someday we write , someday we wrong









[3] บ้านประหลาด : เปิดดูใบเสร็จ บุกทลายกองดอง แล้วเดินทางไปเยี่ยมญาติๆ?!



• บ้านประหลาด : เล่มที่ 3 ของหนังสือชุดอยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้าย •
• เลโมนี สนิกเก็ต (เขียน) : อาริตา พงศ์ธรานนท์ (แปล) : สำนักพิมพ์นานมีบุ๊คส์พับลิเคชั่น : ราคา 95 บาท •


การดูใจ รู้นิสัย หรือศึกษาใครสักคน โบราณว่าต้องอาศัยวัน เวลา และความเข้าใจ
ฟังดูเป็นเรื่องที่ไม่จบในตอนสั้นๆหรือทำกันง่ายๆใช่ไหมครับ

แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เอาเข้าจริง...มันจะยิ่งยาวนานและยากกว่าที่เราคิด!?

การที่เราต้องอาศัยเวลานานๆในการสำรวจใจใครสักคนนั้น
นอกเหนือไปจากเพื่อค่อยๆกะเทาะเปลือกของเขาหรือรอดูธาตุแท้ให้แน่ชัดแล้ว
ผมว่า “จังหวะ” ในการทำความรู้จักกับใครสักคน ก็มีผลไม่น้อย

ในที่นี้ผมเหมาไปถึงจังหวะในการได้ทำความรู้จักกับหนังสือสักเล่มด้วยเช่นกัน




สแกนใบเสร็จข้างบนนี้ฟ้องว่าในเวลา 16.04น. ของวันที่ 8 เดือนมีนาคม ปี 2005
ร้านหนังสือบุ๊คไวไรตี้ โซนบิ๊กซี – รังสิตได้จำหน่ายหนังสือบ้านประหลาด
หนังสือเล่มที่ 3 ในชุดอยากให้เรื่องนี้ไม่มีโชคร้ายให้แก่ผู้ชายที่ใช้นามปากกว่า “ขอรบกวนทั้งชุดนอน”
(ด้วยหลักฐานที่ไม่เพียงพอ เราไม่สามารถยืนยันได้ว่าคนที่ไปซื้อจะเป็นนายชุดนอนตัวจริงไหม
เพราะในใบเสร็จไม่มีอะไรยืนยันว่าคนที่ชำระเงินสวมชุดนอน...แต่ทางสรรพกรไม่ต้องออกติดตามไล่ล่าหาความจริงแต่อย่างใด
เพราะด้านล่างของใบเสร็จได้ระบุไว้ชัดเจนแล้วว่า “สินค้าได้รวมภาษีมูลค่าเพิ่มไว้แล้ว”)

หนังสือเล่มนี้อาศัยความเก่าของใบเสร็จเอ่ยปากถามผมอย่างงอนๆ ว่า
“จะเกิดอะไรขึ้นถ้าผมได้หนังสือเล่มนี้ทันทีที่ซื้อมันมา ณ วันนั้นเมื่อ 3 ปีก่อน”
อันนี้ผมแปลอย่างสุภาพ ที่จริงใบเสร็จมันถามผมว่า “มึงรู้ตัวไหมว่ามึงดองกูไว้ตั้ง 3 ปี!!”

เราคงเคยดองหนังสือกันทุกคนใช่ไหมครับ คุณก็รู้ว่าเวลาดองเรามักจะไม่มีเหตุผลที่ฟังขึ้นในการกระทำนั้น
ผมเลยไม่มีคำตอบใดๆ ไปตอบหนังสือที่ทำแก้มป่องเชิดหน้าใส่ ได้แต่คิดตามคำถามของมันไปว่า
“ชีวิตของผมจะเปลี่ยนไปไหม ทัศนคติของผมจะเป็นยังไง ถ้าผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทันทีที่ซื้อมา”

หลังจากเอามันมาปัดฝุ่น ง้อเอาใจสารพัด(ซึ่งทำยังไงก็ไม่ได้ผล) แล้ว(จึงตัดสินใจขืนใจปล้ำ)อ่านมัน(ซะเลย)
เมื่ออ่านจบ ผมอาศัยความคุ้นเคยกันกับหนังสือ(ที่เคย “ผ่านมือ” กันมาแล้ว) ถามหนังสือเล่นๆ บ้างว่า
“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าพวกเด็กกำพร้าโบดแลร์ได้มาทำความรู้จักกับ ป้าโจเซฟีน
ก่อนที่พวกเขาจะถูกส่งตัวมาอยู่ด้วยในฐานะที่ป้าคนนี้คือ 1 ในบรรดาญาติๆของตระกูลโบดแลร์”




เคยไปเยี่ยมบ้านญาติไหมครับ?
สมัยเด็กๆ นี่ เวลาไปเที่ยวบ้านญาติถือเป็นการผจญภัยประเภทหนึ่ง
เราจะได้ไปที่ใหม่ๆ พอไปถึงก็แค่ยกมือไหว้เจ้าของบ้านแล้วอาศัยความที่ยังเป็นเด็กไม่ต้องมีมารยาทมากนัก
วิ่งฉิวไปหาอะไรที่พอจะเหมาะมือมาจับเล่นได้ในทุกซอกมุมทั่วทั้งบ้าน
หากเราโตขึ้นมาหน่อยเป็นวัยรุ่น การไปเยี่ยมญาติเหมือนเป็นการไปแสดงความเคารพที่ควรกระทำ
(เพราะถ้าเรารอนานไป เราอาจจะต้องไปแสดงความเคารพญาติในสถานการณ์ที่ญาติไม่สามารถยิ้มตอบกลับมาได้
...หรืออาจจะยิ้มตอบได้...แต่จะเกิดเป็นเรื่องหลอนพองขนติดตามมา)
เวลาไปถึงก็ยกมือไหว้อย่างนอบน้อม ทำหน้าตาให้ดูสังเกตเห็นได้ชัดว่าโตเป็นหนุ่มขึ้นเป็นกอง
และคอยตามคำถามจำพวกว่าเรียนที่ไหน เป็นยังไงบ้าง หรือประมาณว่ามีแฟนหรือยัง

ผมรู้มาแค่ 2 สเต็บครับ เพราะมีประสบการณ์แค่ในช่วงชีวิตวัยรุ่น 555+ (ไม่ยอมแก่)
เลยไม่รู้ว่าผู้ใหญ่ไปเยี่ยมผู้ใหญ่กว่า หรือคนเฒ่าคนแก่ไปมาหาสู่กันเค้ารู้สึกยังไง

ใน “บ้านประหลาด” 3 เด็กกำพร้าโบดแลร์ถูกส่งตัวไปอาศัยอยู่กับป้าโจเซฟินในดินแดนอันห่างไกล
เรื่องราวในระหว่างที่พวกเด็กๆอาศัยอยู่ในบ้านประหลาดถูกบันทึกอยู่ในหนังสือแล้ว
แต่อย่างที่ผมสงสัย คือจะเกิดอะไรขึ้นถ้าตอนที่พ่อแม่ของพวกเด็กๆยังมีชีวิตอยู่ได้พาพวกเขามาเยี่ยมป้าโจเซฟินบ้าง
ใน “จังหวะ” ที่การได้ทำความรู้จักเปลี่ยนไปนี้ พวกเด็กจะรู้สึกกับป้าคนนี้อย่างไง

ในวันที่พวกเด็กๆเดินทางมาถึงหมู่บ้านที่ป้าอาศัยอยู่
พวกเด็กจะรู้สึกยังไงกับชื่อของสถานที่สุดประหลาดคล้ายจะเพี้ยนอย่างท่าเรือตายใจ
ทะเลสาบระทมทุกข์ และภัตตาคารตัวตลกวุ่นวายใจ...และที่ประหลาดที่สุดคงไม่พ้นตัวบ้านของป้าโจเซฟินเอง

พวกเด็กๆจะยังวิ่งเล่นไปทั่วบ้านไหม ถ้าพบว่าบ้านถูกสร้างอยู่ไว้บนหน้าผาสูง
โดยมีไม้เก่าๆ ผุๆ ฟังๆ เป็นเสาค้ำไว้แบบเสียมิได้ไม่กี่อัน
...แถมในทะเลสาบด้านล่างยังมีเอเลี่ยนดุร้ายอาศัยอยู่...(ครับ...เล่มนี้มีเอเลี่ยนด้วย?!)




พวกเด็กๆจะตลกขบขำ สับสนไม่เข้าใจ หรือเก็บเอาป้าไปนินทาระหว่างเดินทางกลับไหม
เมื่อพบว่าป้าคนนี้เป็นคนที่หวาดกลัวอะไรได้ทุกสรรพสิ่งด้วยเหตุผลของตัวป้าเอง
เธอกลัวเครื่องทำความร้อน เพราะเกรงว่ามันอาจระเบิดถ้ากดเปิดมัน
เธอกลัวพรมเช็ดเท้าหน้าบ้าน เพราะใครอาจจะเดินไปสะดุดมันเข้า...จนล้มคอหักตายได้
หรืออย่างโทรศัพท์ เธอที่กลัวมันเพราะถ้าหากจับมันเมื่อไหร่ เธออาจจะถูกไฟดูดตายได้...
ในเรื่อง...เมื่อโทรศัพท์ในบ้านดังขึ้น ป้าโจเซฟินเกิดอาการตกใจก่อนในจังหวะแรก...
“ตายแล้ว! เราจะทำยังไงกันดี”
“ก็รับโทรศัพท์สิครับ/คะ” พวกเด็กๆว่า แต่ในจังหวะสองหลังหายตกใจป้าโจเซฟินหันมาลังเลใจแทน
“มันอาจจะเป็นเรื่องสำคัญก็ได้นะ แต่ป้าไม่รู้ว่ามันคุ้มที่จะเสี่ยงต่อการถูกไฟดูดตายรึเปล่า”
จนแล้วจนรอดป้าแกก็ไม่รับ...จนพวกเด็กๆทนไม่ไหวไวโอเล็ตเลยต้องเสี่ยงชีวิต(?)เข้ารับแทน

ที่ประหลาดหนักเข้าไปอีกคือ พอป้าโจเซฟินเห็นเด็กๆรับโทรศัพท์แล้วยังรอดปลอดภัย
เธอสารภาพว่าตัวเองไม่เคยรับโทรศัพท์มาก่อน ปกติสามีของเธอจะเป็นคนรับให้
แต่นั่นเป็นเพราะสามีของเธอสวมถุงมือพิเศษป้องกันเอาไว้แล้ว (โอ้...ประหลาดทั้งผัวทั้งเมีย)
ทิ้งท้ายเธอบอกกับพวกเด็กๆว่า “แต่ตอนนี้ป้าเห็นไวโอเล็ตรับโทรศัพท์แล้ว...คราวหน้าถ้ามีใครโทรมาอีก ป้าอาจจะลองรับดู”
ทันใดนั้นหลังป้าพูดจบ เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น...ในจังหวะแรกป้าโจเซฟินยังไม่ได้รับสาย...เธอตกใจก่อน -*-
แล้วจึงตระโกนว่า “ป้าไม่คิดว่ามันจะดังอีกเร็วขนาดนี้ โอ้ย! ช่างเป็นคืนที่ต้องผจญภัยเสียจริงๆ!” (เอากับป้าแกสิ)

จริงอยู่หากเรายังอยู่ในวัยเดียวกับพวกเด็กๆโบดแลร์
การที่นานๆ ครั้งได้ไปพบเจอญาติเพี้ยนๆ สัก 2 -3 ชั่วโมงดูจะเป็นเรื่องสนุกติดตลก
แต่เราคงจะขำไม่ออกแน่ หากเรากลายเป็นเด็กกำพร้าตั้งแต่ยังเล็ก แล้วต้องถูกส่งไปอยู่กับญาติเพี้ยนๆไปตลอดชีวิต

คำถามที่ผมถามหนังสือจึงไม่มีวันได้รับคำตอบ (เหมือนที่ผมไม่มีคำตอบให้หนังสือว่าทำไมไปดองเค็มมันอย่างเลือดเย็นอย่างนั้น)
เพราะ “จังหวะเดียว” ที่พวกเด็กๆจะได้ใช้วัน เวลา และทำความรู้จักกับป้าโจเซฟิน
คือจังหวะหลังจากพวกเขาตกอยู่ในฐานะเป็นเด็กกำพร้า(ที่มีจอมวายร้ายไล่ล่า)ไปเสียแล้ว
นี่ยังไม่นับว่า “จังหวะ” ที่ว่านั้นช่างเป็นจังหวะที่ไม่เหมาะจะทำความรู้จักกับป้าคนนี้เอาเสียเลย
ด้วยเมื่อสามีของเธอจากไป(เจอเอเลี่ยนหม่ำงั่มๆ) ความเพี้ยนของป้าแกก็เลยทะลักจุดแตก
เด็กๆจึงไม่ได้รับทั้งความรักความอบอุ่น จำต้องทนเอือมระอากับความหวาดกลัวที่ไร้เหตุผล
แถมยังต้องสับสนไปกับตีความ คาดเดา หรือการทำความเข้าใจในพฤติกรรมสุดหลุดโลกของป้าเค้าอีกต่างหาก

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะพ่อแม่ของพวกเด็กๆไม่เคยพาลูกๆไปเยี่ยมญาติมาก่อน
เลยไม่รู้ว่าพวกตนมีญาติคนไหน(ที่เป็นคน)เยี่ยมๆ(ดีๆ)บ้าง
ไม่อย่างนั้นคงจะไม่ไปเขียนพินัยกรรมส่งลูกของตัวเองไปเผชิญเคราะห์กรรมอย่างเรื่องราวในเล่ม 3 นี้



ถึงตอนนี้จวบจนกำลังจะเขียนรีวิวจบ...ผมก็ยังคิดอยู่ตลอดว่าการได้อ่านหนังสือในช่วงจังหวะเวลาที่ต่างกัน
ส่งผลกับความคิดอ่าน การนำสารไปย่อย และการดูดสับสาระเข้าสู่ร่างกายจริงๆ
และผมจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า จะเป็นยังไงหากผมอ่านหนังสือเล่มนี้ตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน
มันเป็นการพลาดที่เกิดขึ้นได้เพราะความไม่รู้

เราจะรู้ได้ยังไง ว่าหนังสือที่เราเดินผ่านไปผ่านมาบนชั้นวางตามร้านหนังสือ
จะน่ารักขนาดไหน หากเราตักสินใจซื้อกลับบ้านแล้วได้ไปรู้จักกับมันเดี๋ยวนี้
มันจะสอนอะไรเราได้มากมายขนาดไหน ถ้าคืนนี้ เราเอามันไปนั่งอ่านเล่นก่อนนอน
และมันจะเปลี่ยนแปลงความคิดหรือชีวิตเราไปเป็นคนละเรื่องเลยไหมนะ ถ้าเราได้อ่านมันวันนี้

ถ้าเราไม่ไปเยี่ยมมัน...เราจะรู้ได้ยังไงว่ามันเยี่ยม...
อย่าเป็นอย่างผมนะครับ อย่าเสียเวลาและพลาดโอกาสในการอ่านหนังสือเล่มนี้ไปเป็นปีๆ
เพียงเพื่อที่จะได้มาซึ่งความค้างคาใจที่พลาดโอกาสสัมผัสหนังสือใน “จังหวะ” แรกที่ได้พบเจอ

เพราะไม่แน่นะ “จังหวะนี้” อาจจะเป็นจังหวะที่เหมาะที่สุดที่คุณจะอ่านหนังสือเล่มนี้ก็ได้ ^^



Create Date : 17 กรกฎาคม 2551
Last Update : 6 ธันวาคม 2552 15:24:50 น. 15 comments
Counter : 1195 Pageviews.

 
คุณชุดนอนใช้เวลา 3 ปีในการดองหนังสือเล่มนี้
เราใช้เวลานานกว่านั้น
ให้ทาย..............

















ตอนที่ 3 ของหนังสือชุด พิมพ์ครั้งที่ 1 เมื่อเดือนกันยายน 2545
และในเดือนถัดมา เราก็ซื้อหนังสือเล่มนี้มาจากงานสัปดาห์หนังสือ (หลักฐานคือ เราห่อปกพลาสติกเอง)
6 ปีที่หนังสือเล่มนี้ และเล่มก่อนหน้านี้ ดองไว้ในตู้หนังสือนอกห้องนอน และเราตัดสินใจบอกตัวเองไว้ว่า ...จะอ่านเมื่อจบชุด
เล่มต่อๆ มาเราก็เลยไม่กระตือรือร้นที่จะซื้อหนังสือออกใหม่อีกเลย
ไว้หาซื้อตอนช่วงลดราคา ไว้ดูในร้าน 50% ก็ได้

คุณชวนเราหยิบหนังสือชุดนี้มาอ่าน ....ซึ่งเราเชื่อว่า เราใช้เวลาอ่านน้อยกว่าคุณนะ

ที่ทำให้เราแค้นใจตัวเองก็คือ
ตอนที่อ่านเล่มที่ 3 อย่างสนุกสนานติดพัน มาถึงหน้า 64 แล้ว
หน้าถัดมาที่ควรจะเป็นหน้า 65 ...หายไป
กลายเป็นหน้า 49 - 64 อีกครั้ง
เราพลิกไปเรื่อยๆ ก็ไม่เจอว่า หน้า 65 - 80 ไปซุกซ่อนอยู่ตรงไหน

ทิ้งช่วงมานานถึง 6 ปี จะส่งหนังสือไปขอเปลี่ยนกับสำนักพิมพ์ก็กระไรอยู่ เลยจำใจอ่านข้ามไป จนจบนั่นแหละ
แต่มันก็ยังค้างคาใจอยู่ดี เลยต้องเสาะหาหนังสือตอนที่ 3 อีกครั้งจากร้าน 50%

เคราะห์ดี หรือไม่ก็เพราะเด็กกำพร้าทั้งสามอยากให้เรารับรู้เรื่องราวชีวิตอย่างต่อเนื่องก็เป็นได้
ทำให้เราพบเล่ม 3 ในร้าน 50% ร้านแรกที่แวะเข้าไปทันที

ตอนนี้ติดตามมาถึงตอนที่ 5 แล้วค่ะ .....แล้วก็ที่เราเข้าใจว่ามีหนังสือครบชุดอ่ะ ...เราเข้าใจผิดไปเอง
เล่ม 6 ยังไม่มีเลย .....แต่ก็ไม่รีบร้อนนัก
เพราะคุณอ่านกว่าเรา เราจะค่อยๆ หาต่อไป ....
วางเรื่องของเด็กกำพร้ามาใส่ใจกับต้นไม้ก่อน ...เดี๋ยวจะผิดสัญญา





หากเด็กกำพร้าเหล่านี้ เป็นเด็กสัญชาติไทย หรือสัญชาติเอเซีย ละก้อ
เชื่อว่า พวกเค้าต้องเคยไปเยี่ยมเยียนและทำความรู้จัก คุณป้าโจเซฟินแน่ๆ

สมัยเด็กๆ ....เรามักจะรอเวลาปิดเทอม
เพราะพ่อกับแม่ จะพาไปเยี่ยมปู่กับย่า และพักอยู่บ้านปู่กับย่า ได้ทำความรู้จักญาติผู้ใหญ่ทางฝ่ายพ่อ ทั้งปู่ ย่า ลุง ป้า อา และลูกพี่ลูกน้อง
อีกปีถัดมา ก็ถึงคิวทำความรู้จักญาติทางแม่ เพราะไปเยี่ยมตากับยาย
ที่นี่ เราได้ผจญมากกว่าบ้านปู่กับย่า เพราะเป็นบ้านสวน
เลยได้เดินเที่ยว ทำตัวเป็นนักผจญภัยได้เต็มขั้น ปีนต้นฝรั่ง สอยมะขามเทศ และเก็บไข่มดแดง
แล้วก็ทำความรู้จักคุ้นเคยกับตา ยาย ลุง ป้า น้า และลูกพี่ลูกน้อง ฝั่งนี้บ้าง

ชีวิตแบบครอบครัวใหญ่ลักษณะนี้ ...สามพี่น้องโบดแลร์คงไม่เคยสัมผัสหรอก
พวกเค้ามีความสุขอยู่กับครอบครัวเล็กๆ ของตัวเอง
และคุ้นเคยกับ มิสเตอร์โพ มากกว่าญาติของตัวเองซะอีก
ช่างเป็นเด็กกำพร้าที่มีชีวิตเศร้าและโชคร้ายสุดๆ


โดย: นัทธ์ วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:00:39 น.  

 
^
^
comment ยาวยังกะเป็นเจ้าของ blog ซะเอง




โดย: นัทธ์ วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:04:28 น.  

 
หวัดดีค่ะ
เป็นคนนึงที่ชอบเรื่องนี้มากแต่ตอนนี้อ่านยังไม่จบนะคะ(อีก2เล่มค่ะ)ชอบที่คนแต่งแทรกอารมขันในแต่ละหน้า อ่านแล้วสนุกดี ถึงดม้ว่าเด็กๆจะเจอแต่เรื่องโชคร้ายก็ตามอีกเรื่องที่ชอบก็harry potterค่ะ คุณอ่านรึเปล่าคะ


โดย: Martha IP: 124.121.27.218 วันที่: 17 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:12:51 น.  

 
ผมก็เป็นบ่อยจนเป็นเรื่องปกติเหมือนกันครับ สำหรับการซื้อหนังสือมาแล้ว ปล่อยทิ้งไว้ให้นอนแน่นิ่งอยู่บนชั้นหนังสือ แล้วก็มีอีกหลายต่อหลายเล่มอีก ที่ผมอ่านจนถึงบทท้ายๆแล้ว เกิดถอดใจไม่อ่านต่อซะอย่างนั้น (อาจเป็นเพราะผมคงไม่อยากให้มันจบกระมั้ง)...


โดย: BloodyMonday วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:12:04:51 น.  

 
ลงชื่อทักทายกันก่อน
บล็ออกวันนี้ยาวมากนะคะ
อืม..ม..อ่านเรื่องใบเสร็จแล้วก็ขำ
คุณชุดนอนฯ..แอบเป็นคนตลกร้ายใช่ไหมคะ
คืออ่านแล้ว..รู้สึกอย่างนั้น..อิอิ

ดองหนังสือ..อืม..ม..ม..ม
เชื่อว่าหนอนหนังสือทุกคนน่าจะเป็นค่ะ
เห็นหนังสือทีไร..ก็อยากได้ แล้วก็ซื้อ..ซื้อแล้ว ซื้ออีก
ตอนนี้ที่บ้านก็มีดองไว้เพียบเลยค่ะ..ฮา ฮา

“ชีวิตของผมจะเปลี่ยนไปไหม
ทัศนคติของผมจะเป็นยังไง
ถ้าผมได้อ่านหนังสือเล่มนี้ทันทีที่ซื้อมา”
คำถามนี้..ไม่ค่อยกล้าตอบเท่าไหร่
เพราะความคิดของคนเราไม่เหมือนกัน

แต่แจงคิดว่า..อาจมีความเป็นไปได้ค่ะ
เพราะหนังสือซักเล่ม..สิ่งที่อยู่ในนั้นก็อาจมีแรงจูงใจ
ทำให้ทัศนคติของคนเราหันเหได้เหมือนกัน

แต่ความเป็นไปไม่ได้ก็มี ..ปีนั้น..กับปีนี้..คือความแตกต่าง
ความคิด ...ความอ่านก็อาจเติบโตเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน
สิ่งๆเดียว..เรื่องๆเดียวกัน..เมื่อ่านต่างเวลากัน
ก็ใช่ว่าจะได้อะไรจากมัน..เหมือนกันทุกครั้งไป
เอ่อ..เม้นท์แล้วก็งงงง..คุณชุดนอนจะเข้าใจไหมนี่

ปล."วางร่มลงได้ไหม? อยากให้เราเปียกด้วยกัน
แล้วผมจะทำให้คุณได้รู้ว่า ความรู้สึกอบอุ่นภายใต้สายฝนเป็นอย่างไร "
หัวบล็อกอันนี้..เอามาจากไหนคะ??ชอบม๊าก..ก..ก..
ใครเป็นคนคิดประโยคนี้กันเนี่ย...สั้นๆ..ง่ายๆ....แต่โรแมนติกชะมัดเลย...โดนใจอีกแล้ว




โดย: nikanda วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:33:43 น.  

 
คุณนัทธ์
หากว่าผมเป็นคนเลือดเย็น คุณนัทธ์นี่ถือว่าเป็นคนเย็นจนเลือดเป็นน้ำแข็งไปเลย!!
ดองหนังสือ 6 ปี ไม่ต่างอะไรกับเวลาตำรวจจับคนต่างด้าวได้แล้วเอาไปขังคุกดองไปเรื่อย
รอให้จำนวนเยอะๆ ก่อนค่อยส่งกลับบ้านทีเดียวรวด แอ้คนที่โดนขังคนแรกๆก็รอกันยาวไปเลย

พอดองนานๆนี่มีโอกาสสูงนะครับที่ หนังสือจะชิงฆ่าตัวตาย
หรือเกิดอาการวิกลจริตไปเสียก่อน
(หน้า 65 เลยหายไปแบบคนไข้ความจำเสื่อม ย้ำคิดย้ำทำเอาหน้า 49 มาให้อ่านใหม่)

เรื่องการรีวิวนี่...ผมลืมต้นไม้ไปแล้วนะเนี่ย 555+
ดีที่คุณทักพอดีนะ ไม่งั้นมีเนียนหายไปเลยแล้ว
เล่ม 4 นี่คงต้องรอรีวิวต้นไม้กับต่อสู้กับบัญชีช่วงปลายเดือนก่อนน่ะครับ ถึงจะได้อ่านกัน
แถมก็อย่างที่คุณว่า ผมอ่านช้าเต่าคลาน รับรองว่าไม่รีวิวไล่ตามไปหายใจรอต้นคอคุณแน่นอน 555+

ปล ยินดีต้อนรับสู่การเป็นหุ้นส่วนของบล็อกชุดนอนครับ ^^

คุณ Martha
เหลืออีก 2 เล่มนี่ แปลว่านำไปไกลถึงเล่ม 11 แล้ว ว้าว
จะตามให้ทันก่อนสิ้นปีนะครับ 555+

กับแฮรี่นี่ผมกะว่าจะไม่อ่านแล้วครับ
1 ด้วยราคา -*-
2 ด้วยมันเป็นหนังไปแล้ว แถมผมดูในโรงครบ + เก็บสะสมทุกภาค
การต้องตะลุยอ่านหนังสือหนาๆแพงๆ ด้วยอารมณ์ที่รู้เนื้อหาหลักๆไปแล้ว มันช่างไม่ดึงดูดใจเอาเสียเลย
ดังนั้น ขออภัยงับ T-T

คุณ BloodyMonday
ผมนี่บางทีก็พาลไปถึงหนังด้วยครับ 555+
คือดองแผ่นหนังซะงั้น บางเรื่องนี้เห็นผมมาตั้งแต่อ้อนแต่อ่อนแต่ไม่เคยได้คุยกับผมเลยสักคำ

ปล ใกล้ๆสิ้นเดือนนี้ ถ้าไม่มีอะไรผิดแผน...ขอพาดพิงนะครับ(??)

คุณ nikanda
ถ้าวัดกันแล้ว...คุณแจงเป็นคนเดียวในจำนวนเบอร์เกอร์ที่ผมอ่าน
ที่บทจะยาวน่าก็ยาวพอฟัดพอเหวี่ยงกันนะครับ 555+

แต่ผิดกันที่ของคุณยาวแบบสมเฟตุแต่ของผมยาวแบบไม่สมผล
ดังนั้นเพื่อป้องกันเซลสมองอ่อนตัว อย่าอ่านตัวหนังสือผมเยอะครับ 555+
อ่านแค่หัวบล็อกพอ จะได้ไม่ปวดหัวปวดตา

คำจั่วหัวบล็อกนี่ คิดเองครับ
คงเหมือนกับเรื่องราวที่บ้านคุณแจง ผมคิดประโยคนี้โดยดูจากภาพเอา
ผมเอาภาพมาลง แล้วก็ดูว่ามันส่งเนื้อหาอะไรมาให้ผมเขียนข้อความเคียงคู่มันได้บ้าง
แล้วก็ได้แบบที่เห็นนี่แหละครับ

ปล
ก่อนจะคิดออกมาได้แบบนี้ ในตอนแรกผมเคยจะเขียนว่า
“หยุดนะ!! ส่งกระเป๋าตังค์กับร่มมา เร็ว! กลัวเปียก!!” 555+


โดย: ขอรบกวนทั้งชุดนอน วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:21:41:54 น.  

 
คุณชุดนอน แค่ blog ตัวเองเรายังแย่ (ดันมีพื้นที่ในโลกเสมือนเยอะเอง) ขืนมาเป็นหุ้นส่วนกะคุณอีก มีว่าต้องมีบ้านของเราที่ใดที่นึงถูกทิ้งร้างเป็นแน่

ว่ากันเรื่องกาแฟนิดนึง ...เราก็ไม่ค่อยได้เข้าไปดื่มด่ำ ละเลียดกาแฟในร้านแบรนแบบนี้นักหรอก กลัวราคา
ครั้งนี้เพราะเกรงใจเจ้าของพื้นที่ ประกอบกับ รู้สึกกระหายด้วย
แต่ก็คิดผิดไป ตรงที่เข้าร้านกาแฟทั้งที ดันสั่งชามะนาว ....
ร้านเค้าก็คิดราคาตามขนาดแก้วอยู่แล้ว ถ้าสั่งกาแฟซะ เราคงไม่รู้สึกว่าแพง (มากกกกกกกกกกกก) นักหรอก
แต่ชามะนาวแก้วนี้ ก็งั้นๆ ลิปตันไอซ์ที กระป๋องละ 14 บาท รสชาติดีกว่าอ่ะ ....(ความเห็นส่วนตัวค่ะ)

ปล....ทำเนียนพูดถึงนิดนึง กลัวคนร่างสัญญา ทำผิดสัญญา ค่ะ


โดย: นัทธ์ วันที่: 18 กรกฎาคม 2551 เวลา:22:20:50 น.  

 
แวะมาอ่านแค่หัวบลอคค่ะ
จะได้ไม่ปวดตาและเซลสมองไม่อ่อนตัวตามคำเตือนค่ะ


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:7:07:05 น.  

 
สวัสดีค่ะคุณชุดนอน

สังเกตได้จากเวลาการเข้ามาครั้งแรกและการตอบในครั้งนี้นะคะ ต่างกันถึงสองชั่วโมงครึ่ง ในตอนแรกกะว่าจะเข้ามาแซวเฉย ๆ เพราะว่าเห็นเม้นต์ตอบคุณแจงไว้ แล้วก็จะอ่านต่อไปโดยพลันทันที แต่ไม่รู้ว่ามันมีความเกี่ยวเนื่องกับบลอคนี้ยังไงบ้าง ก็เลยทำให้ไผลไปทำอย่างอื่นมากมายเป็นเวลานานโดยเปิดหน้านี้ทิ้งเอาไว้ ทำให้เกิดอาการ "ดองบลอค" ขึ้นมา

และแน่นอนค่ะ หลังจากอ่านจบ ก็เลยเกิดตั้งคำถามขึ้นมาด้วยเหมือนกันว่า "จะเป็นอย่างไรนะ ถ้าอ่านบลอคนี้ตั้งแต่เมื่อ 2 ชั่วโมงครึ่งที่แล้ว" เท่า ๆ กับที่บลอคสีขาว ๆ ไม่ยอมตอบออกมานั่นแหละค่ะ มันก็ได้แต่ถามกลับมาเหมือนกันว่า "จะเปิดค้างไว้ทำไมตั้งนานฟร่ะ?!"

เหตุผลสำหรับการดองหนังสือและดองบลอคมีมากมาย ยังไงก็ฟังไม่ขึ้นจริง ๆ ค่ะ...แต่สุดท้ายแล้ว เลือกที่จะเชื่อว่า "จังหวะนั้น" คือเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการกระทำนั้น ๆ ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม หากอ่านหนังสือเล่มนี้เมื่อ 3 ปีที่แล้ว มันอาจเป็นหนังสือเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ชีวิตเดินไปอีกทางหรืออาจจะไม่ได้ซาบซึ้งอะไรและก่นด่าเบา ๆ ในใจพร้อมทั้งไม่มีรีวิวดี ๆ แบบนี้ให้อ่านก็ได้!

เพราะฉะนั้น เราเองเลือกจะเชื่อว่าทุกอย่างมีเหตุผลและถูกจัดการเอาไว้แล้วโดยจักรวาล (อลังการไปไหม?) มันอาจจะต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่าง ที่เมื่อสามปีก่อนไปบิกซี รังสิตและหยิบมาเป็นเจ้าของ และก็มีเหตุผลอะไรอีกเช่นกันที่ทำให้ยังไม่หยิบมันขึ้นมาจนเมื่อไม่นานมานี้ เพียงแต่ว่าเหตุผลนั้นอาจจะยังไม่ปรากฎให้ทราบก็ได้

แต่ตอนนี้พอจะทราบเลา ๆ แล้วค่ะ ว่าทำไมถึงถูกกำหนดให้ดองบลอคคุณถึง 2 ชั่วโมงกว่า...เพราะว่าถ้าเป็นเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว อ่านแล้วเม้นต์คุณไป จะไม่สามารถเข้าใจหัวอกของคุณได้เป็นอย่างดีและสดร้อนขนาดนี้เลยล่ะค่ะ...เป็นเหตุผลที่ฟังขึ้นหรือเปล่าคะ?


ป.ล.มีคำผิดเล็กน้อยค่ะ (ขอโทษนะคะ เป็นโรคจิตชอบทักคำผิดอ่ะค่ะ ความสุขอย่างหนึ่ง!): "ตอบคำถาม" ย่อหน้า เคยไปเยี่ยมญาติหรือไม่/ "ตลกขบขัน" ย่อหน้าใต้รูปเด็ก ๆ/ "ตัดสินใจ" ย่อหน้า เกือบก่อนสุดท้าย


โดย: นางสาวดุ่บดั่บ วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:9:34:01 น.  

 
พาดพิงได้ตามสะดวกเลย ยังไงก็บอกกล่าวกันด้วยนะครับ ^_^

ปล. เจอคอมเม๊นต์แต่ละอันยาวๆกันทั้งนั้น ทำให้ผมรู้สึกอายจัง แหะๆๆ


โดย: BloodyMonday~ IP: 124.120.63.30 วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:12:49:53 น.  

 
คุณนัทธ์
ลืมไปสนิทสุดๆเลยครับ 555+
ลืมชนิดที่ว่าไม่ได้ตระหงิดใจเลยสักนิด เฮ้อ...เกือบไปแล้วไหมล่ะ -*-

เรื่องรสชาติชามะนาวนี่...ถ้าแย่ขนาดนั้นอ่านแล้วยิ่งเสียดายเงินแทน...
แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ครับ ประสบการณ์ที่คุ้มค่าเพราะคุณนำมาถ่ายทอด(ตักเตือน)คนอื่นได้ด้วย

คุณนางสาวดุ่บดั่บ
อ่านเมนต์แรกแล้วแอบดีใจ ในที่สุดก็มีผู้รอดชีวิตจากตัวหนังสือของผมแล้ว!! 555+

ไม่เกี่ยวกับว่าข้ออ้างสมเหตุสมผลไหมหรอกครับ การดองบล็อกผมไม่ว่าจะนาน 2 ชม 2 ปี หรือ 2 ชาติภพ
ไม่ต้องอาศัยเหตุผลใดๆทั้งสิ้นครับ เหมือนๆกับการดองหนังสือเช่นกัน ต่างกันที่ผมไม่งอนเหมือนหนังสือครับ ^^

“จังหวะ” ที่เหมาะสมที่สุดไม่ใช่จังหวะที่เราจะได้รับสาระดีที่สุดอย่างที่ผมเขียนหรอกครับ
แต่เป็นจังหวะที่เราสะดวกมือ สะดวกใจ และมีอารมณ์อยากจะหยิบมันขึ้นมาอ่านต่างหาก
นั่นแหละ จังหวะที่เหมาะสมที่สุด โดยไม่จำต้องคิดสงสัยว่าถ้าก่อนหน้าหรือหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร


เขียนแบบนี้คุณอาจจะสงสัย แล้วผมจะไปตั้งคำถามถามทำไมว่า “ถ้าอ่านคนละจังหวะเวลาจะเป็นอย่างไร”
ก็บอก เตือน และติดประกาศแล้ว...ว่าตัวหนังสือของผมอ่านแล้วเซลสมองจะถูกสังหารอย่างเลือดเย็น 555+

ปล ขอบคุณสำหรับการตรวจตราครับ แก้ไขคำผิดเรียบร้อยแล้วงับป๋ม ^^

คุณ BloodyMonday
คุณกำลังจะหนีไปเมืองมังกรซะแล้ว (จะไปสู้กับมัมมี่เจ็ท ลีหรอครับ 555+)
บล็อกที่จะพาดพิงจะอัพในวันนี้พรุ่งนี้นะครับ แต่จะโชว์ตัวอยู่ได้แค่ ถึงวันที่ 25 เท่านั้น
เพราะ 25 ผมต้องอัพต้นไม้ใต้โลกที่สัญญากับเพื่อนๆไว้ กลับมาแล้วแวะไปดูนะครับ ^^


โดย: ขอรบกวนทั้งชุดนอน วันที่: 19 กรกฎาคม 2551 เวลา:18:30:01 น.  

 
ถ้าคุณดูแล้ว(Harry Potter) น่าจะทำให้อยากอ่านมากขึ้นนะคะ harry potterในหนังนั้นสนุก แต่มันเป็นแค่ส่วนนึงของความสนุกทั้งหมดนะคะถึงจะหนาแต่สนุก อยากบอกว่าเล่ม6สนุกมากๆถ้าไม่อ่านจะเสียใจเดี๋ยวหนังก็จะเข้าโรงแล้วด้วย ส่วนราคาที่แ-พ-ง นั้นก็ไปยืมคนอื่นมาอ่านซิคะ หรือไม่งั้นก็นั่งอ่านที่ร้านหนังสือ(ที่มีที่ให้นั่งอ่าน)อันนี้ในกรณีที่หนังสือไม่หนามาก แต่ถ้าเป็นharry potterต้องพิจารณาอีกครั้ง หรือยืมที่หอสมุด หรืออ่านจากในอินเตอร์เน็ต หรือหาซื้อจากร้านที่ขายถูกๆ แต่ถ้าคนที่ชอบจิงๆเค้าก็ยอมซื้อครบชุดนะคะเพราะมันคุ้มค่า เก็บเพื่อลูกเพื่อหลานได้ ต่อไปเชื่อแน่ค่ะว่า Harry potterต้องเป็นวรรณกรรมคลาสิกของโลกเลย(จริงๆนะ)


โดย: Martha IP: 124.122.192.216 วันที่: 21 กรกฎาคม 2551 เวลา:23:51:23 น.  

 
ปกติหนังสือประเภทนี้ และเล่มไม่หนาไม่บางขนาดนี้แม่ไก่จะไม่ค่อยดองค่ะ (เว้นแต่จะอ่านไม่ออกหรือไร้อารมณ์เอาจริง ๆ ...ซึ่งในกรณีนี้จะไม่เรียกว่า"ดอง"...) ก็เลยไม่แน่ใจนักว่าจะเข้าใจอารมณ์ของคนที่ดองหนังสือแบบนี้ไว้นาน ๆ ได้อย่างถ่องแท้หรือเปล่า...?

ก็เลยแค่มาทักทายเงียบ ๆ รอดูผลผลิตจากต้นไม้ใต้โลกของคุณชุดนอนในอีกวันสองวันที่จะถึงนี้ค่ะ


โดย: แม่ไก่ วันที่: 23 กรกฎาคม 2551 เวลา:11:06:08 น.  

 
สวัสดีค่ะ มาเคาะประตูเชิญมาแวะเยี่ยมบล๊อกแม่ค้าหนังสือมือสองค่ะ หนังสือมือสอง นำเข้า ภาษาต่างประเทศเจ้าค่ะ ร้านอยู่ที่เสรีเซ็นเตอร์ ถ้าชอบอ่านหนังสือ อยากให้แวะมาดูรูปค่ะ


โดย: หนังสือมือสอง (AngelTomorrow ) วันที่: 25 กรกฎาคม 2551 เวลา:1:31:44 น.  

 
ลงชื่อรออ่านเล่ม 4 ค่ะ (ชุดนี้ไม่กล้าอ่านเอง กลัวทำใจไม่ได้)


โดย: หมูย้อมสี วันที่: 26 กรกฎาคม 2551 เวลา:14:00:21 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

ขอรบกวนทั้งชุดนอน
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 25 คน [?]




Group Blog
 
<<
กรกฏาคม 2551
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
17 กรกฏาคม 2551
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add ขอรบกวนทั้งชุดนอน's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.