เก็บความทรงจำ..(^_^)..ความสนใจ โลกส่วนตัว ที่เราสร้างเอง
Group Blog
 
 
พฤษภาคม 2555
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
28 พฤษภาคม 2555
 
All Blogs
 

เกิดเป็นหงส์ ตอนที่ 7-2

ขวัญตามาหาทิวที่บ้าน แต่เมื่อไม่พบก็โวยวายใส่วิวัฒน์

       “ตกลง แกไม่รู้จริงๆเหรอว่าพี่ทิวไปไหน”
       “ผมไม่รู้จริงๆครับ”
       “แล้วไอ้เข้มอยู่ไหน”
       “ไม่รู้ครับ”
       ขวัญตาโมโห
       “โอ๊ย! คำก็ไม่รู้ สองคำก็ไม่รู้ ชีวิตนี้รู้อะไรกับเขาบ้างเนี่ย สตึ! ทึ่ม! ปัญญาอ่อน!”
       วิวัฒน์หน้าจ๋อย ขวัญตาเดินเซ็งออกไป วิวัฒน์รีบตามออกไป

       ผ่องทิพย์ชวนบุญปลูกไปที่บ้านทิว
       “มาบ้านคุณทิวทำไมคะ คุณนาย” บุญปลูกถามอย่างสงสัย ระหว่างที่เดินไปด้วยกัน
       “โง่จริงหรือแกล้งโง่เนี่ย”
       “ถ้าฉลาดก็ไม่มาเป็นขี้ข้าให้จิกหัวด่ายี่สิบสี่ชั่วโมงแบบนี้หรอกค่ะ”
       “ไปเอาเสื้อของทิวมา”
       “อ๋อ...แหม...คุณนายเนี่ย มาทางชั่วจริงๆนะคะ คิดได้คิดดี”
       “ฉันทำบุญต่างหาก เพราะฉันกำลังทำให้น้องชายได้คนรักกลับคืน ไปเอามา”
       ผ่องทิพย์ชะงัก กันบุญปลูกเอาไว้ไม่ให้เดินต่อ
       “เดี๋ยว!”
       บุญปลูกงงๆ
       “มีอะไรคะคุณนาย”
       ผ่องทิพย์มองไปในบ้าน
       “ใครอยู่ที่หน้าบ้านทิว แกดูซิ”
       ผ่องทิพย์และบุญปลูกพยายามเพ่งมอง เห็นขวัญตาเดินออกมา วิวัฒน์ตามมาต้อยๆ
       “นังขวัญตานี่ ออกมากับใคร...ทิว หรือไอ้เข้ม”
       บุญปลูกส่ายหน้า
       “ไม่ใช่ทั้งสองคนเลยค่ะ”
       ผ่องทิพย์กับบุญปลูกแอบดูอยู่ที่ตรงนั้น ไม่เข้าไป

       ขวัญตาเห็นวิวัฒน์เดินตามมาก็หันไปตวาด
       “จะตามมาทำไม ตามยังกะหมา”
       วิวัฒน์อึ้ง จ๋อย รู้สึกโกรธที่ถูกดูถูก ขวัญตาหันกลับ วิวัฒน์ลืมตัวคว้าแขนของเธอไว้
       “ผมไม่ใช่หมา”
       ขวัญตารังเกียจมาก ปัดออก
       “อย่ามาแตะตัวฉัน คิดจะทำอะไร ไอ้บ้า”
       ขวัญตาตบหน้าวิวัฒน์เปรี้ยงหน้าหันไป เขาหน้าจ๋อย รู้สึกผิด
       “ไม่รู้จักเจียมตัว สะเออะลามปาม ไม่อยากมีที่ซุกหัวนอนอีกต่อไปแล้วใช่มั้ย หา!”
       “ผมขอโทษครับ คุณนาย ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมลืม...ตัว”
       “จำไว้ อย่างแก แค่ได้นังบุญปลูกขี้ข้าสมองมดนั่นเป็นเมีย ก็ดีเกินพอแล้ว”
       บุญปลูกสะดุ้งที่ถูกพาดพิงเสียหาย เจ็บใจ ขวัญตาหงุดหงิดเดินออกไป วิวัฒน์มองตาม น้อยใจในโชคชะตา
       “จำไว้นะ!ไอ้วิวัฒน์ เอ็งก็แค่หมาในสายตาเขา”
       วิวัฒน์จ๋อยไป ผ่องทิพย์ยิ้มพึงพอใจ คิดแผนใหม่ได้
       “นังบุญปลูก...ฉันเปลี่ยนใจแล้ว”
       “เปลี่ยนใจ จะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีเหรอคะ” บุญปลูกหัวเราะเยาะ “ฮ่ะๆๆอมพระมาพูดก็ไม่เชื่อค่ะ ฮ่ะๆๆๆ”
       ผ่องทิพย์หยิบของที่อยู่ใกล้มือยัดใส่ปากบุญปลูก
       “แกก็อมไอ้นี่ซะก่อน!! นังโง่!”
       บุญปลูกปากเกือบแหก
       “ฉันเปลี่ยนใจ...ให้แกไปเอาเสื้อของไอ้คนงานใหม่นั่นมาต่างหาก”
       “อ้าว...ไหงงั้นล่ะคะ”
       “ลองคิดดูสิ ถ้ามันต้องเกลือกกลั้วกับสิ่งที่มันเกลียด ความรู้สึกจะเป็นยังไง”
       “แค่คิดก็...อี๋แล้วค่ะ”
       “แค่คิด...ฉันก็มีความสุขแล้ว ฮ่ะๆๆๆๆ นังขวัญตาแกต้องทรมานเหมือนตกนรก!”
       ผ่องทิพย์หัวเราะสะใจมาก ยิ้มพราวที่ได้กำจัดขวัญตา

       ทิวรู้สึกไม่พอใจที่ได้ยินข่าวจากเข้ม
       “ขวัญตาจะมายุ่งวุ่นวายอะไรกับฉันอีก”
       “พูดยังกะนายไม่รู้จักนิสัยแฟนเก่า”
       ทิวถีบเข้มกระเด็น
       “ไอ้เข้ม อย่าโยงฉันไปเกี่ยวกับผู้หญิงคนนั้นอีก เดี๋ยวปั๊ด!”
       “อูย ไม่เดี๋ยวแล้วนาย ถีบมาแล้ว อูย!”
       “ฉันอยากนอน กลับไปเลยไป”
       “ไปก็ได้ครับ...แต่...นาย...แน่ใจเหรอว่าคุณหญิงเลขาจะไม่ปากโป้งบอกใครเรื่องนาย เข้มไม่ค่อยแน่ใจ ผู้หญิงเก็บความลับไม่ค่อยจะได้นะนาย”
       “ผู้หญิงคนอื่นอาจจะใช่...แต่ไม่น่าจะใช่ ยัยคุณหญิงนั่น”
       ทิวคิดถึงหญิงมานศรี มั่นใจว่าจะไม่แพร่งพราย

       เช้าวันใหม่...หญิงมานศรีเปิดประตูห้องออกมา พบพิไลพรยืนหน้าตื่นอยู่หน้าห้องอยู่แล้ว
       “คุณหญิงคะ คุณหญิงไปไหนมาเมื่อคืน พรรอจนดึก”
       “พร...มีอะไร”
       พิไลพรมองซ้ายมองขวา กลัวใครจะได้ยิน เมื่อเห็นไม่มีใคร จึงกล้าพูดออกมา
       “พร กลัวค่ะ คุณเทพ...”
       ทันใดนั้น เทพเดินเข้ามา ยิ้มพราย
       “เหมือนกำลังพูดถึงผมกันอยู่...”
       พิไลพรสะดุ้งเฮือก หันมองเทพ หน้าซีด หญิงมานศรีสังเกตเห็นท่าทางของพิไลพรทุกอย่าง รู้สึกได้ว่าผิดปกติกับเทพ แต่หญิงสาวแสร้งทำเป็นปกติ
       “ใช่มั้ยครับ”
       “ค่ะ...”
       “คุณพิไลพร คงกำลังจะเล่าให้คุณหญิงฟังถึงเรื่องเมื่อคืน ที่ผมเสียมารยาทกับคุณ”
       พิไลพรไม่ตอบนิ่งเฉย เทพหันมาหาหญิงมานศรี
       “ผมเป็นห่วงคุณหญิงมาก เห็นว่าค่อนข้างดึกแล้วยังไม่กลับมาและไม่รับมือถือผม...ผมเลยอารมณ์เสียใส่คุณพิไลพรนิดหน่อยที่ไม่รู้ว่าคุณหญิงอยู่ที่ไหน ทั้งๆที่เป็นคนสนิท”
       พิไลพรสวนทันที
       “แต่สำหรับดิฉัน คงเรียกว่านิดหน่อยไม่ได้ มัน...”
       เทพขัดขึ้น
       “ผมขอโทษจากใจจริง”
       พิไลพรเมินหน้าหนี...เทพแอบเคือง แต่รีบทำเป็นขอความเห็นใจจากหญิงมานศรี
       “คุณหญิงครับ ผมเสียใจจริงๆ คุณพิไลพรคงมองผมในแง่ร้ายไปซะแล้ว”
       หญิงมานศรียิ้มหวาน
       “ดิฉันเข้าใจความรู้สึกคุณเทพค่ะ ขอบคุณนะคะสำหรับความห่วงใย...หญิงก็แค่ขับรถไปเที่ยวเรื่อยเปื่อย...ไม่ต้องห่วงหญิงนะคะ ส่วนพิไลพร หญิงจะช่วยคุยให้เข้าใจคุณเทพเองค่ะ”
       เทพยิ้มบางๆ
       “ขอบคุณมากนะครับ”
       “พรจ๊ะ....อย่ามองคุณเทพในแง่ร้ายนักสิ คุณเทพเป็นคนดี มีแต่ความจริงใจ”
       พิไลพรอึ้งไป
       “แต่...”
       หญิงมานศรีตัดบท
       “มาช่วยหญิงจัดของฝากส่งไปให้หม่อมแม่หน่อยสิจ๊ะ เราจะได้คุยกันเรื่องนี้ด้วย ขอตัวนะคะคุณเทพ”
       หญิงมานศรีรีบดึงตัวพิไลพรเข้าห้อง ยิ้มให้เทพเพื่อให้เขาวางใจ พิไลพรตามเข้าไปอย่างไม่เข้าใจนัก หญิงมานศรีปิดประตู...เทพ ยืนยิ้มเป็นเทพบุตร ก่อนจะยิ้มกริ่ม ย่ามใจ คิดว่า หญิงมานศรียังเชื่อในความเป็นเทพบุตรของตัวเอง

       หญิงมานศรียังยืนที่ประตู เอาหูแนบฟัง...ในขณะที่พิไลพรยืนมองหญิงมานศรีอย่างไม่เข้าใจว่าหญิงมานศรีจะทำอะไรกันแน่
       “คุณหญิงคะ”
       หญิงมานศรีแน่ใจว่าเทพไปจากหน้าห้องแล้ว ค่อยๆหันมา
       “พร...”
       “คุณหญิงต้องเชื่อพรนะคะว่าคุณเทพ...”
       หญิงมานศรีตัดบท
       “พรจ๊ะ...ฟังหญิงนะ ช่วงนี้อย่าเพิ่งทำอะไรให้คุณเทพรู้หรือเห็นว่าพร ไม่ไว้ใจเขา”
       “พรไม่เข้าใจค่ะ”
       “ตอนนี้หญิง...ไม่สามารถไว้ใจใครได้เลย...แต่ละคนมีมุมที่หญิงเพิ่งค้นพบ ซึ่งก็ยังตอบให้แน่นอนลงไปไม่ได้ว่า...อะไรจริงและอะไรไม่จริง”
       “แต่อย่างคุณเทพนั่น พรตอบได้โดยไม่ลังเลเลยค่ะว่า....เขาดีไม่จริง”
       “แต่เขาคือคนที่มีบุญคุณกับหญิง...หากสิ่งที่พรหรือนาย...” เธอหมายถึงทิว แต่ยั้งไว้ไม่พูดมันออกมา” คิดเป็นเรื่องจริง...หญิงก็จะหาทางออกให้กับเรื่องนี้อย่างดีที่สุด”
       พิไลพรยังหนักใจ ที่หญิงมานศรียังคงไม่ตัดสินใจไปจากที่นี่
       “หม่อมแม่จะต้องรับรู้เรื่องนี้ ท่านอาจจะให้คำปรึกษาหญิงได้”
       หญิงมานศรีคิดถึงหม่อมสรัสวดีขึ้นมา

       วันต่อมา...หญิงมานศรีกับพิไลพรมาถึงวังกฤตยา ก็ตรงเข้าไปยกมือไหว้พี่ชาย ชายคำรณฤทธีดีใจมากที่เจอหญิงมานศรี ส่วนพิไลพรรีบเข้าไปกอดแม่แล่มด้วยความคิดถึง
       “น้องหญิงดูซูบและก็คล้ำไปนะ”
       “หญิงไปทำงานที่โรงงานผลิตน้ำตาลและไร่อ้อยนะคะ ไม่ได้อยู่แต่ในตึกในเมืองเหมือนพี่ชาย แต่พี่ชายก็ดู...ไม่ค่อยสดใสเลยนะคะ”
       “ภาวะที่ต้องเร่งกอบกู้ธุรกิจก็แบบนี้ล่ะจ๊ะ...สดใสไม่ออก”
       หญิงมานศรีหมองลง ชายคำรณฤทธีมองอย่างสงสัย
       “น้องหญิงต้องมีเรื่องอะไรทุกข์ใจแน่ๆ ถึงได้ลางานกลับมาเยี่ยมบ้านโดยที่ไม่ได้บอกพี่ล่วงหน้า”
       “หม่อมแม่ไม่อยู่ ไปไหนคะพี่ชาย”
       คำรณฤทธีอึ้งไป

       หม่อมสรัสวดีเดินเข้ามาในบ้านเสกสรรค์พร้อมกับจ่าตำรวจ 1 นาย
       “เชิญค่ะ คุณตำรวจ...”
       พันทิพาและเสกสิทธิ์เดินหน้าตื่นเข้ามา เพราะมีแม่บ้านไปรายงาน แม่บ้านปลีกตัวออกไป
       “ไหน ตำรวจมาทำไม...”
       พันทิพา หันมาเห็นหม่อมสรัสวดีกับตำรวจ อึ้งไปนิดก่อนจะเข้าใจ
       “หม่อมสรัสวดี คิดจะทำอะไร เอาตำรวจมาจับดิฉันในข้อหาอะไรไม่ทราบ หา!”
       เสกสิทธิ์เข้ามา
       “คุณหญิง ใจเย็นก่อน...หม่อมสรัสวดี ด้วยความเคารพนะครับ มีเรื่องอะไร จนถึงกับต้องมีตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้อง”
       “เจ้าหน้าที่รัฐคงไม่ต้องเดือดร้อน และเอาเวลาไปทำประโยชน์กับประชาชนได้มากกว่านี้ ถ้าภรรยาของท่านรัฐมนตรีไม่หมิ่นประมาทดิฉันด้วยการยกขบวนนักข่าวไปฉีกหน้าดิฉันถึงที่วังก่อน”
       เสกสิทธิ์ถอนใจเฮือก
       “ผมเตือนคุณแล้วน้า คุณหญิง”
       พันทิพาไม่แคร์
       “ฉันแฉความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณะชน ฉันไม่แคร์ ฟ้องก็ฟ้องสิ มีปัญญา ฟ้องได้ก็ฟ้องไป ฉันไม่กลัว”
       หม่อมสรัสวดีแค้นๆ
       “งั้นก็รับหมายเรียกไปสิคะคุณหญิง”
       ตำรวจยืนซองเอกสารให้ พันทิพารับมาอย่างไม่เต็มใจ
       “เชิญไปให้ปากคำ ตามวันและเวลาในหมายเรียกนะครับ”
       พันทิพาไม่กลัวลอยหน้าลอยตาถาม
       “แล้วถ้าฉันไม่ไป”
       หม่อมสรัสวดียิ้มหยัน
       “ก็จะโดนหมายจับ หรือคิดว่าจะใช้อำนาจและตำแหน่งของสามีช่วยเหลือคิดให้ดีนะคะคุณเสกสิทธิ์ คุณได้ชื่อว่าเป็นนักการเมืองมือสะอาด...อย่าให้เมียที่มือสกปรก ทำเป็นแต่เรื่องทำลายคนอื่นดึงคุณให้ตกต่ำแปดเปื้อนเลยค่ะ”
       หม่อมสรัสวดีเดินออกไปอย่างสะใจ ตำรวจทำความเคารพแล้วเดินออกไป พันทิพาโกรธมาก
       “อ๊าย...นังหม่อมอสรพิษ มันแว้งมากัดฉัน คุณเห็นมั้ย คุณเสกสิทธิ์”
       “เขาไม่ได้เรียกกัด เขาเรียกเอาคืน ก็ไปทำอะไรเขาไว้ล่ะ”
       “พูดเหมือนคุณไม่คิดจะช่วยฉัน”
       เสกสิทธิ์จ้องหน้าภรรยา
       “ไม่ใช่แค่ไม่ช่วยนะ จะสมน้ำหน้าด้วย”
       เสกสิทธิ์เดินออกไปอย่างเซ็งมาก พันทิพาโมโหฉุนเฉียว
       “เออ! เคยได้ยินมั้ย ว่าคนล้มอย่าข้าม...อ๊าย... ตาเสก ตาเสกอยู่ไหนลูก ตาเสก ช่วยแม่ด้วย แม่โดนฟ้อง”

พันทิพาเดินหาเสกสรรค์เพื่อขอความช่วยเหลือ
โปรดติดตามอ่านตอนต่อไป เวลา 17.00 น.

ติดตามทุกความเข้มข้นของ "เกิดเป็นหงส์" วันละ 2 รอบเวลา เช้า 9.30 น. และ เย็น เวลา 17.00 น.

       เสกสรรค์ยืนรวบรวมพลังใจอยู่ กำลังจะก้าวเข้าไปในตัววังกฤตยา แต่แล้ว หม่อมสรัสวดีเดินเข้ามาเห็นเข้าก็ไม่พอใจ
       “คุณเสกสรรค์!”
       เสกสรรค์ชะงัก รีบยกมือไหว้
       “สวัสดีครับหม่อม”
       หม่อมสรัสวดีรับไหว้อย่างเสียไม่ได้
       “สวัสดี....ออกมาจากอ้อมอกของแม่มาที่นี่อีกทำไม”
       เสกสรรค์หน้าเสีย แต่พยายามรักษาอาการ
       “ผมมาหา...”
       หญิงมานศรีเดินออกมาเห็นเสกสรรค์ก็ตกใจ
       “เสก...”
       “คุณหญิง!” เสกสรรค์ดีใจมาก

       เข้มกำลังนั่งกินข้าวกับทิวอยู่ที่กระท่อม แต่ทิวกินไม่ลงเอาแต่ชะเง้อมองหา หวังจะได้เห็นหน้าหญิงมานศรีโดยที่ตัวเองก็ไม่รู้ตัว เข้มสังเกตอาการของเจ้านาย แล้วยิ้มขำๆ
       “คนเราน้า...สับสนในตัวเองมากๆ สักพักคงเป็นบ้า ว่ามั้ยนาย”
       “ใครสับสนในตัวเอง”
       “ไม่รู้ พูดลอยๆ ปากก็บอกว่าเกลียด รังแกเขาสารพัด สักพัก...เปลี่ยนใจไปจีบเขาเฉยเลย”
       ทิวลืมตัว รีบแก้
       “ฉันจีบยัยนั่นเพราะฉันมีแผน ใช้ไม้แข็งไม่ได้ผล ก็ต้องใช้ไม้นวมสิวะ วันไหนที่ยัยนั่นใจอ่อนกับฉัน วันนั้นจะเป็นวันที่ฉันสะใจที่สุดที่ได้ แย่งชิงผู้หญิงที่ไอ้เทพมันอยากได้มาสำเร็จ”
       “ไม่ได้คิดอะไร แล้วรอเขา มองหาเขาทำไม คิดถึงล่ะสิ”
       “ฉันไม่ได้...”
       “น่านไง ยอมรับจนได้ว่านายเป็นผู้ชายคนนั้น คนที่สับสนในตัวเอง เดี๋ยวเกลียด เดี๋ยวคิดถึง ชอบเขาแล้วล่ะสิ ระวังบ้านะนาย”
       “ไอ้เข้ม แกหลอกฉัน”
       “หลอกอะไร...คนโกหกตัวเอง สุดท้ายก็ต้องหลุดปากออกมาเอง เข้มไม่เกี่ยว”
       ทิวอึ้ง เฉไฉ ลงมือกินข้าว เข้มมองๆ
       “กินให้อิ่มเถอะนาย ไม่ต้องรอหรอก...คุณหญิงเลขาเขาไปกรุงเทพหลายวัน”
       ทิวอึ้งรู้สึกแย่ที่หญิงมานศรีไม่อยู่ แต่เสแสร้งกินข้าว ไม่สนใจในสิ่งที่เข้มพูด

       หญิงมานศรี กับเสกสรรมายืนคุยกันตามลำพัง เขาเอื้อมมือมาจับมือของหญิงสาวไว้
       “ขอบคุณนะครับที่ยอมออกมาคุยกับผม ต้องขอบคุณพี่ชายของคุณหญิง ที่บอกผมว่าคุณหญิงกลับมาเยี่ยมบ้าน”
       หญิงมานศรีดึงมือกลับ สบตาเขาโดยไม่หวั่นไหวอีกต่อไปแล้ว
       “เสก...สบายดีมั้ยคะ”
       “ผมเพิ่งออกจากโรงพยาบาล”
       “เสกเป็นอะไรคะ”
       “ผมถูกคนรุมทำร้าย”
       หญิงมานศรีตกใจ
       “วันที่ผมกลับกรุงเทพหลังจากพบคุณหญิง โดยที่ผมไม่รู้ว่าเป็นใคร และเพราะอะไร”
       “เสกเป็นยังไงบ้าง บาดเจ็บมากมั้ย”
       “ปางตายครับ”
       หญิงมานศรีอึ้งไป
       “หญิงขอโทษ...”
       “ขอโทษผมทำไมครับ...คุณหญิงไม่ได้เป็นคนทำสักหน่อย”
       หญิงมานศรีพูดไม่ออก เสกสรรค์จ้องจับสีหน้าของหญิงสาว
       “หรือว่าคุณหญิงรู้ครับ ว่าใครเป็นคนทำ”
       หญิงมานศรีชะงักอึ้ง
       “หญิง...ไม่ทราบค่ะ”
       “ผมเองก็ไม่เชื่อที่คุณแม่กล่าวหาคุณหญิง กับหม่อมสรัสวดี”
       “เสกคะ...ถ้าเป็นไปได้ เสกก็ไม่ควรไปหาหญิงที่นั่นอีก”
       “ผมต้องไปครับ”
       “เสก...”
       “วันนี้ผมหลุดพ้นจากเงาของคุณแม่แล้ว...ผมทำในสิ่งที่คุณหญิงเคยขอให้ทำ ผมสามารถรักคุณหญิงได้ โดยที่ไม่มีใครมาขัดขวางได้อีก”
       เสกสรรค์จับมือของเธอเอาไว้ หญิงสาวมองมือนั้นอึ้งๆ รู้สึกไม่สนิทใจ ไม่ดีใจอย่างที่ควรเป็น กลับคิดถึงใครอีกคน

       ทิวนั่งเครียด คิดถึงหญิงมานศรีมาก พลางบ่นพึมพำกับตัวเอง
       “จะกลับไปทำไม งานการไม่รู้จักทำ”
       ทิวก้มลงดูแผลของตัวเอง พยายามลุกขึ้น เดินตัวตรงเพื่อเช็คอาการ รู้สึกดีขึ้น เข้มวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา
       “นาย”
       “อะไร”
       “เข้มเห็นไอ้ล้วนพาทนายความมาหานายใหญ่”
       ทิวนึกสงสัยว่าเทพจะทำอะไร
       “เอาไงดีล่ะนาย”
       “ตามไอ้ทนายนั่นไป...แล้วหาทางรู้ให้ได้ ว่าไอ้เทพเรียกมันมาทำไม”
       “ครับ”
       เข้มรีบออกไป ทิวหน้าเครียด

        ล้วนนำทนายความเข้ามาหาเทพในห้องทำงาน ขณะที่เขารออยู่แล้ว ล้วนปิดประตูล็อกจนสนิท เพราะไม่อยากให้ใครได้ยืนว่าคุยอะไรกัน
       “นั่งสิ คุณสมภพ”
       “สวัสดีครับ คุณเทพ”
       “ผมมีเรื่องอยากจะรบกวนหน่อย”
       “ยินดีครับ ไม่ได้เป็นการรบกวนอะไรเลยครับ”
       “ถ้ามีใครสักคนอยากจะโอนหุ้นให้กับอีกคน โดยที่เจ้าตัวไม่มีโอกาสได้เซ็นมอบให้ด้วยตนเอง...ต้องทำยังไง หุ้นนั้นจึงจะถูกโอนได้อย่างถูกกฎหมาย”
       “ทำไมถึงไม่มีโอกาสครับ”
       “เพราะเขาได้เสียชีวิตก่อนที่จะดำเนินการน่ะสิ”
       “ถ้าอย่างนั้น ก็ต้องมาดูว่าใครเป็นทายาทลำดับแรกตามกฎหมาย บุคคลนั้นจะเป็นผู้รับมรดกของผู้ตาย และมีอำนาจตัดสินใจที่ยกหรือโอนหุ้นซึ่งถือว่า เป็นทรัพย์สินของผู้ตายให้บุคคลอื่น”
       เทพยิ้มกริ่ม สบตากับล้วน ที่ค้อมหัวให้เทพอย่างยินดี เทพรู้สึกสบายใจ


       ทนายความออกมาจากห้องกับล้วน เทพเดินออกมาส่ง
       “ร่างใบโอนหุ้นให้เสร็จเร็วๆแล้วกัน ผมใจร้อน”
       “ครับผม”
       สมภพเดินออกไปกับล้วน เทพมองตามอย่างพึงพอใจ พวงทองเดินเข้ามา
       “คุณจะโอนหุ้นอะไรให้ใคร”
       “ฉันรู้สึกว่า ช่วงนี้เธอออกจะจุ้นจ้านเรื่องส่วนตัวของฉันมากเกินไปนะ พวงทอง”
       “เพราะเรื่องส่วนตัวของคุณที่ไม่อยากให้ใครจุ้น...มันไม่น่าไว้ใจ”
       “กลายเป็นคนหวาดระแวงฉันตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”
       “ฉันเห็น และฉันก็รู้สึก”
       “สมกับเป็นว่าที่เมียหมายเลขหนึ่งของฉันจริงๆ”
       “และฉันก็ไม่ได้ซื่อใสบริสุทธิ์ จนหลงเชื่อคำสัญญาลมๆแล้งๆของคุณเหมือนกัน”
       “เธอคิดว่าเธอเก่ง จนรู้ทันฉันทุกอย่างงั้นรึ”
       “ไม่ได้คิดว่าเก่ง แต่คิดว่า....ฉันต้องหันมามองคุณใหม่ หลังจากที่ทิว...หายตัวไปอย่างน่าสงสัยแบบนี้”
       พวงทองมองเทพอย่างท้าทายและไม่กลัวเกรง จนทำให้เทพรู้สึกหวั่นไหวไม่ได้ แต่เทพก็ยิ้มกลบเกลื่อน จับพวงทองมาจูบที่หน้าผาก
        “เธอจะมอง หรือจ้องจับผิด ก็ตามสบายเลยนะ แต่เธอจะมองไม่เห็นอะไรหรอก”
       “บางทีความถูกต้องก็จะปรากฏออกมาเอง โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปทำอะไร ความลับไม่เคยมีในโลก เคยได้ยินมั้ย ถ้าคุณเป็นคนดีจริงๆ ก็ไม่ต้องกลัวว่าความลับจะถูกเปิดเผย ยกเว้น ว่าคุณไม่ใช่”
       พวงทองยิ้มหวานให้เทพ แต่เป็นยิ้มที่เชือดเฉือนใจสำหรับเทพมาก พวงทองเดินออกไป ทิ้งเทพให้ยืนเจ็บใจอยู่เพียงลำพัง โดยไม่ทำอะไร เพราะเธอเป็นผู้หญิงที่เขาไม่เคยลงมือตบตีเลย

       เสกสรร กับหญิงมานศรียังคงคุยด้วยกันอยู่ หญิงสาวเหม่อลอย...
       “คุณหญิงครับ”
       หญิงมานศรีหันมา
       “คะ”
       เสกสรรตัดสินใจคุกเข่าตรงหน้า จับมือของหญิงสาวเอาไว้ หญิงมานศรีตกใจ
       “เสก ทำอะไร”
       “แต่งงานกับผมนะครับ คุณหญิงที่รักของผม”
       หญิงมานศรีอึ้งตะลึงงัน
       “เสก”
       เสกสรรค์หยิบกล่องใส่แหวนจากกระเป๋าเสื้อ แล้วเปิดออก มีแหวนเพชรน้ำงามวงน้อยน่ารักวางอยู่
       “แหวนแทนใจ จากน้ำพักน้ำแรงของผมเอง คุณหญิงรับมันไว้นะครับ”
       หญิงมานศรี ไม่แน่ใจ ลังเล
       “เอ่อ...หญิง...”
       เสกสรรเริ่มใจเสีย
       “คุณหญิง...หมายความว่าไงครับ หรือคุณหญิงไม่อยากแต่งงานกับผม ไม่รักผมแล้ว”
       “ไม่ใช่อย่างนั้นค่ะ หญิงขอบคุณที่เสกทำเพื่อหญิง ต่อสู้เพื่อความรักของเรา...แต่ตอนนี้...”
       ขณะเดียวกันนั้น หม่อมสรัสวดีเดินออกมากับชายคำรณฤทธีและ พิไลพร หม่อมสรัสวดีรีบพูดแทรก
       “แต่ตอนนี้...ลูกหญิงไม่อยากแต่งงานกับคุณ เพราะไม่ได้รักคุณอีกต่อไปแล้ว”
       หญิงมานศรีอึ้งไป
       “หม่อมแม่!”
       เสกสรรค์มองหญิงมานศรีอย่างเสียใจ
       “จริงเหรอครับคุณหญิง”
       หญิงมานศรีหน้าเสียไม่รู้จะตอบยังไง
       “คือหญิง...”
       หม่อมสรัสวดีตอบแทนลูกสาวทันที
       “ลูกหญิงอาจจะไม่กล้าปฏิเสธเธอด้วยตัวเอง เพราะเห็นใจ อย่างน้อยก็เคยเป็นคนรักกัน เธอกลับไปซะเถอะ”
       “หม่อมแม่คะ หญิงแค่ไม่...”
       หญิงมานศรียังไม่ทันพูดคำว่าแน่ใจ หม่อมสรัสวดีรีบตัดบท
       “ลูกหญิง เข้าข้างในได้แล้ว”
       หญิงมานศรีชะงัก
       “แต่...หญิง...”
       หม่อมสรัสวดีจ้องหน้าลูกสาวด้วยสายตาบังคับ
       “ถ้าลูกหญิงตกลงแต่งงานกับเค้า เท่ากับลูกหญิงเป็นศัตรูกับแม่ เพราะลูกหญิงคงลืมไปหมดแล้วว่าครอบครัวเราถูกพวกเค้าย่ำยีเกียรติยศศักดิ์ศรีมากแค่ไหน เข้าบ้าน”
       หม่อมสรัสวดีดึงตัวลูกสาวเข้าบ้าน หญิงมานศรีหันมองเสกสรรค์อย่างเห็นใจ แต่ไม่ได้อยากเข้าไปหาเพื่อยืนยันความรู้สึกของตัวเองอีกแล้ว
       เสกสรรค์มองตามหญิงสาวคนรักอย่างเสียใจ ผิดหวัง พิไลพรกับ ชายคำรณฤทธีมองรู้สึกเห็นใจเสกสรรค์มาก
       พิไลพรเดินเข้าข้างในตามหญิงมานศรีไป แต่คำรณฤทธียังยืนอยู่มองเสกสรรค์ที่ยืนนิ่ง อึ้ง
//www.manager.co.th/Drama/
ทิวเดินมาหยุดยืนกลางป่าหรือทุ่งโล่ง ยืนเพียงลำพัง มีเพียงแสงจันทร์ที่สาดส่อง เขามองดวงจันทร์ดวงกลมโตสาดแสงนวล หลับตา สูดลมหายใจ เหมือนรับพลังจากแสงจันทร์ เพื่อให้สงบ สักครู่เขาก็ลืมตาขึ้น

       “พ่อครับแม่ครับ ช่วยคุ้มครองผมด้วย ไม่ว่าจะด้วยวิธีไหนที่จะขัดขวางและทำลายไอ้เทพได้...ผมจะทำ!”

       หญิงมานศรีเองก็กำลังอยู่ในอารมณ์เดียวกันกับทิว หญิงสาวยืนรับพลังแสงจันทร์อยู่นอกวังกฤตยา ที่หงส์งามลอยเด่น สักครู่เธอก็ลืมตาขึ้น
       “ท่านพ่อขา...หญิงขอกำลังใจเพื่อต่อสู้กับความหลอกลวง ขอดวงตาที่หญิงจะมองทะลุเห็นหัวใจของคนได้ ขอความคิดและความเห็นที่ถูกต้อง แข็งแกร่งไม่หลงไปกับน้ำคำของใครง่ายๆ ท่านพ่อช่วยหญิงด้วยนะคะ”
       หญิงมานศรีมองขึ้นไปยังดวงจันทร์เบื้องบน ซึ่งทิวก็มองไปยังจุดหมายเดียวกัน

       มุมหนึ่งในป่า...หม้อดินวางอยู่บนเตาที่สร้างจากก้อนหินเส้า มีน้ำเดือดปุดๆอยู่ภายใน ผ่องทิพย์เทสมุนไพรจากห่อกระดาษลงในหม้อ จากนั้นเธอก็รับถุงใส่กางเกงใน และเส้นผมของขวัญตามาจากบุญปลูก และเสื้อเชิ้ตตัวที่วิวัฒน์เคยใส่ แล้วหย่อนลงไปในหม้อ ผ่องทิพย์จัดการปลดกระดุมเสื้อลงทีละเม็ดๆ บุญปลูกรีบปิดตาตัวเอง ทนดูไม่ได้
       เสื้อของผ่องทิพย์ถูกโยนลง มากางเกงถูกปลดลงมาจนร่วงคาข้อเท้าของผ่องทิพย์ แล้วถูกสลัดออกไปกองรวมกับเสื้อตามมาด้วยชุดชั้นใน ผ่องทิพย์ เงยหน้า ชูมือขอพลังจากดวงจันทร์ บุญปลูกแง้มมองตามร่องมือ อ้าปากหวอ เมื่อเห็นผ่องทิพย์เปลือยเปล่า บุญปลูกรีบปิดตาไว้อย่างเดิม ผ่องทิพย์เอามือลูบไล้ไปตามลำแขน ตามช่วงขาอันเรียวงาม ฉาบร่างกายด้วยพลังของดวงจันทร์ จากนั้น เธอก็จับไม้ท่อนขึ้นมากวนสิ่งของในหม้อให้เข้ากันอย่างช้าๆ
       “คืนนี้เป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง...ขึ้นสิบห้าค่ำ ฤกษ์ดีที่จะให้พวกแกได้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน...ไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ ฮ่ะๆๆๆ”
       บุญปลูก มองไปรอบๆ รู้สึกวังเวงกับบรรยากาศ ผ่องทิพย์หยุดกวน วางไม้ลง หันไปสั่งบุญปลูก
       “นังบุญปลูก เอาเสื้อผ้ามาให้ฉัน”
       “ค่ะ”
       บุญปลูกรีบวิ่งไปหยิบเสื้อผ้ามาส่งให้ผ่องทิพย์ เผลอแอบดูบ้างแวบๆ ผ่องทิพย์จัดการใส่เสื้อผ้าอย่างรวดเร็ว ทิวเดินมาจากมุมหนึ่ง เห็นผ่องทิพย์ที่ใส่เสื้อผ้าเสร็จเรียบร้อยพอดี และบุญปลูกกำลังทำอะไรบางอย่าง ทิวมองอย่างสงสัย แปลกใจ
       “พี่ผ่อง มาทำอะไรตรงนี้”

       ผ่องทิพย์กรอกน้ำจากหม้อดินใส่ขวดแก้ว จนเต็มแล้วปิดฝา ส่งให้บุญปลูก ทิวแอบดูอยู่ใกล้ๆ
       “เอาไปผสมน้ำให้นังขวัญตากับไอ้นั่นกิน”
       บุญปลูกขย้อนจะอ้วก
       “อ้วก...น่าขยะแขยงที่สุดอ่ะค่ะ อ้วก”
       “ของสกปรก มันก็สมควรให้คนสกปรกๆอย่างนังขวัญตากิน ฮ่ะๆๆ”
       ทิวตกใจ สงสัยว่าผ่องทิพย์เอาอะไรให้ขวัญตาและใครอีกคนกิน
       “น้ำเสน่ห์จันทรานี่แหละ...จะทำให้นังขวัญตากระเด็นไปจากชีวิตคุณเทพ แล้วไปอยู่กับคนที่มันเกลียดและขยะแขยง...ฮ่ะๆๆ”
       ทิวตกใจ ระคนแปลกใจ
       “พี่ผ่อง...” ทิวนึกเป็นห่วง “ขวัญตา....กับใคร”

       ทิวเดินอย่างเร่งรีบ ตื่นเต้น เข้ามาที่กระท่อม มองหาเข้ม แต่ไม่เจอ
       “ไอ้เข้ม! โธ่เว้ย ใครอนุญาตให้กลับวะ! ลุงแย้ม!”
       เงียบ ไม่มีเสียงลุงแย้ม
       “นี่ก็ไม่อยู่ แล้วจะไปเตือนขวัญตาให้ระวังตัวได้ทันยังไง”
       ทิวกลุ้มใจ

       ขวัญตาคลอเคลียออกมาส่งเทพ หลังจากมีความสุขด้วยกันมา...
       “เพิ่งรู้นะเนี่ย...ว่าขวัญตาเล่นของ บอกได้มั้ย ไปทำอะไรมา ทำไมฉันถึงได้รู้สึกรักและหลงขวัญตาอย่างนี้”
       “ขวัญตาไม่เคยไปยุ่งกับของสกปรกพวกนั้นหรอกนะคะ...เพราะขวัญตายังไม่ได้จนตรอกถึงขนาดต้องพึ่งของพวกนั้น มาทำให้ผัวรักผัวหลง”
       “เสน่ห์ของขวัญตาอย่างเดียวเท่านั้นใช้มั้ยที่ทำให้ฉัน...ไม่มีวันลืมคืนนี้ได้ลงไป จนชั่วชีวิต”
       “แล้วทำไมต้องกลับไปนอนที่ห้องของตัวเองด้วยล่ะคะ”
       “ฉันไม่ได้กลับไปที่ห้องนอนหรอก”
       “ทำงานเหรอคะ”
       “คิดอีกที...เรื่องงานไว้ทีหลังก็ได้...จริงมั้ย...ทูลหัว”
       ขวัญตาละลาย
       “คุณเทพขา!”
       เทพกระชากขวัญตาเข้ามากอดด้วยแรงปรารถนา ซุกไซร้ซอกคออย่างหื่นกระหาย แล้วใช้อีกมือหนึ่งดันประตูห้องให้ปิดลง ผ่องทิพย์ยืนมองจากมุมหนึ่งด้วยความเจ็บช้ำใจและแค้นใจ

       เช้าวันใหม่...หม่อมสรัสวดีลงมาที่โต๊ะรับประทานอาหารเช้าอย่างอารมณ์ดี แม่แล่มคอยดูแลอยู่
       “เช้านี้ทำข้าวต้มของโปรดลูกหญิงหรือเปล่าแม่แล่ม”
       แม่แล่มอึกอัก
       “เอ่อ...แล่ม...เอ่อ...”
       “ลืมล่ะสิ ว่าแล้วเชียวต้องลืม สังหรณ์ใจไว้แล้วตั้งแต่เมื่อคืนไม่มีผิดเลย”
       ชายคำรณฤทธีเข้ามา ถือซองจดหมายมาด้วย
       “อย่าดุแม่แล่มเลยครับหม่อมแม่”
       “ไม่ดุได้ยังไง นานๆลูกหญิงจะได้กลับมาบ้านสักที แม่ก็อยากจะดูแลลูกหญิง เหมือนที่เคยดูแล แต่อะไร...คนเก่าคนแก่แท้ๆกลับไม่รู้ใจกันซะเลย”
       “แม่แล่มไม่ได้ลืม แต่ไม่ได้ทำ เพราะน้องหญิงไม่ได้อยู่ทานน่ะสิครับ”
       หม่อมสรัสวดีหันไปหาลูกชาย
       “ทำไม ลูกหญิงไปไหนแต่เช้า”
       “กลับไปที่ทัดเทพแล้วครับ”
       หม่อมสรัสวดีตกใจ
       “หา! แล้วทำไมไม่ลาแม่สักคำ นี่มีแม่ไม่รู้เรื่องอยู่คนเดียวเลยใช่มั้ย ทำไม ลูกหญิงทำแบบนี้ หรือว่ายังโกรธ...”
       “ผมไม่ทราบเหตุผลของน้องหญิง แต่ฝากจดหมายให้หม่อมแม่ครับ”
       ชายคำรณฤทธียื่นซองจดหมายให้ หม่อมสรัสวดีดึงซองมาอย่างไม่พอใจ รีบเปิดออกอ่าน

       หญิงมานศรีและพิไลพรเดินมาตามทาง มุ่งหน้าไปยังคฤหาสถ์ หญิงสาวกลับมาอีกครั้งด้วยความมุ่งมั่นอะไรบางอย่างในใจ โดยได้ทิ้งจดหมายไว้...
       หม่อมสรัสวดีถือจดหมายลงนั่งอ่านอย่างเคร่งเครียด
       ‘หม่อมแม่คะ ไม่มีวิธีไหนที่จะอธิบายความรู้สึกของหญิงได้เท่ากับการเขียนจดหมายฉบับนี้ หญิงอยากจะบอกหม่อมแม่ว่า ไม่มีใครดีสมบูรณ์แบบจนเป็นเทพบุตร หรือเลวร้ายจนหาดีไม่ได้เหมือนซาตาน เพราะคนก็คือคน ที่มีทั้งดีและชั่วอยู่ที่ใครจะยินยอม ให้ความดีหรือความชั่วนำพาชีวิตตัวเองเท่านั้น...หญิงกราบขออภัยหม่อมแม่อีกครั้ง ที่จากมาโดยไม่ได้ร่ำลา เพราะหญิงมีเรื่องสำคัญบางอย่างที่ต้องรีบจัดการ
       “หญิงอยากจะขอร้องหม่อมแม่ กรุณาอย่าพุดคุยเรื่องนี้กับคุณเทพ จนกว่าหญิงจะแน่ใจว่า คุณเทพคือกัลยาณมิตรที่คู่ควรกับกฤตยาจริงๆ รักและเคารพหม่อมแม่เป็นอย่างสูง...หญิงมานศรี”
       หม่อมสรัสวดีร้อนใจ เดินกลับเข้าข้างในทันที

       เทพประคองขวัญตาลงมาร่วมโต๊ะ กับพวงทอง และผ่องทิพย์ที่นั่งอยู่แล้ว ขวัญตาเอาใจเทพเย้ยผ่องทิพย์มาก
       “เช้านี้ ขวัญตาบอกให้เด็กทำไข่ลวกให้คุณเทพสามใบเลยค่ะ”
       ผ่องทิพย์หันมองขวัญตาอย่างไม่พอใจ เทพหัวเราะชอบใจ
       “ฮ่ะๆๆๆ กลัวฉันจะไม่ฟิตหรือไง”
       “ก็ตั้ง...” ขวัญตายกนิ้วห้านิ้ว “เมื่อคืนนี้นะคะ ไม่รู้ว่าเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนอ่ะ...ทำเอาขวัญตาไม่ได้หลับไม่ได้นอนเลย กลัวคุณเทพจะเพลียนะค่ะ”
       พวงทองส่ายหน้าอย่างระอา ในขณะที่ผ่องทิพย์ทนไม่ไหว กระแทกแก้วกาแฟที่กำลังดื่มอย่างไม่พอใจ
       “มันไม่มากไปหน่อยเหรอ”
       เทพลงนั่งกับขวัญตา กลิ่นเสิร์ฟกาแฟและน้ำให้กับเทพ พร้อมไข่ลวก ผ่องทิพย์สบตาบุญปลูก ซึ่งนั่งอยู่ใกล้ๆโต๊ะเตรียมอาหาร บุญปลูกรีบอาศัยช่วงจังหวะที่ไม่มีใครสังเกต แอบหยอดยาเสน่ห์จันทราลงในแก้วกาแฟของขวัญตา เทพมองผ่องทิพย์เอือมๆ
       “อย่าอิจฉาขวัญตาเลยน่า ช่วยไม่ได้ ก็เธอไม่อยู่นี่นา”
       ขวัญตาเสริม
       “เลยอด”
       ผ่องทิพย์ตวาด
       “นังขวัญตา”
       “แต่อาจจะไม่ได้อด เพราะที่ไปน่ะ ไปหาชู้”
       ผ่องทิพย์กำหมัดแน่น จนทุกคนคิดว่ามีเรื่องแน่ แต่ผิดคาด ผ่องทิพย์กลับเย็น ยิ้มเย้ยขวัญตา
       “มาทีหลัง คงยังไม่รู้...ว่าฉันเป็นคนยังไง คุณเทพรู้ดีว่าฉันไม่มีทางสำส่อนกับ ใคร...แต่หล่อน...ไม่แน่”
       พวงทองปรามอย่างเบื่อหน่าย
       “พอเถอะ เรื่องนี้ เก็บไว้คุยที่อื่น อย่ามาคุยบนโต๊ะอาหาร...กลิ่น เสิร์ฟอาหาร เครื่องดื่มให้คุณขวัญตาซะด้วย ยืนนิ่งอยู่ทำไม”
       กลิ่นเดินไปที่โต๊ะเตรียมอาหาร บุญปลูกส่งแก้วกาแฟให้ กลิ่นรับมาแล้วมาเสิร์ฟให้ขวัญตา แล้วบุญปลูกก็ค่อยๆตัวลีบออกไป ผ่องทิพย์ค่อยๆจิบน้ำอย่างใจเย็น ยิ้มเยาะขวัญตา พวงทองสังเกตทุกคนอยู่เงียบๆ ผ่องทิพย์ลุ้นให้ขวัญตายกกาแฟขึ้นดื่ม
       ขวัญตายกกาแฟขึ้นดื่ม ในขณะที่ยังหัวเราะระรื่นอยู่กับเทพ ผ่องทิพย์จ้องลำคอของขวัญตาที่กำลังกลืนกาแฟอย่างใจจดจ่อ ขวัญตาวางแก้วกาแฟลง ผ่องทิพย์ลุกออกจากโต๊ะ เดินออกไป พอลับหลังทุกคน ผ่องทิพย์ก็ยิ้มอย่างสมใจ สะใจ
       ครู่หนึ่ง กลิ่นเดินเข้ามารายงานเทพ
       “โทรศัพท์จากหม่อมสรัสวดีค่ะคุณเทพ”
       เทพชะงัก ขวัญตาวางช้อนทันทีอย่างไม่สบอารมณ์ พวงทองอิ่มพอดี ลุกขึ้นจากโต๊ะไป เทพลอบมองพวงทองอย่างไม่พอใจที่ไม่สนใจ แม้แต่ชายตาเหลือบแลเขา
       “เช้านี้ ไม่คิดจะทักทายกันสักคำเหรอพวงทอง”
       “คุณไม่ได้อยากได้ยินมันจริงๆ หรอกค่ะ คุณแค่อยากรู้สึกว่าเป็นผู้ชนะถ้าได้ยินมันจากปากฉัน เพราะฉะนั้น ฉันจะไม่ทำ”
       พวงทองเดินออกไป เทพมองอย่างเคียดแค้น ขวัญตาเบ้หน้า
       “หมั่นไส้...วางท่าเป็นนางพญา เอามาเป็นเมียได้ยังไงคะเนี่ย หรือว่าตอนนั้น คุณเทพเมา”
       เทพตะโกนลั่น
       “กลิ่น! เอาโทรศัพท์มาให้ฉันที่นี่”
       ขวัญตาตกใจที่เทพเสียงดัง กลิ่นวิ่งลนลานเอาโทรศัพท์มาให้อย่างกลัวๆ
       “ว่าไงครับหม่อม...อะไรนะ คุณหญิงน่ะเหรอครับ ไม่ไว้ใจผม”
       เทพสบตาขวัญตา สั่งเป็นนัยๆว่าให้ขวัญตาออกไป ขวัญตาออกไปอย่างหงุดหงิด เทพฟังโทรศัพท์ต่อ

       หญิงมานศรี เดินเข้ากับพิไลพร เทพเดินเข้ามายิ้มอย่างยินดี
       “กลับมาแล้วเหรอครับคุณหญิง”
       หญิงมานศรีและพิไลพรยกมือไหว้ เทพรับไหว้ หญิงมานศรียิ้มเป็นปกติ แต่พิไลพรไม่คิดจะยิ้มให้
       “พรขอตัวเอาของไปเก็บก่อนนะคะ จะรีบไปทำงานด้วยค่ะ”
       พิไลพรไม่รอให้หญิงมานศรีอนุญาต รีบเดินเข้าไปทันที เทพมองตามพิไลพร แอบไม่พอใจ แต่เก็บอาการเอาไว้
       “ทำไมรีบกลับล่ะครับ ยังไม่ครบกำหนดลาไม่ใช่เหรอ”
       “พอดีหญิงห่วงงานน่ะค่ะ”
       “เฮ้อ โล่งอกไปที เมื่อคืนแอบคิดว่า...ถ้าคุณหญิงไม่กลับมาอีกแล้ว ผมจะทำยังไง”
       “ทำไมคุณเทพคิดว่าหญิง จะไม่กลับมาอีกล่ะคะ”
       “อาจจะมีเหตุผลบางอย่าง ที่ทำให้คุณหญิงไม่อยากอยู่ที่นี่ ซึ่งก็กลัวว่า...เหตุผลนั้นจะเป็นผม”
       “หญิงจะไม่ไปไหนทั้งนั้นค่ะ จนกว่าหญิงจะแน่ใจว่างานของหญิงสำเร็จลุล่วง”
       “พูดเหมือนกับว่า พองานสำเร็จลุล่วงแล้ว คุณหญิงก็จะไป”
       “เราไม่มีทางรู้ได้ ว่าอนาคตจะเป็นยังไง...ความไม่แน่นอนเกิดขึ้นได้เสมอ สิ่งที่หญิงพูดในวันนี้ อาจจะไม่เกิดหรืออาจจะเกิดขึ้นก็ได้ อย่ายึดติดกับมันเลยค่ะ ขอตัวนะคะ หญิงจะเข้าออฟฟิศ”
       หญิงมานศรีเดินออกไป เทพมองตามไม่วางใจ โทรศัพท์สั่งการล้วนทันที...
       “สะกดรอยตามคุณหญิงไป...อย่าให้คลาดสายตา ผู้หญิงคนนี้ฉลาดกว่าที่ฉัน คิด”
       เทพวางสาย
       “หญิงมานศรีคิดเหรอว่าฉันจะปล่อยให้เธอทำสำเร็จ ไม่มีทางที่เธอจะฉลาดไปกว่าฉัน”
       เทพเจ็บใจหงุดหงิด ขว้างปาข้าวของกระจาย

       หญิงมานศรี เดินลัดเลาะมาตามมุมต่างๆของป่า คอยมองไปรอบๆ เพื่อเช็คดูว่ามีคนสะกดรอยตามหรือไม่อย่างระวัง ล้วนโผล่มาจากมุมหนึ่ง สะกดรอยตามไปอย่างห่างๆ
       ขณะเดียวกันที่กระท่อม เข้มกับลุงแย้มยืนหน้าเสียอยู่ตรงหน้าทิว
       “ไม่ทันแล้วนาย...พวกเราไปเตือนคุณขวัญตาว่าให้ระวังของกินไม่ทัน”
       ทิวอึ้ง เข้มมองอย่างสงสัย
       “มีอะไรเหรอนาย”
       “ไม่มีอะไร...เอ่อ...แกเห็นคนงานคนไหนที่ สนิทสนมกับขวัญตาบ้าง”
       เข้มส่ายหน้า
       “ไม่มีนะนาย”
       “เออ ช่างเหอะ”
       “ตกลงมีเรื่องอะไรกันแน่ นาย”
       “เรื่องนี้...ฉันพูดไม่ได้ ไปทำงานเถอะ หายไปนาน เดี๋ยวมีคนสงสัย”
       เข้มกับลุงแย้มพากันออกไปทางหนึ่ง ทิวลุกขึ้น จะเดินเข้าข้างใน แต่แล้วก็ต้องชะงัก ค่อยๆหันมา หญิงมานศรีเดินมาหยุดที่หน้ากระท่อม ทิวลืมตัวยิ้มดีใจ
       “คุณหญิง...”
       หญิงมานศรีฝืนยิ้มน้อยๆให้ ล้วนที่แอบอยู่เห็นทิวก็ตกใจ

“ไอ้ทิว!”

อ่านต่อตอนที่ 8




 

Create Date : 28 พฤษภาคม 2555
0 comments
Last Update : 29 พฤษภาคม 2555 9:14:42 น.
Counter : 594 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 


atitaya_t
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 2 คน [?]




สวัสดีค่ะ ขอร่วม gang ด้วยคนค่ะ
Friends' blogs
[Add atitaya_t's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.