someday we write , someday we wrong









Open the Diary and write a day story : ชุดนอนเสียชีวิต




“การทำนิตยสารจึงไม่ใช่เรื่องโรแมนติกอย่างที่หลายคนคิด”

ประโยคนี้เป็นถ้อยคำจากปลายปากกาของคุณภิญโญ ผู้ก่อตั้งและบก.นิตยสาร Open ที่ได้อธิบายถึงภาพความเป็นจริงของชีวิตคนทำหนังสือไว้อย่างไม่เกรงใจความใฝ่ฝันของใคร ทั้งหมดยาวร่วม 6 หน้ากระดาษจัดตีพิมพ์ไว้ในฉบับสุดท้ายก่อนที่นิตยสารจะปิดตัวลง โดยป้ายพาดหน้าปกไว้เล็กๆ ว่า ฉบับลาพักร้อน ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมปีนั้น ใบมีดจากถ้อยคำนี้กระจัดกระจายไล่ฟาดฟันผู้คนไปตามแผงหนังสือทั่วทุกหนแห่ง

วัยรุ่นวัยฝันไฟแรงหลายต่อหลายคนที่เคยหลงรักในมายาภาพของอาชีพนี้ ต่างพาบาดเจ็บล้มตายกันกลาดเกลื่อน และหลังจากหลบไปเลียแผลใจกันอยู่นานสองนาน บางคนลุกขึ้นสู้ต่อด้วยทัศนคติที่ใหม่และเป็นจริงกว่าเดิม ส่วนบางคนลุกพื้นขึ้นมาอีกครั้ง แต่หันเหพรสวรรค์ไปทุ่มเทให้กับสิ่งอื่นแทน

ในสังคมที่ผู้คนต้องการความเป็นตัวของตัวเองสูง และอยากบอกเล่าเผยแพร่สื่อสารกับคนหมู่มากเพื่อให้ทราบถึงทัศนคติความคิดอ่านของตน อาชีพคนทำหนังสือและนิตยสารจึงตอบโจทย์ความฝันความต้องการข้อนี้ได้อย่างชัดเจน หลายคนหลงรัก ค้นหา และเดินทางเพื่อเข้าหามัน อย่างมัวเมาและคาดเดา ก่อนจะปักใจหลงรักอะไร เราควรลองมาทำความรู้จักกับมันให้ลึกซึ้งเสียก่อนดีไหม วันนี้จึงอยากจะชักชวนให้มาลองอ่านหนังสือเพื่อทำความรู้จักกับอาชีพนี้กัน

เล่มแรกคือ Open diary หนังสือโดยคุณวรพจน์ พันธุ์พงศ์ หนึ่งในสามผู้ร่วมบริหารนิตยสาร open (อีกสองคือคุณภิญโญ และคุณปราบดา หยุ่น) เล่มนี้จัดแสดงรายละเอียดของชีวิตคนทำหนังสือไว้ได้อย่างน่าฟัง ตัวหนังสือถูกเขียนขึ้นในรูปแบบไดอารี่เรียงวันบ้างข้ามเดือนบ้าง โดยมีฉากหลังเป็นช่วงปัจจุบันกลางๆ และอนาคตปลายๆของชีวิตนิตยสาร open นิตยสารที่เรียกตัวเองว่าเป็นหนังสือทางเลือก ไม่ไล่ตามสังคมที่หลงใหลกระแสหลักกันอย่างอินเทรนด์ ไม่ไล่ตามเด็กแนวที่ไขว่คว้ากระแสรองกันให้อินดี้ นิตยสารนี้เลือกจับกระแสรองตั้งเป็นฐาน บวกลบคูณหารด้วยกระแสหลัก ก่อนขยี้ขยำรวมกันจนตัวหนังสือออกแนวนักปราชญ์แอบเซ็กซี่ เป็นคำนิยามที่ลงตัวและโดดเด่นกับความหมายของคำว่าเทรนด์ดี้ ดังนั้นไดอารี่ของผู้บริหารนิตยสารเล่มที่ว่า จึงอุดมไปด้วยมุมมองข้อคิดในหลากหลายเรื่องราว ชัดเจนในหลักสัจจะ ช่วยขจัดมายาภาพให้แตกแยกออก เผยให้เห็นท้องฟ้าที่เปิดกว้าง

ไม่ใช่ว่าเมื่ออ่านหนังสือนี้แล้วจะพาลให้หดหู่สิ้นหวังกับอาชีพนี้ แต่คำบอกเล่าที่ได้บันทึกไว้นี้จะช่วยตีกรอบให้แก่ความหวังและความฝันของผู้อ่านให้ทั้งกว้าง แคบ และลึกลงตามความเป็นจริง เพื่อเราจะได้เข้าใจเสียทีว่า “การทำหนังสือให้ดีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่การทำหนังสือให้ดีและอยู่รอดได้ด้วยนั้นยากกว่ามาก และที่ยากที่สุดคือการทำหนังสือให้ดี อยู่รอด และคลอดตรงเวลา”

จนเมื่อเราอ่านรวบไดอารี่ทั้งเล่มก็จะได้ความเข้าใจในเนื้องานหนังสือ เห็นภาพชีวิตคนทำ ข่าวสารความเป็นไปในแวดวงในแบบที่หนังสือพิมพ์ไม่มีทางหามาลงได้ และแบบแผนการใช้ชีวิตเล็กๆของเราต่อไปในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

เมื่อตระหนักและเข้าใจช่วงกลางและช่วงปลายของชีวิตคนทำหนังสือกันจนเริ่มถ่องแท้กันแล้ว ก็มามองหาอดีต(จุดเริ่มต้น)ของคนทำหนังสือมาอ่านดูบ้าง เพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้หัวใจฟองโตและสั่งการร่างกายให้ทำตามความฝันทดแทนสมองที่ดีแต่คิดข้ออ้างไปวันๆ





“เพราะเชื่อว่าวิธีจัดการกับความฝัน คือลงมือทำให้มันเป็นจริง ชวนคนอ่านร่วมลงขันทำนิตยสารดูเหมือนไม่น่าเป็นไปได้ แต่ a day ทำไปแล้ว” คำโปรยประโยคนี้บรรจุอยู่บนโปสเตอร์เชิญชวนที่คุณวงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์และพรรคพวก จัดทำขึ้นเพื่อรวมทุนมาสร้างนิตยสารในฝันชื่อ a day ด้วยวิธีการตามฝัน(ที่จะทำนิตยสาร)อย่างบ้าๆบอๆ โดยเมื่อไม่มีเงินทุน - เขากับพวกรวม 6 คนเลยป่าวประกาศตนเองขอเงินทุนจากสาธารณะชนคนอ่าน (ออกแนว “เอาเงินมาก่อนเดี๋ยวจะทำนิตยสารให้อ่าน” ว่างั้นเถอะ) ทุนอันที่จะทำให้คนอ่านกลับกลายเป็นผู้ก่อตั้ง + ผู้ถือหุ้นของนิตยสารที่พวกเขาซื้ออ่าน ทีมงานช่างฝันบอกเล่าความคิดอ่านออกไปและหวังว่าจะมีคนเห็นด้วยและบ้าตาม หลายคนฟันธงว่าคงไม่รอดและต้องจอดสนิทแน่นอน แต่คนบ้าในโลกนี้มีเยอะ มีเยอะเกินกว่าจะนับถ้วน แต่คนที่บ้ามากพอสามารถนับถ้วนได้ โดยนับเอาจากจำนวนเงินที่ร่วมลงขันมาให้กับนิตยสารนี้

โดยคนอ่านส่วนใหญ่ที่ร่วมลงขันไม่รู้จักกันกับคนทำหนังสือที่ร้องขอเงิน แต่คนอ่านรู้สึกคุ้นเคย เข้าอกเข้าใจ และเชื่อมั่นในตัวคนกลุ่มนี้ผ่านตัวหนังสือและผลงานที่พวกเขาฝากไว้ตามหน้านิตยสารหลากเล่มตลอดช่วงเวลากว่า10 ปีที่ผ่านมา

คนอ่านก็เชื่อ(มั่น) คนอ่านก็บ้า(ๆบอๆ) แถมยังบ้าพอ(ๆ)กัน(กับคนทำหนังสือ)

ถึงวันนี้กว่า 8 ปีและ 96 ฉบับแล้วที่ a day อยู่คู่แผงหนังสือ ส่วนหนังสือที่บอกเล่าเรื่องราวการก่อกำหนดอย่าง a day story ก็มียอดพิมพ์ซ้ำกว่า 16 ครั้งเข้าไปแล้ว โดยในขณะที่ Open diary ให้มุมมองและความเข้าใจให้เราเชื่อมั่นในการเดินตามรอยทางของเรา a day story ก็ให้แรงบันดาลใจแน่นคับอก เพื่อขับดันให้เราลงมือก้าวเดินและลงมือทำ

อดีต ปัจจุบัน อนาคต ของการทำนิตยสารถูกบรรจุอยู่ในหนังสือสองเล่มนี้ นี่นับเป็นอีกข้อดีอีกข้อหนึ่งของการอ่านหนังสือ แม้ในชีวิตที่ผ่านมาของเราจะได้เจอะเจออะไรมามากมาย แต่ก็ยังมีอะไรต่อมิอะไรอีกมากมายยิ่งกว่าที่เรายังไม่เคยเจอะเจอ การไปพบเจอทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็นไปไม่ได้ในชีวิตจริง แต่เป็นไปได้ในหน้ากระดาษ ผ่านนักเล่าเรื่องที่เรียงร้อยเรื่องราวอันงดงาม ให้เราได้ลองสัมผัสชีวิตในอนาคตที่เราคิดเลือกที่จะเดิน แม้ใครจะไม่ได้อยากทำหนังสือ หากลองอ่านแล้วจับหลักไปประยุกต์ต่อยอด ก็น่าจะได้ผลิตผลและอัตถะประโยชน์ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

แต่สำหรับคนที่อยากจะเดินในสายทางนี้ อยากขอให้ลองอ่านดูแล้วหยุดคิดซิว่า หากเราเลือกเดินทางนี้ เราจะมีโอกาสโดนใบมีดฟาดฟันเข้าบ้างไหมในอนาคต หากอ่านจบแล้วยังยืนยันคำเดิม ผมก็ขอเอาใจช่วยอย่างจริงใจ และจะรอคอยติดตามผลพวงแห่งการตัดสินใจนั้นอย่างใจจดใจจ่อ

แต่เป็นการเอาใจช่วยอยู่ห่างๆนะครับ เพราะตัวผมที่เคยมีความฝันอยากจะเป็นนักเขียนมาตลอด 4 ปี มาวันนี้นิ้วมือของผมนั้นสูญเสียเหตุผลในการไล่เคาะคีย์บอร์ด หัวสมองอื้ออึงไปด้วยความสันสนบนหน้ากระดาษ และหัวใจฉีกขาดจนแรงบันดาลใจไหลไม่ยอมหยุด จนแพทย์ทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ในฐานะคนที่อยากเป็นนักเขียน...ผมนั้นถือว่าได้ตายไปแล้ว...”



Create Date : 16 สิงหาคม 2551
Last Update : 6 ธันวาคม 2552 15:22:56 น. 29 comments
Counter : 613 Pageviews.

 
เป็นสมาชิกโอเพ่นค่ะ
ชอบเล่มโอเพ่นไดอารี่มากๆ


โดย: แพนด้ามหาภัย วันที่: 16 สิงหาคม 2551 เวลา:22:18:00 น.  

 
อืม พูก็เคยอยากเขียน แต่เมื่อเริ่มไปได้นิดหนึ่ง
ก็รู้สึกว่ามันยากกว่าที่คิดเยอะ
ในฐานะคนที่อยากเป็นนักเขียน พูถือว่ายังไม่ตาย เพราะพูยังไม่เกิดเลย

เห็นใจคนทำหนังสือ แต่ก็เห็นใจคนอ่านด้วย เพราะหนังสือแพงเมื่อเทียบกับค่าครองชีพ คนไทยเลยอ่านหนังสือได้เพียงปีละแปดบรรทัดต่อคน ส่วนคนขายก็คงขายหนังสือได้เฉลี่ยปีละแปดบรรทัดต่อคนเหมือนกัน ใครทำหนังสือแล้วอยู่รอดก็ถือว่าเยี่ยมแล้ว


โดย: pumpond วันที่: 16 สิงหาคม 2551 เวลา:22:23:07 น.  

 


ว่าจะมาเม้นต์บลอคปิดไฟ เปลี่ยนหน้าซะแระ

สวัสดีค่ะคุณชุดนอนฯ


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:0:05:23 น.  

 
เคยอ่าน A Day (The Story of the Modern Rebel) ชอบหนังสือเล่มนี้มากๆให้กำลังใจดีมากๆ คิดว่าถึงแม้จะเจออุปสรรคมากมายแค่ไหน ถ้าเป็นสิ่งที่เรามีใจรักที่จะทำ มันก็ยังสนุกกับการเต้นฟุ๊ตเวิร์คสู้กับปัญหาล่ะน๊า


โดย: TaMaChAN (narumol_tama ) วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:0:11:58 น.  

 
ดิฉันไม่ใช่แพทย์ ไม่ใช่หมอ ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์วิจัยวิจารณ์การเป็นหรือไม่เป็นนักเขียนของใคร
แต่ดิฉันเป็น 'นักอ่าน' คนหนึ่ง ที่เสพหนังสือและตัวอักษรทั้งหน้ากระดาษและหน้าเวบมาเป็นจำนวนไม่น้อยทีเดียว
ถ้าอยากจะขอลงความเห็นขัดแย้งกับแพทย์ ก็จะอาจหาญจนเกินไป แต่ถึงอย่างนั้นก็อดไม่ได้ ถ้าจะไม่พูดอะไรเลย

ไม่รู้นะคะ ว่าการที่ปิดประโยคจบไว้เช่นนั้น เป็นความเห็นแพทย์จริง(!) ทำให้บทความเท่ห์ขึ้น หรือว่าคุณรู้สึกจริง ๆ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ดิฉันขอบอกไว้ตรงนี้ ว่าดิฉันไม่เห็นด้วย!! ในฐานะคนอยากเป็นนักเขียน คุณอาจจะตายไปแล้ว
แต่คุณกลับเกิดขึ้นมาใหม่ ในฐานะ 'นักเขียน' อย่างเต็มตัว สมบูรณ์ และน่าภาคภูมิ อย่างน้อยก็ในใจดิฉัน

การเป็นนักเขียน ไม่จำเป็นต้องมีหนังสือเป็นของตัวเอง ไม่จำเป็นต้องมีรายได้จากตัวอักษร ไม่จำเป็นต้องดำรงชีพ
(นิยามด้วยตัวเอง) แต่การเป็นนักเขียน แค่สามารถใช้ตัวอักษรในการสื่อสารสิ่งที่คิดภายในให้คนอื่นรับรู้ได้
สามารถเขย่าอารมณ์ ความรู้สึก ความคิดของผู้รับสารได้ หรือต่อยอดแรงบันดาลใจของผู้เสพตัวอักษรคุณได้
เท่านั้นก็สามารถเป็น 'นักเขียน' ได้แล้วในนิยามของฉัน และคุณก็เป็นหนึ่งในนั้นที่เติมนิยามของฉันจนเต็ม

หากเพียงแต่คุณมีนิยามของคุณสำหรับ 'นักเขียน' ที่ดิฉันไม่อาจจะล่วงรู้ ก็สุดแต่จะคาดเดาและหยั่งถึง
หากการ 'เคยเป็น' 'ได้เป็น' ยังมาสู่ความเข็ดหลาบและไม่ประทับใจกับอาชีพนั้น ก็เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ที่ความฝันและความสามารถไม่ได้ถูกต่อเติมและทำให้เต็มอย่างแท้จริงนะคะ


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:1:41:24 น.  

 
เป็นแฟนพันธุ์ไม่แท้ของ a day เป็นแฟนเกือบพันธุ์แท้ของ a book ค่ะ

"" เพราะตัวผมที่เคยมีความฝันอยากจะเป็นนักเขียนมาตลอด 4 ปี มาวันนี้นิ้วมือของผมนั้นสูญเสียเหตุผลในการไล่เคาะคีย์บอร์ด หัวสมองอื้ออึงไปด้วยความสันสนบนหน้ากระดาษ และหัวใจฉีกขาดจนแรงบันดาลใจไหลไม่ยอมหยุด จนแพทย์ทุกคนต่างลงความเห็นว่า “ในฐานะคนที่อยากเป็นนักเขียน...ผมนั้นถือว่าได้ตายไปแล้ว...""

^
^
เศร้าซึมลึกเลยค่ะ
แต่ความฝัน ไม่น่าจะมีวันหมดอายุนะคะ
อดทนต่ออีกได้มั๊ย
อย่าพึ่งเอาวันนี้ตัดสินอนาคตเลย...





โดย: renton_renton วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:9:34:05 น.  

 
สวัสดีค่ะ

อย่ารีบตายเลยท่านชุดนอน

ไปอ่านนี่นะ

เผื่อจะฟื้น

//pattararanee.wordpress.com/2007/10/02/


โดย: pattararanee IP: 202.176.98.189 วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:10:04:33 น.  

 
โอ๊ะ...อ่านหัวบล็อกด้วยความตกใจ...
มานั่งอ่านด้วยความงง ๆ ในตอนแรกว่า...เกี่ยวกับชื่อบล็อกประมาณไหนเนี่ย...

จนมาถึงบทสรุป...ดิฉันก็ได้บทสรุปเหมือนกันว่า...ดูจากลีลาการเขียนบล็อก คุณชุดนอนยังไม่ได้ตายโดยสิ้นเชิงหรอกค่ะ

คุณอาจจะกำลัง"อยาก"ตาย แต่เอาเข้าจริงคุณก็ยังตายไม่ได้ ตราบใดที่คุณยังอยากสื่อสารมุมมองความคิดความรู้สึกของคุณให้คนอื่นรับรู้อยู่เช่นนี้ คุณก็ต้องเรียบเรียงความคิดนึก แล้วกลับมาเคาะคีย์บอร์ด บอกเล่า สื่อสารอยู่ดี
เรื่องที่คุณบอกเล่าออกมานั้น...ก็เป็นเสี้ยวส่วนหนึ่งของความฝันที่คุณเคยวาดไว้ มิใช่ฤา...?


โดย: แม่ไก่ วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:15:53:09 น.  

 
อย่าเพิ่งหมดกำลังใจนะครับคุณชุดนอน ผมเห็นด้วยกับเรนตั้นที่ว่า อย่างเพิ่งเอาปัจจุบันเป็นตัวตัดสินชะตากรรมเลย อย่างผมเองที่ตอนนี้ ก็อาจจะได้ทำในสิ่งตัวเอง (คิดว่า) ทำได้ดีที่สุด แต่เรื่องของงานอดิเรก และความใฝ่ฝันของผม อย่างน้อยมันก็ยังเดินทางเคียงข้างกับผมอยู่ ไม่แน่ว่าในอนาคต ผมอาจจะมีโอกาสที่จะกระโดดข้าม เข้าไปในเส้นทางที่อยู่ข้างๆผมก็เป็นได้ สู้เขานะคุณชุดนอน ^^

เรื่องของนิตยสาร Open และ a day ถึงแม้ว่าผมจะเป็นขาจร แต่ผมก็รู้สึกชื่นชมกับความสร้างสรรค์ของหนังสือเหล่านั้นครับ ส่วน Open DIary และ a day sto..y ผมก็ว่าจะไปหาซื้อมาอ่านเหมือนกัน ขอบคุณที่เขียนถึงครับ...


โดย: BloodyMonday วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:16:04:36 น.  

 
คนเรามีความฝัน "หล่อเลี้ยง" ชีวิตค่ะ

แต่ก็คนเราก็ไม่ได้ "ยังชีพ" ด้วยความฝันนะคะ

เราคิดแบบคุณดุบดั่บและคุณแม่ไก่ ...คุณชุดนอนยังไม่ได้ตายจากความเป็น "นักเขียน" ได้ง่ายๆ หรอก
ตราบใดที่คุณยังเขียนอยู่ และตราบใดที่ยังมีพวกเราคอยอ่านอยู่ด้วย

เราพึ่งพากันและกันอยู่นะคะ ....คุณเขียน เราอ่าน เราแสดงความเห็น ขัดแย้งหรือคล้อยตาม
เราเขียน คุณอ่าน คุณแสดงความ

เป็นอย่างนี้ มาตั้งแต่เรารู้จักกันแล้ว ไงคะ ....
หรือว่าคุณชุดนอนลืมไปแล้วว่า ....คุณเป็นนักเขียน ที่มีแฟนประจำนะ


โดย: นัทธ์ วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:18:44:48 น.  

 


ถึงนิ้ว ถึงมือจะเลาะเรียงตัวหนังสือได้ยาก
แต่จิตใจของนักเขียน ไม่ได้ตายง่ายๆ หรอกค่ะ
ปอเอาใจช่วยนะคะ

สวัสดีค่ะ แวะมาเสริฟกาแฟเย็นค่ะ

ดูแลสุขภาพด้วยนะคะ งุงิ


โดย: Butterflyblog วันที่: 17 สิงหาคม 2551 เวลา:19:38:41 น.  

 
นำมาฝากนะท่านนะ

เผื่อจะ "ผ่านพ้นช่วงพ่ายแพ้ให้แก่มาตรฐานของตัวเอง" ได้ในเร็ววัน สู้ๆ ^^

//pattararanee.wordpress.com/2008/02/11/


โดย: pattararanee IP: 125.25.45.48 วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:18:40:17 น.  

 
อ่านทั้งสองเล่ม แล้วก็ชอบทั้งสองเล่มด้วย
ให้กำลังใจดีมากๆ ถึงเรื่องการทำสิ่งที่เรามีความสุข
แม้ว่าจะมีเรื่องอะไรมากระทบก็ตาม

แค่มอดก็พอครับ อย่าถึงกับดับเลย
มีหลายคนแถวนี้คอยเป่าลมให้ไฟติดอยู่

สู้ๆ ครับ


โดย: นาย ด.โดม IP: 58.8.17.139 วันที่: 18 สิงหาคม 2551 เวลา:22:39:42 น.  

 
ช่วงที่ไปฝึกงานที่อะเดย์
เจอพี่โหน่งเกือบแทบจะทุกวัน
สิ่งที่เห็นในตัวผู้ชายคนนี้คือแรงบัลดาลใจครับ
ถ้าผมไม่ได้อ่านอะเดย์สตอรี่มาก่อน
ก็คงไม่รู้สึกตื่นเต้นในตัวผู้ชายแห่งแรงบันดาลใจคนนี้

ตอนนี้
a day bullettin ออกมา
ในการกุมบังเหียนอีกครั้งของพี่โหน่ง

แล้วเราก็พบว่า
ผู้ชายคนนี้ พี่เค้ายังไม่หยุดสร้างแรงบัลดาลใจ
ให้วัยรุ่นไทยเยี่ยงผมแน่นอนครับ

สำหรับโอเพ่นไดอารี่
อยากอ่านมาก ๆ ครับ
อยากอ่านพอ ๆ กับที่
อยากอ่านนิตยสารโอเพ่นในยุคนั้น
ยอมรับว่าเกิดไม่ทัน
แต่ความคิดผมว่าน่าจะทันนะ :D


โดย: heyboibzays IP: 58.9.40.166 วันที่: 19 สิงหาคม 2551 เวลา:3:24:12 น.  

 
อะเดย์เป็นหนึ่งในหนังสือที่เราชอบมากๆ เคยชอบมากแบบติดตามทุกเล่มเลยค่ะ

หลังๆ ก็ห่างๆ กันไปบ้างน่ะนะคะ

แต่ทึ่งกับการก่อกำเนิดของเขามากๆ


โดย: สาวไกด์ใจซื่อ วันที่: 19 สิงหาคม 2551 เวลา:17:33:57 น.  

 
อย่าเพิ่งตายนะคะคุณชุดนอน

คณะแพทย์ (สะหยา) ลงความเห็นว่าถึงแม้นิ้วจะเคาะคีร์บอร์ดด้วยจังหวะต่างจากเดิม
แต่หัวใจยังเต้นด้วยจังหวะเดิมอยู่ได้

ฉะนั้นยังมีโอกาสฟื้นทั้งชีวิต และ ความฝันค่ะ


โดย: BeCoffee วันที่: 19 สิงหาคม 2551 เวลา:20:10:55 น.  

 
Photobucket



ขอบคุณสำหรับทุกๆกำลังใจครับ ก่อนจะพูดถึงการตัดสินใจของผม...ผมอยากจะถามอะไรสักนิด...คุณว่านักเขียนคืออะไรครับ ไม่ได้จะปรัชญาหรือล้ำลึกอะไรนะครับ 555+ เพียงแต่ผมรู้สึกอิ่มตัวกับการเป็นนักเขียนหรืออยากเป็นนักเขียนเหลือเกิน ไม่ว่าการเป็นนักเขียนนั้นจะมีนิยามว่าอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะต้องมีบทควมตีพิมพ์ มีหนังสือของตัวเอง หรือได้รายได้จากการเขียน ผมก็ไม่อยากเป็นนักเขียนแล้ว และไม่คิดอยากจะเป็น “นักอยากเขียน” หรือ “นักฝึกเขียน” และไม่อยากจะเป็นอะไรต่อมิอะไรที่ผู้คนนิยามถึงอีกแล้ว

เราเขียนเฉยๆไม่ได้หรอครับ?
เขียนแบบว่าไม่ใช่นักเขียน เขียนแบบไม่ใช่คนที่กำลังอยากจะเป็นนักเขียน และเขียนด้วยความสุขเฉยๆ


ผมไม่ใช่ผู้ชายที่ต้องใช้เงินมายั้วยวน เอาตำแหน่งนักเขียนมาหลอกล่อเพื่อที่จะได้มีแรงบันดาลใจให้เขียน ผมอยากเขียนเพียงเพราะผมอยากจะเขียนและอยากจะรู้ว่าคนอื่นๆเขาจะพูดถึงการเขียนของผมอย่างไรบ้างเท่านั้นเอง เหมือนกับที่ผมเขียนโครงการร่วมรีวิวเพราะอยากจะรู้ว่าคุณทรงกลดจะพูดถึงมันอย่างไร เหมือนกับที่หลังๆผมอยากเขียนรีวิวหนังสืออยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้ายเพราะอยากจะรู้มุมมองของหนังสือจากคุณนัทธ์ หรือผมเขียนเรื่องธรรมะกับภาพหวิวเพราะอยากจะรู้ว่าคุณแม่ไก่จะว่ายังไง

ไม่มีงานชิ้นไหนในบล็อกนี้ที่ผมเขียนเพราะอยากได้รับการยอมรับ เงิน หรือเพื่อให้ก้าวเข้าใกล้การเป็นนักเขียนเลย

งั้นต่อไปผมจะไม่ขอเป็นอะไรเลยได้ไหม ไม่มีตัวตนในทุกนิยาม และไม่เอาชื่อตำแห่นงอะไรมากวนใจตัวเอง ผมจะเป็นแค่ “ขอรบกวนทั้งชุดนอน” ผู้ชายซื้อบื้อๆที่ขีดเขียนตัวหนังสือสวมชุดนอน รูปประโยคกอดหมอนข้าง และบทความบนผ้าปูเตียง โดยหลุดพ้นจากพันธนาการที่อยากเป็นนักเขียน อยากแค่เขียนบล็อก หรือทำหนังสือทำมือในรูปของ Blook (หรือการรวบรวมบทความใน Blog มาทำเป็นรูปเล่ม) ไปวันๆ

เหมือนกับประโยคที่บนหัวบล็อก…ที่ตัวละครในเรื่อง Wall – E พูดไว้ "I don't want to survive, I want to Live!" เราไม่ได้ต้องการอยู่รอด เราแค่ต้องการมีชีวิต ครับ...ผมไม่ได้ต้องการอยู่รอด(บนถนนนักเขียน) ผมแค่ต้องการมีชีวิต(ชีวาในการเขียน)เท่านั้นเอง

ย้อนกลับไปในวันที่ผมเลิกเขียนบทความส่งนิตยสารแล้วหันมาเขียนบล็อก มีแต่คนบ่นว่าผมซื่อบื้อมากที่ทำอย่างนั้น ตลอดเวลาที่ผ่านมาผมไม่เคยสงสัยเลยว่าเขาพูดถูกไหม เพราะคำถามที่ผมสงสัยมากกว่าคือ ...พวกทุกจะยังอ่านหนังสือในบล็อกนี้อยู่ไหม ถ้าคนเขียนเป็นแค่คนซื้อบื้อๆคนหนึ่ง...


โดย: ขอรบกวนทั้งชุดนอน วันที่: 20 สิงหาคม 2551 เวลา:17:47:54 น.  

 
ผมเคยอ่านแว๊บๆ ในบทสัมภาษณ์ของ ชาติ กอบจิตติ ครับ ผมว่าอาจจะต้องไปหามาอ่านอีกที (และก็มาบอกคุณชุดนอนอีกที แหะๆๆ) แต่ผมจำได้ลางๆว่า คือถ้ารักที่จะเขียนแล้ว เราต้องไม่นึกถึงเรื่องของสิ่งตอบแทน หรืออะไรประมาณนี้อะครับ

สำหรับผมแล้ว ง่ายๆครับ ผมท่องเอาไว้เสมอถ้าวันใดที่เริ่มเบื่อการเขียนขึ้นมา "Write to keep Alive" มันช่วยผมได้มากทีเดียวเลยครับ


โดย: BloodyMonday วันที่: 20 สิงหาคม 2551 เวลา:18:59:12 น.  

 
ย้อนกลับไปอ่าน comment ของตัวเองอีกครั้ง ก่อนตอบคำถามของคุณ

สำหรับเราถือว่า การจรดปากกา (ในที่นี่คือการเคาะแป้นพิมพ์) สื่อสารผ่านตัวอักษรถึงผู้รับสาร คือการเขียนแล้วล่ะ

การเขียนข้อความใดๆ ในพื้นที่สาธารณะเช่นนี้ เป็นการแสดงความเป็น "นักเขียน" ประเภทหนึ่ง
แต่ไม่ได้ "นักเขียน" ผู้เลี้ยงชีวิตด้วย "ตัวอักษร"

คุณชุดนอนจะมีสถานะทางสังคมเช่นไร เราไม่สน...
แต่ที่ทำให้เรารับ "สาร" ที่คุณ "สื่อ" ผ่านเทคนิคการเคาะแป้นพิมพ์นี้
นั่นเป็นเพราะ สิ่งที่คุณส่งมา เราพร้อมที่จะรับ เท่านั้นเอง
นั่นเป็นเพราะ มุมมองบางอย่าง เราเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เท่านั้นเอง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า จะเป็นทิศทางเดียวกัน เราถึงจะตอบ หรือ ส่งสารของเราถึงคุณเท่านั้น
อาจมีบางทีสิ่งที่ส่ง...ขัดแย้งกับสิ่งที่คุณสื่อออกมา ก็เป็นได้

แต่ไม่ว่าจะคุณจะเป็น นักเขียน นักอยากเขียน หรือ นักฝึกเขียน หรือเป็นคนซื่อบื่อ (อย่างที่คุณว่าอ่ะนะ)
เราก็ยังคงเข้ามารับ "สาร" จากคุณอยู่ดีค่ะ




โดย: นัทธ์ วันที่: 20 สิงหาคม 2551 เวลา:21:17:04 น.  

 
หวัดดีคะแวะมาเยียมบ้าน

โห ทำไมเขียนอะไรได้มากมายขนาดนี้ เก่งมาก

เป็นนักคิด จริงๆเลย มีมุมมองแปลกดีค่ะ

ย่าก็อยากเขียนนะ แต่ม่ะมีฟามสามารถ เฮ้อ

อ่านของคนอื่นเขียนแล้วกัน อิอิ



โดย: ย่าชอบเล่า (ย่าชอบเล่า ) วันที่: 21 สิงหาคม 2551 เวลา:22:07:04 น.  

 
ทุกวันนี้ก็ " อ่าน" อยู่แล้วหนิคะ


โดย: BeCoffee วันที่: 22 สิงหาคม 2551 เวลา:1:09:42 น.  

 
ทุกวันนี้หนูยังมีชีวิตชีวาในการเขียนอยู่นะ

เขียนแล้วสนุก ก้โอเคล่ะ

ของบางอย่าง มันก็ต้องอาศัยอารมณ์


โดย: ปลาทองแก้มยุ้ย IP: 124.122.211.11 วันที่: 22 สิงหาคม 2551 เวลา:19:26:35 น.  

 
คุณชุดนอน จะมาบอกว่าอัพบล็อคหนังภาษาไทยแล้วครับ (ถึงแม้ว่าจะหลอกคนอ่าน ด้วยการเอาของเก่ามาปัดฝุ่น 55+) ถ้ามีเวลาว่างก็ขอเรียนเชิญครับ


โดย: BloodyMonday วันที่: 23 สิงหาคม 2551 เวลา:20:03:07 น.  

 
ตอบคำถามที่ถามไปในเม้นต์แรกแล้วนะคะ

คำตอบเดิม ไม่เปลี่ยนแปลงค่ะ


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 23 สิงหาคม 2551 เวลา:23:36:27 น.  

 
คอมเมนต์ด้านล่าง "หล่อ" มั่กๆ
ขอให้มีกำลังใจต่อไปเน่อ

พี่ยังไม่ตายหรอกครับ


โดย: nanoguy IP: 125.24.180.137 วันที่: 24 สิงหาคม 2551 เวลา:23:59:51 น.  

 
...พวกคุณทุกคนจะยังอ่านหนังสือในบล็อกนี้อยู่ไหม ถ้าคนเขียนเป็นแค่คนซื้อบื้อๆคนหนึ่ง...

อ่านค่ะ

แล้ว

...คุณจะยังเขียนอยู่ไหม ถ้าคนอ่านคนนี้เป็นแค่คนซื่อบื้อๆคนหนึ่ง...


โดย: maebin IP: 161.200.255.162 วันที่: 25 สิงหาคม 2551 เวลา:10:08:36 น.  

 
ท่านชุดนอน

หายไปไหนแล้ว

ยังไม่ฟื้นอีกเหรอคะ

รออ่านอยู่นะเนี่ย

^^


โดย: pattararanee IP: 125.25.46.157 วันที่: 27 สิงหาคม 2551 เวลา:13:32:35 น.  

 
อย่าย้ำสิครับว่าเอาของมือสองมาเปิดท้าย 555+

ว่าน้องเพจแก่แดดไม่แรงไปหรอกครับ ผมว่าเธอใน Juno เล่นได้น่าหยิกดั แต่เรื่องล่าสุดที่อยู่ในบล็อคผมนั้น เธอเล่นได้น่า "ตบ" มากๆครับ 55+

ถ้าเอาไปเป็นแรงบันดาลใจแล้ว ไม่ว่าอะไรอยู่แล้วครับ ยินดีซะด้วยที่ิอย่างน้อยความเห็นของผม มันสามารถช่วยกระตุ้นอะไรบางอย่างในตัวคุณชุดนอนฯ...

ปล. อย่าเรียกผมพี่เลยครับ 555+ อายุผมเองก็ไม่ต่างจากคุณชุดนอนฯซะเท่าไรน่ะ...แล้วจะรอ "เซอร์ไพรซ์" นะครับ


โดย: BloodyMonday วันที่: 27 สิงหาคม 2551 เวลา:22:18:18 น.  

 
เรื่อง Brick เราเคยเขียนไว้ ที่นี่ ค่ะ


โดย: renton_renton วันที่: 28 สิงหาคม 2551 เวลา:10:24:12 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ขอรบกวนทั้งชุดนอน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 24 คน [?]




Group Blog
 
<<
สิงหาคม 2551
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31 
 
16 สิงหาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ขอรบกวนทั้งชุดนอน's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.