The Body Achieves What The Mind Believes

EdiePim
Location :
จันทบุรี ~ ชลบุรี ~ กรุงเทพ ~ ราชบุรี ~ United States

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]


















เป็นเพียง ... เพื่อบันทึกเรื่องราว .. ประสพการณ์
ของชีวิตตัวเอง ที่มาใช้ชีวิตอยู่ต่างแดน
ถ่ายทอดออกมา เป็นคำพูด
..คำกลอน และรูปภาพ ...

คิดว่าวันหนึ่ง แต่ยังไม่รู้ว่าวันไหน ...
คงจะไม่มีโอกาสจะมา
นั่งเขียน Blog อย่างนี้ได้บ่อยๆ
...เพราะภาระและหน้าที่ ...

หลานเรียก " ยายอิ้ด" ... บางทีก็ " ป้าอิ้ด " บ้าง ตามแต่สถานะ .... ส่วนเพื่อนๆเรียก " อิ้ดดี้ "

ชอบถ่ายภาพ และแต่งกลอน

ความที่ชอบขีดเขียน แต่ไม่ใช่นักเขียนค่ะ .....
..... จึงมีบ้านเล็กๆหลังนี้เพื่อบันทึกเรื่องราว และประสพการณ์ต่างๆ

ขอบคุณพันทิพด้วยค่ะ ที่ให้บ้านเล็กๆหลังนี้

ขอบคุณเพื่อนๆ .. ที่เข้ามาเยี่ยมเยียนกัน

ขอให้มีความสุขมากๆ และโชคดีกันทุกๆคนค่ะ

ได้เปลี่ยนชื่อจาก AsWeChange มาเป็น EdiePim

เพื่อให้เป็นชื่อเดียวกันกับที่ใช้ใน facebook ขอบคุณค่ะ






ในบางครั้ง .....
ต้องขออนุญาติปิดคอมเมนต์ไว้ชั่วคราว

เนื่องด้วยเกรงใจ ที่ไม่มีเวลาไปเมนต์ตอบได้เหมือนเช่นเคย

ขอโทษจากใจจริงจากเจ้าของ Blog ค่ะ







บทกลอน Copyright@Ownership
MA - 1588 - 1044 - WhUSA
New Comments
Group Blog
 
 
กันยายน 2549
 
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
 
17 กันยายน 2549
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add EdiePim's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 

Maple Sugaring






ตอนนี้ทางบ้านกำลังปลายหน้าหนาวแล้ว

ในตอนกลางวัน อากาศจะเริ่มอุ่นขึ้นนิดหน่อย ส่วนตอนกลางคืนยังต่ำกว่าจุดเยือกแข็ง

สภาวะอากาศเช่นนี้ ที่ต้นไม้จะเริ่มฟื้นตัว รากเริ่มดูดน้ำจากหิมะที่ละลาย ลำเลียงน้ำขึ้นไปยังลำต้นและกิ่งก้าน โดยจะออกเป็นดอกก่อน แล้วค่อยแตกใบ หลังจากที่ดอกร่วงไปหมดแล้ว รวมทั้งต้น Maple ด้วย

ขอพาไปชมวิธีทำน้ำเชื่อม Maple syrup ที่นิยมเอามาราดหน้า Pancake ทานกันในตอนเช้า

จะเล่าแบบพอเป็นพื้นฐานตามคำอธิบายของเจ้าหน้าที่เท่านั้นนะคะ จะไม่ลงรายละเอียดมากนัก เดี๋ยวจะเบื่อเสียก่อน

















River Bend Farm เป็นโรงงานเล็กๆที่ผลิตน้ำหวานจากต้น Maple

พอเข้าไป เจ้าหน้าที่เค้ามาต้อนรับ พาเราไปลงชื่อ

อบรมภาคแรก โดยการขึ้นไปชั้นบน นั่งชมวีดีโอ บอกรายละเอียดต่างๆก่อนที่จะไปชมของจริง











พอเสร็จภาคแรก ... ลงมาชั้นล่าง ฟังอธิบายต่อต่อในภาคสอง

ในภาพเจ้าหน้าที่เอธิบายถึงวิธี ที่จะบอกว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่า ต้นไหนเป็นต้น Maple ... โดยดูจากใบที่ร่วงอยู่โคนต้นนั่นเอง

ถ้าหิมะยังกลบพื้นผิวดินอยู่ มองหาใบไม่เห็น ก็ให้สังเกตุจากลำต้น โดยแถวโคนต้น จะมีเปลือกหยาบๆ แต่พอสูงขึ้นไป ผิวลำต้นจะละเอียด ไม่ดูขรุขระเหมือนด้านล่าง












สว่านและฆ้อน ที่เป็นเครื่องมือหลักๆ .. ถังรองน้ำหวานอีกใบหนึ่ง











อันนี้ Tap ค่ะ ถ้าเปรียบเทียบ เหมือนก๊อกน้ำ

เอาเสียบเข้าไปในต้นลึกประมาณ 1.5" - 3" โดยน้ำหวานจะไหลออกมาลงถังที่ห้อยรองไว้กับตะขอเกี่ยว











ต้นที่จะเจาะได้ ต้องมีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 10" ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านั้นห้ามเด็ดขาด อิอิ อันนี้พูดเอาเอง และถ้าเส้นผ่าศูนย์กลางเกิน 18" ก็เจาะได้อีกรู

ดังในภาพ เป็นต้นที่ถูกเจาะ ... จะไม่ตาย ต้นจะเติบโตได้ต่อไป เราจะเห็นเป็นวงปีที่เกิดขึ้นรอบๆรอยที่ถูกเจาะ












พอเสร็จจากภาค 2 ถึงเวลาบุกเข้าป่า Maple กันเลย ของที่จะ มีติดตัวไปต้องใช้ คือรองเท้าบู้ท เพราะในป่า เราจะต้องลุยโคลนบ้าง บุกหิมะบ้าง นอกจากนั้น ก็เป็นหมวก ถุงมือ และ เสื้อกันหนาว

แถบรัฐที่อยู่จะมีต้น Maple ขึ้นอยู่ทั่วไป เมล็ดบินไปตกที่ไหน ก็ขึ้นที่นั่น เพื่อนบัานส่วนมากจะมีต้น Maple สวนหลังบ้านกันทั้งนั้น บ้านไหนมีที่ดินมากหน่อย ก็จะมีหลายต้น ที่บ้านไม่มีเลยสักต้น ... มีแต่ต้นสน

พอถึงช่วงปลายหน้าหนาวทีไร ก้อไปขอเจาะต้นของเพื่อนบ้าน .. แต่เวลาทำเป็นน้ำเชื่อมแล้ว ต้องแบ่งไปให้เค้าบ้าง










พอพบต้นที่ได้ขนาด ก็ใช้สว่านเจาะนำร่องไว้












พอสว่านเจาะเสร็จ เอา Tap เสียบเข้าไป ตามด้วยฆ้อน











เสียบเสร็จแล้วจะเห็นเป็นแบบนี้แหละค่ะ ถ้าปีไหนมีหิมะมาก ต้น Maple ก็จะผลิตน้ำหวานมาก บางต้นพอเสียบท่อเสร็จ เค้าจะไหลพุ่งออกมาเหมือนน้ำก๊อกเลยทีเดียว











ได้แล้วค่ะ 1 กระป๋อง ที่สำคัญอย่าลืมปิดฝาด้วยค่ะ เพื่อกันตัวเพื่อนบ้านจะมาแอบมากินตอนคนเผลอ










ต้นนี้ใหญ่่หน่อย อนุญาติให้เจาะได้ 2 ที่
แต่ถ้าบริเวณไหนมีต้น Maple ขึ้นอยู่หนาแน่น จะไม่ใช้ถังรองแล้วค่ะ แต่จะใช้เป็นท่อน้ำใสๆต่อๆกันไปจากต้นหนึ่ง ไปยังอีกต้นหนึ่ง แล้วให้ไปรวมยังเเทงค์ใหญ่ เพราะจะง่ายต่อการลากออกจากป่า ไปยังเตาเคี่ยวในหมู่บ้าน











โรงเคี่ยวน้ำเชื่อมค่ะ แห่งนี้ทันสมัยหน่อย ใช้แก๊สหุงต้มมาเคี่ยว











กระทะ หรือถาดใหญ่สำหรับเคี่ยวค่ะ จะมี 2-3 ถาดเพื่อจะแบ่งเกรด ของน้ำเชื่อม โดยจะมีเจ้าหน้าที่ มาคอยตักหยด ดูความเข้มข้น และเช็คสีของน้ำเชื่อมอยู่ตลอดเวลา โดยจะเคี่ยวไปเรื่อยๆ จนความร้อนถึงจุด 219 F น้ำหวานจะได้ที่ กลายเป็นน้ำเชื่อม น้ำหวานที่เราเอามาเคี่ยว 30 -40แกลลอน พอเคี่ยวเสร็จแล้ว จะได้เป็นน้ำเชื่ิอม แค่ 1 แกลลอนเท่านั้น

ถ้าเคี่ยวต่อไปเรื่อยๆ น้ำเชื่อมก็จะเปลี่ยนสภาพไปเป็นน้ำตาล ลักษณะเหมือนน้ำตาลปีปบ้านเรา และถ้าเคี่ยวต่อไปอีก ก็จะเปลี่ยนเป็นทอฟฟี่ค่ะ ทานอร่อยไปอีกแบบ











ในสมัยก่อน ชนชาวพื้นเมือง หรือทางบ้านเราเรียกพวกเค้าว่า อินเดียนแดง ยังไม่มีที่เคี่ยวน้ำเชื่อมเหมือนในสมัยนี้

จะใช้วิธีเจาะต้นไม้ทำเป็นถาด เอาน้ำหวานใส่ให้เกือบเต็ม แล้วใช้ก้อนหินเผาไฟให้ร้อนจัด หย่อนลงไป ทำฃ้ำๆไปเรื่อยๆ ความร้อนจากหิน ก็จะช่วยน้ำระเหยไปทีละน้อย จนเหลือแต่น้ำเชื่อมเข้มข้น










Maple Tea ค่ะ เจ้าหน้าที่เค้านำมาใช้ให้ทุกคนได้ชิม ขายดีมากค่ะ พวกเข้าคิวรอกันเป็นแถวยาว รายการนี้ชิมฟรี

...หวานหอม รสชาตินิ่มนวล คล้ายๆกับน้ำตาลสดบ้านเรา











รถลากที่บรรทุกถังน้ำเชื่อมออกมาจากป่าค่ะ เพื่อเอามาเข้าเตาเคี่ยวในหมู่บ้าน ถ้าเป็นในสมัยก่อน เค้าจะใช้ม้าหรือวัวลาก











ถังรองน้ำเชือมค่ะ มีภาพวาดสวยงาม กำลังประมูลขายอยู่ค่ะ บางใบราคาสูงเกินร้อยเหรียญแล้ว และจะปิดประมูล













ในบริเวณเดียวกัน มีรถเข็นขายของแก้หิว .. แวะเข้าไปดูแล้ว ไม่มีอะไรค่อยน่าทานเท่าไร กลับไปทานข้าวที่บ้านดีกว่า อิ อิ













Special thanks :- Black Stone Valley Sugaring Association












 

Create Date : 17 กันยายน 2549
3 comments
Last Update : 15 มกราคม 2560 23:45:53 น.
Counter : 1154 Pageviews.

 

ได้ความรู้อีกอย่างนึงคะ ไม่เคยรู้ต้น maple มีน้ำผึ้งด้วย...
ขอให้มีความสุขทุกวันนะคะ พรุ่งนี้วันทำงานอีกแว้ววว

 

โดย: คนชอบอ่านผ่านมาทัก 13 มิถุนายน 2553 20:09:42 น.  

 

เหมือนวิธี เจาะยาง ทางใต้ ของเมืองไทยเลยนะค่ะ

 

โดย: Candydolls 17 มิถุนายน 2553 7:26:04 น.  

 

เพิ่งรู้เหมือนกันครับว่ามันมาจากต้นแบบนี้เลย

 

โดย: sutie 9 กุมภาพันธ์ 2559 10:37:51 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.