฉากจิกหมอนไม่เจอ ฉากตบตีแย่งชิงไม่มี
จะมีก็แต่เล่ห์เหลี่ยมการเมืองที่ต้องมานั่งคิดตามว่าอย่างนี้ได้
ไม่ได้ในปัจจุบันอย่างไร เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ค่อนข้างหนัก ดำเนินเรื่องราบเรียบ
แต่ในความราบเรียบนั้นมีความซาบซึ้งทุกห้วงอารมณ์แฝงอยู่


รีวิวรอบนี้อุทิศให้เจ้าชายเสนาบดี
เจ้าชายที่อุทิศทุกอย่างเพื่อบ้านเมือง ยกเว้นหัวใจรักที่มีไว้เพื่อผู้เป็นที่รักองค์เดียว
!








ของแถม
หน้าปกเมื่อพิมพ์ครั้งที่
9 รูปเล็กๆ
บนหน้าปกนั้นเป็นพระบรมสาทิสลักษณ์ของเจ้าหญิงอลิซาเบท แห่งออสเตรีย ถ้าจำไม่ผิดนะคะ
รูปนี้เลย ทรงสิริโฉมงดงามมากๆ ได้ชื่อว่าเป็นเจ้าหญิงที่สวยที่สุดในยุโรปตอนนั้นเลยล่ะค่ะ
^^ เล่มที่มีอยู่ที่บ้านก็มีรูปนี้ด้วยแหละค่ะ












[1] สนธิสัญญาแวร์ซายส์
(
Treaty of Versailles) หรือชื่ออย่างเป็นทางการว่า
สนธิสัญญาสันติภาพระหว่างฝ่ายพันธมิตรและฝ่ายสัมพันธมิตรกับเยอรมนี (
Treaty
of Peace between the Allied and Associated Powers and Germany) เป็นสนธิสัญญาสันติภาพที่จัดทำขึ้นเมื่อวันที่
28 มิถุนายน ค.ศ. 1919 ณ พระราชวังแวร์ซายส์ ประเทศฝรั่งเศส
ซึ่งเป็นการยุติสงครามระหว่างฝ่ายพันธมิตรและจักรวรรดิเยอรมนี
ซึ่งเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง




[2] สนธิสัญญาตริอานอง
(
Treaty of Trianon)
ทำขึ้นเมื่อวันที่
4 มิถุนายน
1920
พระราชวังแวร์ซายส์เป็นสนธิสัญญาที่ทำระหว่างฝ่ายสัมพันธมิตรและฮังการีหลังจากสงครามโลกครั้งที่
1 ซึ่งส่งผลให้ฮังการีต้องเสียดินแดนบางส่วนให้กับโปแลนด์
และยังมีผลกระทบถึงจำนวนประชากรที่ลดลงและเศรษฐกิจของฮังการีในขณะนั้นด้วย

















MusicPlaylist




 

Create Date : 25 กันยายน 2554
8 comments
Last Update : 26 กันยายน 2554 0:12:54 น.
Counter : 8311 Pageviews.

 

ช่วยบอกหน่อยเถอะค่ะว่าทำไมเวลาตอนจัดหน้าก็สวยดีอยู่หรอก แล้วทำไมพอโพสต์แล้วมันถึงเป็นอย่างนี้ล่ะเนี่ย T^T

 

โดย: ส้มเช้งเองจ้า 25 กันยายน 2554 23:09:45 น.  

 

เรื่องนี้ยังไม่เคยหยิบมาอ่านเลยค่ะ

 

โดย: หวานเย็นผสมโซดา 26 กันยายน 2554 12:40:25 น.  

 

แทบเป็นนิยายโศกนาฎกรรมเรื่องแรกเลยล่ะค่ะ ชอบมากๆๆๆ เลย

เพิ่มเติม จักรพรรดินีเอลิซาเบทแห่งออสเตรีย เธอก็ผจญโศกนาฏกรรมไม่เบาเลยนะคะ แต่คิดว่าพระองค์ไม่มั่นคงเท่าเจ้าหญิงพรรณพิลาศ

 

โดย: jackfruit_k 26 กันยายน 2554 19:41:19 น.  

 

เป็นนิยายเรื่องแรกของผู้เขียน ที่ตอนเราอายุเท่ากัน เราไม่คิดอยากเขียนแนวนี้แน่ๆ
เป็นนิยายที่เรียกน้ำตาเรื่องแรกๆ ที่เราได้อ่านด้วย
เป็นความประทับใจแรก ที่ทำให้ดูละคร แล้วรู้สึกว่า คนทำละครพิถีพิถันแค่ไหน

สรุปโดยรวมว่าชอบมาก ...ชอบรีวิวละเอียดละออ ที่ทำให้เราเหมือนอ่านทบทวนเรื่องราวอีกครั้งด้วยค่ะ

 

โดย: นัทธ์ 26 กันยายน 2554 21:56:11 น.  

 

คุณหวานเย็นผสมโซดาคะ เล่มนี้แนะนำค่ะ เป็นนิยายที่อ่านแล้วได้อะไรๆ มากไปกว่าความรักจริงๆ ^^

คุณ jackfrut_k เจ้าหญิงซิสซี่ (SISI ตามแบบของออสเตรีย) โชคร้ายจริงนั่นแหละค่ะ แต่ทรงงามแท้ เอวบางร่างน้อยสุดๆ เห็นว่าเรื่องราวของพระองค์เอาไปทำหนังหลายรอบแล้ว เสียดายนะคะที่ลูกของพระองค์กลับก่อโศกนาฎกรรมอย่างนั้น

คุณ นัทธ์ ขอบคุณค่ะสำหรับคำชม ^^ ส้มได้ดูละครเรื่องนี้เมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ ทั้งๆ ที่ก็อ่านนิยายเรื่องนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ช่วงที่เวอร์ชั่นของช่อง 3 ออกนั้นยังเล็กมาก ตอนช่อง 9 ออกก็ติดเรียนจนไม่ได้ดูซะงั้น แต่ช่อง 9 เสื้อผ้า องค์ประกอบศิลป์หลายๆ อย่างดีทีเดียวเลยล่ะค่ะ

อ้อ...นิยายเรื่องแรกของเรา เราก็อยากให้จบอย่างนี้เหมือนกันค่ะ แต่ว่าโดนแย้งจนต้องเปลี่ยนตอนจบซะงั้น เสียดายจัง ^^

 

โดย: ส้มเช้งเองจ้า 26 กันยายน 2554 22:33:12 น.  

 

เรื่องนี้อ่านเมื่อครั้งที่ยังเด็กมาก ๆ จนเรื่องราวออกจะเลือนหายไปกับกาลเวลา ขอบคุณที่รีวิวให้อ่านอย่างละเอียดค่ะ

เรื่องลับแลลายเมฆที่คุณส้มเช้งเกรงว่าจะเครียดเหมือนเรื่องล่านั้น...เครียดจริงแต่ไม่เหมือนเรื่องล่าแน่นอนค่ะ เรื่องนั้นก็เคยอ่าน เป็นเรื่องของการตามล่าล้างแค้นมากกว่า แต่ลับแลลายเมฆเป็นความพยายามของนางเอกที่จะก้าวผ่านฝันร้ายในชีวิตด้วยตัวเองค่ะ
ตามมาเชียร์และชวนอ่านค่ะ แหะ ๆ

 

โดย: แม่ไก่ 17 ตุลาคม 2554 20:59:46 น.  

 

สวัสดีปีใหม่จ้า ปีหน้าขอให้มีแต่เรื่องดีๆ
มีความสุขมาก สุขภาพแข็งแรงนะ

 

โดย: Don't try this at home. 29 ธันวาคม 2554 18:36:01 น.  

 

สวัสดีปีใหม่ย้อนหลังจ๊ะ สุขสมหวังทุกประการเนอะ

 

โดย: Don't try this at home. 6 มกราคม 2556 20:03:47 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


Atomic_no1
Location :
เชียงใหม่ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Friends' blogs
[Add Atomic_no1's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.