คนเล็ก หัวใจใหญ่ ตัวจริง

4 มค. 2554

Entry แรกรับปีใหม่... ด้วยน้ำตา

กับรายการคนค้นคน ที่เปิดดูโดยบังเอิญ

รายการวันนี้เป็นเรื่องของเด็ก ๆ 3 คน ที่สภาพภายนอกอาจจะไม่ได้มีบางอย่างเท่าคนอื่น

แต่หัวใจ ความมุ่งมั่น และความเชื่อมั่นในความเป็นคนคนหนึ่งของตัวเอง

อาจจะมีมากกว่าคนที่คิดว่าตัวเองที่เป็นคนปกติมี นั่นรวมถึงเราด้วย

เรื่องของน้องสามคน น้องสาวได้ดูตอนที่รับรางวัลเล่าให้ฟัง
ปกติน้องจะเป็นคนที่แทบไม่เคยร้องไห้เลย แต่เธอบอกว่าตอนดูเรื่องนี้แล้วก็ร้องไห้ไปด้วย

คืนนี้รายการเอาเรื่องของน้องหลังจากออกจากโรงเรียนศรีสังวาลย์ออกมาใช้ชีวิตข้างนอกเพื่อเรียนต่อที่ มช. มาให้ดูต่อ
เราดูแค่ตอนแรกที่น้องเค้าขึ้นไปรับรางวัล น้ำตาก็ไหลพรากแล้ว

สำหรับตัวเราเองแล้ว จริง ๆ ตอนนี้ทำงานที่ได้เกี่ยวข้องกับเด็กพิการและบกพร่องทางด้านสติปัญญา

ได้สัมผัส ได้เจอทุกวัน จนคิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา

สำหรับเราแล้ว เด็ก ๆ ของเราก็ไม่ได้แตกต่างกับเด็กคนอื่น

ถึงแม้ว่าพวกเค้าเหล่านี้จะ “พิเศษ” กว่าเด็กทั่วไปก็ตาม

ดังนั้นในการทำงานกับพวกเขา เราก็ต้องมีการจัดการอะไร “พิเศษ” เพื่อพวกเขาด้วยเช่นกัน

ก็เหมือนกับโรงเรียนศรีสังวาลย์ซึ่งจะมีการออกแบบและจัดการสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกายให้สามารถช่วยเหลือตัวเองได้และใช้ชีวิตในโรงเรียนได้ง่ายขึ้น

แต่... นอกโรงเรียน นอกบ้าน หรือนอกที่ทำงานของเราล่ะ...

พวกเขาจะใช้ชีวิตในโลกที่ไม่ได้จัดเตรียมอะไรให้เขาได้อย่างไร

การทำงานของเราส่วนมากก็จะได้เจอเด็ก ๆ แค่ตอนเล็ก ๆ เท่านั้นเองส่วนมากก็จนถึงประถม พอเริ่มโตขึ้นก็จะห่าง ๆ กันไปบ้าง

ตอนนี้มีน้องบางคนที่เคยได้เจอกันเรียนถึงชั้นมัธยมแล้ว
เห็นว่าเด็ก ๆ บางคนรุ่นที่โตแล้วที่ไม่ได้บกพร่องมากนักก็เรียนมหาวิทยาลัยบ้างเหมือนกัน

การเห็นน้องสามคนในรายการที่ แม้แต่ยกช้อนขึ้นมากินข้าวแต่ละคำ ก็เป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเราตั้งไม่รู้กี่เท่า

แต่เค้าก็ยังพยายามที่จะใช้ชีวิตในฐานะคน ๆ หนึ่งในสังคมให้ได้

จะพูดว่านี่เป็นเรื่องที่ส่งผลต่อจิตใจเรามากที่สุดอีกเรื่องหนึ่งก็ว่าได้

พอได้ดูรายการนี้แล้วก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกัน
แต่ก็ทำให้เราคิดอะไรของเราขึ้นมาหลายอย่าง
ทั้งในเรื่องการทำงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กกลุ่มนี้
และเรื่องความพยายามในการใช้ชีวิตในฐานะคนหนึ่งที่เกิดมาบนโลกใบนี้

ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำงานกับเด็ก ๆ เหล่านี้มาระยะหนึ่งแล้ว
เราไม่เคยมองว่าเค้าพิการก็จริง
แต่เราก็ไม่เคยกลับมามองดูตัวเองจริง ๆ ว่า เราคิดว่าเด็กพิเศษของเรานั้น “เท่ากับ” เด็กปกติจริง ๆ รึเปล่า

การที่เราคุยกับพ่อแม่น้อง เราเห็นใจเขาเพราะคิดว่าลูกเขา “ไม่เท่า” กับลูกคนอื่นรึเปล่า

การที่เราบอกพ่อแม่ว่า อย่าเอาน้องไปเทียบกับเด็กคนอื่น เพราะเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน

น้องแต่ละคนเค้าจะมีการพัฒนาการไม่เท่ากัน น้องก็แค่ช้ากว่าคนอื่นเท่านั้นเอง
คุณพ่อคุณแม่ต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆช่วยดูแลให้น้องโตขึ้นไปพร้อม ๆ กัน

การที่เราพูดแบบนั้นไป เราเข้าใจความรู้สึกของเขาจริง ๆ ไหม

ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่อยู่แล้ว แล้วคนที่เหลือจะอยู่ต่อไปแบบไหนล่ะ

ความรู้สึกที่แท้จริงของพ่อแม่ จะเพียงขอให้ลูกเดินได้ก็พอแล้ว ขอให้ลูกช่วยตัวเองได้ก็พอแล้ว อย่างที่เขาบอกเราเท่านั้นจริง ๆ รึเปล่า

หรือเราทำให้เขาต้องคิดแบบนั้น คิดว่าลูกเขาทำได้แค่นั้น

สิ่งที่เราทำไป มัน “เหมาะสมและเพียงพอ” แล้วหรือยัง

สำหรับการใช้ชีวิต เราซึ่งมีอะไรที่ง่ายต่อการใช้ชีวิตมากกว่าน้องทั้งสามคนตั้งมากมาย

เราได้ใช้ความพยายามมากพอหรือยัง เราเคยทำอะไรอย่างเต็มกำลังแล้วหรือยัง

แล้วเราจะทำอะไรมากกว่านี้ได้อีกไหม... และคืนนี้จะนอนหลับรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

เขียนเสร็จแล้วพึ่งนึกได้ว่าไม่มีเนตนี่นา แล้วจะได้อัพเมื่อไหร่ล่ะเนี่ย ช่างเถอะนะ ก็อารมณ์อยากเขียนมันเกิดขึ้นมาตอนนี้เองนี่นา

อยากพักเรื่องที่ทำให้อารมณ์อึมครึม
ก็เลยนึกถึงวันที่ได้ติดตามกลุ่มพี่สาวไปเลี้ยงอาหารกลางวันเด็ก ๆ ที่โรงเรียนสอนคนตาบอดภาคเหนือ เมื่อวันพ่อที่ผ่านมา

เป็นสิ่งที่ยังไม่เคยทำและไม่เคยคิดจะไปเลย เคยแต่สมทบทุนอย่างเดียว คิดมาตลอดว่าไม่ใช่คนรักเด็ก

แบบว่าเห็นในทีวีคนที่ไปเค้าต้องไปชวนเด็กเล่น ชวนคุยอะไรแบบนี้ ทำไม่ได้นี่นา มันไม่ใช่แนว

เพิ่งรู้ว่าการได้ไปประสบด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่ส่งเงินไปอย่างเดียวเหมือนทุกที ก็เป็นความรู้สึกที่ดีเหมือนกัน

ถึงจะทำหน้าที่แค่ช่วยจัดอาหาร แจกขนมไว้บนโต๊ะ กับคอยถ่ายรูป ไม่ได้ไปพูดคุยกับน้อง ๆ

อาหารญี่ปุ่น... อย่าง... มาม่าผัด ได้รับการตอบรับจากเด็ก ๆ เป็นอย่างดี
เติมกันคนละหลายรอบ ถึงอิ่มแล้วก็ยังพยายามกินให้หมด

เห็นแล้วประทับใจมากที่เค้าพยายามตอบแทนเราเท่าที่เค้าทำได้ด้วยการไม่กินทิ้งขว้าง... แอบรู้สึกผิดขึ้นมาเวลาตัวเองกินข้าวไม่หมด

เจ้ ๆ ทั้งหลายก็ทำเรื่องแอบฮากันไว้หลายเรื่องเหมือนกัน แต่ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิดค่ะพี่
แต่คราวหน้าอย่างเผลอเอาช้อนส้อมของน้อง ๆ ไปเก็บละกันนะคะ

วันนั้นเอง ที่ได้มีโอกาสฟังน้องที่โรงเรียนเล่นเปียโน น้องเล่นเก่งมากเลย ความบกพร่องทางร่างกายไม่ใช่อุปสรรคสำหรับดนตรีจริง ๆ ด้วย

และวันนั้นอีกเช่นกันที่ได้ฟังเพลง “หนึ่งในร้อย” ที่เพราะที่สุดในชีวิตเท่าที่เคยได้ฟังมา




 

Create Date : 05 มกราคม 2554
1 comments
Last Update : 5 มกราคม 2554 16:32:49 น.
Counter : 417 Pageviews.

 

แวะมาอ่านจร้าขออนุญาตฝากเว็บไว้ในอ้อมกอดน้อยๆด้วยนะครับ|เข้าชมเว็บ บิ๊กอายขอบคุณครับ

 

โดย: bigeye (tewtor ) 17 เมษายน 2554 3:35:22 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


arce
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]




Group Blog
 
<<
มกราคม 2554
 
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031 
 
5 มกราคม 2554
 
All Blogs
 
Friends' blogs
[Add arce's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.